ทำความรู้จักอาสาสมัครนักสิทธิมนุษยชน รุ่นที่ 14 มูลนิธิผสานวัฒนธรรม

3-01

การแนะนำตนเอง เป็นการเลือกเขียนเรื่องราวบางเศษเสี้ยวของตัวตน เราเลือกหยิบบางช่วงเวลาสั้น ๆ ในประวัติศาสตร์ของชีวิต มาร้อยเรียงเป็นเรื่องราวขนาดใหญ่ ตัดทอนเรื่องราวที่ถูกหลงลืม หรือเรื่องราวที่เลือกจะไม่เล่าออกไป เพื่อให้เรื่องเล่ามากมายมหาศาลในความทรงจำ กลายเป็นข้อเขียนขนาดย่อสำหรับการแนะนำตนเอง

การแนะนำตนเองจึงไม่อาจบอกเล่าถึงตนเองได้อย่างครบถ้วน เป็นเพียงการบอกเล่าเรื่องราวของตนเองเพียงบางส่วนสั้น ๆ หรือบอกเล่าเป็นเบื้องต้น เป็นข้อเขียนที่เราอยากให้ผู้อ่านได้รับรู้ถึงตัวตนของเรา ที่เราเลือกจะหยิบยกออกมาสื่อสารในตอนนี้เท่านั้น และตัวเราในตอนนี้ก็จะจากไปในวันหนึ่ง

 

ชื่อ คุณภัทร นามสกุล คะชะนา ชื่อเล่น พล็อต เกิดวันที่ 4 เดือน มกราคม พ.ศ.2538 หรือ ค.ศ.1995 จบชั้นประถมจากโรงเรียนทรงวิทยา สมุทรปราการ จบชั้นมัธยมจากโรงเรียนสิริรัตนาธร กรุงเทพฯ ย่านอุดมสุข จบปริญญาตรีจากคณะรัฐศาสตร์ สาขาการปกครอง มหาวิทยาลัยเปลวเทียนให้แสง รามคำแหงให้ทาง ครอบครัว 4+– คน พ่อ แม่ น้องสาว บุคลิกที่เป็น จะเงียบ ๆ บ้าง คุยบ้าง กวนบ้าง และเปิดใจรับฟังผู้คน สิ่งที่ชื่นชอบคือ การดื่มเบียร์ เดินทางท่องเที่ยว ดูภาพยนตร์ ฟังเพลง อ่านหนังสือ และสนทนาการเมืองสังคม

 

สิ่งที่อยากจะเริ่มต้นบอกเล่า คือ เรื่องราวเกี่ยวกับตัวเองและครอบครัวคร่าว ๆ คือ เราเกิดกรุงเทพฯ ช่วงที่แม่ได้รับการผ่าตัดคลอดเราออกมาเป็นเด็กทารก แล้วเราก็ย้ายไปเติบโตอยู่ที่ราชบุรีช่วงสั้น ๆ ก่อนที่จะย้ายขึ้นมาอยู่เขตบางนา เขตแดนตอนใต้แห่งเมืองกรุงเทพมหานคร ณ แฟลตบ้านพักข้าราชการเก่า ๆ โทรม ๆ แล้วก็ใช้ชีวิตวนเวียนอยู่ที่บางนา นับตั้งแต่นั้นเรื่อยมา

ด้วยสถานะของการเป็นครอบครัวข้าราชการ ที่แม้จะเผชิญกับสภาวะทางการเงินและเศรษฐกิจอยู่บ้าง แต่ก็มีโอกาสในการเข้าถึงทรัพยากรต่าง ๆ ได้มากมาย รวมถึงการดำรงชีวิตของครอบครัวเรื่อย ๆ มา ก็มีความรู้สึกที่ค่อนข้างอบอุ่นและสบายใจ เมื่อได้อยู่กับครอบครัว ช่วงเวลาที่ได้ออกเดินทางไปเที่ยวกัน มักจะรู้สึกสนุกเสมอ ๆ คล้ายกับกลุ่มเพื่อนที่สนุกสนานไปด้วยกัน

ถึงแม้ว่า ตนเองจะเป็นคนกรุงเทพมหานคร ด้วยสถานที่และวิถีชีวิตที่เติบโต แต่หากเลือกมองในมุมของสายเลือดจากบรรพบุรุษ ก็จะพบว่า ตนเองมีความหลากหลายทางชาติพันธุ์มาก ๆ เริ่มจากครอบครัวทางพ่อ คุณปู่ของคุณปู่เป็นชาวจีนอพยพมาทำเกษตรกรรมที่เพชรบุรี ส่วนครอบครัวคุณย่านั้นเป็นคนเพชรบุรีตั้งแต่ดั้งเดิม และพ่อก็ถือกำเนิดขึ้นมาด้วยสายเลือดของชาวเพชรบุรี หากพ่อได้บอกเล่าถึงชีวิตวัยเด็กและวัยรุ่นช่วงเติบโตในเมืองเพชรบุรี จะสนุกมาก ๆ ยิ่งถ้าพ่อได้อยู่กับคุณปู่และคุณย่า หรือพี่น้องของพ่อ แล้วพูดมุกตลกด้วยสำเนียงภาษาของชาวเพชรบุรี จะเฮฮามาก ๆ แม้หลายครั้งเราจะฟังภาษาเพชรบุรีไม่ออกก็ตาม พ่อสนับสนุนความเป็นเรามาตั้งแต่เด็ก ๆ ไม่ว่าจะเลือกเส้นทางใด พ่อมักจะให้กำลังอยู่เสมอในเส้นทางที่เราได้เลือก ขอเพียงอย่าลืมสังคมของเราก็เพียงพอ

เมื่อหันมามองครอบครัวทางแม่ ก็จะเริ่มจากคุณตาที่เป็นคนอีสานแห่งดินแดนชัยภูมิ และอยากจะเล่าเกร็ดประวัติของคุณตาเสริมเข้ามาสักหน่อย เพราะคุณตามีจุดเชื่อมโยงกับประวัติศาสตร์การเมืองไทยมาก ๆ คุณตาสมัครเป็นทหารช่วงยุค 2490 เท่าที่จำได้ คุณตาเล่าว่า เคยเข้าร่วมการรัฐประหารในยุคหลัง 2490 และมีบทบาทหลักเป็นทหารช่าง ในช่วงเวลาของยุคพัฒนาโดยจอมพลสฤษดิ์ สร้างถนน สะพาน ระบบไฟฟ้า การประปาต่าง ๆ เพื่อขยายอำนาจรัฐไทย คุณตาเล่าว่า หน่วย GI เคยชมคุณตาว่า ทำงานได้ดีมาก คุณตาเคยขึ้นไปรบในป่าเขาปะทะกับขบวนการปฏิวัติของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย แต่คุณตาเล่าว่า มักจะไม่ยิงกัน เพราะรู้กันและเห็นเป็นคนชาติเดียวกัน ถ้าเขาไม่ยิงมาก็จะไม่ยิงกลับ แล้วคุณตาก็ได้มาเจอกับคุณยายที่ราชบุรี คุณยายเป็นชาวไท-ยวน บรรพบุรุษของคุณยายอพยพมาจากแดนเหนือเชียงแสน คุณยายใจดีมาก ๆ ตอนเด็ก ๆ คุณยายมักจะเลี้ยงดูเราเสมอ แม้จะเติบโตแล้ว คุณยายก็ยังเป็นห่วงเรา มีสิ่งหนึ่งเวลากลับไปราชบุรีคือ คุณยายชอบไล่เราไปตัดผมและโกนหนวดเคราบ่อย ๆ แต่เราก็ทำบ้างไม่ทำบ้าง และเมื่อมีคุณตาคุณยาย ก็จะวนมาที่การถือกำเนิดขึ้นของแม่ แม่เกิดที่เมืองราชบุรี แต่มาเติบโตที่เมืองอุตรดิตถ์ ใช้ชีวิตวัยรุ่นเฮฮาเรื่อยมา จนมาพบกับพ่อ และเราก็ถือกำเนิดขึ้นมาจนได้ แม่เป็นคนดื่มเบียร์ชอบเฮฮา เราจึงรักการดื่มเบียร์ตามแม่มาก ๆ ฮ่า ๆ ๆ แม่ดูแลเรามาเสมอตั้งแต่เด็ก และเปิดกว้างให้กับชีวิตที่เป็นอิสระเช่นเดียวกันกับพ่อ รวมทั้งน้องสาวคือ น้องพลอย ก็เช่นกัน น้องสาวที่เป็นเหมือนกับเพื่อนซี้คนหนึ่งที่รู้จักกันมาตั้งแต่เล็ก ๆ  น้องสาวเป็นคนที่ชอบคิดมากและกังวลบ้าง แต่ก็เป็นคนที่ถ้าตั้งใจทำอะไรก็จะทำให้สำเร็จ รวมถึงการเป็นเพื่อนที่สามารถพูดคุยปรึกษาเรื่องเกี่ยวกับชีวิตกันได้มาก ๆ

หากบอกเล่าถึงชีวิตครอบครัว เรามองว่าครอบครัวของตนเองเป็นครอบครัวที่ค่อนข้างให้อิสระในการเลือกอย่างมาก และพร้อมจะสนับสนุนอยู่เสมอ ๆ เราหวังว่าวันหนึ่ง เมื่อภาวะปัญหาทางการเงินของเศรษฐกิจแบบทุนนิยมที่ครอบครัวเผชิญหน้าเริ่มลดความรุนแรงต่อความเครียดในชีวิตลง ครอบครัวเราจะมีความสุขและรอยยิ้มมากกว่านี้ เหมือนดั่งวัยเด็กที่เติบโตมา เป็นความทรงจำที่ดีมากของชีวิต

 

เรื่องราวเกี่ยวกับครอบครัวจบลง ขอต่อเนื่องมาที่เรื่องราวของตัวตน แม้ว่าเราจะมีความหลากหลายทางชาติพันธุ์อยู่ใน DNA แต่วิถีชีวิตแห่งเมืองศูนย์กลางก็ได้หล่อหลอมเราขึ้นมา ตัวตนเราซึ่งไม่ได้มีอัตลักษณ์ชัดเจนตามแนวคิดท้องถิ่นหรือภูมิภาคนิยม แต่มาจากการสร้างตัวตนผ่านอุตสาหกรรมทางวัฒนธรรมที่ตนเองรับเข้ามาในร่างกาย จนกลายเป็นตัวตนของตนเองในช่วงเวลาหนึ่ง ๆ ที่พร้อมจะปรับเปลี่ยนไปตามบริบทของสถานการณ์ทางสังคม การเมือง เศรษฐกิจ และวัฒนธรรมต่าง ๆ นา ๆ เป็นตัวตนที่ไม่มีวันจะหลีกหนีพ้น และล้วนเป็นผลิตผลของสังคมที่หล่อหลอมเราขึ้นมา

การบอกเล่านับจากนี้ จะขอเชื่อมโยงตัวตนของตนเองเข้ากับอุตสาหกรรมทางวัฒนธรรมบางส่วนเล็ก ๆ ทั้งจากภาพยนตร์ ดนตรี หนังสือวรรณกรรม หรือเชื่อมโยงกับเหตุการณ์ในชีวิตต่าง ๆ บางเรื่อง บางบทเพลง บางเล่ม หรือบางเหตุการณ์ของชีวิตและประวัติศาสตร์ ที่สนใจคลั่งไคล้หรือกระทบกระเทือนต่อชีวิตและจิตใจ เพื่อสะท้อนถึงการย้อนกลับไปมองตนเอง ผ่านการรับสารจากสื่อเหล่านี้ และผลิตออกมาเป็นเรื่องราวของตนเองในที่สุด เรื่องราวนี้อาจจะสะเปะสะปะไม่เป็นเส้นตรง แต่ก็เป็นเรื่องราวที่อยากบอกเล่าให้ผู้อ่านได้รับรู้ว่า เรามองตนเองอย่างไร ภายในช่วงเวลานี้

 

ขอเริ่มจากการกล่าวถึง Easy Rider (1969) เป็นภาพยนตร์เรื่องหนึ่งในบรรดาภาพยนตร์แห่งขบวนการบุปผาชน สะท้อนวัฒนธรรมต่อต้านในช่วงเวลาหนึ่ง ที่เกิดขึ้นในปลายทศวรรษ 60 ณ ดินแดนอเมริกา การใช้ชีวิตอิสระ การออกเดินทาง ความเมามาย ท้องถนนอันกว้างใหญ่ ฉากที่ชอบมากที่สุดคือฉากช่วงต้นเรื่อง ตัวละครมองดูนาฬิกา ก่อนจะถอด แล้วโยนทิ้งลงกับพื้นทราย บิดม้าเหล็กฮาร์เล่ย์ พุ่งไปตามเส้นทางของตนเอง โดยมีบทเพลง born to be wild ของวง Steppenwolf เป็นฉากหลัง ละทิ้งวัตถุที่บ่งบอกถึงกาลเวลา แล้วออกเดินทางไปตามที่หัวใจของตนเองต้องการ

สาเหตุที่ยกภาพยนตร์เรื่องนี้มาเล่าเป็นเรื่องแรก เพราะได้รับชื่นชอบวัฒนธรรมบุปผาชนอย่างมาก หลายปีที่ผ่านมาได้บ้าคลั่งหรืออินกับการเสพวัฒนธรรมนี้อย่างมาก การฟังดนตรี การแต่งกาย การไว้หนวดเครา ความเมาจากวัตถุออกฤทธิ์บางชนิด จนไปถึงแนวคิดเกี่ยวกับสันติภาพ การต่อต้านสงคราม การประท้วงปฏิวัติเปลี่ยนแปลงโดยคนยุคสมัยใหม่ ๆ ด้วยการสร้างวัฒนธรรมทางเลือก เป็นต้น

แม้ว่าความเป็นฮิปปี้ที่รับมา จะเป็นเพียงวัฒนธรรมตะวันตกที่กลายเป็นสินค้าจากยุคเก่าก่อน แล้วปรับให้เข้ากับบริบทสังคมบ้านเรา แต่บางแนวคิดหรือวิถีชีวิตบางอย่างก็ส่งผลต่อตนเองอย่างมาก จนเรามักจะชอบเรียกตัวเองว่าเป็นพวกฮิปปี้ หรืออาจจะเป็นวิถีชีวิตแบบ Rock n Roll ก็ได้ แต่ทั้งหมดก็เป็นตัวตนที่เราสร้างขึ้นจากการเสพอุตสาหกรรมวัฒนธรรม แล้วกลายมาเป็นตัวเองในที่สุด

 

ต่อมาจะขอกล่าวถึงบทเพลงที่อาจเชื่อมโยงกับความเป็นฮิปปี้ในสังคมไทย วงดนตรีที่เราชอบมาก ๆ คือวง สนิมหยก เป็นวงดนตรีจากเชียงใหม่ที่เล่นตามแนวทางของ Rock n Roll เนื้อหาจะกล่าวถึง ชีวิตและเสรีภาพ เพลงโปรดที่จะยกมาได้แก่เพลง Free Bird โดยมีเนื้อหาของบทเพลงดังนี้

“นกที่โผบิน จากถิ่นที่แสนไกล ล่องลอยในสายลม สุขสมและเสรี

ค่ำลงก็พักพิง แอบอิงในพงไพร รุ่งเช้าก็ออกไป ตามทางของมันเอง

Free bird Free bird Free bird I want to be Free bird

ส่วนฉันก็แค่คน สับสนและวุ่นวาย จิตใจและร่างกาย ถูกพันธนาการ

ชีวิตที่ผ่านมา ขอบฟ้าช่างแสนไกล ก้มหัวเดินกลับไป ในกรงของตัวเอง

นกที่เสรี นกที่เสรี นกที่เสรี โบยบินอย่างเสรี”

ดนตรีที่มาพร้อมกับเทคนิคการสไลด์กีต้าร์จนเกิดเสียงบาดหู ได้กลิ่นอายของ southern rock เป็นเสน่ห์ของวงสนิมหยกที่เราชื่นชอบมาก ๆ อาจเพราะเป็นวงดนตรีที่หยิบเอาอุดมการณ์ของขบวนการบุปผาชนมารังสรรค์ใหม่ปรับใช้ให้เข้ากับยุคร่วมสมัยของไทย และวงดนตรีในไทยแนวนี้ก็มีไม่ค่อยมากนัก วงสนิมหยกจึงเป็นอีกวงดนตรีไทยที่เราคลั่งไคล้อย่างมาก เคยมีประสบการณ์ครั้งหนึ่ง คือ การได้ไปงานดนตรีอีสานเขียว แล้วล่องลอยไปกับบทเพลงของสนิมหยก ราวกับอยู่ในบรรยากาศแบบ Woodstock 1969 ลอยล่องจนลืมว่าฟังอะไรไปบ้าง ฮ่า ๆ ๆ

 

ถัดต่อมาเมื่อเราพูดถึงคำว่า โบยบินอย่างเสรี เราก็มักจะนึกถึงการเดินทาง เมื่อนึกถึงการเดินทาง ก็ทำให้เรานึกถึงหนังสือ On the Road ขึ้นมา หนังสือเล่มนี้ถูกเขียนขึ้นโดย Jack Kerouac นักเขียนจากกลุ่ม Beat กลุ่มที่เคลื่อนไหวทางวรรณกรรม ช่วงทศวรรษราว ๆ 1950 ของอเมริกา

เรื่องราวภายในหนังสือเป็นเรื่องราวกึ่งชีวประวัติของ Jack ที่บอกเล่าถึงประสบการณ์การเดินทางทั่วอเมริการาว ๆ ปี 1947-1951 ช่วงเวลาที่ดินแดนอเมริกากำลังก่อร่างสร้างตัวขึ้นมาจากความเฟื่องฟู ภายหลังการได้รับชัยชนะในสงครามโลกครั้งที่ 2 และขึ้นมามีบทบาทเป็นประเทศมหาอำนาจของโลก

ขณะเดียวกันชีวิตการเดินทางใน On the Road กลับสะท้อนชีวิตอีกรูปแบบหนึ่งที่ไม่ได้เดินตามเส้นทางของความมั่งคั่ง แต่เขากลับเลือกที่จะออกเดินทางร่อนเร่ไปตามสถานที่ต่าง ๆ ทั่วอเมริกาจากตะวันออกสู่ตะวันตก จากตะวันตกสู่ตะวันออก การได้พบปะเพื่อนฝูงมากมาย ฉากประกอบเป็นท้องถนนและดนตรี Jazz การเดินทางไปพร้อมกับเพื่อนรักของเขา Neal Cassady “การมาถึงของนีลเป็นการเริ่มต้นใหม่ของผมซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตผมที่คุณเรียกได้เลยว่าเป็นชีวิตบนท้องถนน” หน้า 1 On the Road

ทั้งหมดคือการเดินทางบนท้องถนนแห่งชีวิตของหนังสือ On the Road การได้อ่านหนังสือเล่มนี้ ทำให้รู้สึกคล้ายกับว่าได้ร่วมเดินทางไปกับ Jack แม้สุดท้ายการเดินทางจะสิ้นสุดลง แต่เรื่องราวระหว่างเส้นทางที่พบเจอจะไม่มีวันจางหายไปไหน เล่าเสริมสักหน่อยว่า หลังจากใช้เวลาอ่านจนจบอยู่ราว ๆ 2 เดือนกว่า เราก็มาสมัครโครงการอาสาสมัครนักสิทธิมนุษยชนรุ่น 14 พอดิบพอดี ถือเป็นอิทธิพลส่วนหนึ่งจากหนังสือเล่มนี้ ที่ทำให้เราอยากออกเดินทางไปบนท้องถนนแห่งชีวิต แม้ท้องถนนแห่งชีวิตจะรถติดหนักหลายชั่วโมงแค่ไหนก็ตาม

 

และแน่นอนว่า เรื่องราวหลายเรื่องราวจะไม่มีวันจางหายไปไหน รวมไปถึงเรื่องราวที่เต็มไปด้วยเจ็บปวด เมื่อนึกถึงเรื่องราวที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวด เรามักจะนึกถึงปมปัญหาในใจของตัวเอง บางปมปัญหาของเรามักจะบอกเล่าให้คนอื่นฟังได้ เพื่อบอกว่าตนเองมีที่มาอย่างไร ทำไมถึงมีความคิดหรือพฤติกรรมบุคลิกต่าง ๆ แบบนี้ แล้วก็มีอีกหลายปมปัญหาที่เราจะไม่บอกเล่าได้อย่างง่าย ๆ ได้แต่เก็บกักความเจ็บปวดเหล่านั้นไว้ในหัวใจ

การเขียนแนะนำตัวครั้งนี้ เมื่อเขียนบอกเล่าไปเรื่อย ๆ ก็อยากให้หลาย ๆ คน ได้รับรู้ว่าเรามีที่มาอย่างไร และเราก็ค่อนข้างอยากจะบอกเล่าเรื่องราวเหล่านี้ ผ่านการเขียนนี้ แม้อาจจะทำให้มุมมองของคนอื่นที่มีต่อเราเปลี่ยนไปบ้าง แต่นี่ก็เป็นเรื่องที่ถูกหยิบยกมาจากอดีตและเชื่อมโยงเข้าสู่ปัจจุบัน และปัจจุบันก็เป็นช่วงเวลาที่สำคัญกว่าเสมอ ๆ

 

มาถึงห้วงอารมณ์แบบนี้ ทำให้เรานึกถึงหนังสือเรื่อง สูญสิ้นความเป็นคน เขียนโดย ดะไซ โอซามุ นักเขียนญี่ปุ่นชื่อดังช่วงก่อนและหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เนื้อหาภายในหนังสือ สะท้อนถึงภาวะความเศร้าในจิตใจ ความรู้สึกแปลกแยกต่อสังคมคนรอบข้าง รวมถึงความรู้สึกว่าชีวิตนี้ไร้ความหมาย จนไม่อยากจะมีชีวิตอยู่ต่อ

เป็นหนังสืออีกเล่มหนึ่งที่รู้สึกว่า เป็นตัวแทนของเรื่องราวบางส่วนของตนเองที่เก็บกักไว้ในใจ โดยเฉพาะความรู้สึกแปลกแยกต่อสังคมหรือคนรอบข้าง บางครั้งเรามักจะเกิดความรู้สึกขึ้นมาว่า ตัวเองเป็นส่วนเกิน หรือไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของความเป็นสังคม หรือแม้แต่ส่วนหนึ่งของบนโลกนี้ จนรู้สึกว่าตัวเองไม่มีคุณค่าใดใดในชีวิต บางความรู้สึกอาจเกิดจากเหตุการณ์ในอดีตเกี่ยวกับเรื่องราวของความสัมพันธ์ ที่ได้จบลงไปนานแสนนานแล้ว แต่ความรู้สึกเจ็บปวดจากเรื่องราวเหล่านั้น ก็ยังคงอยู่เสมอ จนกลายเป็นตัวเราตอนนี้

จริงอยู่ว่า หลายต่อหลายครั้ง เราสามารถเป็นตัวเราที่สามารถอยู่ร่วมกับคนอื่น ๆ ได้ อย่างสบายใจ แต่ในบางครั้ง ความรู้สึกแปลกแยกไม่มีคุณค่าใดนี้ ก็เกิดขึ้นมาและคอยกดทับเราอยู่เสมอ ๆ จนเราเคยคิดอยากจะไปพบนักจิตวิทยาหรือหาจิตแพทย์เพื่อบำบัดความคิดนี้ของตนเอง เพราะรูปแบบความคิดนี้ ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตอย่างมากถึงมากที่สุดในชีวิต เราอยากจะรู้ว่าเราเป็นเพียงคนคิดมากเกินไป หรือจัดการความคิดแบบนี้ของตนเองไม่ได้ หรือเป็นคล้ายกับภาวะทางจิตเวช ที่เรียกว่า social anxiety disorder กันแน่ ซึ่งตอนนี้ก็ยังไม่มีคำตอบใดชัดเจน แต่ตั้งใจไว้แล้วว่า หลังจากนี้จะลองไปพบนักจิตวิทยาดูสักครั้งหนึ่ง อาจจะได้แนวทางการจัดการความคิดของตนเองได้ เพื่อที่จะทำให้การใช้ชีวิต หรือกระทั่งการทำงาน เป็นไปได้อย่างดีมากขึ้น เกิดความเหน็ดเหนื่อยน้อยลงหลังจากการพบปะผู้คนที่หลากหลาย

หรือหากว่าไม่ได้อะไรจากแนวทางนั้นมาก ก็คิดว่ายังมีเพื่อน ๆ อีกหลายคนที่รับฟังเรา มีพื้นที่ที่รองรับความเป็นตัวเรา และพาเราหลุดจากวงจรความคิดนี้ได้ในหลายครั้ง แม้ว่าสิ่งที่เรียกว่าวงจร จะหวนย้อนกลับมาอีกครั้งก็ตาม หลายครั้งเราก็สามารถจัดการได้ และใช้ชีวิตต่อไป แต่หลายครั้งบางความรู้สึกก็ส่งผลต่อการอยากมีชีวิตอยู่ได้เช่นกัน ทั้งนี้ ใช่ว่าเราจะนำความเจ็บปวดเหล่านี้มาเพื่อปกป้องตนเอง เพียงแค่อยากให้รับรู้ว่าได้มีความรู้สึกเหล่านี้ เกิดขึ้นในตัวคน ๆ หนึ่งเท่านั้น และสักวันมันจะต้องผ่านไป มันจะต้องผ่านพ้นไปสักวันหนึ่ง

 

เมื่อได้พูดถึงหลายคนที่รับฟังเราไปแล้ว เราก็นึกถึงเพื่อนสาวคนที่เรารักมากคนหนึ่ง เธอรู้จักกับเราผ่านการทำกิจกรรมทางสังคมการเมือง จึงเริ่มคบหากันเรื่อยมา ตลอดระยะเวลาเกือบ ๆ 4 ปี และเธอได้รับการวินิจฉัยจากจิตแพทย์ว่า ไม่สบายและเป็นโรคทางจิตเวช Anxiety Disorder เป็นหลัก พ่วงมาด้วย Major Depressive Disorder และเธอก็ได้รับการรักษาเรื่อยมา และปัญหานี้กลายเป็นปัญหาหลักในชีวิตของเธอที่จะต้องเผชิญหน้าทุก ๆ วัน

และตัวเราเอง ก็ต้องเผชิญหน้าไปด้วย เนื่องจากต้องคอยดูแลและรับฟังเธออยู่เสมอ ส่งผลให้บางครั้งเราตกอยู่ในภาวะที่คล้ายกับเธอ และไม่อาจจัดการตนเองได้ ความคิดต่าง ๆ หลั่งไหลเข้ามา คล้ายกับว่าโลกนี้เป็นสีดำ แต่ถึงอย่างไรก็ตามเธอก็คอยรับฟังเราอยู่ตลอดเวลา เวลาที่เราจมดิ่งไปกับความคิดเหล่านี้ เธอจึงกลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของเรา เราตกลงกันว่าจะมีความสัมพันธ์แบบเปิด เพื่อที่แต่ละคนจะได้เรียนรู้จากคนอื่น ๆ ได้อยู่เสมอ แต่ถึงกระนั้น เธอและเราก็เป็นเพื่อนที่เรียกได้ว่าเป็นเพื่อนอย่างแท้จริง เพื่อนที่จะคอยเติมเต็มชีวิตให้กันและกันอยู่เสมอ แม้ชีวิตจะสุขหรือเจ็บปวดเพียงใด แต่ชีวิตก็ยังดำรงอยู่ต่อไป และเธอก็กลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตเหล่านี้

 

และโดยมากชีวิตของเรามักจะผูกโยงตนเองเข้ากับสถานการณ์ทางสังคมการเมือง ระบอบการปกครองที่กำลังจะสิ้นสุดลง สู่ระบอบการปกครองใหม่ ที่ผู้นำยังคงเป็นคนเดิม ๆ จากโครงสร้างอำนาจเดิม ๆ ที่ลดทอนพลังและเสียงสะท้อนของประชาชน ตลอดระยะเวลาหลายปีมานี้ เราอึดอัดและคับแค้นกับการรัฐประหาร เราออกไปร่วมเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาลทหาร หลายต่อหลายครั้งเราถูกจำกัดเสรีภาพและถูกคุกคามจากเจ้าหน้าที่รัฐ จนรู้สึกว่าสังคมนี้จะไม่มีวันเปลี่ยนแปลงได้อีกต่อไปแล้ว

แต่ เราก็พยายามมองหาช่องทางต่าง ๆ เพื่อที่จะเป็นหนึ่งในพลังเล็ก ๆ ที่ได้ร่วมการเคลื่อนไหวเพื่อทำให้สังคมได้เกิดความเปลี่ยนแปลงบ้างไม่มากก็น้อย และการหล่อเลี้ยงความหวังในจิตใจ ก็เป็นสิ่งสำคัญมาก ๆ ในการอยู่ในสังคมที่กลืนกินชีวิตเช่นนี้ ยิ่งด้วยการที่เราเป็นคนที่มีอารมณ์ความรู้สึกอ่อนไหวร่วมกับสถานการณ์ทางสังคมอยู่เสมอ ๆ ยิ่งทำให้ความหวังเป็นสิ่งจำเป็นมากสำหรับชีวิต เพราะหากไร้ความหวัง เราก็ไม่อยากจะมีชีวิตอยู่

 

ชีวิตในช่วงเวลานี้ ยังคงต้องการการปรับตัวอยู่อีกมาก ๆ ช่วงเวลานี้ ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงในชีวิตอย่างมาก ๆ เป็นการก้าวข้ามจากยุคสมัยหนึ่งสู่ยุคสมัยหนึ่ง สู่การเปลี่ยนแปลงตัวตนของตนเองอีกครั้งหนึ่ง แต่เราก็ยังคงพยายามอยู่ ยังคงพยายามให้ตนเองสามารถมีชีวิตอยู่ต่อไปได้ แม้ความฝันและเสรีภาพจะถูกจำกัดควบคุมอย่างหนักจากอำนาจของสังคมวัฒนธรรม รวมถึงบาดแผลในอดีตที่จะต้องเผชิญและอยู่กับมันต่อไป ปัญหาของคนอื่น ๆ ที่เราแบกรับมาเป็นปัญหาของตัวเราเอง หรือชีวิตการทำงานทางสังคมที่จะต้องขับเคลื่อนตัวเองให้ก้าวไปข้างหน้าต่อไปให้ได้

ชีวิตมีทั้งรอยยิ้มและน้ำตาให้เราได้อยู่เสมอ บางครั้งเมื่อพบเจอกับเหตุการณ์ที่ส่งผลต่อจิตใจ ก็ทำให้การมีชีวิตเป็นความทุกข์ทรมานอย่างสาหัสจริง ๆ และเราก็คิดว่าความทุกข์ทรมาน เป็นอารมณ์หลักของสิ่งมีชีวิตชาวโฮโมเซเปียนส์ ฮ่า ๆ ๆ แต่หลายครั้งชีวิตก็ยังคงมีแสงสว่างที่ส่องสาดให้เราอยากมีชีวิตอยู่ต่อไป ท่ามกลางตึกใหญ่สูงเสียดฟ้า อาจมีดอกไม้ขึ้นแทรกอิฐปูนขึ้นมา ให้เราได้พบเจอ เราพยายามมองหาเส้นทางของตนเอง ก้าวข้ามจากเรื่องราวหนึ่ง สู่อีกเรื่องราวหนึ่งที่ไม่อาจรับรู้ได้ว่าจะเป็นเรื่องราวแบบใด

หวังว่าชีวิตของเรา หรือการแนะนำตัวเองที่ยาวเหยียดบทนี้ อาจจะทำให้ได้รู้จักตัวเรามากขึ้นบ้างไม่มากก็น้อย รวมถึงการเขียนก็เป็นการสร้างบทสรุปสั้น ๆ ของช่วงชีวิตหนึ่งให้กับตนเอง และเป็นการทบทวนตัวเองที่มากมายอย่างมาก ขอบคุณสำหรับการอ่าน และหวังว่าเราจะเป็นเพื่อนที่ได้ร่วมเดินทางไปด้วยกัน แม้เส้นทางนั้นอาจจะมีอุปสรรคต่าง ๆ นานา แต่การเดินทางก็จะไม่มีวันสิ้นสุดลง และหากมีบางข้อความความรู้สึกที่ทำให้ส่งผลต่อความคิดความรู้สึกของคนอื่น ๆ ก็จะต้องขอโทษไว้ ณ ที่นี่ด้วย

 

ขอให้ผู้อ่านสนุกสนานกับการเดินทางบนท้องถนนแห่งชีวิตตลอดไป

Advertisements