Blog

#WithWiron

Let Her Talk ตอนที่ 3 "เธอชื่อ วิรอน"  ความรุนแรงต่อผู้หญิงและเด็กผู้หญิงอาจจะไม่ได้มาแค่ในคราบของรอยฝกช้ำ แต่สามารถมาในรูปแบบของการละเมิดสิทธิมนุษยชนของผู้หญิง การสร้างปัญหาสุขภาพ และผลกระทบต่อการใช้ชีวิต ถึงแม้ว่ากลุ่มผู้หญิงในตอนนี้จะลุกขึ้นมาและใช้เสียงตัวเองเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรม แต่เสียงของพวกเธอกลับถูกกลบด้วยอำนาจอย่างอื่นและพื้นที่ของพวกเธอในการใช้เสียงก็ไม่ปลอดภัยอีกต่อไป ดังนั้น นอกจากพื้นที่เปิดและปลอดภัยสำหรับผู้หญิงในการใช้เสียงของตัวเอง มูลนิธิผสานวัฒนธรรมยังเห็นถึงช่องโหว่ในการปกป้องเสียงเหล่านั้น “ที่เราลุกขึ้นมาสู้ เราสู้เพื่อสิทธิชุมชนของเรา เพราะเรารู้ว่าเราพึ่งใครไม่ได้ นอกจากตัวเอง” ถึงแม้ว่าปัญหาเรื่องสิทธิที่ดินทำกินและผลกระทบทางธรรมชาติจากสารพิษต่างๆ จะเกิดขึ้นทั่วทุกภาคของประเทศไทย แต่กว่า 10 ปีที่เสียงของชาวบ้าน 6 หมู่บ้าน ในอำเภอวังสะพุง จังหวัดเลย ยังส่งไปไม่ถึงผู้ประกอบการเหมืองแร่ทองคำ ‘แม่ไม้ หรือ วิรอน รุจิไชยวัฒน์’ ตัวแทนกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิด จึงรู้ว่า หากไม่มีหน่วยงานรัฐช่วยเหลือ เธอและคนในหมู่บ้าน ก็จำเป็นต้องสู้ด้วยตัวเองให้ถึงที่สุด เราอาจเคยเห็นข่าวการต่อสู้คัดค้านการสร้างเหมืองแร่ที่วังสะพุงอยู่หลายครั้งหลายครา แต่คดีดังกล่าวก็ยังคงไม่สิ้นสุด วิรอนเล่าว่า ชาวบ้านโดนฟ้องหลายคดี มีการเรียกร้องค่าเสียหายกับชาวบ้าน ทั้งจากผู้ประกอบการเอง และอบต.ท้องถิ่น เนื่องจากชาวบ้านคัดค้านการเปิดประชุมการทำเหมือง อบต.อ้างว่าพวกเขาคัดค้านการทำงานของเจ้าหน้าที่ นอกจากชาวบ้านในละแวกนั้นจะได้รับผลกระทบจากสารพิษที่ไหลลงแหล่งน้ำและแหล่งอาหารตามธรรมชาติ วิรอนยังบอกว่า มีผลกระทบต่อผู้หญิงเช่นเดียวกัน ถึงแม้ว่าจะไม่ใช่ผลกระทบทางด้านความรุนแรงเช่นเดียวกับการโดนทำร้ายในครอบครัว แต่พวกเธอโดนละเมิดสิทธิ ทั้งยังถูกดำเนินคดี เพราะผู้หญิงออกหน้าเป็นแกนนำในการตั้งคำถาม… Continue reading #WithWiron

Advertisements
statement

Statement by the Cross Cultural Foundation (CrCF): PM urged to revamp a right-violation ‘disciplinary punishment’

Released on 23rd November 2017 Statement by the Cross Cultural Foundation (CrCF) PM urged to revamp a right-violation ‘disciplinary punishment’ at the Armed Forces Academies Preparatory School In pursuance to the case of Mr. Phakhapong Tanyakan, aka ‘Nong Moei’, a first-year cadet student who died on 17 October 2017 at the Armed Forces Academies Preparatory… Continue reading Statement by the Cross Cultural Foundation (CrCF): PM urged to revamp a right-violation ‘disciplinary punishment’

statement

แถลงการณ์มูลนิธิผสานวัฒนธรรม: เรียกร้องนายกรัฐมนตรีทบทวนระบบ “ซ่อมทหาร” โรงเรียนเตรียมทหาร

เผยแพร่วันที่ 23 พฤศจิกายน 2560   แถลงการณ์มูลนิธิผสานวัฒนธรรม เรียกร้องนายกรัฐมนตรีทบทวนระบบ “ซ่อมทหาร” โรงเรียนเตรียมทหาร ที่ละเมิดสิทธิมนุษยชน   จากกรณีที่ นายภคพงศ์ ตัญกาญจน์ หรือน้องเมย นักเรียนเตรียมทหารชั้นปีที่ 1 เสียชีวิตเมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2560 ที่โรงเรียนเตรียมทหาร โดยไม่มีคำชี้แจงที่ละเอียดจากผู้เกี่ยวข้อง เพียงแต่มีใบมรณบัตร ระบุสาเหตุการเสียชีวิตต่อบิดามารดา (นายพิเชษฐ และนางสุกัลยา ตัญกาญจน์) ว่าเกิดจากภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน ทั้งที่ครอบครัวยืนยันว่านายภคพงศ์มีร่างกายแข็งแรงดีก่อนเสียชีวิตจากนั้นครอบครัวได้นำศพนายภคพงศ์ไปชันสูตรหาสาเหตุการเสียชีวิตจากสถาบันนิติวิทยาศาสตร์พบว่า อวัยวะที่สำคัญภายใน และสมองหายไป มีการยัดแทนด้วยสำลี โดยไม่มีเอกสารชี้แจงจากทางโรงเรียนเตรียมทหาร หรือแจ้งให้ญาติทราบแต่อย่างใด ต่อมาพลเอกประวิตร เรืองสุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้ออกมาพูดต่อสื่อมวลชนให้เหตุผลของการตายก่อนทราบผลการชันสูตรพลิกศพว่าเป็นการตายที่ไม่ได้มาจากการทำร้ายร่างกายหรือซ้อมทรมานและการ “ซ่อม” หนักเป็นเรื่องปกติของโรงเรียนเตรียมทหาร ทั้งยังได้แสดงความเห็นกับนักข่าวถึงการแก้ปัญหาเพื่อไม่ให้เหตุการณ์ทำนองนี้เกิดซ้ำอีกว่า “ก็ไม่ต้องเข้ามาเรียน ไม่ต้องมาเป็นทหาร เราเอาคนที่เต็มใจ” เป็นคำพูดของรองนายกรัฐมนตรีที่คนในสังคมตั้งคำถามวิพากษ์วิจารณ์ว่า เหมาะสมหรือไม่ มูลนิธิผสานวัฒนธรรมเห็นว่า ประเด็นการเสียชีวิตของนายภคพงศ์ซึ่งอยู่ในความควบคุมดูแลของโรงเรียนเตรียมทหารกรณีนี้ เป็นที่คลางแคลงใจของสังคมอย่างยิ่ง สมควรที่ต้องมีการสอบข้อเท็จจริงและชี้แจงอย่างถูกต้องด้วยท่าทีที่เหมาะสม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อนายกรัฐมนตรีได้ประกาศให้สิทธิมนุษยชนเป็นวาระแห่งชาติ จึงเรียกร้องและขอให้นายกรัฐมนตรีพิจารณาในประเด็นดังต่อไปนี้… Continue reading แถลงการณ์มูลนิธิผสานวัฒนธรรม: เรียกร้องนายกรัฐมนตรีทบทวนระบบ “ซ่อมทหาร” โรงเรียนเตรียมทหาร

Blog

#WithKamonphan

Let Her Talk ตอนที่ 2 "เธอชื่อ กมลพรรณ์" เราอยากให้บทความนี้ ที่ได้รับการเรียบเรียงมาจากบทสัมภาษณ์ เป็นพื้นที่เปิด เป็นกระบอกเสียงให้กับเสียงของผู้หญิงที่มีเบื้องหลายทางด้านต่างๆที่แตกต่างกัน แต่สิ่งหนึ่งที่ทำให้พวกเธอเหมือนกันก็คือการได้ประสบกับปัญหาที่เกิดขึ้นจากความรุนแรงในรูปแบบหลากหลายที่หลายๆ คนอาจจะนึกไม่ถึง และนี่คือการแสดงจุดยืนเพื่อส่งเสริมการยุติความรุนแรงต่อเด็กหญิงและผู้หญิงในทุกรูปแบบ อีกทั้งยังอยากส่งกำลังใจไปถึงผู้อ่านทุกๆคน ที่กำลังเผชิญอยู่หรือผ่านมาแล้วกับความรุนแรง ไม่ว่าจะในรูปแบบ กาย หรือวาจา จากคนใกล้ชิด สังคม หรือระบบ Give her space. Let her talk. And let her lead. เมื่อพูดถึงความรุนแรง หลายคนอาจนึกถึงการกระทำทางร่างกายที่ส่งผลให้เกิดบาดแผล เพราะเห็นได้ด้วยตาอย่างชัดเจน ทว่า “กมลพรรณ์ แซ่ลี้” ผู้ประสานงานเครือข่าย ‘ลีซู’ ซึ่งเป็นชาติพันธุ์ชนเผ่าทางภาคเหนือของประเทศไทย เห็นความสำคัญถึงความรุนแรงในอีกด้านหนึ่งที่สามารถสร้างรอยแผลได้เทียบเท่ากัน คือ ความรุนแรงที่ถูกส่งผ่านอคติและคำพูด เป็นธรรมดาที่สังคมจะมองและตั้งคำถามอยู่ตลอดเวลา แต่สิ่งที่เลวร้ายคืออคติก่อให้เกิดความรุนแรงทางคำพูด โดยเฉพาะกับผู้หญิง กมลพรรณ์ กล่าวว่า ผู้คนบางกลุ่มในสังคมไทย หรือแม้แต่สังคมชนเผ่าที่เธออาศัยอยู่ ตัดสินผู้หญิงที่เลิกกับสามี หรือผู้หญิงที่เป็นแม่เดี่ยว มีลูกแต่ไม่ได้อยู่กับสามี ว่ามีความบกพร่อง… Continue reading #WithKamonphan

Blog

#WithAnchana

ตอนที่ 1 "เธอชื่ออัญชนา" บทความนี้ได้เรียบเรียงมาจากบทสัมภาษณ์เพื่อส่งเสริมการยุติความรุนแรงต่อผู้หญิงในทุกรูปแบบ                ผลกระทบจากการที่น้องเขยของ “อัญชนา หีมมิหน๊ะ” หัวหน้ากลุ่มด้วยใจ ถูกดำเนินคดีอย่างไม่เป็นธรรมเมื่อปี 2551 ทำให้เธอมองเห็นว่า ยังมีกลุ่มคนที่ขาดการช่วยเหลือจากภาครัฐ เนื่องจากบริบทของความขัดแย้งยังมีช่องว่างที่ทำให้ประชาชนเข้าไม่ถึงกระบวนการยุติธรรมต่าง ๆ นี่จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการทำงานเพื่อปกป้องสิทธิของผู้คนในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้              หญิงสาวชาวสงขลาผู้นี้ก้าวเข้ามาเป็นหนึ่งในองค์กรภาคประชาสังคม (NGO) ทำงานช่วยเหลือกลุ่มผู้หญิงที่ถูกมองว่าเป็นฝ่ายตรงข้ามรัฐ ซึ่งเป็นความท้าทายในการทำให้รัฐเข้าใจถึงปัญหาที่เกิดขึ้นในพื้นที่ อัญชนาเล่าว่า ปัญหาของผู้หญิงทั่วประเทศมีความคล้ายคลึงกัน แต่ปัญหาในภาคใต้ถูกกดทับด้วยประเด็นความมั่นคง ผู้หญิงในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้อาจเป็นเหยื่อโดยตรง คือ ได้รับบาดเจ็บ และเสียชีวิต และเป็นเหยื่อโดยอ้อม คือ เปลี่ยนบทบาทจากช้างเท้าหลังเป็นช้างเท้าหน้า              เมื่อผู้หญิงจำเป็นต้องทำหน้าที่เป็นเสาหลักของครอบครัว เช่น ผู้หญิงที่ตกเป็นหม้าย ผู้หญิงที่ดูแลสามีในเรือนจำ ผู้หญิงที่ดูแลเด็กและครอบครัวของผู้ชายที่ถูกวิสามัญฆาตกรรม หรือครอบครัวผู้ต้องสงสัย หรือครอบครัวผู้หลบหนี อาจมีปัญหาเรื่องการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม ทั้งยังได้รับผลกระทบทางด้านจิตใจ และไม่ได้รับการดูแลสนับสนุนจากรัฐในการใช้ชีวิตในระยะยาว ทั้งด้านเศรษฐกิจ ด้านการศึกษา รวมถึงเด็ก ๆ ในครอบครัวเหล่านี้ด้วย              “ทุกคนกำลังผลักภาระทางสังคมให้ผู้หญิงรับผิดชอบ โดยไม่ได้แสวงหา สนับสนุนทรัพยากร ให้ผู้หญิงก้าวมามีบทบาทแบบนั้นอย่างมีประสิทธิภาพ เพราะผู้หญิงมีบทบาทที่สำคัญอีกอย่างคือ เป็นแม่ของเด็กที่จะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ดีในอนาคตได้ เราจึงเห็นความสำคัญของผู้หญิงในความขัดแย้ง”… Continue reading #WithAnchana