Category Archives: statement

CrCF STATEMENT : Thailand must be held accountable for forcibly returning Rath Rott Mony to Cambodia as he risks facing persecution

95d2e2a3662a7bb39e3a5ffe48685b35

For immediate release on 13 December 2018

Press Release

Thailand must be held accountable for forcibly returning Rath Rott Mony to Cambodia as he risks facing persecution

On 12 December 2018, the Cross Cultural Foundation (CrCF) has learnt from a lawyer who had been giving legal assistance to Mr. Rath Rott Mony, an asylum seeker and a labor and human right activist from Cambodia that the Thai Immigration Office had returned Mr. Rath Rott Mony to the custody of Cambodia since around noon time of 12 December 2018. The news has been confirmed by an international organization that Mr. Rath has already arrived in Cambodia around 16.30. As his whereabouts are unknown, since both the Thai and Cambodian authorities have refused to disclose information about the place Rath Rott Mony had been held in custody, it is likely that he may be subject to torture or persecution by the Cambodian authorities.

 

The return of Rath Rott Mony  has not been conducted in compliance with the Extradition Act, B.E. 2551 which requires the Ministry of Foreign Affairs and the Office of Attorney General to plead to the Court to trigger an extradition process.  Instead, the Immigration officials simply claimed he had been wanted by a warrant issued by a foreign authority and thereby could not allowed to enter Thailand and had to be deported. This happened, even though Mr. Rath had entered the Kingdom and had been staying legally in Thailand for a while.

Upon his arrest on 11 December 2018, a lawyer who wanted to help him has submitted a letter to the Immigration Office asking for a visit to him while being detained at the Suan Plu Immigration Detention Center, but the request was denied.

CrCF finds a forcible return of a person who is likely to face torture, enforced disappearance and an unfair trial including the case of Rath Rott Mony is a deportation that fails to comply with procedure per the extradition law. Apart from violating domestic Thai law, it may also violate international customary law which prohibits returning a person if there is a reasonable fear that the person may face danger or persecution (non-refoulment) and may violate Thailand’s obligation to the UN Convention Against Torture to which Thailand has been a state party since 2007.

 

“The return of Mr. Rath Rott Mony is a mistake in political decision making and can taint the image of Thailand. The Thai government is urged to inquire about the detention of Mr. Rath Rott Mony and seek assurance from its Cambodia counterparts that Mr. Rath Rott Mony is still safe and has the right to fair trial as well as his whereabouts must be disclosed.”

“In addition, CrCF has submitted to the Thai government and concerned authorities a letter requesting for an investigation and explanation to the public and international community regarding the return of Mr. Rath Rott Mony to the custody of Cambodian authorities. This is to verify whether or not the return has been conducted in compliance with the Thai law and international law or not and which officials have been responsible for making such return possible” said CrCF’s Advisor, Mr. Somchai Homlaor.

Mr. Rath Rott Mony is president of the Cambodian Construction Workers Trade Union Federation (CCTUF) which is an international network and he also works as interpreter and fixer for foreign media. He has played a role in the production of a documentary by a foreign news outlet about human trafficking in Cambodia. By doing so, it was later reported that the Cambodian authorities have accused him of causing division in the country. Mr. Rath has entered Thailand on 31 October 2018 using his passport and obtaining valid visas. Prior to this, around November 2018, due to pressure being heaped upon labor activists in Cambodia, Mr. Rath Rott Mony has decided to apply for asylum in November. His application for international protection is pending the review of the UNHCR.

Upon learning that an asylum seeker who had applied asylum from them has been arrested on 11 December 2018, the UHCHR has interviewed and talked with Mr. Rath Rott Mony at his holding cell at the Suan Plu Immigration Detention Center. It indicates that Mr. Rath Rott Mony was still under the protection of UNHCR. On 12 December, the same day Mr. Rath was, however, deported via a helicopter, as a UNHCR official has requested for a visit to him and only learned that he had already been deported.

For more information, please contact Ms. Pornpen Khongkachonkiet, CrCF’s Director, phone 02-1015481

Advertisements

มูลนิธิผสานวัฒนธรรม แถลงการ : ทางการไทยต้องรับผิดชอบ กรณีส่งตัวนายรวต รุทมนี ให้ทางการกัมพูชา ซึ่งเสี่ยงต่อภัยประหัตประหาร

เผยแพร่วันที่13 ธันวาคม 2561

แถลงการณ์ ทางการไทยต้องรับผิดชอบ
กรณีส่งตัวนายรวต รุทมนี ให้ทางการกัมพูชา ซึ่งเสี่ยงต่อภัยประหัตประหาร

เมื่อวันที่  12 ธันวาคมพ.ศ.2561 มูลนิธิผสานวัฒนธรรมได้รับทราบข่าวจากทนายความที่ติดตามเพื่อให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายแก่นายรวต รุทมนี ผู้แสวงหาที่ลี้ภัยซึ่งเป็นนักกิจกรรมด้านแรงงานและด้านสิทธิมนุษยชนชาวกัมพูชาว่าทางสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองได้ส่งตัวนายรวต รุทมนีให้แก่ทางการกัมพูชาไปเมื่อเวลาประมาณเที่ยงของวันที่ 12 ธันวาคม 2561  และได้รับคำยืนยันจากหน่วยงานระหว่างประเทศว่านายรวตได้ถูกส่งตัวถึงประเทศกัมพูชาแล้วในเวลาประมาณ16.30น.  ขณะนี้ยังไม่ทราบชะตากรรม เพราะทางการไทยและกัมพูชาไม่ได้เปิดเผยสถานที่ควบคุมตัวของนายรวต รุทมนี และเขาอาจต้องตกอยู่ในภาวะที่เสียงต่อการทรมาน หรือเผชิญกับภัยประหัตประหารจากทางการกัมพูชา

การส่งกลับนายรวต รุทมนี [1]ในครั้งนี้เจ้าหน้าที่ไม่ได้ดำเนินการผ่านขั้นตอนตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการส่งผู้ร้ายข้ามแดน พ.ศ. 2551 ซึ่งต้องดำเนินการโดยกระทรวงต่างประเทศและสำนักงานอัยการสูงสุด โดยร้องขอต่อศาลเพื่อส่งเป็นผู้ร้ายข้ามแดน  แต่เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองกลับอ้างว่าเขาเป็นบุคคลที่มีหมายจับต่างประเทศไม่สามารถเข้าประเทศไทย   จึงต้องผลักดันกลับ ทั้ง ๆที่นายรวตได้เข้ามาในราชอาณาจักรและอยู่ในราชอาณาจักรอย่างถูกกฎหมายมาระยะหนึ่งแล้ว

เมื่อนายรวต รุทมนีถูกจับแล้วเมื่อวันที่11ธันวาคมพ.ศ.2561 ทนายความอาสาที่ให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายแก่นายรวตได้ทำหนังสือขอเข้าพบแต่ถูกเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองปฏิเสธไม่ให้พบกับนายรวตเพื่อให้คำปรึกษาทางกฎหมาย ขณะที่นายรวต รุทมนี ยังอยู่ในการควบคุมตัวของทางสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองที่สวนพลู

มูลนิธิผสานวัฒนธรรม เห็นว่าการส่งกลับบุคคลที่เสี่ยงต่อการถูกทรมาน บังคับให้สูญหาย รวมทั้งถูกดำเนินคดีที่ไม่เป็นธรรม อย่างเช่นกรณีนายรวต รุทมนี เป็นการส่งกลับโดยไม่ผ่านขั้นตอนของกฎหมายว่าด้วยการส่งผู้ร้ายข้ามแดน นอกจากขัดต่อกฎหมายไทยเองแล้ว ยังขัดต่อกฎหมายจารีตประเพณีระหว่างประเทศที่ห้ามส่งบุคคลกลับออกไปหากว่าบุคคลนั้นอาจต้องเผชิญกับอันตรายหรือภัยประหัตประหาร (nonrefoulment)  และขัดต่อพันธกรณีระหว่างประเทศที่ประเทศไทยมีอยู่ตามอนุสัญญาต่อต้านการทรมานขององค์กรสหประชาชาติ ที่ประเทศไทยเป็นรัฐภาคีตั้งแต่ปีพ.ศ. 2550

“การส่งนายรวต รุทมณีเป็นการตัดสินใจทางการเมืองที่ผิดพลาด และสร้างความเสียหายให้กับประเทศไทย ดังนั้นจึงขอให้รัฐบาลไทยรับผิดชอบแสวงหาข้อมูลเรื่องการควบคุมตัวนายรวต รุทมณี และการรับประกันจากทางการกัมพูชาว่านายรวต รุทมณีจะได้รับความปลอดภัย และได้รับสิทธิในการดำเนินคดีที่เป็นธรรม รวมทั้งต้องเปิดเผยสถานที่ควบคุมตัวของเขาด้วย”

“นอกจากนี้  มูลนิธิฯจะทำหนังสือขอให้รัฐบาลไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบและชี้แจงต่อประชาชนและนานาชาติว่าการส่งตัวนายรวต    รุทมนีให้แก่ทางการกัมพูชานั้น เป็นการดำเนินการโดยชอบด้วยกฎหมายไทยและกฎหมายระหว่างประเทศหรือไม่ และเจ้าหน้าที่ใดต้องเป็นผู้รับผิดชอบในการดำเนินการดังกล่าว” นายสมชาย หอมลออที่ปรึกษามูลนิธิผสานวัฒนธรรมกล่าว

นายรวต รุทมนี เป็นประธานสหพันธ์แรงงานก่อสร้างของประเทศกัมพูชาซึ่งเป็นเครือข่ายระดับโลก และต่อมาทำหน้าที่เป็นล่ามและผู้ประสานงานให้กับสื่อมวลชนต่างประเทศ  โดยได้ผลิตสารคดีเรื่องหนึ่งเกี่ยวกับการค้ามนุษย์ร่วมกับสำนักข่าวต่างประเทศ ต่อมามีข่าวว่าทางการกัมพูชากล่าวหาทำให้เกิดความแตกแยกในประเทศ  นายรวตเข้าเมืองไทยมาเมื่อวันที่ 31 ตุลาคม2561 ด้วยมีหนังสือเดินทางและวีซ่าถูกต้องเป็นการเข้าเมืองถูกกฎหมาย  โดยก่อนหน้านี้ประมาณเดือนพฤศจิกายน 2561  เนื่องจากการกดดันทางการเมืองต่อนักกิจกรรมแรงงานในประเทศกัมพูชาอย่างหนัก   นายรวต   รุทมณีได้ยื่นคำร้องขอลี้ภัยไว้เมื่อเดือนพฤศจิกายนและขณะนี้อยู่ในขึ้นตอนการพิจารณาเข้าข่ายเป็นผู้แสวงหาที่ลี้ภัยที่จะได้รับการคุ้มครองจากประชาคมระหว่างประเทศและจาก UNHCR)

เมื่อสำนักงานUHCHR ได้รับข้อมูลว่าผู้แสวงหาที่ลี้ภัยที่ได้ลงทะเบียนไว้แล้วถูกจับกุม  เมื่อวันที่11ธันวาคม 2561 จึงได้สัมภาษณ์และพูดคุยกับนายรวต รุทมณีที่ห้องกักของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองที่สวนพูล   ซึ่งแสดงให้เห็นอย่างชัดแจ้งว่านายรวต รุทมณีอยู่ในการคุ้มครองของUNHCR  ในวันที่12ธันวาคม วันเดียวกับที่นายรวต รุทมณีถูกส่งกลับโดยทางฮอลิคอปเตอร์เจ้าหน้าที่ของสำนักงานองค์การสหประชาชาติได้ติดต่อขอเข้าพบและทราบว่านายรวต  รุทมณีถูกส่งกลับไปแล้ว

มูลนิธิผสานวัฒนธรรม แถลงการณ์:กรณีพลทหาร ถูกซ้อมทรมานจนอาการสาหัส

เผยแพร่วันที่ 24 สิงหาคม 2561

แถลงการณ์กรณีพลทหาร ถูกซ้อมทรมานจนอาการสาหัส
ขอให้ออกกฎหมายใหม่ให้การทรมานเป็นความผิดอาญา
และให้กองทัพสร้างมาตรการเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้น

      สืบเนื่องจากกรณีที่มีรายงานข่าวที่มีการเผยแพร่อย่างกว้างขวาง เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม  2561 พลทหารคชา พะชะ อายุ 22 ปี ทหารเกณฑ์สังกัดกองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 31 รักษาพระองค์ (ร.31 พัน 3 รอ.) จังหวัดลพบุรี ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลด้วยอาการบาดเจ็บสาหัส โดยเบื้องต้นผู้บังคับกองพันในฐานะผู้บังคับบัญชาให้ข้อมูลกับสื่อมวลชนยอมรับว่าผู้ที่กระทำความผิดคือพลทหารด้วยกันเอง 3 นาย ซึ่งสามารถจับตัวผู้กระทำความผิดได้ และมีการแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นมาสอบสวนเพื่อดำเนินการทางวินัยและคดีอาญาต่อผู้กระทำผิด

มูลนิธิผสานวัฒนธรรมเห็นว่าเหตุการณ์เช่นนี้ไม่ใช่กรณีแรกและพบว่าในช่วงสองสามปีที่ผ่านมา ได้เกิดเหตุการณ์ซ้อมทรมานพลทหารจนเสียชีวิตและบาดเจ็บสาหัสเช่นนี้หลายครั้ง รวมทั้ง เมื่อปี 2554 กรณีพลทหารวิเชียร เผือกสม ถูกครูฝึกหน่วยฝึกทหารใหม่ลงโทษด้วยวิธีการซ้อมทำร้ายร่างกายจนถึงแก่ความตาย ปี 2559 กรณีสิบโทกิตติกร สุธีรพันธ์ ผู้ต้องขังเรื่อนจำมณฑลทหารบกที่ 25 ค่ายวีรวัฒน์โยธิน จ.สุรินทร์ ถูกผู้คุมเรือนจำทหารกับพวกร่วมกันทำร้ายร่างกายจนถึงแก่ความตาย เป็นต้น

ประเทศไทยเป็นรัฐภาคีในกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (International Covenant on Civil and Political Rights : ICCPR) ที่มีข้อห้ามการทรมานโดยเด็ดขาด นับแต่ปีพ.ศ. 2540  และได้เข้าเป็นรัฐภาคีของอนุสัญญาต่อต้านการทรมานหรือการประติบัติอื่นที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือที่ย่ำยีศักดิ์ศรี ตั้งแต่ปีพ.ศ.2550  แต่พบว่าประเทศไทยยังขาดหลักประกันทางกฎหมายและแนวทางปฏิบัติที่จะยุติการซ่อมทหารจนเป็นเหตุให้ถึงแก่บาดเจ็บและเสียชีวิต  จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ประเทศไทยต้องปฏิบัติตาม พันธกรณีตามกติการะหว่างประเทศ และอนุสัญญาต่อต้านฯ ดังกล่าว

แม้จะมีการจัดตั้งคณะกรรมการจัดการเรื่องราวร้องทุกข์กรณีถูกกระทำทรมานและถูกบังคับให้หายสาบสูญ  ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้มีคำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ 131/2560 ลงวันที่ 23 พค. 2560 หรือการจัดทำร่างพรบ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและบังคับให้สูญหายปีพ.ศ….แต่ก็ยังไม่ผ่านความเห็นชอบจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติแต่อย่างใด จึงยังถือว่าประเทศไทยยังไม่มีการกำหนดให้การทรมานเป็นความผิดทางอาญา ตามพันธกรณีระหว่างประเทศภายใต้อนุสัญญาการต่อต้านการทรมานแต่อย่างใด

การขาดซึ่งมาตรการทางกฎหมายดังกล่าว ทำให้ไม่สามารถนำผู้กระทำความผิดเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมในข้อหาความผิดฐานกระทำทรมาน   ไม่มีการกำหนดมาตรการในการป้องกันการทรมานอย่างจริงจัง และไม่มีการสืบสวนสอบสวนคดีทรมานอย่างมีประสิทธิภาพ  เหตุการณ์ที่เจ้าหน้าที่ซ้อมทรมานผู้อื่นจึงเกิดขึ้นบ่อยครั้งและหลายกรณี ทำให้ไม่สามารถนำเจ้าหน้าที่ที่กระทำผิดมาลงโทษได้ โดยเฉพาะเมื่อเกิดขึ้นในค่ายทหาร

มูลนิธิผสานวัฒนธรรมขอสนับสนุนท่าทีของผู้บังคับกองพันฯ และผู้บัญชาการทหารบกต่อกรณีของ พลทหารคชา พะชะ ที่ออกมาเปิดเผยและยอมรับข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น และแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นมาสอบข้อเท็จจริง เพื่อดำเนินการทางวินัยและคดีอาญาต่อทหารที่กระทำผิด และผู้บังคับบัญชาที่อาจเกี่ยวข้องหรือละเลยจนทำให้เกิดการกระทำผิด แต่เนื่องจากการสืบสวนสอบสวนในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับพลทหารคชาฯ ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่อยู่ระหว่างการควบคุมกำกับดูแลของผู้บังคับบัญชาต้องการเจ้าหน้าที่สืบสวนสอบสวนที่เป็นอิสระ จึงขอให้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการที่เป็นอิสระ ซึ่งประกอบไปด้วยผู้มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ และมีอำนาจให้สอบข้อเท็จจริงกรณีนี้อย่างเร่งด่วนและโปร่งใส และหากพบว่ามีผู้กระทำความผิดต้องนำตัวผู้กระทำผิดมารับโทษทั้งทางวินัยและทางอาญา  ทั้งจะต้องชดใช้เยียวยาการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่ร้ายแรงในกรณีนี้ต่อผู้เสียหายอย่างเพียงพอด้วย

เหตุการณ์ในครั้งนี้และหลายเหตุการณ์ที่ผ่านมาจะเป็นความทรงจำที่ก่อให้เกิดบทเรียนแก่กองทัพ เพื่อสร้างมาตรการเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีก

มูลนิธิผสานวัฒนธรรม แถลงการณ์: กรณีลอบสังหารแม่และลูก ขอให้กลุ่มติดอาวุธยุติการสร้างความรุนแรงทุกรูปแบบ ปกป้องคุ้มครองผู้บริสุทธ์สตรีและเด็กในสถานการณ์ความขัดแย้ง

เผยแพร่วันที่ 12 สิงหาคม 2561

แถลงการณ์

กรณีลอบสังหารแม่และลูก

ขอให้กลุ่มติดอาวุธยุติการสร้างความรุนแรงทุกรูปแบบ

ปกป้องคุ้มครองผู้บริสุทธ์สตรีและเด็กในสถานการณ์ความขัดแย้ง

 

เมื่อเวลาเช้าวันเสาร์ที่ 11 สิงหาคม  2561 จากเหตุการณ์ที่มีบุคคลไม่ทราบฝ่ายได้ใช้อาวุธสังหารนางนิตยา แก่นเรือง อายุ 40 ปี อยู่บ้านเลขที่ 339 หมู่ 6 ต.ปะลุกาสาเมาะ อ.บาเจาะ จ.นราธิวาส และ ด.ญ.อัจฉริยา แก่นเรือง อายุ 13 ปี บุตรสาวของนางนิตยา อย่างโหดร้าย  โดยตามรายงานข่าวทั้งคู่มีบาดแผลถูกยิงด้วยอาวุธปืนพกสั้นขนาด .38 เข้าที่กกหูและลำตัว ในที่เกิดเหตุเจ้าหน้าที่พบหัวกระสุนปืนตกอยู่ 1 หัว เหตุการณ์เกิดขึ้นในพื้นที่สาธารณะขณะที่นางนิตยาและบุตรสาวประกอบกิจวัตรประจำวันโดยขี่รถจักรยานยนต์ออกจากบ้านไปจ่ายกับข้าวที่ตลาดนัดต้นไทร อ.บาเจาะ โดยมีบุตรสาวนั่งซ้อนท้ายไปด้วย เสร็จแล้วจึงพากันขี่รถจักรยานยนต์กลับบ้าน แต่ระหว่างทางถูกคนร้าย 2 คนขี่รถจักรยานยนต์ตามประกบ และใช้อาวุธปืนพกสั้นยิงใส่สองแม่ลูกจนเสียชีวิต รถจักรยานยนต์เสียหลักตกข้างทาง โดยก่อนหลบหนีคนร้ายได้ชิงรถจักรยานยนต์ของสองแม่ลูกไปด้วย

ทางมูลนิธิผสานวัฒนธรรมขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวของผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ครั้งนี้   และขอประนามคนร้ายที่ก่อเหตุใช้ความรุนแรงต่อพลเรือนผู้บริสุทธิ์อย่างเจาะจงและต่อเป้าหมายอ่อนแออันถือว่าเป็นการก่ออาชญากรรมที่ร้ายแรงขัดกับกฎหมายในประเทศ กฎหมายระหว่างประเทศและหลักศีลธรรม  ขอให้เจ้าหน้าที่สืบสวนสอบสวนนำตัวผู้กระทำผิดที่แท้จริงมาลงโทษตามกระบวนการยุติธรรมให้ได้โดยยึดถือปฏิบัติตามกระบวนการยุติธรรมอย่างเคร่งครัดและห้ามซ้อมทรมาน  ขอให้ประชาชนช่วยกันหาพยานหลักฐานแก่เจ้าหน้าที่และเป็นหูเป็นตาระมัดระวังไม่ให้คนร้ายสามารถก่อความรุนแรงได้อีกโดยเฉพาะกับกลุ่มเปราะบางสตรีและเด็กชาวไทยพุทธที่อยู่อาศัยในพื้นที่ความขัดแย้งมักตกเป็นเป้าหมายของความรุนแรง

มูลนิธิผสานวัฒนธรรมเชื่อว่าการชดใช้เยียวยาที่เหมาะสมพอเพียงจากการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างกว้างขวางรุนแรงจะทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับประชาชนที่เสียหายฟื้นฟูความสัมพันธ์ โดยเฉพาะในเรื่องการค้นหาความจริงและไม่ปล่อยให้คนผิดลอยนวลพ้น รวมทั้งการดำเนินการอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อช่วยผู้เสียหายและครอบครัวหรือชดใช้เยียวยาพวกเขา รวมทั้งการสร้างความมั่นใจให้กับชุมชนไทยพุทธในพื้นที่ความขัดแย้งที่ยืดเยื้อยาวนานว่าเหตุการณ์เช่นนี้จะไม่เกิดขึ้นอีก

อย่างไรดีการสืบสวนสอบสวนเพื่อให้ได้ตัวผู้กระทำผิดมาดำเนินคดีนั้น เจ้าหน้าที่จึงควรยึดถือปฏิบัตตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด การจับตัวประชาชนที่บริสุทธิ์ โดยปราศจากพยานหลักฐานเกี่ยวกับการกระทำผิดแล้วใช้การข่มขู่ ซ้อมทรมานให้รับสารภาพนั้น นอกจากไม่ได้ตัวผู้กระทำผิดที่แท้จริงมาลงโทษแล้ว ยังเท่ากับปล่อยให้คนร้ายที่แท้จริงพ้นผิดลอยนวล ไม่ได้รับการลงโทษและก่อความรุนแรงต่อประชาชนต่อไปได้อีก   อีกทั้งการปราบปรามการก่อเหตุก็ไม่ใช่หนทางเดียวในการยุติความขัดแย้งทางอาวุธที่ยืดเยื้อยาวนาน

 

ติดต่อข้อมูลเพิ่มเติม

พรเพ็ญ คงขจรเกียรติ  ผู้อำนวยการมูลนิธิผสานวัฒนธรรม โทร 02-1015481

แถลงการณ์เครือข่ายองค์กรภาคประชาสังคมชายแดนใต้/ปาตานี ขอให้สอบสวนการอ้างใช้อำนาจกฎหมายพิเศษตรวจค้นบ้านพักของหญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชน หนึ่งในผู้ก่อตั้งคณะทำงานวาระผู้หญิงชายแดนใต้ (POAW) 

content4-โซรยา-300x188

เครดิต ภาพ The momentum

หมายเหตุ: วันที่25 มิถุนายน 2561 เวลา13.30 น. ผบ.ฉก.ปัตตานี ชี้แจงกรณีเจ้าหน้าที่ 3 ฝ่ายเข้าทำการตรวจค้นที่พักอาศัยในพื้นที่จังหวัดปัตตานี เมื่อวันที่ 22 ที่ผ่านมา

ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจปัตตานี แถลงข่าวชี้แจงกรณีเจ้าหน้าที่ 3 ฝ่ายเข้าทำการตรวจค้นที่พักอาศัยในพื้นที่จังหวัดปัตตานี เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2561 พร้อมขอแสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและขออภัยต่อผู้ได้รับผลกระทบดังกล่าว

อ่านรายละเอียดที่  https://issoc4news.blogspot.com/2018/06/3-22.html?m=1

ผบ.ฉก.ปัตตานี ชี้แจงกรณีเจ้าหน้าที่ 3 ฝ่ายเข้าทำการตรวจค้นที่พักอาศัยในพื้นที่จังหวัดปัตตานี เมื่อวันที่ 22 ที่ผ่านมา

ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจปัตตานี แถลงข่าวชี้แจงกรณีเจ้าหน้าที่ 3 ฝ่ายเข้าทำการตรวจค้นที่พักอาศัยในพื้นที่จังหวัดปัตตานี เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2561 พร้อมขอแสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและขออภัยต่อผู้ได้รับผลกระทบดังกล่าว

วันนี้ (25 มิถุนายน 2561) เวลา 13.30 น. ที่ห้องศรีนิลัม หอประชุมศูนย์ปฏิบัติการอำเภอเมืองปัตตานี อำเภอเมือง จังหวัดปัตตานี พลตรี จตุพร  กลัมพสุต ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจปัตตานี แถลงข่าวชี้แจงกรณีเจ้าหน้าที่ 3 ฝ่ายเข้าทำการตรวจค้นที่พักอาศัยของ นางโซรยา  จามจุรี  นักวิชาการสังกัดมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2561 ที่ผ่านมาว่า หน่วยเฉพาะกิจปัตตานีขอแสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและขออภัยต่อผู้ได้รับผลกระทบดังกล่าวและขอชี้แจงข้อเท็จจริงให้ทราบดังนี้

การดำเนินการดังกล่าวสืบเนื่องมาจาก กรณีที่เจ้าหน้าที่ได้มีการจับกุมวัตถุระเบิดแสวงเครื่อง จำนวน 40 ลูก และอุปกรณ์ในการจุดระเบิดจำนวนมากในพื้นที่จังหวัดนราธิวาส เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2561 หน่วยเฉพาะกิจปัตตานีได้สั่งให้หน่วยในพื้นที่ ยกระดับการเฝ้าระวัง การก่อเหตุร้ายในพื้นที่อย่างเข้มงวด โดยเฉพาะในพื้นที่อำเภอเมืองปัตตานี ซึ่งอยู่ระหว่างการจัดงานกาชาด ที่จำเป็นต้องมีการเฝ้าระวังเป็นพิเศษเพิ่มมากขึ้น หน่วยรับผิดชอบในพื้นที่ ซึ่งประกอบด้วย หน่วยเฉพาะกิจปัตตานี 25, ศูนย์ปฏิบัติการอำเภอเมืองปัตตานี และสถานีตำรวจภูธรเมืองปัตตานี ได้ร่วมกันตรวจค้นพื้นที่ต้องสงสัยว่าจะเป็นแหล่งซุกซ่อนของคนร้ายและอุปกรณ์การก่อเหตุร้ายในพื้นที่  ต้องสงสัยทุกแห่ง เพื่อทำลายความพยายามในการก่อเหตุ เพราะหากไม่ดำเนินการในการสกัดกั้นทำลายความพยายามในการก่อเหตุร้ายดังกล่าว คนร้ายอาจจะก่อเหตุได้ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนอย่างร้ายแรงได้ ประกอบกับก่อนหน้านี้เมื่อ 20 พฤษภาคม 2561 ได้มีคนร้ายที่ก่อเหตุระเบิดตู้เบิกเงินสดของธนาคารหลายแห่งในอำเภอเมืองปัตตานีจากการตรวจสอบกล้องวงจรปิดพบว่าคนร้ายส่วนหนึ่งหลบหนีเข้ามาหลบซ่อนในบริเวณชุมชนดังกล่าวเจ้าหน้าที่จึงจำเป็นต้องเฝ้าระวังในบริเวณชุมชนดังกล่าวแต่ไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นที่พักอาศัยของบุคคลใดที่ชัดเจน จึงมีความจำเป็น จะต้องทำการตรวจค้นบ้านเรือนหลายแห่ง ซึ่งในการเข้าตรวจค้นตรวจสอบเป็นการใช้อำนาจตาม พรบ.กฎอัยการศึก พ.ศ.2457 โดยเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารของหน่วยเฉพาะกิจปัตตานี 25 เป็นหน่วยหลัก เจ้าหน้าที่ตำรวจและฝ่ายปกครอง  เป็นหน่วยร่วมดำเนินการ มิได้ดำเนินการโดยใช้อำนาจตาม พรบ.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินแต่อย่างใด

ภาพ – รัติชัยฯ / ข่าว – พัชรีพรฯ

เผยแพร่วันที่  25  มิถุนายน 2561

แถลงการณ์องค์กรภาคประชาสังคมชายแดนใต้

ยุติและสอบสวนการอ้างใช้อำนาจกฎหมายพิเศษค้นบ้านพัก

ของหญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชน

หนึ่งในผู้ก่อตั้งคณะทำงานวาระผู้หญิงชายแดนใต้ (POAW)

 

เมื่อวันศุกร์ ที่ 22 มิถุนายน 2561  มีรายงานว่ามีเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงสนธิกำลังค้นบ้านพักนางโซรยา จามจุรี หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชน ซึ่งเป็นนักวิชาการในสังกัดของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์  นักกิจกรรมด้านสิทธิสตรีคณะทำงานวาระผู้หญิงชายแดนใต้ (POAW)  รวมทั้งเป็นหนึ่งในผู้ริเริ่มในการเสนอให้คู่ขัดแย้งในจังหวัดชายแดนใต้ (จชต.) สร้างและพัฒนาพื้นที่ปลอดภัย โดยให้ตกลงกันบนโต๊ะพูดคุยสันติภาพในสถานการณ์ความขัดแย้งจังหวัดชายแดนใต้

เหตุเกิดขึ้นในเวลาประมาณ 15.30 น.  ได้มีกลุ่มเจ้าหน้าที่ดังกล่าวประกอบไปด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารจำนวน 2 คันรถ มาตรวจค้นบริเวณชุมชนและที่บ้านของนางโซรยา จามจุรี โดยเจ้าหน้าที่อ้างว่าอาจจะมีคนร้ายหลบซ่อนอยู่จากเหตุการณ์ที่มีคนร้ายวางระเบิดตู้เอทีเอมในช่วงเดือนรอมฏอนที่ผ่านมา โดยมีการตรวจค้นบ้านในบริเวณดังกล่าวประมาณสามหลัง

ทั้งนี้บ้านพักของหญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชนดังกล่าว ตั้งอยู่ในพื้นที่อำเภอเมืองจังหวัดปัตตานี  เป็นพื้นที่ประกาศภาวะฉุกเฉินร้ายแรงนับตั้งแต่ปีพ.ศ.2548 ตามอำนาจพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน (2548)  และพื้นที่ตามอำนาจพรบ.กฎอัยการศึก (2457) นับตั้งแต่ปีพ.ศ.2547

ตามอำนาจพรก.ฉุกเฉิน มาตรา 11 (4)  ซึ่งให้อำนาจพนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจออกคำสั่งตรวจค้น รื้อ ถอน หรือทำลายซึ่งอาตามคาร สิ่งปลูกสร้าง หรือสิ่งกีดขวาง ตามความจำเป็นในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อระงับเหตุการณ์ร้ายแรงให้ยุติโดยเร็ว และหากปล่อยเนิ่นช้าจะทำให้ไม่อาจระงับเหตุการณ์ได้ทันท่วงที

ในการตรวจค้นเนื่องจากเป็นการค้นบ้านที่อยู่อาศัย เมื่อหญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชนท่านนี้ ขอดูหมายค้นที่ออกโดยศาล ตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ เช่นเดียวกับตามหลักการในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา คือต้องมีหมายค้นจากศาลในท้องที่ เช่นเดียวกับที่เมื่อเจ้าหน้าที่ต้องการจับกุมบุคคลก็ต้องขอให้ศาลออกหมายควบคุมตัวที่เรียกกันว่า หมายฉฉ. เป็นต้น แต่เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจที่มาแสดงตนขอค้นเคหสถานไม่สามารถแสดงหมายค้นของศาลตามที่หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชนขอให้แสดงได้ แทนที่เจ้าหน้าที่ตำรวจจะกลับไปขอหมายศาล เจ้าหน้าที่ตำรวจกลับอ้างใหม่ว่าใช้อำนาจเพื่อค้นตาม พรบ.กฎอัยการศึก  ซีงหลังจากตรวจค้นแล้วก็ไม่พบคนร้ายหรือสิ่งผิดกฎหมายแต่อย่างใด

จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ แสดงให้เห็นถึงสภาพปัญหาการบังคับใช้กฎหมายพิเศษฉบับต่างๆที่เกิดขึ้นกับประชาชนในพื้นที่ จชต. อย่างสับสนตลอดมาดังนี้

  1. กฎหมายพิเศษในพื้นที่ควรใช้อย่างระมัดระวังและให้ส่งผลกระทบถึงประชาชนน้อยที่สุด รวมทั้งยึดมั่นถึงเจตนารมณ์ โดยเฉพาะพรก.ฉุกเฉินมีเจตนารมณ์เพื่อระงับเหตุการณ์ร้ายแรงให้ยุติ ไม่ใช่การติดตามค้นหาผู้กระทำความผิดในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแล้วอย่างสุ่มเสียงที่จะกระทบต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชน รวมทั้งสิทธิในเคหสถานโดยไม่จำเป็น
  2. การอ้างอำนาจตามกฎหมายโดยเจ้าหน้าที่รัฐต้องเป็นไปอย่างชัดเจนถูกต้องชอบธรรม เมื่ออ้างว่าต้องการค้นตามอำนาจ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ เมื่อถูกโต้แย้งว่าไม่มีหมายค้นจาก เจ้าหน้าที่กลับอ้างการใช้อำนาจตามกฎหมายพิเศษอีกฉบับหนึ่งคือกฎอัยการศึก อันเป็นการใช้อำนาจอย่างสับสน และอาจมีลักษณะตามอำเภอใจ ทำให้ประชาชนสูญเสียความเชื่อมั่นต่อการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐโดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ตำรวจซี่งเป็นผู้บังคับใช้กฎหมาย

นอกจากนี้ การกระทำดังกล่าวต่อนักปกป้องสิทธิมนุษยชนผู้หญิง อาจเข้าข่ายการข่มขู่คุกคามและสร้างความหวาดกลัวนักกิจกรรมหญิงท่านนี้และครอบครัว บุคคลใกล้ชิด ชุมชน

โดยเมื่อเดือนกรกฎาคม ปีพ.ศ.2560  คณะกรรมการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรี องค์การสหประชาชาติต่อประเทศไทย ในการรายงานสถานการณ์สิทธิสตรีตามวาระของประเทศไทยที่รวมรายงานครั้งที่ 6 และครั้งที่ 7 เมื่อปีพ.ศ.2560 ในย่อหน้าที่ 30 ว่า    คณะกรรมการฯ แสดงความห่วงกังวลเป็นอย่างยิ่งว่า นักปกป้องสิทธิมนุษยชนผู้หญิง ที่ทำงานรณรงค์โดยเฉพาะเรื่องสิทธิในที่ดิน การปกป้องสิ่งแวดล้อม สิทธิชนเผ่าพื้นเมือง สิทธิของคนชนบท เลสเบียน ไบเซ็กชัล หญิงข้ามเพศ และหญิงมุสลิมในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ต้องตกเป็นเป้าหมายการฟ้องร้องดำเนินคดี การคุกคาม การใช้ความรุนแรงและการข่มขู่ที่เป็นผลจากการทำงานของพวกเธอโดยการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐและองค์กรธุรกิจ โดยมีข้อเสนอว่า ให้มีในข้อ (b)  ระบุว่าให้มีการสืบสวนสอบสวนอย่างมีประสิทธิภาพ ดำเนินคดีและนำผู้กระทำผิดมาลงโทษอย่างเหมาะสมทุกกรณีที่มีการคุกคาม  การใช้ความรุนแรงและการข่มขู่ หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชน และให้มีการเยียวยาที่เป็นประโยชน์ต่อผู้ได้รับผลกระทบอย่างแท้จริงด้วย

องค์กรภาคประชาสังคมและบุคคลตามรายนามด้านล่างนี้ข้อเสนอให้รัฐบาลและผู้มีอำนาจหน้าที่ในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ รวมทั้งกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาคสี่ ส่วนหน้าดำเนินการดังนี้อย่างเร่งด่วน

  1. ขอให้มีการตรวจสอบอย่างเป็นอิสระต่อการปฏิบัติงานครั้งนี้ของเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงกลุ่มดังกล่าว และแสดงความรับผิดชอบอย่างเหมาะสมต่อกรณีที่มีการคุกคามหญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชน ว่าเป็นการใช้อำนาจหน้าที่โดยชอบ   ใช้อำนาจสมควรแก่เหตุหรือสุจริตหรือไม่
  2. หากพบว่าเป็นการข่มขู่หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชน ต้องจัดให้มีการเยียวยาที่เป็นประโยชน์ต่อผู้ได้รับผลกระทบอย่างแท้จริงทั้งนี้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้เกิดผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ต่อนักปกป้องสิทธิมนุษยชนต่อการใช้อำนาจตามกฎหมายพิเศษในการข่มขู่ลักษณะเช่นนี้

 

รายชื่อองค์กรและบุคคลที่ลงนาม

  1. มูลนิธิผสานวัฒนธรรม
  2. กลุ่มด้วยใจ
  3. ศูนย์อัลกุรอ่านและภาษา QICC
  4. มูลนิธิดารุสลามเพื่อเด็กกำพร้าจังหวัดปัตตานี
  5. เครือข่ายโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้
  6. มูลนิธิศักยภาพชุมชน
  7. เครือข่ายชุมชนศรัทธา กัมปงตักวา
  8. มูลนิธิเพื่อการศึกษาและเยียวยาเด็กกำพร้า(FECO)
  9. มูลนิธินูซันตารอเพื่อสิทธิมนุษยชนและการพัฒนา
  10. ศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้
  11. เครือข่ายประชาชนจังหวัดชายแดนภาคใต้ปกป้องสิทธิชุมชนและสิ่งแวดล้อมเพื่อสันติภาพ PERMATAMAS
  12. มูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิม
  13. องค์กรสันติภาพและเพื่อสิทธิมนุษย์ชน OPHR
  14. เครือข่ายโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามสี่อำเภอจังหวัดสงขลา(จะนะ เทพา นาทวี สะบ้าย้อย)
  15. มาเรียม ชัยสันทนะ สมาคมฟ้าใสส่งเสริมสุขภาวะเด็กเยาวชนชายแดนใต้
  16. แวอิสมาแอล แนแซ
  17. รอฮานี จือนารา
  18. ทวีศักดิ์ ปิ
  19. แพทย์หญิง เพชรดาว โต๊ะมีนา
  20. ฟารีดา ปันจอร์
  21. พาฮีสะห์ ท้วมงาม
  22. รอมฎอน ปันจอร์
  23. สมัชชา นิลปัทม์
  24. นายแพทย์สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ
  25. มูฮำหมัด ดือราแม
  26. อิมรอน ซาเหาะ
  27. ไฟซอล ดาโอ๊ะ อาจารย์คณะรัฐศาสต์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี
  28. อลิสา บินดุส๊ะ
  29. ชลธิชา แจ้งเร็ว
  30. ดร.ฟารีดา สุไลมาน
  31. ฮุสนี เบ็นหะยีคอเนาะ ผู้จัดการรร.ศาสนบำรุง
  32. อิมรอน โสะสัน นักศึกษาปริญญาเอกด้านนโยบายสาธารณะ AUT University, New Zealand
  33. อิสมาเเอล หมัดอาดัม. สภาเครือข่ายมนุษยธรรม สำนักจุฬาราชมนตรี
  34. อับดุลอาซิส ตาเดอินทร์
  35. ศิริพร ฉายเพ็ชร มูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม
  36. อันธิฌา แสงชัย ห้องเรียนเพศวิถีและสิทธิมนุษยชน ร้านหนังสือบูคู
  37. อับดุลเราะมัน มอลอ รัฐศาสตร์ ม.หาดใหญ่/ สถาบันปาตานีเพื่อการวิจัยและพัฒนามนุษย์
  38. เอกราช ซาบูร์ เครือข่ายมุสลิมแห่งเอเชีย
  39. สุไลมาน เจ๊ะแม
  40. ทัศนียา หะยีโซะ
  41. ดาราณี ทองศิริ
  42. ดันย้าล อับดุลเลาะ นักศึกษาปริญญาโทสาขาพัฒนาสังคม
  43. รอดียะห์ บินติ อาลี สาลี นักวิชาการศึกษา
  44. ซาหดัม. แวยูโซ๊ะ
  45. นาดา ไชยจิตต์
  46. Subaky Binkamit
  47. วาสนา สาเมาะ
  48. หวันมูหัมหมัด ฟาอิส เสมอภาพ
  49. ฐิตินบ โกมลนิมิ
  50. นารึรัตน์ สาเม๊าะ สมาคมสตรีมุสลิม สงขลา
  51. รอดียะห์ บินติ อาลี สาลี นักวิชาการศึกษา ผู้อำนวยการโรงเรียนอิสลามศึกษา อ.แม่สอด
  52. ดร.ฆอซอลี เบ็ญหมัด
  53. สถาบันปอเนาะบัยตุลอิฮซาน
  54. ดุลยรัตน์ บูยูโส๊ะ
  55. เอกรินทร์ ต่วนศิริ  คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี
  56. มูฮัมหมัดอิลยาส หญ้าปรัง
  57. ซิตีมาเรียม บินเย๊าะ
  58. แยน๊ะ สะแลแม
  59. คนึงนิจ มากชูชิต
  60. มารีก๊ะ หวังจิ
  61. บุษบา ฉิมพลิกานนท์
  62. ฉายา ยะภา
  63. มายีดะ สะกะแย
  64. เครือข่ายสานใจคนไร้ที่พึ่ง
  65. รอบียะ บาแล๊ะ
  66. อาอีซะฮ์ ตีมุง
  67. ไลลา หมูดเส็ม
  68. ปาหนัน หีมมิน๊ะ
  69. วัลลภ หมัดโส๊ะ
  70. กมลวรรณ หนิมุสา
  71.  ซุลกิฟลี มามะ
  72. อดินันต์ ฮะซานี ชุมชนประชารัฐ
  73. นิรันดร เลาะนะ Fatoni Freedom Film

 

statement-WHRD-soraya-jamjuree_final_ 56names (final)