Category Archives: statement

มูลนิธิผสานวัฒนธรรม แถลงการณ์: กรณีลอบสังหารแม่และลูก ขอให้กลุ่มติดอาวุธยุติการสร้างความรุนแรงทุกรูปแบบ ปกป้องคุ้มครองผู้บริสุทธ์สตรีและเด็กในสถานการณ์ความขัดแย้ง

เผยแพร่วันที่ 12 สิงหาคม 2561

แถลงการณ์

กรณีลอบสังหารแม่และลูก

ขอให้กลุ่มติดอาวุธยุติการสร้างความรุนแรงทุกรูปแบบ

ปกป้องคุ้มครองผู้บริสุทธ์สตรีและเด็กในสถานการณ์ความขัดแย้ง

 

เมื่อเวลาเช้าวันเสาร์ที่ 11 สิงหาคม  2561 จากเหตุการณ์ที่มีบุคคลไม่ทราบฝ่ายได้ใช้อาวุธสังหารนางนิตยา แก่นเรือง อายุ 40 ปี อยู่บ้านเลขที่ 339 หมู่ 6 ต.ปะลุกาสาเมาะ อ.บาเจาะ จ.นราธิวาส และ ด.ญ.อัจฉริยา แก่นเรือง อายุ 13 ปี บุตรสาวของนางนิตยา อย่างโหดร้าย  โดยตามรายงานข่าวทั้งคู่มีบาดแผลถูกยิงด้วยอาวุธปืนพกสั้นขนาด .38 เข้าที่กกหูและลำตัว ในที่เกิดเหตุเจ้าหน้าที่พบหัวกระสุนปืนตกอยู่ 1 หัว เหตุการณ์เกิดขึ้นในพื้นที่สาธารณะขณะที่นางนิตยาและบุตรสาวประกอบกิจวัตรประจำวันโดยขี่รถจักรยานยนต์ออกจากบ้านไปจ่ายกับข้าวที่ตลาดนัดต้นไทร อ.บาเจาะ โดยมีบุตรสาวนั่งซ้อนท้ายไปด้วย เสร็จแล้วจึงพากันขี่รถจักรยานยนต์กลับบ้าน แต่ระหว่างทางถูกคนร้าย 2 คนขี่รถจักรยานยนต์ตามประกบ และใช้อาวุธปืนพกสั้นยิงใส่สองแม่ลูกจนเสียชีวิต รถจักรยานยนต์เสียหลักตกข้างทาง โดยก่อนหลบหนีคนร้ายได้ชิงรถจักรยานยนต์ของสองแม่ลูกไปด้วย

ทางมูลนิธิผสานวัฒนธรรมขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวของผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ครั้งนี้   และขอประนามคนร้ายที่ก่อเหตุใช้ความรุนแรงต่อพลเรือนผู้บริสุทธิ์อย่างเจาะจงและต่อเป้าหมายอ่อนแออันถือว่าเป็นการก่ออาชญากรรมที่ร้ายแรงขัดกับกฎหมายในประเทศ กฎหมายระหว่างประเทศและหลักศีลธรรม  ขอให้เจ้าหน้าที่สืบสวนสอบสวนนำตัวผู้กระทำผิดที่แท้จริงมาลงโทษตามกระบวนการยุติธรรมให้ได้โดยยึดถือปฏิบัติตามกระบวนการยุติธรรมอย่างเคร่งครัดและห้ามซ้อมทรมาน  ขอให้ประชาชนช่วยกันหาพยานหลักฐานแก่เจ้าหน้าที่และเป็นหูเป็นตาระมัดระวังไม่ให้คนร้ายสามารถก่อความรุนแรงได้อีกโดยเฉพาะกับกลุ่มเปราะบางสตรีและเด็กชาวไทยพุทธที่อยู่อาศัยในพื้นที่ความขัดแย้งมักตกเป็นเป้าหมายของความรุนแรง

มูลนิธิผสานวัฒนธรรมเชื่อว่าการชดใช้เยียวยาที่เหมาะสมพอเพียงจากการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างกว้างขวางรุนแรงจะทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับประชาชนที่เสียหายฟื้นฟูความสัมพันธ์ โดยเฉพาะในเรื่องการค้นหาความจริงและไม่ปล่อยให้คนผิดลอยนวลพ้น รวมทั้งการดำเนินการอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อช่วยผู้เสียหายและครอบครัวหรือชดใช้เยียวยาพวกเขา รวมทั้งการสร้างความมั่นใจให้กับชุมชนไทยพุทธในพื้นที่ความขัดแย้งที่ยืดเยื้อยาวนานว่าเหตุการณ์เช่นนี้จะไม่เกิดขึ้นอีก

อย่างไรดีการสืบสวนสอบสวนเพื่อให้ได้ตัวผู้กระทำผิดมาดำเนินคดีนั้น เจ้าหน้าที่จึงควรยึดถือปฏิบัตตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด การจับตัวประชาชนที่บริสุทธิ์ โดยปราศจากพยานหลักฐานเกี่ยวกับการกระทำผิดแล้วใช้การข่มขู่ ซ้อมทรมานให้รับสารภาพนั้น นอกจากไม่ได้ตัวผู้กระทำผิดที่แท้จริงมาลงโทษแล้ว ยังเท่ากับปล่อยให้คนร้ายที่แท้จริงพ้นผิดลอยนวล ไม่ได้รับการลงโทษและก่อความรุนแรงต่อประชาชนต่อไปได้อีก   อีกทั้งการปราบปรามการก่อเหตุก็ไม่ใช่หนทางเดียวในการยุติความขัดแย้งทางอาวุธที่ยืดเยื้อยาวนาน

 

ติดต่อข้อมูลเพิ่มเติม

พรเพ็ญ คงขจรเกียรติ  ผู้อำนวยการมูลนิธิผสานวัฒนธรรม โทร 02-1015481

Advertisements

แถลงการณ์เครือข่ายองค์กรภาคประชาสังคมชายแดนใต้/ปาตานี ขอให้สอบสวนการอ้างใช้อำนาจกฎหมายพิเศษตรวจค้นบ้านพักของหญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชน หนึ่งในผู้ก่อตั้งคณะทำงานวาระผู้หญิงชายแดนใต้ (POAW) 

content4-โซรยา-300x188

เครดิต ภาพ The momentum

หมายเหตุ: วันที่25 มิถุนายน 2561 เวลา13.30 น. ผบ.ฉก.ปัตตานี ชี้แจงกรณีเจ้าหน้าที่ 3 ฝ่ายเข้าทำการตรวจค้นที่พักอาศัยในพื้นที่จังหวัดปัตตานี เมื่อวันที่ 22 ที่ผ่านมา

ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจปัตตานี แถลงข่าวชี้แจงกรณีเจ้าหน้าที่ 3 ฝ่ายเข้าทำการตรวจค้นที่พักอาศัยในพื้นที่จังหวัดปัตตานี เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2561 พร้อมขอแสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและขออภัยต่อผู้ได้รับผลกระทบดังกล่าว

อ่านรายละเอียดที่  https://issoc4news.blogspot.com/2018/06/3-22.html?m=1

ผบ.ฉก.ปัตตานี ชี้แจงกรณีเจ้าหน้าที่ 3 ฝ่ายเข้าทำการตรวจค้นที่พักอาศัยในพื้นที่จังหวัดปัตตานี เมื่อวันที่ 22 ที่ผ่านมา

ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจปัตตานี แถลงข่าวชี้แจงกรณีเจ้าหน้าที่ 3 ฝ่ายเข้าทำการตรวจค้นที่พักอาศัยในพื้นที่จังหวัดปัตตานี เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2561 พร้อมขอแสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและขออภัยต่อผู้ได้รับผลกระทบดังกล่าว

วันนี้ (25 มิถุนายน 2561) เวลา 13.30 น. ที่ห้องศรีนิลัม หอประชุมศูนย์ปฏิบัติการอำเภอเมืองปัตตานี อำเภอเมือง จังหวัดปัตตานี พลตรี จตุพร  กลัมพสุต ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจปัตตานี แถลงข่าวชี้แจงกรณีเจ้าหน้าที่ 3 ฝ่ายเข้าทำการตรวจค้นที่พักอาศัยของ นางโซรยา  จามจุรี  นักวิชาการสังกัดมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2561 ที่ผ่านมาว่า หน่วยเฉพาะกิจปัตตานีขอแสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและขออภัยต่อผู้ได้รับผลกระทบดังกล่าวและขอชี้แจงข้อเท็จจริงให้ทราบดังนี้

การดำเนินการดังกล่าวสืบเนื่องมาจาก กรณีที่เจ้าหน้าที่ได้มีการจับกุมวัตถุระเบิดแสวงเครื่อง จำนวน 40 ลูก และอุปกรณ์ในการจุดระเบิดจำนวนมากในพื้นที่จังหวัดนราธิวาส เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2561 หน่วยเฉพาะกิจปัตตานีได้สั่งให้หน่วยในพื้นที่ ยกระดับการเฝ้าระวัง การก่อเหตุร้ายในพื้นที่อย่างเข้มงวด โดยเฉพาะในพื้นที่อำเภอเมืองปัตตานี ซึ่งอยู่ระหว่างการจัดงานกาชาด ที่จำเป็นต้องมีการเฝ้าระวังเป็นพิเศษเพิ่มมากขึ้น หน่วยรับผิดชอบในพื้นที่ ซึ่งประกอบด้วย หน่วยเฉพาะกิจปัตตานี 25, ศูนย์ปฏิบัติการอำเภอเมืองปัตตานี และสถานีตำรวจภูธรเมืองปัตตานี ได้ร่วมกันตรวจค้นพื้นที่ต้องสงสัยว่าจะเป็นแหล่งซุกซ่อนของคนร้ายและอุปกรณ์การก่อเหตุร้ายในพื้นที่  ต้องสงสัยทุกแห่ง เพื่อทำลายความพยายามในการก่อเหตุ เพราะหากไม่ดำเนินการในการสกัดกั้นทำลายความพยายามในการก่อเหตุร้ายดังกล่าว คนร้ายอาจจะก่อเหตุได้ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนอย่างร้ายแรงได้ ประกอบกับก่อนหน้านี้เมื่อ 20 พฤษภาคม 2561 ได้มีคนร้ายที่ก่อเหตุระเบิดตู้เบิกเงินสดของธนาคารหลายแห่งในอำเภอเมืองปัตตานีจากการตรวจสอบกล้องวงจรปิดพบว่าคนร้ายส่วนหนึ่งหลบหนีเข้ามาหลบซ่อนในบริเวณชุมชนดังกล่าวเจ้าหน้าที่จึงจำเป็นต้องเฝ้าระวังในบริเวณชุมชนดังกล่าวแต่ไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นที่พักอาศัยของบุคคลใดที่ชัดเจน จึงมีความจำเป็น จะต้องทำการตรวจค้นบ้านเรือนหลายแห่ง ซึ่งในการเข้าตรวจค้นตรวจสอบเป็นการใช้อำนาจตาม พรบ.กฎอัยการศึก พ.ศ.2457 โดยเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารของหน่วยเฉพาะกิจปัตตานี 25 เป็นหน่วยหลัก เจ้าหน้าที่ตำรวจและฝ่ายปกครอง  เป็นหน่วยร่วมดำเนินการ มิได้ดำเนินการโดยใช้อำนาจตาม พรบ.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินแต่อย่างใด

ภาพ – รัติชัยฯ / ข่าว – พัชรีพรฯ

เผยแพร่วันที่  25  มิถุนายน 2561

แถลงการณ์องค์กรภาคประชาสังคมชายแดนใต้

ยุติและสอบสวนการอ้างใช้อำนาจกฎหมายพิเศษค้นบ้านพัก

ของหญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชน

หนึ่งในผู้ก่อตั้งคณะทำงานวาระผู้หญิงชายแดนใต้ (POAW)

 

เมื่อวันศุกร์ ที่ 22 มิถุนายน 2561  มีรายงานว่ามีเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงสนธิกำลังค้นบ้านพักนางโซรยา จามจุรี หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชน ซึ่งเป็นนักวิชาการในสังกัดของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์  นักกิจกรรมด้านสิทธิสตรีคณะทำงานวาระผู้หญิงชายแดนใต้ (POAW)  รวมทั้งเป็นหนึ่งในผู้ริเริ่มในการเสนอให้คู่ขัดแย้งในจังหวัดชายแดนใต้ (จชต.) สร้างและพัฒนาพื้นที่ปลอดภัย โดยให้ตกลงกันบนโต๊ะพูดคุยสันติภาพในสถานการณ์ความขัดแย้งจังหวัดชายแดนใต้

เหตุเกิดขึ้นในเวลาประมาณ 15.30 น.  ได้มีกลุ่มเจ้าหน้าที่ดังกล่าวประกอบไปด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารจำนวน 2 คันรถ มาตรวจค้นบริเวณชุมชนและที่บ้านของนางโซรยา จามจุรี โดยเจ้าหน้าที่อ้างว่าอาจจะมีคนร้ายหลบซ่อนอยู่จากเหตุการณ์ที่มีคนร้ายวางระเบิดตู้เอทีเอมในช่วงเดือนรอมฏอนที่ผ่านมา โดยมีการตรวจค้นบ้านในบริเวณดังกล่าวประมาณสามหลัง

ทั้งนี้บ้านพักของหญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชนดังกล่าว ตั้งอยู่ในพื้นที่อำเภอเมืองจังหวัดปัตตานี  เป็นพื้นที่ประกาศภาวะฉุกเฉินร้ายแรงนับตั้งแต่ปีพ.ศ.2548 ตามอำนาจพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน (2548)  และพื้นที่ตามอำนาจพรบ.กฎอัยการศึก (2457) นับตั้งแต่ปีพ.ศ.2547

ตามอำนาจพรก.ฉุกเฉิน มาตรา 11 (4)  ซึ่งให้อำนาจพนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจออกคำสั่งตรวจค้น รื้อ ถอน หรือทำลายซึ่งอาตามคาร สิ่งปลูกสร้าง หรือสิ่งกีดขวาง ตามความจำเป็นในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อระงับเหตุการณ์ร้ายแรงให้ยุติโดยเร็ว และหากปล่อยเนิ่นช้าจะทำให้ไม่อาจระงับเหตุการณ์ได้ทันท่วงที

ในการตรวจค้นเนื่องจากเป็นการค้นบ้านที่อยู่อาศัย เมื่อหญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชนท่านนี้ ขอดูหมายค้นที่ออกโดยศาล ตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ เช่นเดียวกับตามหลักการในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา คือต้องมีหมายค้นจากศาลในท้องที่ เช่นเดียวกับที่เมื่อเจ้าหน้าที่ต้องการจับกุมบุคคลก็ต้องขอให้ศาลออกหมายควบคุมตัวที่เรียกกันว่า หมายฉฉ. เป็นต้น แต่เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจที่มาแสดงตนขอค้นเคหสถานไม่สามารถแสดงหมายค้นของศาลตามที่หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชนขอให้แสดงได้ แทนที่เจ้าหน้าที่ตำรวจจะกลับไปขอหมายศาล เจ้าหน้าที่ตำรวจกลับอ้างใหม่ว่าใช้อำนาจเพื่อค้นตาม พรบ.กฎอัยการศึก  ซีงหลังจากตรวจค้นแล้วก็ไม่พบคนร้ายหรือสิ่งผิดกฎหมายแต่อย่างใด

จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ แสดงให้เห็นถึงสภาพปัญหาการบังคับใช้กฎหมายพิเศษฉบับต่างๆที่เกิดขึ้นกับประชาชนในพื้นที่ จชต. อย่างสับสนตลอดมาดังนี้

  1. กฎหมายพิเศษในพื้นที่ควรใช้อย่างระมัดระวังและให้ส่งผลกระทบถึงประชาชนน้อยที่สุด รวมทั้งยึดมั่นถึงเจตนารมณ์ โดยเฉพาะพรก.ฉุกเฉินมีเจตนารมณ์เพื่อระงับเหตุการณ์ร้ายแรงให้ยุติ ไม่ใช่การติดตามค้นหาผู้กระทำความผิดในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแล้วอย่างสุ่มเสียงที่จะกระทบต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชน รวมทั้งสิทธิในเคหสถานโดยไม่จำเป็น
  2. การอ้างอำนาจตามกฎหมายโดยเจ้าหน้าที่รัฐต้องเป็นไปอย่างชัดเจนถูกต้องชอบธรรม เมื่ออ้างว่าต้องการค้นตามอำนาจ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ เมื่อถูกโต้แย้งว่าไม่มีหมายค้นจาก เจ้าหน้าที่กลับอ้างการใช้อำนาจตามกฎหมายพิเศษอีกฉบับหนึ่งคือกฎอัยการศึก อันเป็นการใช้อำนาจอย่างสับสน และอาจมีลักษณะตามอำเภอใจ ทำให้ประชาชนสูญเสียความเชื่อมั่นต่อการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐโดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ตำรวจซี่งเป็นผู้บังคับใช้กฎหมาย

นอกจากนี้ การกระทำดังกล่าวต่อนักปกป้องสิทธิมนุษยชนผู้หญิง อาจเข้าข่ายการข่มขู่คุกคามและสร้างความหวาดกลัวนักกิจกรรมหญิงท่านนี้และครอบครัว บุคคลใกล้ชิด ชุมชน

โดยเมื่อเดือนกรกฎาคม ปีพ.ศ.2560  คณะกรรมการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรี องค์การสหประชาชาติต่อประเทศไทย ในการรายงานสถานการณ์สิทธิสตรีตามวาระของประเทศไทยที่รวมรายงานครั้งที่ 6 และครั้งที่ 7 เมื่อปีพ.ศ.2560 ในย่อหน้าที่ 30 ว่า    คณะกรรมการฯ แสดงความห่วงกังวลเป็นอย่างยิ่งว่า นักปกป้องสิทธิมนุษยชนผู้หญิง ที่ทำงานรณรงค์โดยเฉพาะเรื่องสิทธิในที่ดิน การปกป้องสิ่งแวดล้อม สิทธิชนเผ่าพื้นเมือง สิทธิของคนชนบท เลสเบียน ไบเซ็กชัล หญิงข้ามเพศ และหญิงมุสลิมในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ต้องตกเป็นเป้าหมายการฟ้องร้องดำเนินคดี การคุกคาม การใช้ความรุนแรงและการข่มขู่ที่เป็นผลจากการทำงานของพวกเธอโดยการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐและองค์กรธุรกิจ โดยมีข้อเสนอว่า ให้มีในข้อ (b)  ระบุว่าให้มีการสืบสวนสอบสวนอย่างมีประสิทธิภาพ ดำเนินคดีและนำผู้กระทำผิดมาลงโทษอย่างเหมาะสมทุกกรณีที่มีการคุกคาม  การใช้ความรุนแรงและการข่มขู่ หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชน และให้มีการเยียวยาที่เป็นประโยชน์ต่อผู้ได้รับผลกระทบอย่างแท้จริงด้วย

องค์กรภาคประชาสังคมและบุคคลตามรายนามด้านล่างนี้ข้อเสนอให้รัฐบาลและผู้มีอำนาจหน้าที่ในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ รวมทั้งกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาคสี่ ส่วนหน้าดำเนินการดังนี้อย่างเร่งด่วน

  1. ขอให้มีการตรวจสอบอย่างเป็นอิสระต่อการปฏิบัติงานครั้งนี้ของเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงกลุ่มดังกล่าว และแสดงความรับผิดชอบอย่างเหมาะสมต่อกรณีที่มีการคุกคามหญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชน ว่าเป็นการใช้อำนาจหน้าที่โดยชอบ   ใช้อำนาจสมควรแก่เหตุหรือสุจริตหรือไม่
  2. หากพบว่าเป็นการข่มขู่หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชน ต้องจัดให้มีการเยียวยาที่เป็นประโยชน์ต่อผู้ได้รับผลกระทบอย่างแท้จริงทั้งนี้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้เกิดผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ต่อนักปกป้องสิทธิมนุษยชนต่อการใช้อำนาจตามกฎหมายพิเศษในการข่มขู่ลักษณะเช่นนี้

 

รายชื่อองค์กรและบุคคลที่ลงนาม

  1. มูลนิธิผสานวัฒนธรรม
  2. กลุ่มด้วยใจ
  3. ศูนย์อัลกุรอ่านและภาษา QICC
  4. มูลนิธิดารุสลามเพื่อเด็กกำพร้าจังหวัดปัตตานี
  5. เครือข่ายโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้
  6. มูลนิธิศักยภาพชุมชน
  7. เครือข่ายชุมชนศรัทธา กัมปงตักวา
  8. มูลนิธิเพื่อการศึกษาและเยียวยาเด็กกำพร้า(FECO)
  9. มูลนิธินูซันตารอเพื่อสิทธิมนุษยชนและการพัฒนา
  10. ศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้
  11. เครือข่ายประชาชนจังหวัดชายแดนภาคใต้ปกป้องสิทธิชุมชนและสิ่งแวดล้อมเพื่อสันติภาพ PERMATAMAS
  12. มูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิม
  13. องค์กรสันติภาพและเพื่อสิทธิมนุษย์ชน OPHR
  14. เครือข่ายโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามสี่อำเภอจังหวัดสงขลา(จะนะ เทพา นาทวี สะบ้าย้อย)
  15. มาเรียม ชัยสันทนะ สมาคมฟ้าใสส่งเสริมสุขภาวะเด็กเยาวชนชายแดนใต้
  16. แวอิสมาแอล แนแซ
  17. รอฮานี จือนารา
  18. ทวีศักดิ์ ปิ
  19. แพทย์หญิง เพชรดาว โต๊ะมีนา
  20. ฟารีดา ปันจอร์
  21. พาฮีสะห์ ท้วมงาม
  22. รอมฎอน ปันจอร์
  23. สมัชชา นิลปัทม์
  24. นายแพทย์สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ
  25. มูฮำหมัด ดือราแม
  26. อิมรอน ซาเหาะ
  27. ไฟซอล ดาโอ๊ะ อาจารย์คณะรัฐศาสต์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี
  28. อลิสา บินดุส๊ะ
  29. ชลธิชา แจ้งเร็ว
  30. ดร.ฟารีดา สุไลมาน
  31. ฮุสนี เบ็นหะยีคอเนาะ ผู้จัดการรร.ศาสนบำรุง
  32. อิมรอน โสะสัน นักศึกษาปริญญาเอกด้านนโยบายสาธารณะ AUT University, New Zealand
  33. อิสมาเเอล หมัดอาดัม. สภาเครือข่ายมนุษยธรรม สำนักจุฬาราชมนตรี
  34. อับดุลอาซิส ตาเดอินทร์
  35. ศิริพร ฉายเพ็ชร มูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม
  36. อันธิฌา แสงชัย ห้องเรียนเพศวิถีและสิทธิมนุษยชน ร้านหนังสือบูคู
  37. อับดุลเราะมัน มอลอ รัฐศาสตร์ ม.หาดใหญ่/ สถาบันปาตานีเพื่อการวิจัยและพัฒนามนุษย์
  38. เอกราช ซาบูร์ เครือข่ายมุสลิมแห่งเอเชีย
  39. สุไลมาน เจ๊ะแม
  40. ทัศนียา หะยีโซะ
  41. ดาราณี ทองศิริ
  42. ดันย้าล อับดุลเลาะ นักศึกษาปริญญาโทสาขาพัฒนาสังคม
  43. รอดียะห์ บินติ อาลี สาลี นักวิชาการศึกษา
  44. ซาหดัม. แวยูโซ๊ะ
  45. นาดา ไชยจิตต์
  46. Subaky Binkamit
  47. วาสนา สาเมาะ
  48. หวันมูหัมหมัด ฟาอิส เสมอภาพ
  49. ฐิตินบ โกมลนิมิ
  50. นารึรัตน์ สาเม๊าะ สมาคมสตรีมุสลิม สงขลา
  51. รอดียะห์ บินติ อาลี สาลี นักวิชาการศึกษา ผู้อำนวยการโรงเรียนอิสลามศึกษา อ.แม่สอด
  52. ดร.ฆอซอลี เบ็ญหมัด
  53. สถาบันปอเนาะบัยตุลอิฮซาน
  54. ดุลยรัตน์ บูยูโส๊ะ
  55. เอกรินทร์ ต่วนศิริ  คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี
  56. มูฮัมหมัดอิลยาส หญ้าปรัง
  57. ซิตีมาเรียม บินเย๊าะ
  58. แยน๊ะ สะแลแม
  59. คนึงนิจ มากชูชิต
  60. มารีก๊ะ หวังจิ
  61. บุษบา ฉิมพลิกานนท์
  62. ฉายา ยะภา
  63. มายีดะ สะกะแย
  64. เครือข่ายสานใจคนไร้ที่พึ่ง
  65. รอบียะ บาแล๊ะ
  66. อาอีซะฮ์ ตีมุง
  67. ไลลา หมูดเส็ม
  68. ปาหนัน หีมมิน๊ะ
  69. วัลลภ หมัดโส๊ะ
  70. กมลวรรณ หนิมุสา
  71.  ซุลกิฟลี มามะ
  72. อดินันต์ ฮะซานี ชุมชนประชารัฐ
  73. นิรันดร เลาะนะ Fatoni Freedom Film

 

statement-WHRD-soraya-jamjuree_final_ 56names (final)

An open letter to Prime Minister of the United Kingdom and President of France Date 19 June 2018

An open letter to

Prime Minister of the United Kingdom and President of France

19 June 2018

 

The undersigned civil society organizations and human rights organizations have been informed that you, as leaders of the United Kingdom and the Republic of France, are scheduled to meet and welcome Thailand’s Prime Minister and Head of the National Council for Public and Order (NCPO), Gen. Prayut Chan-o-cha on 20 -25 June 2018. Gen. Prayut Chan-o-cha as former Commander in Chief staged a coup on 22 May 2014 and imposed himself as the Prime Minister and has since subjected the country to the tight grip of military rule over the past four years.

Even after the 2017 Constitution has come into force, the Head of the National Council for Peace and Order (NCPO) continues to rely on the sweeping and unchecked powers found in Section 44 of the Interim Constitution. Moreover, despite the permanent Constitution guaranteeing rights and freedoms, the Thai state continues to cement its power at the expense of individual rights and freedoms. National security has been invoked in its broadest and most ambiguous meaning to justify arbitrary inference of individual rights and freedoms. Meanwhile, Thai people’s quality of life has decreased rapidly. According to Oxfam’s 2016 report, Thailand’s inequality ranked number three in the world, only preceded by Russia and India. Thailand’s ranking on inequality went from number eleven in 2015 to number three in 2016 as inequality has rapidly worsened. Thailand’s gender disparity also continues to be a problem. Statistics show that a male worker is paid 100 baht (Euro 2.64) compared to a female worker’s pay of 87 baht (Euro2.29) for the same number of working hours. In addition, the number of people in poverty has risen. In 2016, approximately 11.6 million were designated as “poor” or “nearly poor” which amounts to almost one-sixth (16.6%) of the population of Thailand. This number has dramatically increased since 2015 when 10.4 million people were designated as “poor” or “nearly poor.” The number of people living in poverty increased from 15.5% to 16.6% meaning a rise in poverty levels have impacted more than 1 million people.

 

The international community, particularly the European Union, believes in the Thai junta’s promises of an upcoming election. However, for the Thai people, the pledge the Thai government has made to hold a democratic election seems to be an empty promise. The elections have already been rescheduled several times. The government has enacted legal impediments in the form of electoral laws and political party laws. The military junta has used these laws to delay elections in order to retain its grip on the Thai state.

 

We, as civil society organizations and human rights organizations, are deeply concerned by the violations of basic human rights and freedoms in Thailand, which have been continuing unabated since the ascension of the NCPO including;

 

  1. 1. The decision of the Thai government to resume the use of death penalty against a male prisoner, 26 (name withheld). The prisoner was convicted of aggravated murder and robbery, the offence of which had taken place on July 17, 2012. He was put to death by lethal injection on June 18, 2018. The last execution in Thailand took place in August 2009. If Thailand had not executed this prisoner on June 18, 2018, it would have been declared an abolitionist country by practice for having refrained from executing anybody for ten years in August of 2019. Thailand has missed the chance to be declared an abolitionist country by practice. The abolition of death penalty has been included among many commitments in Thailand’s 3rd National Human Rights Plan with a declared intention to enact a law to eventually repeal capital punishment.

 

  1. 2. The arrests of pro-democracy activists and political dissenters have highlighted the empty promises of Gen. Prayut’s government. Similarly, this government has not lived up to its national or international commitments. The arrests and prosecution of the pro-democracy activists have been carried out against people who have simply exercised their right to freedom of expression. The government has arrested these activists as a response to protesters urging that the NCPO to make good on their promise to hold elections. The public assemblies have been carried out in compliance with the constitution and according to the right of both the freedom of expression and the freedom of peaceful and unarmed assembly which are provided for by the Constitution. From January to May 2018, at least 132 individuals have been charged in ten incidences.

 

  1. 3. The military dictators have issued orders and announcements to legitimize their exercise of repressive powers concerning public administration relating to politics, the economy and society including policies on land management and distribution of natural resources. In addition, to justify and legalize its actions, the NCPO has issued 208 orders and 128 announcements. The Head of the NCPO has invoked Section 44 of the Interim Constitution to issue more than 188 Head of the NCPO Orders. Such decrees by the military junta shall continue to be enforceable even after the NCPO ceases to exist and even after a new government is formed given that, they are not repealed by the promulgation of statutory laws.

 

  1. 4. Unrest in the Southern Border Provinces of Thailand and armed insurgencies have inflicted massive losses on lives and property of local people. This unrest has been ongoing for more than 14 years and has caused more than 7,000 deaths and tens of thousands of injuries. The military-led government has earmarked more than 300 billion baht focusing on the violent suppression of armed insurgents. More than 60,000 armed forces have been deployed in the area causing an enormous increase of arms in a rather densely populated area, which is predominantly inhabited by the Melayu Muslims. Some Melayu Muslims, a religious minority in Thailand, have become suspects in this counter-insurgency campaign. The systematic use of torture, unfair trials, and the implementation of Martial Law by security agencies have made local people lose their faith in the justice process. Many of them have no access to justice process. Appallingly, there are no consequences for military and police officials who abuse their power. There are reports that military and police officials have been using torture tactics against suspects. There are also over 400 cases of possible enforced disappearance and deaths which are likely to have resulted from the unlawful exercise of powers by security officials. More than 250 children and more than 450 women have been victims of shootings and explosions in public places which have become a daily occurrence.

 

  1. 5. The Thai military junta has issued orders and announcements concerning the management of natural resources and the environment including land, forests, mines, and water supplies without consulting the public. These laws have been enacted unilaterally without any participation from the public or stakeholders. Such orders and announcements include: the “forest reclamation” policy under NCPO Orders no. 64/2557 and 66/2557; the NCPO Order no. 17/2558 regarding the procurement of land for the Special Economic Zones; the Head of the NCPO Order no. 3/2559 regarding the suspension of the City and Town Planning Law and the Law concerning Building Control in Special Economic Zones; and the Head of the NCPO no. 31/2560 regarding the use of agricultural land per the Agricultural Land Reform Law for the maximum benefits of farmers and other uses. All of these orders have tremendously adversely impacted local people.

 

  1. 6. Since 2014, a number of small scale farmers, community leaders and villagers have been criminalized as a result of land and forest disputes. Invoking the NCPO Order no. 64/2557, military, police and administrative officials have combined forces to raid and seize the land utilized by farmers. Previously, operations regarding land would have been carried by forestry officials. It is telling that the state has decided to use military and police officials to seize land from farmers. It is estimated that villagers in 1,253 sites, which includes 8,148 villages, have been forcibly evicted from their land in forest areas.[1] After the implementation of the NCPO order no. 64/2557 in June 2014, there have been 1,003 cases regarding land disputes, including 136 arrests, in the Mae Hong Son region alone. The majority of these cases, averaging around 334 cases a year, are targeting villagers of the Mae Hong Son region who are ethnic groups.[2] Villagers in Huay Nam Hin, Nan province, have been barred from utilizing their land causing them to lose their livelihood. Similarly, 298 villagers have been charged with encroaching on a Forest Reserve.[3] Nationwide, there have been over 500 cases in which farmers who live off their land have been prosecuted for being in possession of illegal wood. In response to this, military and police officials have evicted them from their farmland and their houses and destroyed their crops. Their rights and freedoms have been severely restricted. Many of these villagers have been summoned and detained in military barracks for so-called “attitude adjustments” on natural resources. After the coup, more than 220 women human rights defenders from rural community have been subject to persecution including being criminally charged in order to intimidate and silence them from defending the rights of their community, defending their right to land, and defending their right to freedom of assembly and expression.[4]

Our demands

1.The Prime Minister of the United Kingdom and President of France should publicly announce their clear opposition to the violations of basic human rights and freedoms committed by the Thai military junta.

  1. 2. The Prime Minister of the United Kingdom and President of France

should urge the Thai government to repeal its laws, NCPO announcements, orders, and policies which are in breach of Thailand’s international obligations on human rights including the International Covenant on Civil and Political Rights (ICCPR), International Covenant on Economic, Social and Cultural Rights (ICESCR) and other international human rights instruments including the Convention Against Torture and other Cruel, Inhuman or Degrading Treatment or Punishment (CAT). The government should be urged to stop criminalizing groups of individuals which have exercised their freedoms afforded to them by the Constitution to criticize the government or to express their political opinions. The government should drop all charges against pro-democracy activists and human rights defenders.

 

  1. 3. The Prime Minister of the United Kingdom and President of France should urge the Thai government to stop relying on violent suppression and military operations in the Southern Border Provinces in the manner that violates international human rights law and international humanitarian law. An effort should be made to expedite the investigation regarding the gross human rights violations the security forces have been accused of. These violations include torture, enforced disappearance, and extrajudicial killing. In addition, the perpetrators must be brought to justice, and remedies must be promptly provided to people who have been affected by the violence and all survivors of human rights violations.

 

  1. 4. More pressure should be imposed on the Thai military junta to promptly and transparently hold free and fair elections and to allow the participation and close monitoring of international and national observers. The NCPO should be pressed to bring to a halt any promulgation of laws, policies and any acts that are restrictive to people’s rights and freedoms. The NCPO should also be pressed to end any intimidation and harassment of people, media, political parties and civil society groups that have organized among themselves to express their opinions. These groups are acting within their democratic rights in order to promote human rights in line with the commitments Thailand has made to the United Nations and international community.

 

  1. 5. The NCPO should be pressed to drop all charges against villagers in regards to disputes over land management and natural resource management. The NCPO should be strongly encouraged to hold elections and allow local people affected by land policies to have a role in determining and implementing policies concerning the management of natural resources and the environment including land, forest, mine, and water supplies.

 

Civil society organizations and human rights organizations

Cross Cultural Foundation (CrCF)

People’s Empowerment Foundation (PEF)

Thai Lawyers for Human Rights (TLHR)

Togetherness for Equality and Action (TEA group)

 

[1] https://www.tcijthai.com/news/2015/02/scoop/5659

[2] https://ilaw.or.th/node/4840

[3] https://themomentum.co/reforestation-authoritarianism/

[4] According to field information of the Protection International

จดหมายเปิดผนึกถึง นายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักรและประธานาธิบดีสาธารณรัฐฝรั่งเศส

จดหมายเปิดผนึกถึง

นายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักรและประธานาธิบดีสาธารณรัฐฝรั่งเศส

ลงวันที่  19 มิถุนายน 2561

องค์กรภาคประชาสังคมและองค์กรสิทธิมนุษยชนตามรายนามด้านล่างนี้ได้รับข่าวว่าท่านในฐานะผู้นำของ สหราชอาณาจักรและสาธารณรัฐฝรั่งเศส ที่จะพบปะและต้อนรับพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ของประเทศไทยในวันที่ 20 -25 มิถุนายน พ.ศ.2561  พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชาเป็นอดีตผู้บัญชาการกองทัพบกที่นำการรัฐประหารเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 และจัดตั้งตนเองเป็นนายกรัฐมนตรีบริหารรัฐบาลเผด็จการทหารมาเป็นกว่าสี่ปี

แม้หลังประกาศใช้รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 แล้ว แต่อำนาจเบ็ดเสร็จของหัวหน้า คสช. ตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวยังคงอยู่จนถึงปัจจุบันนอกจากนี้ แม้รัฐธรรมนูญฉบับถาวรจะรับรองสิทธิเสรีภาพไว้ในบทบัญญัติ แต่การใช้อำนาจที่มุ่งสนองเป้าหมายความมั่นคงของรัฐดังกล่าว ก็ดำรงอยู่เหนือสิทธิเสรีภาพของบุคคล โดยกำหนดให้รัฐสามารถอ้างความมั่นคงของรัฐที่มีลักษณะเป็นถ้อยคำกว้างๆ และเปิดโอกาสให้ใช้ดุลพินิจเข้าแทรกแซงสิทธิเสรีภาพของบุคคลได้ตามอำเภอใจ ในขณะเดียวกันคุณภาพชีวิตของประชนไทยลดลงอย่างน่าใจหาย  จากรายงานของ Oxfam  ในปี 2559 ความเหลื่อมล้ำของประเทศไทยอยู่ที่อันดับ 3 ของโลก รองจากรัสเซีย และอินเดีย ขยับขึ้นจากอันดับที่ 11 ของโลกในปี 2558 ในชั่วโมงทำงานที่เท่ากัน โดยเฉลี่ยผู้ชายจะได้ค่าตอบแทน 100 บาท ผู้หญิงได้ค่าตอบแทน 87 บาท  นอกจากนี้จำนวนคนจนและคนเกือบจนประมาณ 11.6 ล้านคนในปี 2559 นั้น คิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 1 ใน 6 ของประชากรทั้งหมด ทั้งยังเพิ่มจำนวนขึ้นจาก 10.4 ล้านคนในปี 2558 (ร้อยละ 15.5 ของประชากรทั้งหมด) และจำนวนคนจนในปี 2559 ที่เพิ่มขึ้นจากปี 2558 ถึงเกือบ 1 ล้านคน และคิดเป็นอัตราเพิ่มสูงถึงร้อยละ 19.8

แม้ว่าประชาคมระหว่างประเทศโดยเฉพาะสหภาพยุโรปมีความเห็นเชื่อไปว่า โรดแม๊ปเลือกตั้งของไทยมีความชัดเจน หากแต่คำมั่นสัญญากับประชาคมโลกเรื่องการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยของรัฐบาลไทยภายใต้การปกครองแบบเผด็จการกลับเป็นสัญญาเลื่อนลอยสำหรับประชาชนไทย การเลื่อนกำหนดการเลือกตั้งออกไปหลายต่อหลายครั้ง และความไม่แน่นอนด้วยเงื่อนไขกฎหมายเลือกตั้งและกฎหมายพรรคการเมืองที่ดูเหมือนเป็นข้ออ้างของการสืบทอดอำนาจต่อไป

เราในฐานะองค์กรภาคประชาสังคมและองค์กรด้านสิทธิมนุษยชนมีความกังวลอย่างยิ่งกับสถานการณ์การละเมิดสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพขั้นพื้นฐานในประเทศไทยที่ยังเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่คณะรักษาความสงบแห่งชาติเข้ามาบริหารกิจการภายในประเทศ

  1. การตัดสินใจของรัฐบาลไทยในการยุติการพักการประหารชีวิตในทางปฏิบัติด้วยการประหารชีวิตนักโทษเด็ดขาดหนึ่งราย (ขอสงวนชื่อนามสกุล) อายุ 26 ปี ผู้ต้องขังในคดีฆ่าผู้อื่นอย่างทารุณโหดร้ายเพื่อชิงทรัพย์ เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2555 โดยการฉีดยาพิษ หลังจากได้มีการประหารชีวิตด้วยการฉีดยาสารพิษครั้งสุดท้ายเมื่อเดือนสิงหาคม พ.ศ.2552 ทั้งที่เหลือเวลาอีกเพียง 14  เดือนที่ประเทศไทยจะได้รับการยอมรับว่าได้พักการประหารชีวิตในทางปฏิบัติติดต่อกันเป็นเวลา10 ปี   ทำให้ประเทศไทยพลาดโอกาสได้รับการประกาศว่าเป็นประเทศที่ยกเลิกโทษประหารชีวิตในทางปฏิบัติ  ทั้งนี้การยกเลิกโทษประหารชีวิตเป็นเจตจำนงที่ระบุไว้ในแผนปฏิบัติการแม่บทว่าด้วยสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ฉบับที่ 3 ที่จะออกกฎหมายให้ยกเลิกโทษประหารชีวิตในท้ายที่สุด
  2. การจับกุมกลุ่มอยากเลือกตั้งและผู้เห็นต่างทางการเมืองแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลภายใต้การนำของพลเอกประยุทธ์ไม่จริงใจทั้งต่อประชาชนชาวไทยและประชาคมโลก การจับกุมดำเนินคดีกับกลุ่ม “คนอยากเลือกตั้ง” ซึ่งเป็นการแสดงออกทางการเมืองที่มีเหตุผลเพื่อกระตุ้นเตือน คสช. ให้ซื่อสัตย์ต่อคำมั่นสัญญาที่ให้แก่ประชาชน ทั้งการชุมนุมก็ดำเนินการให้ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ และเป็นสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกซึ่งความคิดเห็นและการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธซึ่งชอบด้วยรัฐธรรมนูญ  นับตั้งแต่เดือนมกราคม ถึงเดือนพฤษภาคม 2561 มีผู้ถูกดำเนินคดีจาก 10 คดีแล้วอย่างน้อย 132 คน
  3. รัฐบาลเผด็จการได้มีคำสั่ง ประกาศ ที่ส่งผลให้มีการใช้อำนาจเผด็จการต่อการบริหารราชการทั้งทางการเมืองเศรษฐกิจและสังคม นโยบายที่ดิน การจัดสรรทรัพยากร นอกจากนี้ เพื่ออ้างความชอบด้วยกฎหมายในการกระทำดังกล่าว พบว่า คสช. ออกคำสั่งแล้ว 208 ฉบับ ประกาศ คสช. 128 ฉบับ ส่วนหัวหน้า คสช. ใช้อำนาจตามมาตรา 44 ออกคำสั่งหัวหน้า คสช. แล้วกว่า 188 ฉบับ ประกาศและคำสั่งของคณะรัฐประหารเหล่านี้ถูกทำให้มีผลบังคับใช้อยู่ แม้ คสช. จะพ้นจากอำนาจไปและมีการจัดตั้งรัฐบาลใหม่แล้วก็ตาม หากไม่มีกระบวนการยกเลิกกฎหมายเหล่านี้เกิดขึ้น
  4. ความขัดแย้งในสามจังหวัดชายแดนใต้ กองกำลังติดอาวุธ ความเสียหายทางชีวิตและทรัพย์สินติดต่อยาวนานมาเป็นเวลากว่า 14 ปี มีผู้เสียชีวิตเป็นจำนวนกว่า7000คน บาดเจ็บนับหมื่นคน รัฐบาลภายใต้การนำของทหารอนุมัติงบประมาณจำนวนกว่าสามแสนล้านบาทเน้นการปราบปรามการก่อความไม่สงบต่อกลุ่มผู้ต้องสงสัยติดอาวุธโดยใช้ความรุนแรงด้วยการส่งเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงติดอาวุธจำนวนกว่า 60,000 นายลงไปในพื้นที่ทำให้มีการใช้อาวุธขนาดเล็กจำนวนมากในพื้นที่ที่มีประชากรอยู่อย่างค่อนข้างหนาแน่นและส่วนใหญ่เป็นชาวมลายูมุสลิมที่ตกเป็นผู้สงสัยในการก่อความไม่สงบ  หน่วยงานความมั่นคงใช้การทรมานอย่างเป็นระบบและกฎอัยการศึกในการดำเนินคดีที่ไม่เป็นธรรมทำให้ประชาชนขาดความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมและมีปัญหาการเข้าถึงความยุติธรรมของประชาชนจนไม่สามารถนำคนผิดมาลงโทษ โดยเฉพาะการทรมานผู้ต้องสงสัย การบังคับให้สูญหายและการเสียชีวิตกว่า400 กรณีที่ต้องสงสัยว่าการเสียชีวิตโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายโดยเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง  อีกทั้งเด็กอายุต่ำกว่า18ปี จำนวนคนกว่า 250 คน และผู้หญิงกว่า450 คนเสียชีวิตจากการยิงรายวันและการใช้ระเบิดในพื้นที่สาธารณะ
  5. รัฐบาลคสช.ออกคำสั่งและประกาศที่เกี่ยวข้องกับการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและ สิ่งแวดล้อม ทั้งที่ดิน ป่าไม้ เหมืองแร่ และแหล่งน้ำ โดยไม่ได้รับฟังความคิดเห็น และขาดกระบวนการมีส่วนร่วมจากภาคประชาชนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย คำสั่งและประกาศเหล่านี้ เช่น นโยบาย “ทวงคืนผืนป่า”คำสั่งคสช. ที่ 64/2557 และ 66/2557 คำสั่งคสช.ที่ 17/2558เรื่อง การจัดหาที่ดินเพื่อใช้ประโยชน์ในเขตพัฒนาเศรษฐกิจ คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ 3/2559 เรื่อง การยกเว้นการใช้บังคับกฎหมาย ว่าด้วยการผังเมืองและกฎหมายว่าด้วยการควบคุมอาคารในพื้นที่เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ  คำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 31/2560 เรื่องการใช้ที่ดินเพื่อเกษตรกรรมตามกฎหมายว่าด้วยการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่เกษตรกรและประโยชน์ ต่างส่งผลกระทบร้ายแรงต่อประชาชนในพื้นที่
  6. นับตั้งแต่ปี 2557 มีเกษตรกรรายย่อย ผู้นำชุมชน และชาวบ้านจำนวนมากถูกดำเนินคดีอาญาที่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งด้านที่ดินและป่าไม้ คำสั่งที่ 64/2557 ให้อำนาจทหาร ตำรวจ และฝ่ายปกครอง เป็นผู้นำภารกิจตรวจยึดที่ดินที่ชาวบ้านทำการเกษตรอยู่ จากที่เดิมปฏิบัติการแบบนี้นำโดยเจ้าหน้าที่ป่าไม้ และคาดว่าจะต้องมีการอพยพชาวบ้านออกจากพื้นที่ป่าทั้งหมด 1,253 พื้นที่ รวม 8,148 หมู่บ้าน[1] ข้อมูลจากแค่สองจังหวัดคือแม่ฮ่องสอนหลังใช้คำสั่งที่ 64/2557 ระหว่างเดือนมิถุนายน 2557- กรกฎาคม 2560 มีคดีเกิดขึ้นทั้งหมด 1,003 คดี เฉลี่ยปีละ 334.3 คดี มีผู้ถูกจับกุมดำเนินคดี 136 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ [2]ชาวบ้านในชุมชนห้วยน้ำหิน จังหวัดน่าน ถูกสั่งห้ามใช้ประโยชน์ในที่ดินทำกิน ทำให้สูญเสียรายได้ และชาวบ้าน 298 ราย ถูกแจ้งข้อหาว่าบุกรุกพื้นที่ป่าสงวน [3] ทั่วทั้งประเทศมีชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในที่ดินของรัฐเป็นจำนวนมากถูกดำเนินคดีแล้ว ในข้อหามีไม้ไว้ในครอบครองมากกว่า 500 คดี ถูกไล่รื้อออกจากพื้นที่ทำกินและพื้นที่อยู่อาศัย พืชผลทางการเกษตรถูกตัดฟันทำลาย ถูกจำกัดสิทธิและเสรีภาพ เช่น ถูกเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงควบคุมตัวไว้ในค่ายทหารเพื่อปรับทัศนคติ เรื่องทรัพยากร  หลังจากรัฐประหารมีผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชนจากชุมชนและพื้นที่ชนบทกว่า 220 คนที่ถูกคุกคามโดยการใช้กระบวนการยุติธรรมฟ้องร้องและกลั่นแกล้งจากการที่พวกเธอปกป้องสิทธิชุมชน สิทธิในที่ดินและสิทธิเสรีภาพในการรวมตัวและแสดงออก [4]

ข้อเรียกร้อง

  1. ให้นายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักรและประธานาธิบดีสาธารณรัฐฝรั่งเศสแสดงออกต่อสาธารณะว่าไม่สนับสนุนการละเมิดสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพขั้นพื้นฐานทุกรูปแบบภายในการบริหารประเทศของคสช.
  2. ให้เรียกร้องต่อรัฐบาลไทยให้ยกเลิก กฎหมาย ประกาศ คำสั่ง และนโยบายต่างๆ ของคสช.ทุกฉบับ ที่มีสาระและการบังคับใช้ซึ่งละเมิดพันธกรณีระหว่างประเทศด้านสิทธิมนุษยชนของไทย ตามที่กำหนดไว้ในกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม และตราสารสิทธิมนุษยชนฉบับอื่นๆ เช่น อนุสัญญาต่อต้านการทรมาน ให้ยุติการดำเนินคดีอาญากับกลุ่มบุคคลที่ใช้เสรีภาพของตนเองโดยสุจริตในการวิพากวิจารณ์รัฐบาล หรือแสดงความคิดเห็นทางการเมือง กลุ่มประชาชนที่อยากเลือกตั้ง และคดีอื่น ๆที่ดำเนินคดีกับนักปกป้องสิทธิมนุษยชนทุกคน
  3. ให้เรียกร้องต่อรัฐบาลไทยให้ยุติการใช้ความรุนแรงและปฏิบัติการทางทหารในสามจังหวัดชายแดนใต้ ในลักษณะที่ละเมิดต่อกฎหมายสิทธิมนุษยชนและกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ และเร่งสืบสวนสอบสวนข้อกล่าวหาว่ามีการละเมิดสิทธิมนุษยชนร้ายแรงโดยเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง เช่น การทรมาน การบังคับบุคคลให้สูญหาย และการสังหารนอกกระบวนการยุติธรรม พร้อมทั้งนำตัวผู้ที่เกี่ยวข้องมารับผิดชอบ เร่งให้การช่วยเหลือเยียวยาอย่างมีประสิทธิภาพผู้ได้รับผลกระทบจากความรุนแรง และผู้ที่ถูกละเมิดสิทธิมนุษยชน
  4. ให้เพิ่มมาตรการกดดันรัฐบาลคสช.ให้จัดการเลือกตั้งที่โปร่งใส ยุติธรรม และเสรีโดยเร็ว โดยให้มีผู้สังเกตการณ์จากองค์กรภาคประชาชนทั้งในประเทศและต่างประเทศเข้ามามีส่วนร่วมในการติดตามอย่างใกล้ชิด กดดันให้คสช ยุติการกระทำทั้งทางกฎหมาย นโยบายและการปฏิบัติการที่จำกัดสิทธิ เสรีภาพคุกคาม ข่มขู่และละเมิดสิทธิของประชาชน สื่อมวลชน พรรคการเมืองและกลุ่มประชาสังคมที่รวมตัวและแสดงออกตามวิถีทางประชาธิปไตย และปกป้องนักนักปกป้องสิทธิมนุษยชนตามที่เคยประกาศไว้กับสหประชาชาติและชุมชนระหว่างประเทศ
  5. ยุติการดำเนินคดีต่อชาวบ้านทุกคนที่เกี่ยวเนื่องกับความขัดแย้งในการจัดการที่ดินและทรัพยากร มุ่งให้มีการเลือกตั้งและให้ประชาชนในพื้นที่และผู้ได้รับผลกระทบเข้ามามีส่วนร่วมในการกำหนดและปฏิบัตินโยบายที่เกี่ยวข้องกับการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและ สิ่งแวดล้อม ทั้งที่ดิน ป่าไม้ เหมืองแร่ และแหล่งน้ำ ในทุกขั้นตอน

 

องค์กรภาคประชาสังคมและองค์กรสิทธิมนุษยชน

มูลนิธิผสานวัฒนธรรม

ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน

มูลนิธิศักยภาพชุมชน

โรงน้ำชา  (TEA group) –

 

[1] https://www.tcijthai.com/news/2015/02/scoop/5659

[2] https://ilaw.or.th/node/4840

[3] https://themomentum.co/reforestation-authoritarianism/

[4] ข้อมูลจากการเก็บข้อมูลของ Protection International

Cross Cultural Foundation Statement: It’s a wrong decision to steer away from execution hiatus. State execution is tantamount to a heinous killing to end of life

For immediate release on 19 June 2018

It is Unjust to end the Execution Hiatus

State Execution is Tantamount to a Heinous Killing

The Department of Corrections’ Director General, Pol Col Narat Sawettanan, revealed that on 18 June 2018, from 15.00-18.00, the Department of Corrections carried out the order of the Court to have a prisoner (name withheld), 26, executed. The prisoner was convicted of an aggravated murder which took place on 17 July 2012. He was executed by lethal injection.

The Cross Cultural Foundation (CrCF) deplores the decision of the Thai government to break its nearly nine-year hiatus on capital punishment. The last case of court-ordered execution took place in August 2009. Prior to the execution committed on June 18, 2018, Thailand was on track to be declared an abolitionist country. In August 2019, only 14 months from now, Thailand would have been designated an abolitionist country due to the fact the government had not committed an execution in ten years. Thailand missed the chance to be an abolitionist country.

Thailand has broken its national and international human rights commitments. Thailand’s Ministry of Justice, in Thailand’s 3rd National Human Rights Plan, made a commitment to abolish the death penalty by enacting a law to end capital punishment. Thailand also flouted its international obligation including the International Covenant on Civil and Political Rights (ICCPR). This execution stands contrary to Thailand’s claim that human rights would be part of the national agenda. This action has destroyed the credibility of Thailand’s promises, and the National Council for Peace and Order’s (NCPO) pledges.

The execution has taken place after nearly ten years of Thailand being free from execution. This has put Thailand much behind its neighbors in ASEAN including Cambodia, and the Philippines which have abolished the death penalty for all crimes many years ago. Meanwhile, Laos, Myanmar and Brunei are abolitionist countries in practice[1]. Internationally, Thailand lags behind as we are one of only 57 countries in the world that still retains the death penalty in its laws, whereas 141 other countries have abolished the death penalty either in law or in practice. In particular, all EU country members have abolished the death penalty and have campaigned extensively to put an end to death penalty in other countries. For example, the United Kingdom hosts the headquarters of Amnesty International, which campaigns for the end of the death penalty. Similarly, the French government advocates to end state executions throughout the world.

It is deplorable to claim that the U.S. and China still use death penalty. Furthermore, it is unfounded to claim that this execution shall prevent the wider society and our nation from becoming victims of a crime, rather than to uphold the rights and liberties of the offenders. For nine years, life imprisonment has been effectively implemented; has efficiently helped to isolate the offenders from society, and it has proven to help prevent our nation from falling prey to such crime.

Such punishment is already the deprivation of individual rights and liberties. During his visits to the United Kingdom and Republic of France from 20-25 June, the Thai Prime Minister must be held to account, and answer the question as to why the decision has been made to resume execution against this 26-year-old prisoner. The government is urged to change its mindset that the death penalty can help to protect society. Execution, even carried out by the state, is tantamount to a killing which is a brutal, inhuman and degrading act, similar to the acts committed by criminals. The death penalty has no deterrent effect against crime. It will simply perpetuate the cycle of violence, endlessly.” -Surapong Kongchantuk, President of Cross Cultural Foundation

For more information, please contact 02-1015481- 2

[1] https://www.amnesty.or.th/our-work/death-penalty/