เปิดคำถาม 31 ข้อยูเอ็นถามประเทศไทยเรื่องการป้องกันการทรมาน และคำตอบของรัฐบาลไทยเผยแพร่เมื่อเดือนมกราคม 2564

เอกสารแนวคำถามของยูเอ็น 31 ข้อ จากเรื่องคดีบิลลี่ ทนายสมชาย เด่น คำแหล้ ถึงเรื่องคุกทวีวัฒนา เอกสารคำตอบของรัฐบาลไทยเสนอต่อคณะกรรมการต่อต้านการทรมาน เสนอเมื่อเดือนมกราคม 2564 6.   Please provide data on the prevalence of the practice, authorized under orders Nos. 3/2558 (2015) and 13/2559 (2016) of the National Council for Peace and Order, by which military officers are permitted to detain civilians incommunicado and without charge for up to sevenContinue reading “เปิดคำถาม 31 ข้อยูเอ็นถามประเทศไทยเรื่องการป้องกันการทรมาน และคำตอบของรัฐบาลไทยเผยแพร่เมื่อเดือนมกราคม 2564”

ภูมิทัศน์วัฒนธรรมชายแดน: ชุมชนมุสลิมในแม่สอด

เรื่องโดย อัสรี มาหะมะ ชุมชนอิสลามแม่สอด ถือเป็นชุมชนทางชาติพันธุ์ศาสนาที่ใหญ่แห่งหนึ่งในอำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ชุมชนแห่งนี้เริ่มต้นตั้งแต่แยกเส้นทางสู่โรงพยาบาลแม่สอด จะพบร้านค้าของมุสลิมเรียงรายขนานตามเส้นทางสลับสับเคล้ากับร้านค้าของชาวจีนและคนไทยที่ค้าขายสินค้าต่างๆ เช่น ร้านข้าวสาร ร้านจักรยาน ร้านยา คลินิก ร้านอาหารกาแฟ สังเกตว่าการสัญจรบนเส้นทางนี้ค่อนข้างหน้าแน่นที่เดียว เดิมทีชุมชนแห่งนี้ เรียกว่า “คอกวัว”เนื่องจากชาวมุสลิมกลุ่มแรกๆ ที่เข้ามาตั้งถิ่นฐานบริเวณนี้ มักจะนิยมทำการปศุสัตว์ เลี้ยงวัว เป็นอาชีพที่มุสลิมจากบังกลาเทศถนัด จึงขนานนามชุมชนนี้ว่าเป็นคอกวัว ต่อมาเมื่อเริ่มมีการขยายตัวของประชากรมุสลิมมากขึ้นมีการตั้งชุมชนที่เป็นทางการมีการสร้างมัสยิดเพื่อนี้เป็นศูนย์กลางของการรวมตัวของชาวมุสลิม มีการสร้างบ้านเรือนรอบๆ มัสยิดขึ้นเรียงรายกันเนื่องจากมุสลิมต้องใช้พื้นที่มัสยิดเพื่อประกอบศาสนากิจ ชุมชนแห่งนี้มีประวัติก่อตั้งโดยตระกูลซอหมัดอาลี เป็นชาวบังกลาเทศ ที่เดินทางมาตั้งรกรากตั้งแต่สมัยอาณานิคมอังกฤษที่ครอบครองพื้นที่ตั้งแต่อินเดียจนถึงพม่า การเดินทางของผู้ที่อยู่ใต้บังคับของอังกฤษสามารถเดินทางอย่างสะดวกในอาณานิคม การเข้ามาของซอหมัดอาลี นั้นมีผลจากความต้องการบุกเบิกทางการค้าเร่ของตน และการสร้างเครือข่ายทางการค้า สมัยนั้นข้าวของเครื่องชาม ทองเหลืองต่าง ๆ นำเข้ามาโดยพ่อค้าที่มาจากอินเดียและขายต่อมายังภาคกลางของประเทศสยามในเวลานั้น สมัยที่ซอหมัดอาลี เข้าในชุมชนแห่งนี้ มีบ้านเรือนอยู่ 4-5 หลังเท่านั้น ตรงกับช่วงสมัยในปลายรัชกาลที่ 4 โดยที่ดินบริเวณดังกล่าวนี้รกร้างไร้ผู้คน ทำให้สามารถเข้าไปซื้อและจับจองที่ดิน โดยเฉพาะในรุ่นลูก ๆ เข้าไปจับจองที่นาหรือป่ารอบไว้เป็นที่เลี้ยงวัวจนเป็นที่มาของชุมชนคอกวัว แต่เมื่อทางรัฐบาลได้มีการจัดตั้งชุมชนแม่สอด มาเป็นอำเภอแม่สอดในปี  พ.ศ.2441 ชุมชนคอกวัวได้มีการตั้งชื่อใหม่ให้ดูดี เป็นชุมชนอิสลาม ปัจจุบันนี้ลูกหลานของคนเหล่านี้Continue reading “ภูมิทัศน์วัฒนธรรมชายแดน: ชุมชนมุสลิมในแม่สอด”

ท.ร.1/1 เอกสารยืนยันตัวตนชิ้นแรกของชีวิต

เรื่องโดย จันทราภา จินดาทอง ในพื้นที่ชายขอบประเทศอย่างอำเภออุ้มผาง จังหวัดตาก เด็ก ๆ ที่คลอดในโรงพยาบาลชุมชนเพียงแห่งเดียวซึ่งเปิดบริการเป็นโรงพยาบาล 10 เตียงครั้งแรก เมื่อ 27 พฤศจิกายน 2527 จะได้รับหนังสือรับรองการเกิด ทร.1/1 ซึ่งเป็นเอกสารที่ติดอยู่กับสมุดฝากครรภ์ของคุณแม่ หลังคลอดพยาบาลผู้ทำคลอดจะเขียน ทร.1/1 ด้วยลายมือเพื่อนำไปให้สำนักทะเบียนอำเภอจัดทำสูติบัตรให้เด็ก การจัดเก็บสำเนา ทร.1/1 ของโรงพยาบาลอุ้มผางเท่าที่ปรากฏมีเอกสารในปัจจุบันเริ่มมาตั้งแต่ปี 2541 (แต่ไม่ครบทุกคน) บางฉบับแม้จะมีสำเนาอยู่แต่ก็ลบเลือนไปตามกาลเวลา ผู้เขียนเริ่มทำงานในหน้าที่นักสังคมสงเคราะห์งานประกันสุขภาพ โรงพยาบาลอุ้มผาง ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2553 ด้วยความที่เป็นคนคลุกคลีกับงานสถานะบุคคลมาเป็นเวลานานพอสมควร จึงเห็นความสำคัญของ ทร.1/1 ว่า บุคคลที่มีปัญหาสถานะ การมีเอกสารแสดงตนแม้จะเป็นเพียงหนังสือรับรองการเกิดแค่ชิ้นเดียวก็มีความหมายมากมายกับคนเหล่านี้ เพราะมันเป็นเอกสารที่รับรองถึงจุดเกาะเกี่ยวระหว่างเด็กคนหนึ่ง ๆ กับสถานที่ที่เขาเกิด และสามารถนำไปสู่การพัฒนาสถานะบุคคลในอนาคต ต่อมาเมื่อทราบข่าวว่าองค์การยูนิเซฟร่วมกับสำนกับริหารการทะเบียน กระทรวงมหาดไทย สำนักงานหลักประกันสุขภาพและกระทรวงสาธารณสุข มีโครงการระบบการให้บริการหนังสือรับรองการเกิด (ท.ร.1/1) ออนไลน์  ผู้เขียนรู้สึกสนใจและขออาสาร่วมเป็นหนึ่งในโรงพยาบาล่นำร่องของโครงการนี้ โรงพยาบาลอุ้มผางเริ่มใช้งานระบบให้บริการท.ร.1/1 ออนไลน์ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2553 โดยให้งานประกันสุขภาพเป็นผู้รับผิดชอบซึ่งน่าจะแตกต่างจากโรงพยาบาลอื่นที่กำหนดให้ฝ่ายการพยาบาลสูตินรีเวชกรรมมีหน้าที่ออก ท.ร.1/1 ในช่วงแรกที่รับผิดชอบงานนี้Continue reading “ท.ร.1/1 เอกสารยืนยันตัวตนชิ้นแรกของชีวิต”

เปิดบันทึกย่อวงพูดคุย “สถานการณ์อัฟกานิสถานผลกระทบต่อสามจังหวัดชายแดนใต้ 19 ส.ค. 2564”

หมายเหตุ: บทสนทนานี้เกิดจากการแลกเปลี่ยนพูดคุยอย่างไม่เป็นทางการ และเห็นว่าเป็นประโยชน์จึงนำมาเผยแพร่ ขอขอบคุณ อ.อับดุลสุโก ดินอะ ผศ.ดร.มาโนชญ์ อารีย์ มารุฟ อิบบาฮิม อ.อสมา มังกรชัย อัญชนา หีมมิน๊ะ และนูรอาซีกิน ยูโซ๊ะ บันทึกโดย พรเพ็ญ คงขจรเกียรติ เรียบเรียงโดย อิชย์อาณิคม์ ชิตวิเศษ ความเดิมตอนที่แล้ว เมื่อ 20 ปีที่แล้ว ที่สามจังหวัดชายแดนใต้มีการละหมาดฮายัต (ละหมาดเพื่อขอให้พ้นภัย) เมื่อตอนที่ทหารอเมริกันและพันธมิตรบุกยึดอัฟกานิสถาน จึงเห็นว่าตอนนี้มีการปฏิกริยาที่สนับสนุนตาลีบัน และกระแสต่อต้านที่อาจจะเกินจริงจากสถานการณ์ปัจจุบัน ในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้มีประสบการณ์การทำงานที่ดีจะลดอุณหภูมิความขัดแย้งตลอดมา มีการพูดคุย สานเสวนา กับพื้นที่กลาง ปลอดภัยโดยทำอย่างไรให้การเห็นต่างมีพื้นที่ โดยไม่ใช้ความรุนแรง  การนำเสนอวงเสวนาภายใต้เจตนารมณ์อิสลาม (หลักการศาสนา) ทางการเมือง และสิทธิมนุษยชน ทั้งสองสิ่งนี้จึงมีทั้งจุดร่วมและจุดต่าง ชายแดนใต้ กับสิ่งที่ประกอบสร้างความเป็นสังคมมุสลิมปาตานี สังคมและความเชื่อของชาวมุสลิมชายแดนภาคใต้ มีหลายกลุ่ม อย่างน้อยแบ่งได้เป็น 3 กลุ่ม ในบริบทปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นในอัฟกานิสถานและก็ยังคงเป็นอยู่ในปัจจุบัน คือ 1) กลุ่มที่นิยมความรุนแรงในการแก้ปัญหา 2) กลุ่มที่เห็นใจกับสถานการณ์ในอัฟกานิสถานContinue reading “เปิดบันทึกย่อวงพูดคุย “สถานการณ์อัฟกานิสถานผลกระทบต่อสามจังหวัดชายแดนใต้ 19 ส.ค. 2564””

ถึงเวลาถอดบทเรียนกรณีครอบครัวตามี่ เพื่อคนในสถานการณ์เดียวกัน

เรื่องโดย รศ.ดร.พันธุ์ทิพย์ กาญจนะจิตรา สายสุนทร ผู้เขียนได้รับการร้องขอ[1] จากคุณวิวัฒน์ ตามี่ ชาวเขาคนสำคัญในภาคประชาสังคมของประเทศไทย ซึ่งถูกถามจากคณะกรรมการสรรหากรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติว่า[2] เขามีสถานะคนสัญชาติไทยโดยการเกิดหรือไม่ ทั้งนี้เพราะว่า เขาสมัครเข้ารับการสรรหาเป็นกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติด้วยว่า ผู้ทรงสิทธิรับการสรรหา จะต้องมีสิทธิและสถานะของคนสัญชาติไทยโดยการเกิด ในทันทีที่เห็นคำร้องขอความช่วยเหลือทางกฎหมาย ผู้เขียนก็ตระหนักว่า ปัญหาหนึ่งที่เคยคิดว่าจะต้องเกิดได้เกิดขึ้นมากขึ้นและถี่ขึ้น นั่นก็คือปัญหาการตกหล่นจากทะเบียนคนเกิดในทะเบียนราษฎรของเหล่าชาวเขาดั้งเดิมของประเทศไทย ซึ่งอาจจะตกหล่นจากทะเบียนคนอยู่ด้วยหรือไม่ก็ได้ หรือถูกบันทึกผิดในทะเบียนคนอยู่ด้วย หรือไม่ก็ได้ ผู้เขียนจึงทำความเห็นทางกฎหมายเพื่อรับรองสิทธิและสถานะของคนสัญชาติไทยโดยการเกิดให้แก่คุณวิวัฒน์ ตามี่ และคณะกรรมการสรรหากรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติก็เห็นชอบว่า แม้ไม่มีสูติบัตรอันเป็นผลมาจากการจดทะเบียนคนเกิดฯ คุณวิวัฒน์ก็อาจทำความรับรองข้อเท็จจริงว่า เป็นคนสัญชาติไทยโดยการเกิด ดังหลายท่านที่เคยสมัครตำแหน่งนี้มาก่อนหน้า แต่ครั้งนี้ที่แตกต่างออกไป ก็คือคุณวิวัฒน์ยืนยันที่จะร้องขอจดทะเบียนคนเกิดฯ ย้อนหลัง ต่ออธิบดีกรมการปกครอง และขอดำเนินกระบวนการตามกฎหมายที่ตกหล่นไปตั้งแต่ พ.ศ.2509 ในเวลาที่คุณวิวัฒน์เกิด ในปี พ.ศ.2564 ณ สำนักทะเบียนอำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย ความมุ่งมั่นของคุณวิวัฒน์ที่จะทำการทดลองทางสังคมในทันทีที่ทราบว่า รัฐไทยมีหน้าที่ตามกฎหมายที่จะจดทะเบียนคนเกิดในทะเบียนราษฎรให้แก่มนุษย์ทุกคนที่เกิดในประเทศไทยในทุกกรณี อาจเป็นการจดทะเบียนคนเกิดฯ โดยพลันภายหลังการเกิดหรือการจดทะเบียนคนเกิดฯ ย้อนหลัง และไม่ว่าการจดทะเบียนคนเกิดฯ จะเกิดในเวลาใด ข้อเท็จจริงที่ชี้ว่า มนุษย์คนหนึ่งจะมีสิทธิและสถานะของคนสัญชาติไทย โดยการเกิดก็ขึ้นอยู่กับการมีจุดเกาะเกี่ยว “โดยการเกิด” กับประเทศไทย ไม่ขึ้นอยู่กับการมีอยู่หรือไม่ของเอกสารรับรองการเกิดที่มีชื่อว่า “สูติบัตร” ที่ออกโดยรัฐเจ้าของดินแดนที่มนุษย์คนนั้นเกิดContinue reading “ถึงเวลาถอดบทเรียนกรณีครอบครัวตามี่ เพื่อคนในสถานการณ์เดียวกัน”