statement

มูลนิธิผสานวัฒนธรรม แถลงการณ์: ห้าปีการหายไปของบิลลี่ พอละจี รักจงเจริญ บทพิสูจน์ความล้มเหลวของรัฐไทยในการสอบสวนคดีและนำผู้กระทำผิดมาลงโทษ

2019_04_17 ห้าปีบิลลี่หายไป รัฐล้มเหลว ไม่เต็มใจ เรื่องการนำคนผิดมาลงโทษ _sent       เผยแพร่วันที่  17 เมษายน  2562 แถลงการณ์: ห้าปีการหายไปของบิลลี่ พอละจี รักจงเจริญ บทพิสูจน์ความล้มเหลวของรัฐไทยในการสอบสวนคดีและนำผู้กระทำผิดมาลงโทษ   วันนี้ (17 เมษายน 2562) เป็นวันครบรอบห้าปีของการที่นายบิลลี่ พอละจี รักจงเจริญ       นักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนชาวกะเหรี่ยงแห่งบ้านบางกลอยบน-ใจแผ่นดิน ที่เชื่อได้ว่าถูกเจ้าหน้าที่กลุ่มหนึ่งบังคับให้สูญหายไป ห้าปีที่ผ่านไปเป็นห้าปีของความล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงของกระบวนการยุติธรรมและรัฐไทยในการนำผู้กระทำผิดมาลงโทษและในการให้ความคุ้มครองสิทธิชนเผ่าพื้นเมืองของชาวกะเหรี่ยงแห่งบ้านบางกลอยบน-ใจแผ่นดิน ความล้มเหลวดังกล่าวเกิดขึ้นทั้ง ๆ ที่การบังคับบุคคลให้สูญหายถือเป็นอาชญากรรมร้ายแรงที่กระทำโดยเจ้าหน้าที่รัฐ คดีนี้เจ้าหน้าที่ในกระบวนการยุติธรรมได้รับการแจ้งความถึงการหายตัวไปของบิลลี่ตั้งแต่วันแรกๆ และเป็นคดีที่ได้รับความสนใจของสาธารณะชน ทั้งในประเทศและประชาคมระหว่างประเทศ  ทั้งมีข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานยืนยันชัดเจนว่าบิลลี่หายตัวไปหลังจากถูกควบคุมตัวเมื่อวันที่ 17 เมษายน  2557 โดยนายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร หัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานในขณะนั้น   ซึ่งเป็นผู้ที่มีข้อพิพาทกับชุมชนกะเหรี่ยงของบิลลี่เกี่ยวกับพื้นที่หมู่บ้านบางกลอยบน-ใจแผ่นดิน ที่บรรพบุรุษของชาวกะเหรียงและบิลลี่ได้อยู่อาศัยดำรงชีวิตอย่างสันติสุข เป็นชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิมมาหลายชั่วอายุคน ก่อนที่จะถูกเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน  นำโดยนายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษรเผาบ้านเรือนและยุ้งฉางข้าว แล้วใช้กำลังบังคับให้โยกย้ายออกไปในปี 2553-2554 โดยอ้างว่าเป็นชนกลุ่มน้อยจากนอกประเทศเข้ามาบุกรุกอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน หากเจ้าหน้าที่ของรัฐไทย โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.แก่งกระจาน จะได้ใช้อำนาจหน้าที่สืบสวนสอบสวนคดีการหายไปของบิลลี่อย่างจริงจังนับแต่วันที่ที่ญาติของบิลลี่ได้แจ้งความในวันที่ 18 เมษายน… Continue reading มูลนิธิผสานวัฒนธรรม แถลงการณ์: ห้าปีการหายไปของบิลลี่ พอละจี รักจงเจริญ บทพิสูจน์ความล้มเหลวของรัฐไทยในการสอบสวนคดีและนำผู้กระทำผิดมาลงโทษ

Advertisements
statement

มูลนิธิผสานวัฒนธรรม แถลงการณ์ :ขอให้ตรวจสอบกรณีผู้ต้องสงสัยได้รับบาดเจ็บสาหัส ยุติการบังคับใช้กฎหมายพิเศษในการจับกุมคุมขังผู้ต้องสงสัย      

เผยแพร่วันที่  21 มีนาคม 2562       แถลงการณ์ ขอให้ตรวจสอบกรณีผู้ต้องสงสัยได้รับบาดเจ็บสาหัส ยุติการบังคับใช้กฎหมายพิเศษในการจับกุมคุมขังผู้ต้องสงสัย   เมื่อวันที่ 16 มีนาคม พ.ศ.2562 มีการรายงานข่าวว่า นายมะสุกรี สาและ ผู้ต้องสงสัยซึ่งถูกควบคุมตัวภายใต้กฎอัยการศึกในค่ายอิงคยุทธบริหาร ต.บ่อทอง อ.หนองจิก จ.ปัตตานี ประสบอุบัติเหตุลื่นล้มในห้องน้ำ ของหน่วยซักถามภายในค่าย หลังจากเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ได้ส่งตัวนาย มะสุกรี ไปรักษาเบื้องต้นที่โรงพยาบาล ค่ายอิงคยุทธบริหาร จากนั้นแพทย์ประจำค่าย ได้ส่งตัวต่อไปยังโรงพยาบาลปัตตานี ต่อมาร้อยโทต่อตระกูล ปั้นสำรอง หัวหน้าหน่วยซักถามประจำค่าย อิงคยุทธบริหารได้ เข้าแจ้งความต่อ ร.ต.อ.วสุรัตต์ เจริญสินโจนธร รองสารวัตร(สอบสวน) สถานีตำรวจภูธร หนองจิกเกี่ยวกับ เหตุการณ์ดังกล่าว เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงเดินทางไปเยี่ยม นายมะสุกรี ณ โรงพยาบาลปัตตานีและยืนยันกับสื่อมวลชน ว่าเขาลื่นล้ม ภายในห้องน้ำจริง จึงได้ลงบันทึกประจำวัน ไว้เป็นหลักฐาน จากการตรวจสอบเบื้องต้นโดยมูลนิธิผสานวัฒนธรรมและองค์กร เครือข่าย นายมะสุกรีถูกควบคุมตัวภายใต้อำนาจพิเศษตาม กฎอัยการศึกตั้งแต่วันที่  14 มีนาคม พ.ศ.2562 หลังจากเจ้าหน้าที่ กรมทหารพรานที่… Continue reading มูลนิธิผสานวัฒนธรรม แถลงการณ์ :ขอให้ตรวจสอบกรณีผู้ต้องสงสัยได้รับบาดเจ็บสาหัส ยุติการบังคับใช้กฎหมายพิเศษในการจับกุมคุมขังผู้ต้องสงสัย      

statement

Cross Cultural Foundation Statement:Armed attack in school and fatal hanging of owner of vehicle used in car bomb are a violation of domestic and international laws

For immediate release on 11 January 2019 Press Statement Armed attack in school and fatal hanging of owner of vehicle used in car bomb are a violation of domestic and international laws   At 11.50 am, on 10 January 2019, an unknown number of unidentified perpetrators have fired shots into the defence volunteers stationed at… Continue reading Cross Cultural Foundation Statement:Armed attack in school and fatal hanging of owner of vehicle used in car bomb are a violation of domestic and international laws

statement

มูลนิธิผสานวัฒนธรรม แถลงการณ์ : แถลงการณ์ การใช้ความรุนแรงทางอาวุธในโรงเรียน และการแขวนคอชายเจ้าของรถที่ใช้ทำระเบิดคาร์บอม ที่เป็นความผิดทั้งต่อกฎหมายในประเทศและกฎหมายระหว่างประเทศ

แถลงการณ์ การใช้ความรุนแรงทางอาวุธในโรงเรียน และการแขวนคอชายเจ้าของรถที่ใช้ทำระเบิดคาร์บอม ที่เป็นความผิดทั้งต่อกฎหมายในประเทศและกฎหมายระหว่างประเทศ    เมื่อเวลา 11.50 น.วันที่ 10 ม.ค. 2562 มีเหตุคนร้ายไม่ทราบกลุ่มและจำนวน ยิงเจ้าหน้าที่อาสาสมัครชุดคุ้มครองตำบลประจัน เหตุเกิดที่โรงเรียนบ้านบูโกะ ม.5 ต.ประจัน อ.ยะรัง จ.ปัตตานี ทำให้มีเจ้าหน้าที่อาสาสมัครเสียชีวิต 4 ราย คือ 1.อส.สุไลมาน แวอุเซ็ง 2.อส.มูฮำมัด เต๊ะเด็ง 3.อส.อับดุลเลาะ สาและ และ 4.อส.บือราเฮง จิง จากการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ทราบว่าก่อนเกิดเหตุเจ้าหน้าที่อาสาสมัครชุดคุ้มครองชุดนี้กำลังปฏิบัติหน้าที่ชุดรักษาความปลอดภัยอยู่ภายในโรงเรียนบ้านบูโกะได้มีกลุ่มคนร้ายไม่ทราบจำนวนแต่งกายชุดดำคล้ายเจ้าหน้าที่ทหารพราน ทำทีเข้ามาตรวจเยี่ยมและพูดคุยกับเจ้าหน้าที่อาสาสมัครอาศัยจังหวะเจ้าหน้าที่ อส.ไม่ทันระวังตัว คนร้ายจึงได้ใช้อาวุธปืนยิงเจ้าหน้าที่ ทำให้ อส.เสียชีวิต 4 ราย แล้วคนร้ายได้นำอาวุธปืน HK-33 จำนวน 4 กระบอก ซึ่งเป็นอาวุธปืนประจำกาย อส.ที่เสียชีวิตหลบหนีไปด้วย การใช้อาวุธปืนยิงเจ้าหน้าที่อาสาสมัครที่ปฏิบัติหน้าที่ในโรงเรียนส่งผลโดยตรงต่อความปลอดภัยในชีวิตเด็กและบุคลากรทางการศึกษาเพราะได้สร้างความหวาดกลัวอย่างมาก และส่งผลต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของเด็กในอนาคต ซึ่งเป็นการละเมิดสิทธิเด็ก  มูลนิธิผสานวัฒนธรรมขอประณามการก่ออาชญากรรมการโจมตีและเข่นฆ่าดังกล่าวซึ่งเป็นการโจมตีเป้าหมายแม้จะเป็นพลรบหรือเจ้าหน้าที่ติดอาวุธ ก็ตาม โดยถือว่าเป็นอาชญากรรมร้ายแรงที่เป็นความผิดทั้งต่อกฎหมายในประเทศและกฎหมายระหว่างประเทศ การกระทำของกองกำลังติดอาวุธดังกล่าวเป็นการกระทำที่ละเมิดปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก และยังเป็นการละเมิดกฎหมายด้านมนุษยธรรมสากลตามอนุสัญญาเจนีวา ซึ่งถ้ากระทำอย่างต่อเนื่อง กว้างขวาง เป็นระบบ จะถือเป็นการกระทำที่เข้าข่ายเป็นอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ ที่เป็นความผิดทั้งต่อกฎหมายในประเทศและกฎหมายระหว่างประเทศ ผู้ก่ออาชญากรรมและผู้บังคับบัญชาหรือหัวหน้ากองกำลัง แม้ว่าจะเป็นกองกำลังที่ไม่ใช่รัฐ (non-state actor) จะต้องรับผิดชอบถูกดำเนินคดีในศาลอาญาในประเทศหรือศาลอาญาระหว่างประเทศ นอกจากนี้ เมื่อปีพ.ศ. 2555 คณะกรรมการสิทธิเด็ก (Committee on the Rights of the Child) ประจำสหประชาชาติได้ให้ข้อแนะนำกับรัฐบาลไทยเพื่อนำไปปฏิบัติโดยเน้นว่า รัฐบาลควรออกมาตรการคุ้มครองเด็กในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้จากภัยทางตรงและทางอ้อมจากความรุนแรงในพื้นที่ นอกจากนี้ รัฐควรดำเนินการปกป้องพื้นที่โรงเรียนจากการโจมตีของกลุ่มติดอาวุธที่ไม่ใช่รัฐและไม่ให้เจ้าหน้าที่ทหารและพลรบเข้ามามีบทบาทในพื้นที่โรงเรียน การใช้ความรุนแรงทางอาวุธในครั้งนี้จึงแสดงให้เห็นถึงความล้มเหลวในการปฏิบัติตามพันธกรณีที่สำคัญต่อการคุ้มครองเด็กในพื้นที่ความขัดแย้งทางอาวุธ… Continue reading มูลนิธิผสานวัฒนธรรม แถลงการณ์ : แถลงการณ์ การใช้ความรุนแรงทางอาวุธในโรงเรียน และการแขวนคอชายเจ้าของรถที่ใช้ทำระเบิดคาร์บอม ที่เป็นความผิดทั้งต่อกฎหมายในประเทศและกฎหมายระหว่างประเทศ

statement

สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชนและมูลนิธิผสานวัฒนธรรม แถลงการณ์ : ขอให้ปล่อยตัวนางสาวราฮาฟ และต้องไม่ส่งกลับไปยังรัฐที่ทำให้เธอไม่ปลอดภัย

+++แถลงการณ์ ขอให้ปล่อยตัวนางสาวราฮาฟ และต้องไม่ส่งกลับไปยังรัฐที่ทำให้เธอไม่ปลอดภัย+++ . สืบเนื่องจากการควบคุมตัวนางสาวราฮาฟ โมฮาเหม็ด แอล-เคนูน (Ms. Rahaf Mohammed Alqunun) หญิงชาวซาอุดีอาระเบีย ซึ่งได้หลบหนีจากครอบครัว เพราะไม่อยากแต่งงาน และได้ถูกทำร้ายอย่างหนักทางร่างกายและจิตใจ โดยได้เดินทางมาต่อเครื่องจากสนามบินสุวรรณภูมิเพื่อลี้ภัยไปยังประเทศออสเตรเลีย แต่ระหว่างรอเปลี่ยนเครื่องที่สนามบินสุวรรณภูมิปรากฎว่ามีบุคคลอ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่จากสถานทูตราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย ประจำประเทศไทย พร้อมบุคคลซึ่งอ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่สายการบินคูเวตแอร์ไลน์มาควบคุมตัวเธอไปกักขังไว้ที่ห้องพักในโรงแรมมิราเคิล ทรานซิท สนามบินสุวรรณภูมิ รวมทั้งได้ยืดเอกสารหนังสือเดินทาง ตั๋วเครื่องบิน และเอกสารประจำตัวไปแล้วนำตัวไป และไม่ยินยอมให้เธอเดินทางต่อไปยังประเทศออสเตรเลีย ขณะนี้เธอยังถูกกักขังอยู่ในห้องพักโรงแรมดังกล่าว . นางสาวราฮาฟ ได้แจ้งแก่ทนายความที่เข้าให้การช่วยเหลือว่าเธอไม่ต้องการเดินทางไปยังประเทศคูเวตและประเทศซาอุดิอาระเบีย เนื่องจากหากถูกส่งตัวกลับไปจะมีภัยอันตรายถึงแก่ชีวิต จากเหตุแห่งความแตกต่างในเรื่องความเชื่อทางศาสนา . สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชนและมูลนิธิผสานวัฒนธรรมเห็นว่า การควบคุมตัวนางสาวราฮาฟ โมฮาเหม็ด แอล-เคนูน ถือเป็นการละเมิดสิทธิในเสรีภาพและความปลอดภัยของร่างกายของบุคคล อันเป็นสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานประการสำคัญที่ถูกรับรองไว้ในกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและการเมือง ข้อ 9 และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 28 และพฤติการณ์การควบคุมตัวดังกล่าวยังอาจเข้าข่ายเป็นการควบคุมตัวหรือลิดรอนเสรีภาพของบุคคลโดยอำเภอใจและไม่ชอบด้วยกฎหมายอีกด้วย เพราะนางสาวราฮาฟมิได้กระทำความผิดกฎหมายใดใดในประเทศไทยขณะที่ขอต่อเครื่องเดินทางไปประเทศที่สาม . การที่ประเทศไทยโดยสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองจะผลักดันนางสาวราฮาฟ โมฮาเหม็ด แอล-เคนูน ซึ่งแสวงหาที่ลี้ภัยเพราะต้องเผชิญกับอันตรายอันเกิดจากการไม่ยินยอมสมรสและเหตุแห่งความเชื่อทางศาสนา ให้กลับไปยังประเทศต้นทาง ย่อมเป็นการกระทำที่ไม่สอดคล้องต่อหลักการสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะเรื่องเสรีภาพของบุคคลในการนับถือศาสนา… Continue reading สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชนและมูลนิธิผสานวัฒนธรรม แถลงการณ์ : ขอให้ปล่อยตัวนางสาวราฮาฟ และต้องไม่ส่งกลับไปยังรัฐที่ทำให้เธอไม่ปลอดภัย