Category Archives: Uncategorized

แถลงการณ์ร่วมเรื่องคดีใหม่ที่บริษัทธรรมเกษตรจำกัด ฟ้องแรงงานชาวเมียนมาร์และนักปกป้องสิทธิมนุษยชน

26758490_1840186955992597_3676277274502242215_o

14 กุมภาพันธ์ 2562

นายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา

สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี

ทำเนียบรัฐบาล

เลขที่ 1 ถนนพิษณุโลก

ดุสิต กรุงเทพ ฯ 10300

ประเทศไทย

 

เรื่อง     คดีใหม่ที่บริษัทธรรมเกษตรจำกัด ฟ้องนักปกป้องสิทธิมนุษยชน

 

เรียน        นายกรัฐมนตรี

 

องค์กรที่มีชื่อแนบท้ายลงนามในจดหมายฉบับนี้เพื่อแสดงข้อกังวลอย่างลึกซึ้ง เกี่ยวกับข้อกล่าวหาที่บริษัทธรรมเกษตร จำกัด กล่าวโทษเพื่อเอาผิดแรงงานชาวเมียนมาร์และนักปกป้องสิทธิมนุษยชนในประเทศไทยหลายคนในข้อหาหมิ่นประมาทและข้อหาอาญาอื่น ๆ

ด้วยความเคารพ เราขอเรียกร้องรัฐบาลไทยให้ดำเนินการโดยทันที เพื่อคัดค้านและหาแนวทางยุติการดำเนินคดีของบริษัทธรรมเกษตร จำกัด ต่อแรงงานชาวเมียนมาร์และนักปกป้องสิทธิมนุษยชน ซึ่งมีเจตนารมณ์ตรงข้ามกับนโยบายที่รัฐบาลของท่านประกาศไว้ ที่จะสนับสนุนการปฏิบัติตามหลักการชี้แนะว่าด้วยธุรกิจและสิทธิมนุษยชน รวมทั้งผลประโยชน์ของประเทศ พันธกรณีทางกฎหมาย และพันธกิจที่มีต่อกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ

จนถึงปัจจุบัน บริษัทธรรมเกษตร จำกัดของไทย ซึ่งมีกิจการฟาร์มไก่ในจังหวัดลพบุรี ได้ฟ้องคดีไม่ต่ำกว่า 13 คดีทั้งแพ่งและอาญาเพื่อเอาผิดกับนักปกป้องสิทธิมนุษยชนจำนวนหนึ่ง รวมทั้งอดีตลูกจ้าง ที่ผ่านมาทางพนักงานอัยการและศาลได้ยกฟ้องคดีส่วนใหญ่ไปแล้ว แต่ยังหลงเหลืออยู่บางคดี ในเดือนพฤศจิกายน 2561 ตัวแทนของบริษัทยังประกาศจะฟ้องคดีเพิ่มเติม

ในเดือนธันวาคม 2561 พนักงานสอบสวน สถานีตำรวจภูธรเมืองลพบุรีได้เรียกตัวอดีตลูกจ้าง 14 คนของบริษัทธรรมเกษตร จำกัด ซึ่งเป็นแรงงานข้ามชาติทั้งหมด ให้ไปรับทราบข้อกล่าวหา โดยทางบริษัทกล่าวหาว่าคนงานเหล่านี้ “แจ้งความเท็จต่อเจ้าพนักงาน และก่อให้เกิดความเสียหายต่อ [บุคคลหรือหน่วยงานอื่น]” พนักงานสอบสวน สถานีตำรวจอำเภอโคกตูม จังหวัดลพบุรียังเรียกตัวสุธาสินี แก้วเหล็กไหล ผู้ประสานงานเครือข่ายเพื่อสิทธิแรงงานข้ามชาติ (MWRN) กลุ่มที่ทำงานสนับสนุนสิทธิคนข้ามชาติในไทย ไปสอบถามในฐานะพยานเมื่อวันที่ 28 มกราคม 2562 กรณีที่บริษัทธรรมเกษตร จำกัด แจ้งข้อกล่าวหากับเธอ ในวันเดียวกันนั้น พนักงานสอบสวน สถานีตำรวจอำเภอโคกตูม จังหวัดลพบุรี ขอข้อมูลจากพยานบุคคลเพื่อสืบสวนคำร้องของบริษัทธรรมเกษตร จำกัด ซึ่งแจ้งความกับบุคคล 6 รายจากกิจกรรมบนโซเชียลมีเดียก่อนหน้านี้

การฟ้องร้องคดีอาญาของบริษัทธรรมเกษตร จำกัด เกิดขึ้นเนื่องจากอดีตลูกจ้าง 14 คนได้ให้ข้อมูลกับคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) เกี่ยวกับการปฏิบัติมิชอบด้านสิทธิแรงงานในปี 2559 ซึ่งจากการสอบสวนข้อร้องเรียนแยกกันของทั้งกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน และกสม. พบว่ามีหลักฐานบ่งชี้ถึงการปฏิบัติมิชอบด้านแรงงาน โดยบริษัทธรรมเกษตร จำกัด ไม่ได้จ่ายค่าแรงตามอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ ไม่ได้จ่ายค่าทำงานล่วงเวลา และไม่อนุญาตให้คนงานลาหยุดงานได้มากเท่าที่กฎหมายกำหนด ในวันที่ 15 มกราคม 2562 ศาลฎีกายังพิพากษายืนตามคำสั่งของศาลชั้นต้น สั่งให้บริษัทธรรมเกษตร จำกัด จ่ายเงินประมาณ 1.7 ล้านบาท เป็นค่าจ้าง ค่าทำงานในวันหยุด ค่าล่วงเวลา และดอกเบี้ยให้กับอดีตลูกจ้าง 14 คน จากการละเมิดพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน

เมื่อเร็ว ๆ นี้ บริษัทธรรมเกษตร จำกัด ยังร้องทุกข์กล่าวโทษต่อนักปกป้องสิทธิมนุษยชนที่ออกมาเปิดเผยการปฏิบัติมิชอบด้านสิทธิแรงงาน และการตอบโต้คนงาน จนถึงเดือนตุลาคม 2561 นาน วิน อดีตลูกจ้างชาวเมียนมาของบริษัทธรรมเกษตร จำกัด ถูกดำเนินคดีหมิ่นประมาททางอาญาอีกครั้ง จากการกล่าวหาว่ามีการปฏิบัติมิชอบด้านแรงงานและการตอบโต้อดีตลูกจ้าง 14 คน ในสารคดี ที่จัดทำโดยฟอร์ตี้ฟายไรต์ หน่วยงานด้านสิทธิมนุษยชน และในระหว่างการแถลงข่าวซึ่งจัดโดยฟอร์ตี้ฟายไรต์ ที่มีการถ่ายทอดสดทางเฟซบุ๊ก สุธารี วรรณศิริ อดีตผู้เชี่ยวชาญด้านสิทธิมนุษยชนของฟอร์ตี้ฟายไรต์ ยังถูกดำเนินคดีหมิ่นประมาททั้งทางอาญาและแพ่ง จากการเผยแพร่สารคดีของฟอร์ตี้ฟายไรต์ทางโซเชียลมีเดีย ศาลอาญากรุงเทพ ฯ มีกำหนดพิจารณาคำฟ้องต่อนาน วิน และสุธารี วรรณศิริ ในวันที่ 4 กุมภาพันธ์ และ 11 มีนาคม 2562 ตามลำดับ และศาลแพ่งมีกำหนดฟังการพิจารณาคดีในเดือนสิงหาคม 2562 ในคดีที่สุธารี วรรณศิริถูกฟ้องทางแพ่ง

การดำเนินคดีต่อแรงงานและนักปกป้องสิทธิมนุษยชนของบริษัทธรรมเกษตร จำกัด โดยเฉพาะหลังจากศาลแขวงดอนเมืองได้ยกฟ้องคดีหมิ่นประมาททางอาญาที่คล้ายคลึงกันไปแล้วเมื่อเดือนกรกฎาคม 2561 เป็นคดีที่ทางบริษัท ฯ ฟ้องอดีตคนงานทั้ง 14 คน ข้อกล่าวหาใหม่ของบริษัทธรรมเกษตร จำกัด มีลักษณะเป็นการใช้กระบวนการยุติธรรมเพื่อคุกคาม ย่อมทำให้เกิดความสูญเปล่าด้านทรัพยากรและเวลาของตำรวจ พนักงานอัยการ และเจ้าหน้าที่ศาล

เราเห็นว่าการฟ้องคดีของบริษัทธรรมเกษตร จำกัด มีลักษณะเป็นการตอบโต้และคุกคามนักปกป้องสิทธิมนุษยชน ที่เปิดโปงการปฏิบัติมิชอบ การตอบโต้เช่นนี้ถือเป็นการแทรกแซงการทำงานของนักปกป้องสิทธิมนุษยชน และขัดขวางการดำเนินงานเพื่อคุ้มครองสิทธิแรงงาน การฟ้องคดีของบริษัทธรรมเกษตร จำกัด เป็นกรณีตัวอย่างของคดีเชิงยุทธศาสตร์เพื่อระงับการมีส่วนร่วมของสาธารณชน (Strategic Litigation Against Public Participation -SLAPP) คดีเหล่านี้สะท้อนให้เห็นอันตรายของคดีฟ้องปิดปากที่มีต่อคนงานและนักปกป้องสิทธิมนุษยชนในไทย และสะท้อนให้เห็นความจำเป็นที่รัฐบาลของท่านต้องมีนโยบายที่ชัดเจนและมีบทบัญญัติทางกฎหมายและข้อบังคับเพื่อป้องกันไม่ให้คดีเหล่านี้เดินหน้าต่อไป ตั้งแต่ปี 2549 จนถึงปัจจุบัน บริษัทธรรมเกษตร จำกัด ดำเนินคดีอย่างน้อย 13 คดี ที่มุ่งฟ้องร้องอดีตลูกจ้างที่เรียกร้องสิทธิของตนเอง รวมถึงนักปกป้องสิทธิมนุษยชนที่เปิดเผยการละเมิดสิทธิมนุษยชนในการดำเนินธุรกิจ

ในเดือนสิงหาคมและตุลาคม 2560 บริษัทธรรมเกษตร จำกัด ได้ฟ้องคดีอาญาต่อแรงงานข้ามชาติสองคนและสุธาสินี แก้วเหล็กไหล ในข้อหาลักทรัพย์รวมถึงบัตรลงเวลาทำงาน โดยในความเป็นจริง พวกเขาได้ใช้บัตรลงเวลาเหล่านี้เป็นหลักฐานที่มอบให้กับเจ้าพนักงานตรวจแรงงาน เพื่อพิสูจน์ว่ามีการละเมิดด้านแรงงานเกิดขึ้นจริง เป็นการช่วยเหลือเจ้าพนักงานในการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย แม้ว่าต่อมาศาลไทยได้ยกฟ้องคำร้องของบริษัทธรรมเกษตร จำกัด แต่อันที่จริงแล้ว ไม่ควรมีการรับฟ้องคดีนี้ตั้งแต่ต้น เนื่องจากส่งผลให้เกิดแรงกดดันที่ไม่จำเป็น ค่าใช้จ่ายทางคดีที่ไม่จำเป็น ทำให้เสียเวลาและเสียรายได้จากการทำงานสำหรับผู้ถูกดำเนินคดี

เราตระหนักว่าทางสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ได้พยายามแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 161/1 ของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาเมื่อเดือนธันวาคม มาตรา 161/1 ให้อำนาจศาลในการใช้วิจารณญาณเพื่อยกฟ้องคำร้องของราษฎร และห้ามไม่ให้มีการฟ้องซ้ำโดยราษฎร กรณีที่เป็นการ “ฟ้องคดีโดยไม่สุจริตหรือโดยบิดเบือนข้อเท็จจริง เพื่อกลั่นแกล้งหรือเอาเปรียบจำเลย” จึงควรนำมาตรา 161/1 มาใช้กับการฟ้องคดีล่าสุดของบริษัทธรรมเกษตร จำกัด

มาตรา 161/1 นี้ยังไม่เพียงพอที่จะพูดถึงกรณีการฟ้องแกล้งทั่วไปในประเทศไทยได้ นอกจากการคาดหวังให้ศาลใช้มาตรา 161/1 ในการพิจารณาคดีแล้ว เรายังเรียกร้องรัฐบาลของท่านให้กำหนดมาตรการอย่างชัดเจนเพื่อคัดค้านการฟ้องแกล้ง ดังกรณีของการฟ้องของบริษัทธรรมเกษตร จำกัด การที่พนักงานอัยการมีคำสั่งไม่ฟ้องและศาลมีคำพิพากษาที่จะไม่รับฟ้องคดีของบริษัทธรรมเกษตร จำกัด โดยเร็ว ย่อมเป็นการส่งสัญญาณต่อหน่วยงานธุรกิจทั้งของต่างชาติและไทยที่ดำเนินงานในประเทศไทย และสะท้อนให้เห็นพันธกิจของรัฐบาลของท่านที่จะบังคับใช้กฎหมายและปฏิบัติตามหลักการธุรกิจและสิทธิมนุษยชน

เพื่อป้องกันไม่ให้มีการฟ้องคดีปิดปากแบบของบริษัทธรรมเกษตร จำกัด อีก เราเสนอแนะให้มีการจัดทำกฎหมายต่อต้านการฟ้องคดีปิดปากอย่างเป็นองค์รวม เพื่อให้การคุ้มครองอย่างเต็มที่กับคนงาน นักปกป้องสิทธิมนุษยชน และบุคคลอื่น ๆ ไม่ให้ถูกคุกคามด้วยกระบวนการยุติธรรม ทั้งยังจำเป็นที่พนักงานอัยการและสำนักงานอัยการสูงสุดจะต้องมีทรัพยากรและความสนับสนุนมากเพียงพอ เพื่อให้สามารถใช้อำนาจของตนตามมาตรา 21 ของพระราชบัญญัติองค์กรอัยการและพนักงานอัยการ พ.ศ.2553 เพื่อคัดกรองการฟ้องคดีที่ไม่พึงประสงค์ออกไป รวมทั้งคดีที่มุ่งคุกคาม ข่มขู่ หรือตอบโต้นักปกป้องสิทธิมนุษยชนหรือบุคคลอื่น ๆ ประเทศไทยยังควรยกเลิกการเอาผิดทางอาญาฐานหมิ่นประมาทและยกเลิกบทลงโทษจำคุกหรือโทษปรับในคดีหมิ่นประมาทด้วย

เราเรียกร้องรัฐบาลไทยให้ปฏิบัติตามข้อเสนอแนะ จากคณะผู้ชำนาญการด้านสิทธิมนุษยชนหกคนของสหประชาชาติ เมื่อเดือนพฤษภาคม 2561 ที่เสนอให้ “ทบทวนกฎหมายแพ่งและอาญา รวมทั้งกระบวนการฟ้องคดี เพื่อป้องกันไม่ให้มีการใช้กฎหมายหมิ่นประมาทอย่างมิชอบโดยบริษัท” ในระหว่างการเดินทางมาเยือนประเทศไทยเมื่อเดือนเมษายน 2561 คณะทำงานแห่งสหประชาชาติว่าด้วยธุรกิจและสิทธิมนุษยชน ได้เรียกร้องในทำนองเดียวกันให้รัฐบาลไทย “ประกันว่าภาคธุรกิจจะไม่ใช้คดีหมิ่นประมาทเป็นเครื่องมือเพื่อขัดขวางการใช้สิทธิและเสรีภาพโดยชอบของผู้ทรงสิทธิที่ได้รับผลกระทบ หน่วยงานภาคประชาสังคม และนักปกป้องสิทธิมนุษยชน” คณะทำงานยังเสนอแนะต่อไปว่า ควร “ตรากฎหมายต่อต้านคดีปิดปากเพื่อประกันว่านักปกป้องสิทธิมนุษยชนจะไม่ถูกฟ้องในทางแพ่งจากการดำเนินงานของตน” เราจึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลไทยนำข้อเสนอแนะเหล่านี้ไปผนวกเป็นส่วนหนึ่งของแผนปฏิบัติการแห่งชาติว่าด้วยธุรกิจและสิทธิมนุษยชน และดำเนินการให้มีการปรึกษาหารืออย่างจริงจังกับหน่วยงานภาคประชาสังคม เพื่อจัดทำและดำเนินงานตามแผนปฏิบัติการแห่งชาตินี้

เราขอขอบคุณที่ท่านให้ความใส่ใจต่อปัญหาและข้อเสนอแนะตามจดหมายนี้ เรายินดีที่มีโอกาสช่วยเหลือและสนับสนุนรัฐบาลไทย เพื่อให้ปฏิบัติตามพันธกิจของหลักการธุรกิจและสิทธิมนุษยชนได้ รวมทั้งการคุ้มครองสิทธิของคนงาน นักปกป้องสิทธิมนุษยชน และเสรีภาพขั้นพื้นฐานในประเทศไทย

 

ขอแสดงความนับถือ

 

กลุ่มการเมืองหลังบ้าน

กลุ่มคนงานหญิงเพื่อความยุติธรรม จังหวัดเชียงใหม่

กลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิด จังหวัดเลย

กลุ่มด้วยใจ

กลุ่มนิเวศวัฒนธรรมศึกษา
กลุ่มโรงน้ำชา Togetherness for Equality in Action Group

เครือข่ายกะเหรี่ยงเพื่อวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม เขตงานตะนาวศรี

เครือข่ายชีวิตสาธารณะ จังหวัดพัทลุง

เครือข่ายองค์กรด้านประชากรข้ามชาติ

โครงการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะด้านทรัพยากรแร่
มูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม

มูลนิธิผสานวัฒนธรรม

มูลนิธิเพื่อสิทธิมนุษยชนและการพัฒนา

มูลนิธิศักยภาพชุมชน

มูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน

มูลนิธิไอเจเอ็ม IJM Foundation

สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน

สมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน

สหพันธ์เกษตรกรภาคใต้

สหพันธ์คนงานข้ามชาติ

ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน

ห้องเรียนเพศวิถีและสิทธิมนุษยชน ร้านหนังสือบูคู

 

 

สำเนา:    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

อัยการสูงสุด

ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ

ประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

 

เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย

เอกอัครราชทูตสหภาพยุโรปประจำประเทศไทย

ผู้แทนภูมิภาคประจำสำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ

ผู้แทนภูมิภาคประจำองค์การแรงงานระหว่างประเทศ

ผู้ประสานงานสหประชาชาติประจำประเทศไทย

Advertisements

14 กพ. 2562 นักกิจกรรมเยาวชนและผู้ช่วยทนายความถูกจับสองคนที่อ.กรงปีนัง จ.ยะลาถูกควบคุมตัวค่ายทหารคาดว่าตามอำนาจกฎอัยการศึกไม่มีข้อกล่าวหา

Photo: left นายอาหมัด ดอเลาะบองอ, Right นายมะรอพี  เจ๊ะแห

มูลนิธิผสานวัฒนธรรมได้รับทราบข้อมูลว่ามีการปฏิบัติการปิดล้อมตรวจค้นและจับกุมประชาชนจำนวนหนึ่งในพื้นที่อำเภอกรงปีนัง จ.ยะลาเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2562  ในจำนวนนั้นมีนักกิจกรรมสองคนถูกจับกุมไปพร้อมกันด้วย โดยยังไม่ทราบความชัดเจนแต่ถูกควบคุมตัวไปยังสถานีตำรวจกรงปีนังและต่อมาพบว่าอยู่ในการควบคุมของหน่วยทหารพรานที่41 ค่ายวังพญา จ.ยะลา  และมูลนิธิฯได้รับข้อมูลเกี่ยวกับเปิดประวัติการทำงานสังคมผู้ถูกคุมตัวทั้งสองคือนายมะรอพี  เจ๊ะแห และนายอาหมัด ดอเลาะบองอ ดังนี้

Right ชื่อ นายมะรอพี  เจ๊ะแห

ชื่อเรียก พี

ผลงานสร้างคุณประโยชน์ ให้กับสังคมและในชุมชน

 

1 เครือข่ายเยาวชนอาสาสมัครspan

2. เป็นรองประธานเยาวชนบ้านสาคอ

3.นักศึกษาหลักสูตรผู้นำการเปลี่ยนแปลงของวิทยาลัยประชาชน (People’ college)

4.เป็นตัวแทนเยาวชนทำงานร่วมกับมูลนิธิเพื่อการพัฒนาเด็ก(มฟด)

5.ทำงานร่วมกับโครงการสื่อสร้างสรรของ สสส.

และช่วยเหลื่อกิจกรรมต่างๆที่เกิดขึ้นในพื้นที่เพื่อการพัฒนาสังคมโดยเฉพาะกลุ่มเยาวชน

 

ชื่อ นายอาหมัด ดอเลาะบองอ ชื่อเรียก มะ

ผลงานสร้างคุณประโยชน์ ให้กับสังคมและในชุมชน

1.อาสาสมัครผู้ช่วยทนายความมูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิม

2.คณะทำงานเครือข่ายอาสาสมัครผู้ช่วยทนายความ

3.นักสันติวิธีแห่งเอเซีย

4.ที่ปรึกษาเครือข่ายเยาวชนในหมู่บ้านกลาดี

5.ผู้ประสานงานเครือข่ายชาวบ้านของเครือข่ายผู้ช่วยทนายความ

6.ผู้ประสานงานเครือข่ายอีหม่ามของเครือข่ายอาสามสมัครผู้ช่วยทนายความ

7.คณะกรรมการมัสยิดบ้านกลาดี

8.ผู้ประสานงานเครือข่ายนักเรียนนักศึกษาของอาสาสมัครผู้ช่วยทนายความ

9.นักศึกษาหลักสูตรผู้นำการเปลี่ยนแปลงของวิทยาลัยประชาชน (People’ college)

10.จบหลักสูตรล่ามภาษาท้องถิ่นของมูลนิธิเอเชีย

11.เข้าร่วมหลักสูตร Youth for Peace

เขาผู้นี้ได้อุทศตนทำงานเพื่อสังคมรวมระยะเวลากว่า10ปี เพื่อแสวงหาแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ท่ามกลางสภาวะการขัดกันด้วยอาวุธ #SaveRmud

ยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีเรื่อง ขอชะลอการสร้างบ้านมอแกนเกาะสุรินทร์

52441742_2290077411043885_3840788291293020160_n

หน้าทำเนียบรัฐบาล
ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม
11 กุมภาพันธ์ 2562
เรื่อง ขอชะลอการสร้างบ้านมอแกนเกาะสุรินทร์
เรียน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
เหตุกรณ์หมู่บ้านพี่น้องชาวเลมอแกนเกาะสุรินทร์ถูกไฟไหม้วอดไป 61 หลังคาเรือน ทำให้พี่น้องมอแกนกว่า 70 ครอบครัว กว่า 273 คน ต้องสูญเสียทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า ข้าว ของ เครื่องใช้ เครื่องมือหากิน โดยเฉพาะเงินทองที่เก็บแอบสะสมมาทั้งชีวิต มีผู้คนมากมายหลั่งไหลกันมาช่วยเหลือ เมื่อเริ่มตั้งหลักได้ก็ต้องเริ่มสร้างบ้าน กลับไม่มีทางเลือกให้สร้างบ้านได้เหมือนเก่า ทั้งๆที่มีการบริจาคมามากพอที่จะสร้างบ้านพี่น้องมอแกนให้พออยู่เหมือนก่อนถูกไฟไหม้ เมื่อแบบบ้านออกมาก็มีคำถามว่าคน 12 คน จะอยู่ในบ้านขนาด 3*6.5 อย่างไร ยังมีเวลาสำหรับ การร่วมออกแบบชุมชนใหม่หลังไฟไหม้ ให้เป็นโมเดลเพื่อชาติพันธุ์ชาวเลที่ทั่วโลกต้องมาศึกษา..มิใช่แนวทางการการสร้างความเจ็บปวด จนทนทุกข์..อย่างที่เป็นมา รัฐต้องเปิดพื้นที่กลางให้ทุกฝ่ายร่วมคิด และจริงใจต่อการให้พี่น้องมอแกนได้ตัดสินใจในการสร้างบ้านตนเอง ชุมชนมอแกนอยู่กันอย่างแออัด ถูกตีกรอบด้วยเงื่อนไขพื้นที่อุทยานฯ ในอดีตชาวมอแกนสร้างบ้านจับกลุ่มกันตามเครือญาติและความสมัครใจในการพึ่งพากันและกัน ปลูกผัก ซ่อมเรือได้สะดวก วิถีชีวิตของชาวเลที่ต้องเผชิญน้ำเผชิญลม หากสร้างบ้านเป็นแถวให้ดูเป็นระเบียบตามความเชื่อ อาจไม่ใช่คำตอบ ชาวมอแกนอยู่มาก่อนอุทยานฯมากกว่า 150 ปี ดังนั้นควรมีความยืดหยุ่นในกฎระเบียบพอสมควร ชาวเลก็มีมติ ครม.ที่เป็นแนวฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวเล ดังนั้นรัฐควรใช้กลไกของคณะกรรมการแก้ไขปัญหาฯชุมชนชาวเล ตามมติ คณะรัฐมนตรี 2 มิถุนายน 2553
ชาวเลจึงมีข้อเสนอดังนี้
1. ชะลอกระบวนการสร้างบ้านที่มีแบบบ้านคับแคบ ไม่พออยู่อาศัยสำหรับมอแกนบางหลัง ซึ่งเดิมอาศัยรวม 2-3 ครอบครัวในหลังใหญ่
2. ให้นำเรื่องการสร้างบ้านของชุมชนมอแกนเกาะสุรินทร์เข้าสู่คณะกรรมการแก้ไขปัญหาและฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวเล ตาม มติ ครม.2 มิ.ย.2553 เพื่อให้หน่วยงาน ชาวเล และทุกภาคส่วนในระดับที่พอจะตัดสินใจได้ ได้หารือเพื่อหามติ
3. ให้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการฯชาวเล เพื่อสนับสนุนการสร้างบ้านและยกระดับคุณภาพชีวิตชาวเลชนเผ่ามอแกนเกาะสุรินทร์ เพื่อร่วมวางแผนการฟื้นฟู พัฒนา และยกระดับระยะยาวเพื่อความมั่นคงและยั่งยืน
จึงเรียนมาเพื่อพิจารณาและขอให้มีการสั่งการโดยด่วน
ด้วยความนับถือ

ผู้ประสานชาวเลฯขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (P-move)

P move: แถลงการณ์ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม  ฉบับ ขอให้ สนช. ยุติการพิจารณา ร่างพ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ  และ ร่างพ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า ฉบับ พ.ศ. …. และร่างกฎหมายอื่นๆ โดยทันที

แถลงการณ์PMOVE

ที่มาFacebook  ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม P-move

แถลงการณ์ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม
ฉบับ ขอให้ สนช. ยุติการพิจารณา ร่างพ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ
และ ร่างพ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า ฉบับ พ.ศ. …. และร่างกฎหมายอื่นๆ โดยทันที
.
ตามที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ซึ่งเป็นตัวแทนของฝ่ายอำนาจรัฐราชการและกลุ่มทุนเป็นส่วนใหญ่ กำลังพิจารณาร่างพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. …. และร่างพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. …. โดยการจัดทำกฎหมายขึ้นใหม่ทั้งฉบับทั้งๆ ที่ไม่มีความจำเป็นเร่งด่วนต่อการบริหารประเทศแต่อย่างใด และมีเนื้อหากระทบกับวิถีชีวิตของประชาชนและชุมชนที่รักษาป่ามายาวนานนั้น
.
ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (ขปส.) และคณะทำงานประชาชนเพื่อการอนุรักษ์และสิทธิชุมชน (คอส.) ได้ติดตามและตรวจสอบการดำเนินการดังกล่าวมาอย่างใกล้ชิด ขอประณามพฤติกรรมการเร่งรีบพิจารณากฎหมายและเนื้อหาร่างกฎหมายดังกล่าวทั้งสองฉบับ และขอเรียกร้องต่อ สนช. ให้ยุติการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. …. และร่างพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. …. และร่างกฎหมายอื่นๆ โดยทันที ด้วยเหตุผลดังนี้
.
๑. พระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ และพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า เป็นกฎหมายที่มีความสำคัญต่อการอนุรักษ์และบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืนของประเทศและมีผู้เกี่ยวข้องจำนวนมาก กระทบต่อวิถีชีวิตของชุมชน สมควรจะได้รับการพิจารณาอย่างรอบคอบด้วยการมีส่วนร่วมของทุกฝ่ายและมีระยะเวลาพิจารณาตามสมควร มิใช่เร่งรีบดำเนินการ ดังที่ สนช.ทำอยู่ในขณะนี้ ทั้งนี้เพราะสถานการณ์ที่มีเวลาอันจำกัด และประเทศอยู่ระหว่างการเลือกตั้ง สส. แต่สนช. กลับเร่งรีบจะส่งผลให้กฎหมายขาดความสมบูรณ์เพียงพอ ไม่สามารถแก้ไขปัญหาที่เป็นอยู่หรืออาจสร้างปัญหาใหม่ในอนาคต
.
๒. ความเร่งรีบในการพิจารณากฎหมายทั้ง ๒ ฉบับ อาจทำให้กฎหมายอาจขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.๒๕๖๐ หลายมาตรา เช่น ไม่มีบทบัญญัติว่าด้วยสิทธิพลเมือง สิทธิทางเศรษฐกิจ สิทธิชุมชน หลักนิติธรรม และการเพิ่มภาระหรือจำกัดสิทธิ หรือเสรีภาพของบุคคลเกินสมควรและกระทบต่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของบุคคล ขัดต่อหลักสิทธิมนุษยชน สิทธิของชนพื้นเมืองตามปฏิญญาสากล
.
๓. ประเทศไทยกำลังจัดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไปขึ้นในวันที่ ๒๔ มีนาคม ๒๕๖๒ ซึ่งเป็นการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ประกอบกับกฎหมายทั้งสองฉบับดังกล่าว มิได้มีความจำเป็นเร่งด่วนต่อการบริหารประเทศ สนช. จึงควรยุติการพิจารณากฎหมายและส่งต่อให้สภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนเป็นผู้พิจารณา
.
เราขอไว้อาลัยต่อระบบราชการและส่วนต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับความพยายามในการแก้ไขกฎหมายทั้งสองฉบับ เพื่อรวมศูนย์และผูกขาดอำนาจการจัดการทรัพยากรป่าไม้ไว้ส่วนกลาง อันเป็นพฤติกรรมที่สวนทางกับกระแสโลกที่มีการกระจายอำนาจการบริหารจัดการทรัพยากรให้ชุมชนเป็นผู้ดูแลรักษาเยี่ยงอารยประเทศ
.
เพื่อให้ประเทศเข้าสู่ประชาธิปไตยอย่างสันติ เราจึงขอเรียกร้องมาสมาชิก สนช.ทุกท่าน ให้ยุติการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ และร่างพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่าและร่างกฎหมายอื่นๆ โดยทันที เพื่อรอให้รัฐสภาชุดใหม่ที่จะมาจากการเลือกตั้งมาดำเนินการต่อไป
.
ด้วยจิตสมานฉันท์และเชื่อมั่นในพลังประชาชน
ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (ขปส.)
คณะทำงานประชาชนเพื่อการอนุรักษ์และสิทธิชุมชน (คอส.)
12 กุมภาพันธ์ 2562
ณ หน้ารัฐสภา กรุงเทพมหานคร

HR organizations: An open letter Hakeem Ali al-Araibi should be released and not deported to face grave risks in Bahrain

An open letter Hakeem Ali al-Araibi_070219

13An open letter
Hakeem Ali al-Araibi should be released and not deported to face grave risks in Bahrain

The Thai authorities have held in custody Mr. Hakeem Ali Mohamed Ali AlAraibi, a former footballer of Bahraini national team since 27 November 2018 upon his arrival with his wife for holidays in Thailand. The authorities claimed the arrest had been triggered by the INTERPOL’s Red Notice at the request of the Bahraini authorities. The Red Notice has since been rescinded, however, since it had been issued in breach of the INTERPOL’s policy which prohibits the issuance of Red Notice for refugees who have been wanted by a government and have fled from persecution from the requesting country.

After the arrest, Mr. Hakeen has been kept incarcerated at the Bangkok Remand Prison per the order of the Criminal Court since 11 December 2561 until now. On 4 February 2019, he was brought to the Criminal Court and was asked by the Court if he was willing to return to Bahrain per the extradition request filed by the public prosecutors of the Office of Attorney General’s International Affairs Department. Hakeem raised his objection against the extradition request. His attorneys have also pleaded to the Court asking for another 60 days to file an objection motion with the Court. Upon his arrival at the Court and as reported by media, he appeared with his feet shackled, the treatment of which could be tantamount to an infringement of human dignity since he has not committed a felony crime, has been granted a refugee status in Australia and has never committed any illegal offence in Thailand.

The undersigning organizations opine that;

1. The Thai authorities should consider not to deport Mr. Hakeen to Bahrain, the decision of which can be justified by at least two legal and human rights grounds;
1.1 As a general principle of extradition, Thailand’s Extradition Act, B.E. 2551 clearly provides that an extraditable offence shall not constitute political character. As it appears that Mr. Hakeen has been prosecuted in Bahrain as a result of an allegation related to his opposition to or criticism of the Bahraini government and his other alleged offences also constitute political character, therefore, it is not possible to have him extradited per the request of the Bahraini government.
1.2 Thailand has an obligation per the Non-Refoulement rule which is an important component of international customary law. It urges countries to refrain from deporting asylum seekers or any person to another territory where the person has reason to fear persecution, torture, or cruel treatment or life-threatening situation. The UN Convention Against Torture to which Thailand is a state party also prohibits deportation or extradition of a person to another country should there be credible fear that the person shall be subject to torture. Therefore, since it appears that Mr. Hakeen has been subject to torture and unfair trial in Bahrain, it is reasonable to believe that he could face such risks again including being tortured and being subject to cruel treatment if he is to be deported.
2. Assurance must be given to ensure a fair proceeding to Mr. Hakeen pending his extradition hearing per the Extradition Act in April 2019. Thailand’s proceeding must be arranged to respect and protect his rights and ensure he is to have a fair trial including his right to temporary release and presumed innocence and how he cannot be treated as an offender until proven guilty. These are fundamental rights of an alleged offender and are prescribed for in the International Covenant on Civil and Political Rights (ICCPR)’s Articles 9 and 14 and the Constitution of the Kingdom of Thailand B.E. 2560’s Section 29.

The undersigning organizations/individuals have these following demands with regard to this case;

1. To mitigate further adverse impacts on Mr. Hakeen and to protect his right to presumed innocence, his application for bail should seriously considered or he should be subject to an alternative custodial arrangement.
2. As the extradition case against Mr. Hakeen is pending the trial of the Court, agencies involved with the justice process can play an important role to forge a solution. The public prosecutors are constitutionally obliged to uphold rights and freedoms of a person. Therefore, they may consider invoking Section 21 of the Public Prosecution Organ and Public Prosecutors Act, B.E. 2553 to withdraw the case against him since the prosecution will not serve public interest, affect national safety or security, or impair significant interest of the State The judiciary is also urged to make a ruling on this case based on human rights and non-refoulement principles since there is reasonable ground to believe the extradition request is based on an offence with political nature and it could have made the deportee vulnerable to grave dangers as he used to have one before.
3. The Thai government shall not proceed or support any attempt to send back Mr. Hakeen to face grave dangers in the requesting country and should allow him to return to Australia.

With respect in human rights and human dignity
7th February 2019

1. Human Rights Lawyers Association (HRLA)
2. Union for Civil Liberty (UCL)
3. Construction Materials Industry Labor Union
4. Cross Cultural Foundation (CrCF)
5. Enlaw
6. Community Resource Centre (CRC)
7. People’s Empowerment Foundation (PEF)
8. Warm Healing Hands for Child Development Foundation
9. Forward Foundation
10. Foundation For AIDS Rights (FAR)
11. Thai Lawyers for Human Rights (TLHR)
12. Migrant Working Group (MWG)
13. Rangsit and Area Labour Union Group
14. Tang Jai Tham Law Firm
15. Duay Jai Group
16. Public Policy on Mineral Resources: PPM
17. Ecology and Culture Study Group
18. Mr. Ratsada Manooratsada Attorney
19. Mr. Surachai Trong-ngam Attorney
20. Ms. Koreeyor Manuchae Attorney
21. Ms. Sor Rattanamanee Polkla Attorney
22. Ms. Yaowalak Anuphan Attorney
23. Ms. Poonsuk Poonsukcharoen Attorney
24. Mr. Noraseth Nanongtum Attorney
25. Mr. Panom Butrakhiew Attorney
26. Mr. Thittasat Sutsaen Attorney
27. Mr. Kridsada Khunnarong Attorney
28. Ms. Waraporn Uthairangsi Attorney
29. Mr. Montree Atchariyasakulchai Attorney
30. Ms. Pityata Thanapitchai Attorney
31. Ms. Khunanya Songsamuth Attorney
32. Mr. Anon Numpha Attorney
33. Mr. Theeraphan Phankiri Attorney
34. Mr. Pichai Nuannapasari Attorney
35. Ms. Supatra Nacapew Attorney
36. Ms. Ubonwan Boonratanasamai Lawyer
37. Ms. Anyamanee Chaichomphu Lawyer
38. Mr. Sonthaya Khotpanya Lawyer
39. Mr. Bundit Homket Lawyer
40. Mr. Papob Siamhan Lawyer
41. Ms. Phattharanit Yaodam Lawyer
42. Ms. Issiyaporn Intapun Lawyer
43. Ms. Nijniran Awaphak Lecturer, Faculty of Law, Thaksin University
44. Mr. Songkrant Pongboonjun Academician, Faculty of Law,
Chiang Mai University
45. Ms. Anchana Heemmina Human Rights Defender
46. Ms. Hathaikan Renumat Human Rights Defender
47. Ms. Thanaporn Wichan Human Rights Defender
48. Ms. Wipawan Khoonthaweelapphol Human Rights Defender
49. Ms. Kornkanok Khamta Human Rights Defender
50. Mr. Bordin Saisaeng Institute of Human Rights and Peace
Studies, Mahidol University
51. Prof. Dr. Damkeng Tangthong Faculty of Humanities and Social Sciences
Surin Rajabhat University
52. Ms. Sureerat Treemanka
53. Mr. Sakorn Songma
54. Mrs. Phairat Chantong
55. Mr. Natthawat Krittayanawat
56. Mr. Prapot Srithet
57. Ms. Benjaporn Bua-Samli

Download file