Category Archives: statement

Cross Cultural Foundation Statement:Armed attack in school and fatal hanging of owner of vehicle used in car bomb are a violation of domestic and international laws

For immediate release on 11 January 2019

Press Statement
Armed attack in school and fatal hanging of owner of vehicle used in car bomb are a violation of domestic and international laws

 

At 11.50 am, on 10 January 2019, an unknown number of unidentified perpetrators have fired shots into the defence volunteers stationed at Buko School, Moo 5, Tambon Prachan, in Pattani province’s Yarang district causing four fatalities among the defence volunteers including (1) Sulaiman Wae-useng, (2) Muhammad Taeteng, (3) Abdulloh Salae, and (4) Bueraheng Jing.

According to the authorities, prior to the incidence, the defence volunteers were performing their duties to maintain safety in the school. An unknown number of unidentified perpetrators cladding military ranger uniform have turned up, initially pretending to visit and talk to the defence volunteers. As the defence volunteers became more relaxed, the perpetrators have fired shots causing fourth deaths among the defence volunteers. They also took away four HK-33 rifles which belonged to the slain officers.

The shooting of defence volunteers who were performing their duty in school compromises safety in life of students and educators. It has greatly terrified them and will certainly affect their quality of life in the future. It is tantamount to a violation of the rights of the child. The Cross Cultural Foundation (CrCF) condemns such armed attack and murder targeting either civilians or armed civilians. It is a grave crime and a breach to both domestic law and international law.

The act of the armed group is a violation of the Universal Declaration of Human Rights (UDHR), the Convention on the Rights of the Child (CRC), and also humanitarian law including the Geneva Conventions. If conducted persistently, pervasively and systematically, such act would be tantamount to a crime against humanity and is a violation of both domestic law and international law. The perpetrators and superior officers or commanding officers including non-state actors have to be held liable through a domestic criminal court or the International Criminal Court.

In addition, in 2012, the UN Committee on the Rights of the Child has issued recommendations to the Thai government reiterating that the government should develop measures to protect children in the Southern Border Provinces against direct and indirect violence in the area. The government has also been urged to keep schools safe from attacks by non-state armed groups and to prevent the deployment of security forces and military troops in school. The armed attack has shed light on a failure to act in compliance with major obligations to provide protection to children in armed conflict areas.

Also, on 8 January 2019, a 61-year-old man was found hung to death and his car was stolen and used for making a car bomb close to the Songkhla Special Taskforce of the 43rd Border Patrol Police. The explosion has injured six officials. At least six local villagers have been held in custody as suspects. They came from Songkhla Province’s Sabayoy District which is outside the area under Martial Law. As of now, the six suspects are still held in custody at Pattani Province’s Ingkhayutthaborihan Army Camp invoking Martial Law.

CrCF would like to offer our deepest condolence to the families of those who have been killed and injured in these incidences and have the following demands to make.

  1. Violence against civilians, particularly children and women has to stop immediately and unconditionally in school, religious sites, markets and communities. The areas, albeit located in armed conflict territory, are for common usage of civilians.
  2. All parties are urged to peacefully work out solutions to the conflicts at the individual, community and national levels. The state is urged to stick to a peaceful means and to develop measures to effectively ensure public safety.
  3. On the path toward sustainable peace, all parties should respect human rights and international humanitarian law. Truth has to be told while perpetrators have to be brought to justice. Restriction must be put in place to limit the use of violence to suppress insurgency and the rule of law should be strictly upheld.

 

For more information, please contact Pornpen Khongkachonkiet, 02-1015481-2

Advertisements

มูลนิธิผสานวัฒนธรรม แถลงการณ์ : แถลงการณ์ การใช้ความรุนแรงทางอาวุธในโรงเรียน และการแขวนคอชายเจ้าของรถที่ใช้ทำระเบิดคาร์บอม ที่เป็นความผิดทั้งต่อกฎหมายในประเทศและกฎหมายระหว่างประเทศ

แถลงการณ์
การใช้ความรุนแรงทางอาวุธในโรงเรียน
และการแขวนคอชายเจ้าของรถที่ใช้ทำระเบิดคาร์บอม
ที่เป็นความผิดทั้งต่อกฎหมายในประเทศและกฎหมายระหว่างประเทศ

   เมื่อเวลา 11.50 น.วันที่ 10 ม.ค. 2562 มีเหตุคนร้ายไม่ทราบกลุ่มและจำนวน ยิงเจ้าหน้าที่อาสาสมัครชุดคุ้มครองตำบลประจัน เหตุเกิดที่โรงเรียนบ้านบูโกะ ม.5 ต.ประจัน อ.ยะรัง จ.ปัตตานี ทำให้มีเจ้าหน้าที่อาสาสมัครเสียชีวิต 4 ราย คือ 1.อส.สุไลมาน แวอุเซ็ง 2.อส.มูฮำมัด เต๊ะเด็ง 3.อส.อับดุลเลาะ สาและ และ 4.อส.บือราเฮง จิง

จากการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ทราบว่าก่อนเกิดเหตุเจ้าหน้าที่อาสาสมัครชุดคุ้มครองชุดนี้กำลังปฏิบัติหน้าที่ชุดรักษาความปลอดภัยอยู่ภายในโรงเรียนบ้านบูโกะได้มีกลุ่มคนร้ายไม่ทราบจำนวนแต่งกายชุดดำคล้ายเจ้าหน้าที่ทหารพราน ทำทีเข้ามาตรวจเยี่ยมและพูดคุยกับเจ้าหน้าที่อาสาสมัครอาศัยจังหวะเจ้าหน้าที่ อส.ไม่ทันระวังตัว คนร้ายจึงได้ใช้อาวุธปืนยิงเจ้าหน้าที่ ทำให้ อส.เสียชีวิต 4 ราย แล้วคนร้ายได้นำอาวุธปืน HK-33 จำนวน 4 กระบอก ซึ่งเป็นอาวุธปืนประจำกาย อส.ที่เสียชีวิตหลบหนีไปด้วย

การใช้อาวุธปืนยิงเจ้าหน้าที่อาสาสมัครที่ปฏิบัติหน้าที่ในโรงเรียนส่งผลโดยตรงต่อความปลอดภัยในชีวิตเด็กและบุคลากรทางการศึกษาเพราะได้สร้างความหวาดกลัวอย่างมาก และส่งผลต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของเด็กในอนาคต ซึ่งเป็นการละเมิดสิทธิเด็ก  มูลนิธิผสานวัฒนธรรมขอประณามการก่ออาชญากรรมการโจมตีและเข่นฆ่าดังกล่าวซึ่งเป็นการโจมตีเป้าหมายแม้จะเป็นพลรบหรือเจ้าหน้าที่ติดอาวุธ ก็ตาม โดยถือว่าเป็นอาชญากรรมร้ายแรงที่เป็นความผิดทั้งต่อกฎหมายในประเทศและกฎหมายระหว่างประเทศ

การกระทำของกองกำลังติดอาวุธดังกล่าวเป็นการกระทำที่ละเมิดปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก และยังเป็นการละเมิดกฎหมายด้านมนุษยธรรมสากลตามอนุสัญญาเจนีวา ซึ่งถ้ากระทำอย่างต่อเนื่อง กว้างขวาง เป็นระบบ จะถือเป็นการกระทำที่เข้าข่ายเป็นอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ ที่เป็นความผิดทั้งต่อกฎหมายในประเทศและกฎหมายระหว่างประเทศ ผู้ก่ออาชญากรรมและผู้บังคับบัญชาหรือหัวหน้ากองกำลัง แม้ว่าจะเป็นกองกำลังที่ไม่ใช่รัฐ (non-state actor) จะต้องรับผิดชอบถูกดำเนินคดีในศาลอาญาในประเทศหรือศาลอาญาระหว่างประเทศ

นอกจากนี้ เมื่อปีพ.ศ. 2555 คณะกรรมการสิทธิเด็ก (Committee on the Rights of the Child) ประจำสหประชาชาติได้ให้ข้อแนะนำกับรัฐบาลไทยเพื่อนำไปปฏิบัติโดยเน้นว่า รัฐบาลควรออกมาตรการคุ้มครองเด็กในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้จากภัยทางตรงและทางอ้อมจากความรุนแรงในพื้นที่ นอกจากนี้ รัฐควรดำเนินการปกป้องพื้นที่โรงเรียนจากการโจมตีของกลุ่มติดอาวุธที่ไม่ใช่รัฐและไม่ให้เจ้าหน้าที่ทหารและพลรบเข้ามามีบทบาทในพื้นที่โรงเรียน การใช้ความรุนแรงทางอาวุธในครั้งนี้จึงแสดงให้เห็นถึงความล้มเหลวในการปฏิบัติตามพันธกรณีที่สำคัญต่อการคุ้มครองเด็กในพื้นที่ความขัดแย้งทางอาวุธ

  นอกจากนี้เมื่อวันที่  8 มกราคม 2562 ยังมีเหตุการณ์แขวนคอชายอายุ 61 ปี เจ้าของรถยนต์ที่ใช้ในเหตุการณ์ลอบวางระเบิดคาร์บอมบ์ใกล้กับหน่วยเฉพาะกิจสงขลาซึ่งเป็นฐานของ ตชด.43 เกิดความสูญเสียอย่างรุนแรงทำให้มีเจ้าหน้าที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุระเบิดในครั้งนี้มีจำนวนทั้งสิ้น 6 นาย โดยขณะนี้มีการติดตามจับกุมผู้ต้องสงสัยที่เป็นชาวบ้านจำนวนอย่างน้อย 6 ราย ในพื้นที่อ.สะบ้าย้อย จ.สงขลาซึ่งไม่ใช่พื้นที่บังคับกฏอัยการศึก ปัจจุบันทั้ง 6 คนยังถูกกักตัวไว้ที่ค่ายอิงคยุทธบริหาร จ.ปัตตานี ตามอำนาจกฏอัยการศึก

มูลนิธิผสานวัฒนธรรมขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บและขอเรียกร้องดังนี้

  1. ขอให้ยุติการใช้ความรุนแรงต่อพลเรือนโดยเฉพาะเด็กและผู้หญิงโดยทันที และโดยปราศจากเงื่อนไขใดๆทั้งสิ้น ทั้งในโรงเรียน สถานที่ประกอบกิจกรรมศาสนา ตลาด และชุมชนที่เป็นพื้นที่ใช้สอยของพลเรือนในพื้นที่ความขัดแย้งทางอาวุธ
  2. ขอให้ทุกฝ่ายแสวงหาทางออกของความขัดแย้งทั้งในระดับปัจเจกบุคคล ชุมชน และ ระดับประเทศ โดยกระบวนการสันติวิธี ขอเรียกร้องให้รัฐดำเนินการตามนโยบายในแนวทางสันติวิธีและมีมาตรการในการสร้างความปลอดภัยให้กับประชาชนทุกกล่มอย่างมีประสิทธิภาพ
  3. ในระหว่างการสร้างสันติภาพที่ยั่งยืน จึงขอเรียกร้องให้ทุกฝ่ายเคารพหลักสิทธิมนุษยชนและหลักมนุษยธรรมระหว่างประเทศ โดยนำความจริงให้ปรากฏและนำคนผิดมาลงโทษ อีกทั้งต้องขจัดเงื่อนไขการใช้ความรุนแรงในการปราบปรามการก่อความไม่สงบและยึดมั่นในหลักนิติรัฐนิติธรรมอย่างเคร่งครัด

ข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อได้ที่ : พรเพ็ญ คงขจรเกียรติ โทร 02-1015481-2

สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชนและมูลนิธิผสานวัฒนธรรม แถลงการณ์ : ขอให้ปล่อยตัวนางสาวราฮาฟ และต้องไม่ส่งกลับไปยังรัฐที่ทำให้เธอไม่ปลอดภัย

49548038_2032361410165680_166070566971768832_n

+++แถลงการณ์ ขอให้ปล่อยตัวนางสาวราฮาฟ และต้องไม่ส่งกลับไปยังรัฐที่ทำให้เธอไม่ปลอดภัย+++
.
สืบเนื่องจากการควบคุมตัวนางสาวราฮาฟ โมฮาเหม็ด แอล-เคนูน (Ms. Rahaf Mohammed Alqunun) หญิงชาวซาอุดีอาระเบีย ซึ่งได้หลบหนีจากครอบครัว เพราะไม่อยากแต่งงาน และได้ถูกทำร้ายอย่างหนักทางร่างกายและจิตใจ โดยได้เดินทางมาต่อเครื่องจากสนามบินสุวรรณภูมิเพื่อลี้ภัยไปยังประเทศออสเตรเลีย แต่ระหว่างรอเปลี่ยนเครื่องที่สนามบินสุวรรณภูมิปรากฎว่ามีบุคคลอ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่จากสถานทูตราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย ประจำประเทศไทย พร้อมบุคคลซึ่งอ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่สายการบินคูเวตแอร์ไลน์มาควบคุมตัวเธอไปกักขังไว้ที่ห้องพักในโรงแรมมิราเคิล ทรานซิท สนามบินสุวรรณภูมิ รวมทั้งได้ยืดเอกสารหนังสือเดินทาง ตั๋วเครื่องบิน และเอกสารประจำตัวไปแล้วนำตัวไป และไม่ยินยอมให้เธอเดินทางต่อไปยังประเทศออสเตรเลีย ขณะนี้เธอยังถูกกักขังอยู่ในห้องพักโรงแรมดังกล่าว
.
นางสาวราฮาฟ ได้แจ้งแก่ทนายความที่เข้าให้การช่วยเหลือว่าเธอไม่ต้องการเดินทางไปยังประเทศคูเวตและประเทศซาอุดิอาระเบีย เนื่องจากหากถูกส่งตัวกลับไปจะมีภัยอันตรายถึงแก่ชีวิต จากเหตุแห่งความแตกต่างในเรื่องความเชื่อทางศาสนา
.
สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชนและมูลนิธิผสานวัฒนธรรมเห็นว่า การควบคุมตัวนางสาวราฮาฟ โมฮาเหม็ด แอล-เคนูน ถือเป็นการละเมิดสิทธิในเสรีภาพและความปลอดภัยของร่างกายของบุคคล อันเป็นสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานประการสำคัญที่ถูกรับรองไว้ในกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและการเมือง ข้อ 9 และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 28 และพฤติการณ์การควบคุมตัวดังกล่าวยังอาจเข้าข่ายเป็นการควบคุมตัวหรือลิดรอนเสรีภาพของบุคคลโดยอำเภอใจและไม่ชอบด้วยกฎหมายอีกด้วย เพราะนางสาวราฮาฟมิได้กระทำความผิดกฎหมายใดใดในประเทศไทยขณะที่ขอต่อเครื่องเดินทางไปประเทศที่สาม
.
การที่ประเทศไทยโดยสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองจะผลักดันนางสาวราฮาฟ โมฮาเหม็ด แอล-เคนูน ซึ่งแสวงหาที่ลี้ภัยเพราะต้องเผชิญกับอันตรายอันเกิดจากการไม่ยินยอมสมรสและเหตุแห่งความเชื่อทางศาสนา ให้กลับไปยังประเทศต้นทาง ย่อมเป็นการกระทำที่ไม่สอดคล้องต่อหลักการสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะเรื่องเสรีภาพของบุคคลในการนับถือศาสนา สิทธิของบุคคลที่จะไม่ถูกบังคับให้ทำการสมรสโดยปราศจากความยินยอมอย่างเต็มใจ และสิทธิที่จะแสวงหาและพักพิงในประเทศอื่นๆ เพื่อลี้ภัยจากการกดขี่ข่มเหง ซึ่งเป็นหลักการสิทธิมนุษยชนประการสำคัญที่ถูกรับรองไว้ในกฎหมายระหว่างประเทศด้านสิทธิมนุษยชน ทั้งในปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน และกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและการเมืองดังกล่าว และทำให้เธอตกอยู่ในความเสี่ยงที่จะได้รับอันตราย อันเป็นการกระทำที่ต้องห้ามตามหลักการห้ามผลักดันกลับ (Non-Refoulement) ซึ่งเป็นหลักการสำคัญทั้งในกฎหมายจารีตประเพณีระหว่างประเทศที่เรียกร้องให้ไม่ส่งกลับผู้แสวงหาที่ลี้ภัยและต้องไม่ขับไล่ หรือผลักดันกลับออกไป หรือส่งบุคคลไปยังอีกรัฐหนึ่ง เมื่อมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าบุคคลนั้นจะตกอยู่ภายใต้อันตราย
.
สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชนและมูลนิธิผสานวัฒนธรรม จึงมีข้อเรียกร้องต่อกรณีดังกล่าว ดังต่อไปนี้
.
1. ขอให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องและกระบวนการยุติธรรม โดยเฉพาะศาล ได้ดำเนินการตรวจสอบการควบคุมตัวนางสาวราฮาฟ โมฮาเหม็ด แอล-เคนูน และให้ปล่อยตัวโดยทันที
.
2. รัฐบาลไทยต้องไม่ดำเนินการหรือสนับสนุนการส่งกลับนางสาวราฮาฟ โมฮาเหม็ด แอล-เคนูนไปเผชิญอันตรายยังประเทศต้นทาง และปล่อยให้เดินทางไปยังประเทศออสเตรเลียได้ตามเจตนารมณ์

ด้วยความเคารพในสิทธิมนุษยชนและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษยชน

สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน
มูลนิธิผสานวัฒนธรรม

มูลนิธิผสานวัฒนธรรม แถลงการณ์ : ต้องทำให้พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. ….. สอดคล้องกับพันธกรณีระหว่างประเทศ และหลักสิทธิมนุษยชน

 

 

แถลงการณ์

ต้องทำให้พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมาน และการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. ….. สอดคล้องกับพันธกรณีระหว่างประเทศ และหลักสิทธิมนุษยชน

          ตามที่รัฐบาลโดยกระทรวงยุติธรรม ได้เสนอร่างพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. ……..  ต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เพื่อตราเป็นกฎหมายอนุวัตการ ที่จะทำให้ประเทศไทยสามารถปฏิบัติตามพันธกรณีระหว่างประเทศ ภายใต้อนุสัญญาต่อต้านการทรมานและการประติบัติหรือการลงโทษอื่นที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรมหรือที่ย่ำยีศักดิ์ศรี (อนุสัญญาต่อต้านการทรมานฯ) ซึ่งประเทศไทยได้เข้าเป็นภาคีตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๕๐ และอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลทุกคนจากการหายสาบสูญโดยถูกบังคับ (อนุสัญญาคุ้มครองบุคคลจากการสาบสูญฯ) ซึ่งประเทศไทยได้ลงนามเพื่อแสดงเจตจำนงที่จะเข้าเป็นภาคีไว้ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๕๕ โดยทางสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ได้พิจารณารับหลักการร่างพระราชบัญญัติฉบับดังกล่าว พร้อมทั้งแต่งตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญฯจำนวน ๑๕ คน เพื่อพิจารณา เมื่อวันที่ ๒๐ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๖๑ แล้วนั้น

          มูลนิธิผสานวัฒนธรรม ซึ่งเป็นองค์กรด้านสิทธิมนุษยชนที่ได้ติดตามและผลักดันให้ทางการไทย ออกกฎหมายอนุวัติการให้เป็นไปตามอนุสัญญาทั้งสองฉบับดังกล่าวตลอดมา ขอเสนอข้อเท็จจริงและข้อคิดเห็นดังต่อไปนี้

  • มูลนิธิผสานวัฒนธรรมขอชื่นชมกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม และคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ทุกชุด ที่ตลอดสิบกว่าปีที่ผ่านมา ได้พยายามผลักดันให้รัฐบาลชุดต่างๆของประเทศไทยออกกฎหมายอนุวัติการให้เป็นไปตามอนุสัญญาดังกล่าว โดยได้มีกระบวนการในการรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากผู้ถูกทรมานและครอบครัวของผู้ถูกบังคับให้สูญหาย และองค์กรสิทธิมนุษยชนต่างๆ โดยพยายามที่จะให้มีการจัดทำร่างกฎหมายที่มีเนื้อหาสาระและกระบวนการที่สอดคล้องกับอนุสัญญาทั้งสองฉบับ แม้จะต้องประสบกับปัญหาอุปสรรคและการขัดขวางหน่วงเหนี่ยว จากคนบางกลุ่ม โดยเฉพาะเจ้าหน้าทีรัฐบางคนในบางหน่วยงาน
  • ปัญหา อุปสรรค การขัดขวาง หน่วงเหนี่ยวดังกล่าวข้างต้น ทำให้การนำเอาพันธกรณีภายใต้อนุสัญญาทั้งสองฉบับมาปฏิบัติ ทั้งในการป้องกันการทรมาน การป้องกันการบังคับบุคคลให้สาบสูญ การแก้ไขเยียวยาผู้เสียหาย และการลงโทษเจ้าหน้าที่รัฐหรือผู้ที่สมคบกับเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมทรมานและการบังคับให้สาบสูญต้องล่าช้าออกไปนานนับสิบปี ในช่วงระยะเวลาดังกล่าว ได้มีผู้ถูกทรมานหรือถูกบังคับให้สาบสูญเป็นจำนวนมาก ทั้งในจังหวัดชายแดนใต้ และในที่อื่นๆ ในขอบเขตทั่วประเทศ รวมทั้งการส่งผู้ลี้ภัยให้แก่ประเทศอื่น ให้ต้องไปเผชิญกับภัยทรมานหรือการบังคับให้สาบสูญ โดยที่ผู้ได้รับความเสียหายในกรณีต่างๆเหล่านั้น ยังไม่ได้รับการเยียวยาเท่าที่ควร และเจ้าหน้าที่ผู้กระทำผิด ยังไม่ได้ถูกลงโทษ
  • สาระสำคัญอันเป็นหลักการของร่าง พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามฯ ที่จะเป็นเครื่องมือให้ประเทศไทยสามารถปฏิบัติตามพันธกรณีภายใต้อนุสัญญาต่อต้านการทรมานฯ และอนุสัญญาคุ้มครองบุคคลจากการสาบสูญฯ ต้องคงไว้ โดยไม่ตัดทอนออกไปจากร่าง พ.ร.บ. ดังกล่าว อาทิเช่น

(๑) บทบัญญัติตามมาตรา ๑๑ ที่เกี่ยวกับหลักการที่ห้ามการทรมานหรือการบังคับให้สาบสูญโดยเด็ดขาด เนื่องจากสิทธิเสรีภาพที่จะไม่ถูกทรมานหรือบังคับให้สาบสูญเป็นสิทธิอันสัมบูรณ์ (absolute rights) ที่รัฐหรือบุคคลใดๆ ไม่อาจละเมิดได้ ไม่ว่าจะในกรณี สถานการณ์ หรือเหตุผลใดๆ ทั้งสิ้น แม้ในสถานการณ์ฉุกเฉินหรือในภาวะสงคราม หรืออาจมีสงคราม

(๒) บทบัญญัติตามมาตรา ๑๒ ที่เกี่ยวกับหลักการห้ามส่งกลับหรือผลักดันบุคคลออกนอกประเทศ หากผู้นั้นอาจต้องเผชิญกับการทรมาน ถูกบังคับให้สาบสูญ หรือเผชิญกับภัยประหัตประหาร (non-refoulement) ไม่ว่าจะเป็นผู้อพยพ ผู้ลี้ภัย ผู้ต้องหา หรือบุคคลใดๆก็ตาม ซึ่งที่ผ่านมาทางการไทยได้ผลักดันบุคคลเหล่านั้นออกนอกประเทศ หรือส่งให้แก่ทางการประเทศอื่น เช่นกรณีผู้ลี้ภัยชาวอุยเกอร์ หรือผู้ลี้ภัยทางการเมืองชาวกัมพูชา ที่ทำให้บุคคลดังกล่าวเสี่ยงต่อการถูกทรมานและการถูกบังคับให้สูญหาย เป็นต้น

  • ร่าง พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามฯ ยังขาดบทบัญญัติที่จำเป็นในการต่อต้านการทรมานและป้องกันและปราบปรามการบังคับให้สาบสูญ ที่มีความจำเป็นอย่างยิ่งยวดต้องบัญญัติไว้ในร่างพ.ร.บ. อาทิเช่น

(๑) การห้ามศาลมิให้รับฟังพยานหลักฐานหรือถ้อยคำที่ได้จากการทรมาน ซึ่งในปัจจุบันมีบางคดี โดยเฉพาะคดีความมั่นคงในจังหวัดชายแดนใต้ ที่ศาลรับฟังพยานหลักฐานที่ได้จากผู้ต้องสงสัยว่าเกี่ยวข้องกับความไม่สงบ ที่เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงได้มา โดยการทำ “กรรมวิธี” ในชั้นการควบคุมตัวตามกฎหมายพิเศษ เช่นกฎอัยการศึก และ พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน  ทั้งในฐานะพยานหรือผู้ต้องหา

(๒) สิทธิของญาติในการเยี่ยมผู้ถูกควบคุมตัวและสิทธิของผู้ถูกควบคุมตัวที่จะพบและปรึกษากับทนายความ

(๓) สิทธิของญาติ กลุ่มองค์กร สมาคมด้านสิทธิมนุษยชนหรือที่มีวัตถุประสงค์ในการต่อต้านการทรมานหรือการบังคับให้สาบสูญ ในการมีส่วนร่วมในการติดตามคดี การแสวงหาความจริงและความยุติธรรมให้แก่ผู้ถูกทรมานหรือถูกบังคับให้สาบสูญ ตลอดจนการมีส่วนร่วมเป็นคณะกรรมการ

          มูลนิธิผสานวัฒนธรรมจึงขอเรียกร้องให้ทางการไทยดำเนินการเพื่อประกันว่า เนื้อหาสาระของอนุสัญญาต่อต้านการทรมานและการประติบัติหรือการลงโทษที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรมหรือที่ย่ำยีศักดิ์ศรี และอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลทุกคนจากการหายสาบสูญโดยถูกบังคับ จะนำมากำหนดไว้ในพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. …….. โดยครบถ้วน เพื่อให้ประเทศไทยในฐานะภาคีของอนุสัญญาทั้งสองฉบับ สามารถปฏิบัติตามพันธกรณีระหว่างประเทศภายใต้อนุสัญญาทั้งสองฉบับอย่างสมบูรณ์

 

แถลงมา ณ วันที่ ๒๖ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๖๑

มูลนิธิผสานวัฒนธรรม

CrCF STATEMENT : Thailand must be held accountable for forcibly returning Rath Rott Mony to Cambodia as he risks facing persecution

95d2e2a3662a7bb39e3a5ffe48685b35

For immediate release on 13 December 2018

Press Release

Thailand must be held accountable for forcibly returning Rath Rott Mony to Cambodia as he risks facing persecution

On 12 December 2018, the Cross Cultural Foundation (CrCF) has learnt from a lawyer who had been giving legal assistance to Mr. Rath Rott Mony, an asylum seeker and a labor and human right activist from Cambodia that the Thai Immigration Office had returned Mr. Rath Rott Mony to the custody of Cambodia since around noon time of 12 December 2018. The news has been confirmed by an international organization that Mr. Rath has already arrived in Cambodia around 16.30. As his whereabouts are unknown, since both the Thai and Cambodian authorities have refused to disclose information about the place Rath Rott Mony had been held in custody, it is likely that he may be subject to torture or persecution by the Cambodian authorities.

 

The return of Rath Rott Mony  has not been conducted in compliance with the Extradition Act, B.E. 2551 which requires the Ministry of Foreign Affairs and the Office of Attorney General to plead to the Court to trigger an extradition process.  Instead, the Immigration officials simply claimed he had been wanted by a warrant issued by a foreign authority and thereby could not allowed to enter Thailand and had to be deported. This happened, even though Mr. Rath had entered the Kingdom and had been staying legally in Thailand for a while.

Upon his arrest on 11 December 2018, a lawyer who wanted to help him has submitted a letter to the Immigration Office asking for a visit to him while being detained at the Suan Plu Immigration Detention Center, but the request was denied.

CrCF finds a forcible return of a person who is likely to face torture, enforced disappearance and an unfair trial including the case of Rath Rott Mony is a deportation that fails to comply with procedure per the extradition law. Apart from violating domestic Thai law, it may also violate international customary law which prohibits returning a person if there is a reasonable fear that the person may face danger or persecution (non-refoulment) and may violate Thailand’s obligation to the UN Convention Against Torture to which Thailand has been a state party since 2007.

 

“The return of Mr. Rath Rott Mony is a mistake in political decision making and can taint the image of Thailand. The Thai government is urged to inquire about the detention of Mr. Rath Rott Mony and seek assurance from its Cambodia counterparts that Mr. Rath Rott Mony is still safe and has the right to fair trial as well as his whereabouts must be disclosed.”

“In addition, CrCF has submitted to the Thai government and concerned authorities a letter requesting for an investigation and explanation to the public and international community regarding the return of Mr. Rath Rott Mony to the custody of Cambodian authorities. This is to verify whether or not the return has been conducted in compliance with the Thai law and international law or not and which officials have been responsible for making such return possible” said CrCF’s Advisor, Mr. Somchai Homlaor.

Mr. Rath Rott Mony is president of the Cambodian Construction Workers Trade Union Federation (CCTUF) which is an international network and he also works as interpreter and fixer for foreign media. He has played a role in the production of a documentary by a foreign news outlet about human trafficking in Cambodia. By doing so, it was later reported that the Cambodian authorities have accused him of causing division in the country. Mr. Rath has entered Thailand on 31 October 2018 using his passport and obtaining valid visas. Prior to this, around November 2018, due to pressure being heaped upon labor activists in Cambodia, Mr. Rath Rott Mony has decided to apply for asylum in November. His application for international protection is pending the review of the UNHCR.

Upon learning that an asylum seeker who had applied asylum from them has been arrested on 11 December 2018, the UHCHR has interviewed and talked with Mr. Rath Rott Mony at his holding cell at the Suan Plu Immigration Detention Center. It indicates that Mr. Rath Rott Mony was still under the protection of UNHCR. On 12 December, the same day Mr. Rath was, however, deported via a helicopter, as a UNHCR official has requested for a visit to him and only learned that he had already been deported.

For more information, please contact Ms. Pornpen Khongkachonkiet, CrCF’s Director, phone 02-1015481