Category Archives: statement

03 Mar 2018- ISOC Statement Deceitful Statement: “Stop deceiving the public”



Unofficial Translation

3 March 2018

ISOC Statement

Deceitful Statement: “Stop deceiving the public”


March 3, 2018, at 1000 hr. Colonel Pramote Phrom-in, spokesperson for  Internal Security Operations Command’s 4th Region Forward Command, said that the statement issued by the Civilian and Freedom of Expression Protection and Anti Strategic Litigation Against Public Participation Network issued on 2nd March 2018, was deliberately misrepresenting the facts in order to discredit the state’s administration.  The Internal Security Operations Command’s 4th Region Forward Command would like to clarify the matter as follows.


  1. For the past 14 years, besides the loss of civilian lives from extremist violence instigators, there are groups of self-proclaimed human rights defenders actively engaging in the region to distort facts and destroy officials’ credibility. The groups are known to be actively and continuously discrediting officials by making false claims on rights abuses and torture. They submit complaints and reports to organizations, alleging officials abused and degraded human dignity. However, they refused to have any fact-finding investigation. Later, when investigations into the allegations have been conducted, it has been found that such claims were untrue. This behavior deliberately tarnishes and destroys the country’s credibility and image in the international community.


  1. The Internal Security Operations Command’s 4th Region Forward Command emphasizes and adheres to fair and indiscriminate law enforcement to maintain peace and order, by respecting the rule of law indiscriminately when dealing with offenders, within its mandate and without any act of omission to any offender. On the other hand, the agency respect human rights principles in every stage of law enforcement operation, while ensuring transparency and an opportunity to investigate all cases. Nevertheless, every time there is a law enforcement operation, the self-proclaimed rights defenders cries fouls over officials’ use of torture and distorted the fact. These so-called rights defenders have never defended the people’s rights when the people were victimized by violence instigators. Thus, the society understands that they are behind the violence and support the use of violence.


  1. By taking legal actions against the Manager Online Editor and Mr. Ismael Teh, the agency is exercising its legal right to prosecute those violating the law, by knowingly publicizing deceitful and uninvestigated information to slander the government. The aforementioned actions damaged the officials and government agencies’ reputation. The agency, thus, has to rely on the justice system as an exercise of the state authority’s legitimate right to do so. The litigation is not a harassment or a threat to public participation as the groups have claimed and distorted the fact.


  1. The Internal Security Operations Command’s 4th Region Forward Command respects people’s rights and liberties. As long as, the public express themselves without breaking the law. We request that activists do not incite and distort security problems in the region for their groups’ benefits or political interests. The Internal Security Operations Command’s 4th Region Forward Command urges then to stop deceiving people by distorting the facts that may cause confusion and unrest to the society. Such behavior may be perilous and risk violating the law. The Internal Security Operations Command’s 4th Region Forward Command urges organizations in the ad hoc network and the media to exercise cautious discretion in expressing and presenting truthful information and that they should not be exploited by covert opportunistic groups as a tool to expand the conflict situation, thus, the problems would be arduous to solve.




Certify Official Information

(Signature) Colonel Pramote Phrom-in

(Pramote Prom-in)

Spokesman for Internal Security Operations Command’s (ISOC


Internal Security Operations Command 4th Region Forward Command, Public Relation Center Tel./Fax. 0-7326-2689 e-mail:

 P.O. Box 131, Mueang District, Yala Province 95000


Thai version

ทางกอรมน.ภาค4 ได้เผยแพร่แถลงการณ์ชี้แจงเมื่อวันที่3 มีนาคม 2561 รายละเอียดปรากฎดังนี้

CSO Joint statement pls download:




โฆษก กอ.รมน.ภาค 4 สน. แถลงการณ์ลวงโลก “ยุติหลอกลวงประชาชน” ตอบโต้แถลงการณ์เครือข่ายCSO ชายแดนใต้



ตามที่เครือข่ายเฉพาะกิจเพื่อปกป้องพลเรือนและเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นอ่านแถลงการณ์เรียกร้องให้กอรมน.ยุติการคุกคามและปิดปากประชาชน เปิดพื้นที่ทางการเมือง เปิดโอกาสให้สันติภาพ ลงวันที่ 2 มีนาคม 2561   ภายหลังจัดการประชุมปรึกษาหารือสถานการณ์ความรุนแรงและการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่เกิดขึ้นทั้้งจากการปฎิบัติการของรัฐและของขบวนการต่อสู้ปาตานี  อ่านรายละเอียดแถลงการณ์ฉบับนี้ได้ที่

ทางกอรมน.ภาค4 ได้เผยแพร่แถลงการณ์ชี้แจงเมื่อวันที่3 มีนาคม 2561 รายละเอียดปรากฎดังนี้

โฆษก กอ.รมน.ภาค 4 สน. แถลงการณ์ลวงโลก “ยุติหลอกลวงประชาชน”

แถลงการณ์ลวงโลก “ยุติหลอกลวงประชาชน”

เมื่อ 3 มีนาคม 2561 เวลา 1000 พันเอก ปราโมทย์  พรหมอินทร์ โฆษกกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า เปิดเผยว่า ตามที่ได้ปรากฏข่าวกลุ่มเครือข่ายเฉพาะกิจ เพื่อปกป้องพลเรือนและเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ยุติการคุกคามและปิดปากประชาชน ที่ได้เผยแพร่เมื่อ 2 มีนาคม 2561 ที่ผ่านมานั้น กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ได้ทำการตรวจสอบประเด็นดังกล่าวแล้ว พบว่าเป็นการจงใจบิดเบือนข้อเท็จจริง เพื่อทำลายความน่าเชื่อถือของระบบอำนาจรัฐ ดังนั้นจึงขอชี้แจงเพื่อสร้างความเข้าใจดังนี้

  1.     สถานการณ์ปัญหา จชต. ตลอด 14 ปีที่ผ่านมา นอกจากความสูญเสียของพี่น้องประชาชนที่ต้องตกเป็นเหยื่อของกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงที่มีพฤติกรรมแบบสุดโต่งแล้ว ยังพบความเคลื่อนไหวของกลุ่มที่แอบอ้างว่า เป็นนักปกป้องสิทธิมนุษยชน ที่คอยเคลื่อนไหว บิดเบือนข้อเท็จจริงและทำลายความน่าเชื่อถือของเจ้าหน้าที่รัฐดังปรากฏให้เห็นมาอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นการละเมิดสิทธิและการซ้อมทรมาน ทั้งเรื่องการทำหนังสือร้องเรียนไปยังองค์กรต่างๆ การทำรายงานกล่าวหาเจ้าหน้าที่ละเมิดสิทธิและย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ โดยไม่ยินยอมให้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริง และต่อมาภายหลังเมื่อทำการตรวจสอบแล้วพบว่าไม่เป็นจริงตามที่กล่าวอ้างแต่อย่างใด ซึ่งพฤติกรรมดังกล่าวถือเป็นความจงใจทำลายความน่าเชื่อถือและทำลายภาพลักษณ์ของประเทศในเวทีสากล
  2. กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ได้ให้ความสำคัญและยึดมั่นในหลักการบังคับใช้กฎหมายด้วยความเสมอภาคและเป็นธรรม เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยและความสงบสุขของประชาชนภายใต้หลักนิติรัฐ เป็นการปฏิบัติภายใต้อำนาจหน้าที่ตามกฎหมายต่อผู้กระทำความผิดทุกคนโดยไม่เลือกปฏิบัติและไม่สามารถละเว้นการปฏิบัติได้ ทั้งนี้ได้ให้ความสำคัญกับหลักสิทธิมนุษยชนในทุกขั้นตอนของการบังคับใช้กฎหมายด้วยความโปร่งใสและเปิดโอกาสให้มีการตรวจสอบได้ทุกกรณี แต่ทุกครั้งที่มีการบังคับใช้กฎหมาย กลับถูกต่อต้านและบิดเบือนใส่ร้ายเจ้าหน้าที่ซ้อมทรมานจากกลุ่มที่แอบอ้างว่าเป็นนักปกป้องสิทธิ ทั้งๆ ที่ตลอดเวลาที่ผ่านมา กลุ่มคนเหล่านี้ไม่เคยออกมาปกป้องสิทธิให้พี่น้องประชาชนที่ต้องตกเป็นเหยื่อของกลุ่มคนร้ายที่ใช้ความรุนแรง ทำให้สังคมเข้าใจว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังและสนับสนุน   ให้มีการใช้ความรุนแรง
  3. การแจ้งความดำเนินคดีกับบก. ผู้จัดการออนไลน์ และนายอิสมาแอ  เตะ เป็นการใช้สิทธิตามกฎหมาย เพื่อดำเนินคดีกับผู้ที่ละเมิดกฎหมายด้วยการจงใจเผยแพร่ข้อมูลอันเป็นเท็จ ใส่ร้ายป้ายสีหน่วยงานของรัฐ โดยไม่ได้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริง ทำให้เจ้าหน้าที่และหน่วยงานภาครัฐได้รับความเสียหาย ดังนั้นการขอพึ่งอำนาจของกระบวนการยุติธรรม จึงเป็นสิทธิอันชอบธรรมตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งไม่เกี่ยวกับการคุกคาม หรือปิดปากประชาชนตามที่กล่าวอ้างและบิดเบือนแต่อย่างใด
  4. กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ให้การเคารพในสิทธิและเสรีภาพของพี่น้องประชาชนที่สามารถแสดงออกโดยไม่ละเมิดต่อกฎหมาย ดังนั้นจึงขอให้กลุ่มที่กำลังเคลื่อนไหว อย่านำปัญหาความมั่นคงในพื้นที่มาบิดเบือนเพื่อผลประโยชน์ของกลุ่มหรือผลประโยชน์ทางการเมือง และให้ยุติหลอกลวงประชาชนด้วยการบิดเบือนข้อเท็จจริงที่อาจทำให้สังคมเกิดความสับสน วุ่นวาย เพราะเป็นพฤติกรรมที่ล่อแหลมและสุ่มเสี่ยงต่อการละเมิดกฎหมาย สำหรับองค์กรต่างๆ ที่มาร่วมเป็นเครือข่ายเฉพาะกิจ และสื่อมวลชนขอให้ใช้ดุลยพินิจในการแสดงออกและนำเสนอข้อมูลข่าวสารบนพื้นฐานของความจริงเพื่อไม่ให้ตกเป็นเครื่องมือของกลุ่มที่มีนัยยะแอบแฝงที่เข้ามาฉวยโอกาสสร้างสถานการณ์ความขัดแย้งให้ขยายวงกว้าง ที่ทำให้เกิดความยุ่งยากในการแก้ปัญหามากยิ่งขึ้น

แถลงการณ์ร่วม เครือข่ายเฉพาะกิจเพื่อปกป้องพลเรือนและเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น   ยุติการคุกคามและปิดปากประชาชน เปิดพื้นที่ทางการเมือง เปิดโอกาสให้สันติภาพ







เปิดพื้นที่ทางการเมือง เปิดโอกาสให้สันติภาพ

2 มีนาคม 2561


จำนวนเหตุการณ์ความรุนแรงในห้วงสองสามปีที่ผ่านมาอาจทำให้รัฐบาลและหน่วยงานความมั่นคงมั่นใจว่าสถานการณ์ในจังหวัดชายแดนภาคใต้หรือปาตานี แห่งนี้ดีขึ้นแล้ว แต่เราในนามของเครือข่ายเฉพาะกิจเพื่อปกป้องพลเรือนและเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและผู้ที่ร่วมลงชื่อข้างท้ายแถลงการณ์ฉบับนี้ ขอย้ำเตือนว่าข้อสรุปดังกล่าวไม่ได้สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงแต่อย่างใด เพราะตราบใดที่รัฐบาลไทยและขบวนการต่อสู้ปาตานีไม่พยายามจัดการกับปัญหารากเหง้าซึ่งโดยเนื้อแท้แล้วเป็นประเด็นปัญหาในทางการเมือง อีกทั้งยังไม่มุ่งเน้นการลดเงื่อนไขความไม่เป็นธรรมต่าง ๆ ที่ดำรงอยู่ ตราบนั้นความขัดแย้งในพื้นที่
จะยังไม่อาจคลี่คลายลงไปได้ ที่สำคัญ ประชาชนพลเรือนทุกชาติพันธุ์ศาสนาในพื้นที่แห่งนี้ก็ยังคงประสบกับชะตากรรมอันเลวร้ายอย่างต่อเนื่อง

คำยืนยันข้างต้น สะท้อนจากสภาพความเป็นจริงในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมานี้ (นับตั้งแต่ในช่วงปลายปี 2560 เป็นต้นมา) ไม่เฉพาะเหตุรุนแรงที่ส่งผลกระทบต่อพลเรือนยังคงมีความต่อเนื่องอยู่เท่านั้น แต่ยังปรากฎเหตุการณ์ปิดล้อมหมู่บ้าน ตรวจค้น และจับกุมประชาชนจำนวนมากในคราวเดียวกันหลายพื้นที่อย่างต่อเนื่องอีกด้วย แม้ปฏิบัติการเหล่านี้จะอ้างการบังคับใช้กฎหมายพิเศษ แต่ผลลัพธ์ก็คือยิ่งทำให้ประชาชนเกิดความหวาดกลัวและรู้สึกไม่ปลอดภัย อีกทั้งยังมีความเป็นไปได้ว่ายังส่งผลให้เกิดความรุนแรงระลอกใหม่ตามมาอีกด้วย

สถานการณ์อันอึมครึมเหล่านี้ ไม่น่าจะเป็นบรรยากาศที่เอื้ออำนวยต่อกระบวนการสันติภาพที่รัฐบาลไทยกำลังผลักดันเพื่อแก้ไขปัญหา แต่ดูเหมือนว่าจะยิ่งมีการซ้ำเติมให้สถานการณ์เลวร้ายขึ้นไปอีก เมื่อมีความพยายามจะปิดกั้นและกีดกันการแสดงความคิดเห็นในพื้นที่สาธารณะ ทั้ง ๆ ที่เป็นสิ่งที่ประชาชนปรารถนา ดังเช่นที่ทางกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภาคในภาคที่ 4 ส่วนหน้า (กอ.รมน.ภาค 4 สน.) แจ้งความดำเนินคดีทั้งทางแพ่งและอาญากับสื่อมวลชนและนักปกป้องสิทธิมนุษยชนในช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่ามา ทั้งในกรณีรายงานข่าวเกี่ยวกับการซ้อมทรมานของสื่อผู้จัดการออนไลน์และการเข้าร่วมชี้แจงรายละเอียดเกี่ยวกับคดีความของตนเองของนายอิสมาแอ เต๊ะ ผู้ก่อตั้งเครือข่ายสิทธิมนุษยชนปาตานี (HAP) ในรายการ “นโยบาย by ประชาชน” ทางสถานี Thai PBS

ปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้น ทั้งการบังคับใช้กฎหมายพิเศษและกฎหมายอาญามิได้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมายที่จะปกป้องคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐาน และยังทำให้ประชาชนถูกละเมิดสิทธิในเสรีภาพของบุคคลและเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นตามกฎหมายระหว่างประเทศทั้งปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน (Universal Declaration of Human Rights) และกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง  International Covenant on Civil and Political Rights (ICCPR) ที่ระบุว่าบุคคลทุกคนมีสิทธิและเสรีภาพทั้งทางร่างกายและการแสดงความคิดเห็น อีกทั้งเป็นการบังคับใช้กฎหมายเพื่อมิให้เกิดการตรวจสอบและถ่วงดุลการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่หรือที่เรียกว่า SLAPPs (Strategic Lawsuit against Public Participations)

การมีส่วนร่วมของประชาชนในการคลี่คลายปัญหาความขัดแย้งในจังหวัดชายแดนภาคใต้หรือปาตานี จะไร้ความหมาย หากรัฐบาลและหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ยังไม่ตระหนักถึงความสำคัญของการปกป้องชีวิตของพลเรือนและเสรีภาพที่จะสามารถแสดงความคิดเห็นได้ อันเป็นหลักการพื้นฐานสำหรับการสร้างสันติภาพที่เคารพยอมรับ ให้เกียรติ และเปิดกว้างต่อการทำงานร่วมกัน ด้วยเหตุนี้ เราจึงขอเรียกร้องดังต่อไปนี้

  1. ขอเรียกร้องให้ กอ.รมน. ภาค 4 สน. และหน่วยงานความมั่นคงที่เกี่ยวข้องยุติการคุกคามประชาชนทุกกลุ่มชาติพันธุ์ศาสนาด้วยการบังคับใช้กฎหมายพิเศษที่ไม่เป็นธรรม
  2. ขอเรียกร้องให้กลุ่มผู้เห็นต่างจากรัฐหรือขบวนการต่อสู้ปาตานียุติการคุกคามและโจมตีพลเรือนทุกกลุ่มชาติพันธุ์ศาสนาโดยเด็ดขาด
  3. ขอเรียกร้องให้ กอ.รมน.ภาค 4 สน. ยุติการคุกคามทุกรูปแบบ โดยเฉพาะการแจ้งความดำเนินคดี (SLAPPs) ต่อประชาชน สื่อมวลชน และนักปกป้องสิทธิมนุษยชน
  4. ขอเรียกร้องให้รัฐบาลไทยดำเนินการทบทวนและตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่เกิดขึ้นในจังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างตรงไปตรงมา รวมถึงการดำเนินการชดเชยเยียวยาอย่างเหมาะสมและเป็นธรรม
  5. ขอเรียกร้องให้ “หุ้นส่วนสันติภาพ” ทั้งรัฐบาลไทย กลุ่มผู้เห็นต่างจากรัฐหรือขบวนการต่อสู้ปาตานีทุกกลุ่ม กลุ่มประชาสังคมทั้งในพื้นที่และนอกพื้นที่ ตลอดจนองค์กรระหว่างประเทศ ได้ร่วมกันติดตามและตรวจสอบกรณีการคุกคามข้างต้นอย่างใกล้ชิด ตลอดจนให้ข้อเสนอแนะในการคลี่คลายปัญหาอย่างสร้างสรรค์ต่อรัฐบาลไทยและขบวนการต่อสู้ปาตานี
  6. ขอเรียกร้องให้เพื่อนมิตรกลุ่มประชาสังคมในพื้นที่ทุกกลุ่มชาติพันธุ์ศาสนาผนึกกำลังกันเพื่อป้องกัน สกัด ขัดขวางไม่ให้ทุกฝ่ายละเมิดสิทธิมนุษยชนและปิดกั้นเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ทั้งนี้ก็เพื่อตอกย้ำหลักคิดที่ว่าสันติภาพนั้นไม่อาจปรากฎขึ้นได้ หากไร้ซึ่งความเป็นธรรม




2 มีนาคม 2561


  1. กลุ่มด้วยใจ
  2. กลุ่มนักสาธารณสุขเพื่อสังคม (PHOS)
  3. กลุ่มบุหงารายาเพื่อการศึกษา (BRG)
  4. กลุ่มสตรีพุทธเพื่อสังคม
  5. คณะกรรมการประสานงานองค์กรเอกชนภาคใต้ (กป.อพช.ใต้)
  6. เครือข่ายชาวปาตานีนอกมาตุภูมิ (PATANI Viewers)
  7. เครือข่ายชาวพุทธเพื่อสันติภาพ (B4P)
  8. เครือข่ายนักวิชาการเพื่อสิทธิพลเมือง (คนส.)
  9. เครือข่ายบัณฑิตอาสาปาตานี (INSouth)
  10. เครือข่ายประชาชนจังหวัดชายแดนภาคใต้ปกป้องสิทธิชุมชนและสิ่งแวดล้อมเพื่อสันติภาพ (PermaTamas)
  11. เครือข่ายผดุงธรรมเพื่อสันติ (JOP)
  12. เครือข่ายผู้ช่วยทนายความมุสลิม (SPAN)
  13. เครือข่ายผู้หญิงยุติความรุนแรงแสวงสันติภาพ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้
  14. เครือข่ายเยาวชนลุ่มน้ำสายบุรี (JALEM)
  15. ชมรมอนุรักษ์ศิลปะวัฒนธรรม (PICSEB)
  16. ปาตานีฟอรั่ม (Patani Forum)
  17. มูลนิธินูซันตาราเพื่อสิทธิมนุษยชนและการพัฒนา (Nusantara)
  18. มูลนิธิผสานวัฒนธรรม (CrCF)
  19. มูลนิธิวัฒนธรรมอิสลามภาคใต้
  20. มูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิม (MAC)
  21. ศูนย์บูรณาการคนหนุ่มสาวเพื่อศักยภาพชุมนุมชน (YICE)
  22. ศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ (DSW)
  23. ศูนย์วัฒนธรรมมลายูปาตานี (BUMI)
  24. ศูนย์วัฒนธรรมอิสลามเพื่อการพัฒนา (PUKIS)
  25. สถานีวิทยุมีเดียสลาตัน (Media Selatan)
  26. สมาคมฟ้าใสส่งเสริมสุขภาวะเด็กและเยาวชนชายแดนใต้
  27. สมาคมลุ่มน้ำสายบุรี
  28. สหพันธ์นิสิตนักศึกษานักเรียนและเยาวชนปาตานี (PerMAS)
  29. สำนักปาตานีรายาเพื่อสันติภาพและการพัฒนา (LEMPAR)
  30. สำนักพิมพ์อาวัณบุ๊ค (Awan Book)
  31. สำนักสื่อวารตานี (Wartani)
  32. ห้องเรียนเพศวิถีและสิทธิมนุษยชน ร้านหนังสือบูคู
  33. องค์กรเครือข่ายสิทธิมนุษยชนปาตานี (HAP)
  34. องค์กรผู้หญิงปาตานี (PERWANI)




  1. งามศุกร์ รัตนเสถียร สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา ม.มหิดล
  2. ซากีย์ พิทักษ์คุมพล
  3. ฐิตินบ โกมลนิมิ
  4. ณรรธราวุธ เมืองสุข สื่อมวลชน
  5. บดินทร์ สายแสง สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา ม.มหิดล
  6. บัณฑิต ไกรวิจิตร
  7. พรเพ็ญ คงขจรเกียรติ มูลนิธิผสานวัฒนธรรม
  8. มูฮัมมัดฟาห์มี ตาเละ คณะพยาบาลศาสตร์ มอ.ปัตตานี
  9. มูฮำหมัดอิลยาส หญ้าปรัง
  10. รอมฎอน ปันจอร์
  11. เรืองรวี พิชัยกุล
  12. สุณัย ผาสุก ที่ปรึกษา Human Rights Watch ประเทศไทย
  13. อันธิฌา แสงชัย
  14. อับดุลสุโก ดินอะ ศูนย์อัลกุรอานเเละภาษา QLCC
  15. อาทิตย์ ทองอินทร์
  16. เอกราช ซาบูร์
  17. เอกรินทร์ ต่วนศิริ คณะรัฐศาสตร์ มอ.ปัตตานี



(Official translation) Joint Statement of the Network to Civilian Protection and Freedom of Expression: STOP INTIMIDATING AND SILENCING PEOPLE OPEN UP POLITICAL SPACE, GIVE PEACE A CHANCE



(Official translation)

Joint Statement

Network to Civilian Protection and Freedom of Expression





2 March 2018


The number of violent incidences in the past couple years might have made the government and security agencies feel complacent about situations in the Southern Border Provinces or Patani. But we, in the name of the Network to Civilian Protection and Freedom of Expression and the signatories of this statement would like to reiterate that such impression is contrast to the reality. As long as the Thai government and the Patani liberation movements have not made an effort to address the issues at their root causes including political solution, and as long as injustices have not been achieved and continue to exist, conflicts in the area will be perpetuated and will not cease. This will leave civilians regardless of their ethnicities and religions to continue to live in such abysmal agonies and to face the harrowing consequences.

Such reiteration can be attested to by what has happened in the past few months, at least since the end of 2017. Apart from suffering incessantly from violent insurgencies, civilians have been affected by search and cordon operations led by security officers who have regularly conducted the search and made the arrest of a large number of people in various areas. The operations have been carried out invoking special laws and as a result, people have been living with fear and are constantly concerned about their safety. It is also prospective that a new wave of violence is in the making.

Such gloomy atmosphere has done disservice to an attempt to push forward peace process by the Thai government. It has exacerbated the conditions of the talk. Meanwhile, attempts have been made by the authorities to intimidate and stifle the right to freedom of expression which has been yearned for by the people. For example, the Internal Security Operations Command (ISOC) Region 4 Forward has reported cases, civil and criminal, against journalists and human rights defenders early February 2018. The Manager Online is to be taken to court simply for reporting allegations about torture in custody whereas the founder of the Patani Human Rights Organization Network (HAP), Mr. Ismael Teh, is also facing a legal action simply for appearing in a Thai PBS’s “Policy by People” program to explain about his own legal case to seek remedies from his being tortured while in custody.

The enforcement of both special laws and criminal laws thus far has grossly failed to serve the intent of the laws which are supposed to protect fundamental rights and freedoms. Instead, this has led to an increase of infringement on personal rights and freedoms and freedom of expression, which are protected by international laws including the Universal Declaration of Human Rights (UDHR) and the International Covenant on Civil and Political Rights (ICCPR), among others. Both international laws provide that an individual shall have the right to their body and freedom of expression. In addition, the enforcement of the laws has failed to prevent misuse of the laws including SLAPPs (Strategic Lawsuit against Public Participations).

Public participation to resolve conflicts in the Southern Border Provinces or Patani shall become meaningless, if the government and local security agencies are not aware of the importance to protect right to life of local civilians and their right to freedom of expression, both of which are instrumental to forging peace based on mutual respect, collaboration and tolerance. We have the following demands to make;


  1. ISOC Region 4Forward and concerned security agencies must refrain from intimidating the people regardless of their ethnicities and religions, and special laws have to be enforced fairly and justly. 
  2. Patani Liberation Movements or People With Different Views From The State (PDVS) are urged to strictly refrain from intimidating and perpetuating violence against civilians regardless of their ethnicities and religions.
  3. ISOC Region 4Forward must stop all forms of intimidation, particularly by reporting cases against mass media and HRDs, the act of which is tantamount to SLAPPs.
  4. The Thai governmentshould review and have all human rights violations in the Southern Border Provinces investigated transparently and proceed to ensure proper and fair remedies and compensation to the victims. 
  5. All “Peace Partnerships”, the Thai government, all Patani Liberation Movements, civil society organizations within or outside the area and international organizations, should keep a close watch and carefully review such intimidating acts as well as offer recommendations to the Thai government and the Patani liberation movements to ensure peaceful cessation of the conflicts.
  6. All local civil society organizations, our companions,regardless of their ethnicities and religions must stand united to prevent and preempt any group from perpetuating human rights violation and stifling freedom of expression based on the notion that peace shall not prevail without justice. 


With peace and companionship

Network to Civilian Protection and Freedom of Expression

2 March 2018


Organizational signatories 


  1. Sauguna Group
  2. Duay Jai Group
  3. Public Health Officers for Social Welfare (PHOS)
  4. Bunga Raya Group Patani (BRG)
  5. Buddhist Women for Society
  6. Selatan Nature
  7. NGO Coordinating Committee on Development – South (NGO-COD-South)
  8. Peace Agenda of Women (PAOW)
  9. PATANI Viewers
  10. Buddhists Network for Peace (B4P)
  11. Deep South Network for Natural Resource
  12. Thai Academic Network for Civil Rights (TANC)
  13. INSouth Patani
  14. People’s Network of Southern Border Provinces for the Protection of Community and the Environment for Peace (PermaTamas)
  15. Justice for Peace (JOP)
  16. Southern Paralegal Advocacy Network (SPAN)
  17. Women’s Network to End Violence and Promote Peace in the Deep South
  18. Youth Network of Saiburi River Basin (JALEM)
  19. Arts and Cultures Conservation Club (PICSEB)
  20. Patani Forum
  21. Nusantara Foundation for Human Rights and Development (Nusantara)
  22. Cross Cultural Foundation (CrCF)
  23. Southern Islamic Culture Foundation
  24. Muslim Attorney Centre (MAC)
  25. Youth Integration for Community Empowerment Center (YICE)
  26. Deep South Watch (DSW)
  27. Patani-Melayu Cultural Centre (BUMI)
  28. Islamic Culture for Development (PUKIS)
  29. Media Selatan
  30. Fah Sai Association for the Promotion of Children’s and Youth’s Health in the Deep South
  31. Saiburi River Basin Association
  32. Federation of Patani Students and Youth (PerMAS)
  33. Academy of Patani Raya for Peace and Development (LEMPAR)
  34. Awan Book
  35. Wartani
  36. Buku Bookshop’s Gender and Human Rights Class
  37. Patani Human Rights Organization Network (HAP)
  38. Patani Women’s Organization (PERWANI)


Individual signatories 


  1. Guea Ritboon, Faculty of Science and Technology, PSU Pattani.
  2. Ngamsuk Ruttanasatain, Institute of Human Rights and Peace Studies, Mahidol University.
  3. Zakee Pitakumpol, Institute for Peace Studies, PSU Hat Yai.
  4. Thitinob Komalnimi
  5. Natthravut Muangsuk, Journalist.
  6. Bordin Saisaeng, Institute of Human Rights and Peace Studies, Mahidol University.
  7. Bandit Kraivijit
  8. Pandit Chanrochanakit
  9. Pornpen Khongkachonkiet, Cross Cultural Foundation (CrCF)
  10. Fareeda Panjor, Center for Conflict Studies and Cultural Diversity (CSCD), PSU Pattani.
  11. Pakkamol Siriwat, PhD Candidate, University of Cambridge.
  12. Muhammad Fahmi Tale, Faculty of Nursing, Prince of Songkla University
  13. Muhammad Ilyas Yahprang
  14. Romadon Panjor
  15. Rungrawee Chalermsripinyorat
  16.  Ruangrawi Pichaikul
  17. Sunai Phasuk, Advisor to Human Rights Watch Thailand
  18. Anticha Sangchai
  19. Abdulsuko Din-a, Quran and Language Center (QLCC)
  20. Arthit Thong-in
  21. Ekaraj Zabur, Asian Muslim Network.
  22. Ekkarin Tuansiri, Faculty of Political Science, PSU Pattani.


Statement: Concerning the 4th Army Commander filing case against Ismaael Teh

Released on 15 February 2018


The 4th Army Commander filing case against Ismaael Teh, a torture survival

This could be tantamount to a SLAPP case to silence human rights activist,

preventing them from holding the authorities accountable

: Even though the Supreme Administrative Court had ordered the Royal Thai Army

To provide him compensation for unlawful detention and torture in 2016

It has been reported that on 14 February 2018, the 4th Army commander, Lt Gen Piyawat Nakwanich and Director of Internal Security Operations Command (ISOC) Region 4 (ISOC Region 4) has authorized Lt. Col. Setthasit Kaewkumoung, Deputy Head of Legal Affairs of ISOC Region 4 to report to Pol. Lt. Col. Thanad Kamkuan, Deputy Superintendent on Investigation at the Pattani Police Station a case against Mr. Ismaael Teh, founder of Patani Human Rights Organization Network (HAP). Mr. Ismaael  Teh was accused of committing defamation due to his TV interview in which Mr. Ismael Tae recounted his own torture experience while in military custody in Thailand’s Deep South 10 years ago in a program by Thai PBS which was broadcasted on 5 February 2018. He was accused of defaming the 4th Amy Region and ISOC Region 4

On 9 February 2018, a representative of the 4th Army commander Lt Gen Piyawat Nakwanich and ISOC Region 4 had also reported a defamation case against the Manager Online. The media was accused of reporting a story that security forces in the Deep South was involved in torturing suspects in security related case in 2017.

In the Thai PBS TV program “Policy By People” on “Stop torture in custody, there must be a law”, Mr. Ismaael Teh recounted his experience being arrested in Yala. And while he was held in custody at a military barrack in Pattani, he was allegedly tortured by some military officers. And he was also detained longer than what was provided for by law. Later, Mr. Ismael Tae has filed a case with the Administrative Court and on 19 October 2016, the Supreme Administrative Court gave the final ruling confirming that Mr. Ismael Tae had been physically abused by the officers while being held in custody as attested to by evidence including medical records. The Court thus ordered the Royal Thai Army to provide Mr. Ismael Tae the amount of 300,000 baht for compensation and 5,000 baht for medical expense. Despite the verdict of the Court, there has not been any officers being brought to justice.

That Mr. Ismaael Teh has revealed facts that he had been subjected to torture committed by military officers and that he asked for support from the public since he had been unfairly treated by ISOC Region 4, despite the final verdict of the Court to confirm his account, was a legitimate act. He must be able to do so and has not committed a crime as provided for in Section 329 of the Penal Code that;

Section 329 Whoever, in good faith, expresses any opinion or statement:

(1) By way of self-justification or defense, or for the protection of a legitimate interest;…

shall not be guilty of defamation.”

After his release, Mr. Ismaael Teh and his friends who have been victims of torture committed by the officers have founded the Patani Human Rights Organization Network (HAP) to promote and protect human rights in the Deep South. They have been working on documentation about torture, giving assistance to help torture victims to have access to justice and remedies, monitoring the practice of the officers and the authorities, the implementation of which is legitimate in a democracy and in accordance to human rights and the Constitution.

The officers and the authorities, whose mandates are for protection and upholding human rights of every one without discrimination and can be held accountable have reported a case against media, human rights activists or other people who monitor their practice. And such legal action aims to bring to an end such investigation or to stop the dissemination of information and facts concerning the abuse of power by the authorities knowing full well the media and human rights activists or other people have the right to carry out their duties without breaking the law. And in its eventuality, the public prosecutor may decide against indicting the case or the Court may not accept to review the case. Such legal action could be tantamount to a Strategic Litigation Against People Participation (SLAPP) and could be an exercise of power not in good faith.

As to this case, the Cross Cultural Foundation (CrCF) opines that the 4th Army commander or Director of ISOC Region 4 and superior officers should instead order an investigation to bring to justice the officers who had committed torture and held Mr. Ismaael Teh in an unlawful detention as a result of which the Supreme Administrative Court has ordered the Royal Thai Army to provide Mr. Ismael Tae a compensation. Instead of bringing to justice the perpetrators and to impose disciplinary action against them, the authorities have opted to take Mr. Ismaael Teh who is still struggling to find justice to Court. This might give the impression to people in the Deep South that they have to pay a high price in order to attain justice in the Deep South.

While struggling to demand justice, the people who should be treated as claimants and should be served justice, instead they have been treated as defendants and victims in the justice process. As a result, people who have been deprived of the rights might feel discouraged to complain against the authorities and have too much fear to reveal truths to the public while the abusive officers are left to enjoy impunity. Security agencies, in particular the ISOC Region 4 has committed to not tackling the abusive behavior of their officers. They could be viewed as even encouraging their staffers to continue committing such abhorrent offences which are gravely detrimental to the restive Deep South.

The case should prompt us to question the security forces and agencies operating for more than a decade in the Deep South and spending hundreds of billion baht derived from tax money; can they still be trusted and allowed to take the lead to build peace in the Deep South?

CRCF thus calls on the 4th Army commander, Lt Gen Piyawat Nakwanich as Director of the Internal Security Operations Command (ISOC) Region 4 (ISOC Region 4) to review and withdraw the case against Mr.  Ismael Tae and the Manager Online.

Note an excerpt from the Supreme Administrative Court’s verdict

The Songkhla Administrative Court read the verdict of the Supreme Administrative Court in the Black Case no. O55-56/2555 and Red Case no. O1309-1310/2559 between Mr. Ismaal Teh, plaintiff no.1 and Mr. Amizi Manak, plaintiff no. 2 v. The Royal Thai Army, defendant no. 1 in a tor clam case as a result of the exercise of powers by administrative agencies or officers. Former students of Yala Rajabhat University, Mr. Ismael Tae and Mr. Amizi Manak were put into a military custody and while in custody they were allegedly tortured to confess to being involved in a security related case. They were also allegedly held in custody longer than what was permitted by the 1914 Martial Law Act.

The Court orders the Royal Thai Army, defendant no. 1, provide the amounts of 305,000 baht and 200,000 baht as compensation for Mr. Ismael Tae, plaintiff no.1 and Mr. Amizi Manak, plaintiff no. 2, respectively, plus a 7.5% interest per annum incurred since the day the case was filed (14 January 2009), until all the debts are serviced. The detail of the verdict is as the following;

–     Being held in custody longer than what is permitted by the 1914 Martial Law Act: The law only authorizes public officers to hold a person in custody not longer than seven days. But as the two plaintiffs had been deprived of their liberty since 27 January until 4 February 2008, for altogether nine days, it was exceeding the duration permitted by law. Therefore, the defendant no.1 is deemed to have abuse its power which has led to an infringement on the two plaintiffs’ rights and freedoms. The Court deems it fit that the two plaintiffs be compensated for 50,000 baht.

–     The 2007 Constitution’s Section 32 prohibits treatment of a person held in custody as an offender while they have yet to be charged. Since the two individuals were yet to be charged, the treatment against the plaintiffs no. 1 and 2 while they were in custody was found illegal. And by depriving them of their liberty longer than necessary, it demonstrated a complete negligence of the law which has led to an infringement on the rights and freedoms of the plaintiffs. The Court deems it fit to have the two plaintiffs compensated for the amount of 100,000 baht.

–  In the damages claim for the impairment on their reputation and dignity being subject to scorn of their neighbors and fellow students, both plaintiffs demand announcements be published in at least two local newspapers, each for three days in a row or an explanation or a circular be written to various agencies under the Royal Thai Army, defendant no. 1. The Court finds the deprivation of liberty was carried out by officers who had exercised their lawful duties, though their acts have led to an infringement on personal rights of the two plaintiffs. The Court deems it fit that the two plaintiffs be compensated for the amount of 50,000 baht, though dismisses their demand to have announcements published in local newspapers and circulars.

–  As to the discrepancy in the compensation awarded to the two plaintiffs (105,000 baht), it appears that the two plaintiffs were arrested by security forces under the charge of the defendant no. 1. And while they were held in custody, Mr. Ismael Tae, plaintiff no.1 was subjected to physical abuse as attested to by medical records. Therefore, the Court decides to award the plaintiff no.1 for 100,000 baht as compensation and another 5,000 baht as medical expense whereas there was no evidence that the plaintiff no. 2 was subjected to such physical abuse while in custody, therefore, the Court cannot award him such compensation.