Category Archives: Press Release

มูลนิธิผสานวัฒนธรรม ใบแจ้งข่าว: ประธานมูลนิธิผสานวัฒนธรรมเสนอให้ความช่วยเหลือคดี อ.วุฒิ บุญเลิศ ปราชญ์ชาวบ้านชาติพันธุ์กะเหรี่ยง ข้อหาหมิ่นประมาทและผิด พ.ร.บ.คอมฯ

เผยแพรวันที่ 31 กรกฏาคม 2561

ใบแจ้งข่าว

ประธานมูลนิธิผสานวัฒนธรรมเสนอให้ความช่วยเหลือคดี อ.วุฒิ บุญเลิศ ปราชญ์ชาวบ้านชาติพันธุ์
กะเหรี่ยง กรณีอัยการจังหวัดมีนบุรีมีจะสั่งฟ้อง
กรณีนายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร กล่าวหาว่าโพสต์ข้อความว่าไร่ชัยราชพฤกษ์
อยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ในข้อหาหมิ่นประมาทและผิด พ.ร.บ.คอมฯ

ในวันที่ 2 สิงหาคม 2561 นายวุฒิ บุญเลิศ หรืออาจารย์วุฒิ นักวิชากการอิสระด้านกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยง มีภูมิลำเนาที่อำเภอสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี จะเดินทางไปพบพนักงาน อัยการจังหวัดมีนบุรีเพื่อนำตัวส่งฟ้องศาลตามที่ได้ถูกตั้งข้อหาในข้อหาความผิดอาญาฐานหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณาต่ออัยการจังหวัดมีนบุรี ในคดีที่พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลคันนายาวได้รับแจ้งความร้องทุกข์จากนายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร อดีตหัวหน้าอุทธยานแห่งชาติแก่งกระจาน ให้ดำเนินคดีกับนายสมัคร ดอนนาปี และนายวุฒิ บุญเลิศ ฐานร่วมกันหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาและความผิดว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ฯ ในคดีอาญา (ชั้นสอบสวน)
ที่ 1769/2559

ก่อนหน้านี้นายวุฒิ บุญเลิศได้ยื่นหนังสือขอความเป็นธรรมต่ออัยการ เนื่องด้วยตนไม่ได้โพสต์ข้อความที่ถูกแจ้งความแต่อย่างใด และผู้กล่าวหาไม่มีพยานหลักฐานมาแสดงว่าในช่วงวันเวลาดังกล่าวได้มีการเผยแพร่ด้วยการโพสต์ข้อความเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์  อีกทั้งข้อความดังกล่าวเป็นเนื้อความที่เกิดจากการตรวจสอบของสื่อมวลชนและถูกรับรู้มีการเผยแพร่ต่อสาธารณะมาก่อนหน้านี้แล้ว ซึ่งอาจเข้าข่ายเป็นการฟ้องร้องดำเนินคดีเพื่อกลั่นแกล้งและการใช้สิทธิทางศาลโดยไม่สุจริต (SLAPP) ต่อนายวุฒิ บุญเลิศ  คดีนี้เป็นคดีที่นายวุฒิ บุญเลิศได้รับหมายเรียกให้ไปรับทราบข้อกล่าวหาเมื่อวันที่16 พฤษภาคม 2560 ต่อร้อยตำรวจเอก ธนศักดิ์ พ้องเสียง รองสารวัตรสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลคันนายาวแล้ว  อ้างว่านายวุฒิได้โพสต์ข้อความเมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2559 ในเฟสบุ๊คชื่อ wut Boonlert มีข้อความตามข้อกล่าวหาดังนี้

“ไร่ชัยราชพฤกษ์ อยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติพื้นที่สำรวจถือครองตามมติครม.30มิ.ย.41 รวม 100ไร่ การตรวจสอบและร้องเรียนโดยกรมป่าไม้ตั้งแต่ปี 2551 จนถึงปัจจุบัน ล่าสุดเมื่อวันที่24มิถุนายน 2559 อธิบดีกรมป่าไม้(นายชลิศ สุรัสวดี)ได้มีหนังสือรายงานไร่ชัยราชพฤษ์ระบุชัดว่าไร่ชัยราชพฤกษ์มีเนื้อที่ประมาณ100ไร่อยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่ายางน้ำกลัดเหนือและป่ายางน้ำกลัดใต้ ตำบลสองพี่น้องอำเภอหนองหญ้าปล้อง จังหวัดเพชรบุรี อยู่ในพื้นที่การสำรวจถือครองตามมติครม.30มิ.ย.41มีนายไพโรจน์ ลิ้มลิขิตอักษรเป็นผู้ถือครองเนื้อที่ประมาณ73ไร่ (พิกัด47P057298E1418060 N(DATUMWGS84) ซึ่งกรมป่าไม้ต้องทวงคืนพื้นที่แต่อธิบดีกรมป่าไม้กลับเพิกเฉยไม่สั่งการใดๆให้เป็นไปตามระเบียบและกฎหมายรวมทั้งยังขัด คำสั่งคสช.64/2557 ข้อ3.ให้หน่วยงานที่รับผิดชอบติดตามผลคดีป่าไม้และดำเนินการฟื้นฟูพื้นที่ป่าที่ถูกบุกรุกทำลาย ให้คืนสภาพป่าไม้ให้สมบูรณ์ดังเดิม โดยประสานงานกับหน่วยงานทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรวมทั้งภาคประชาชนและองค์กรชุมชนได้เข้ามามีส่วนร่วมในการดำเนินการอย่างจริงจัง” ซึ่งจะต้องถูกลงโทษตามข้อ4 “เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้ใดปล่อยปละละเลยหรือเข้าไปมีส่วนร่วมกับการกระทำความผิดตามกรณีดังกล่าวข้างต้นจะต้องถูกดำเนินการทั้งทางวินัยและทางอาญาอย่างเด็ดขาดโดยทันที” ผมจึงเรียกร้องให้ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ดำเนินการตามคำสั่ง คสช.ที่ 64/2557 ต่ออธิบดีกรมป่าไม้กับพวกฯโดยด่วนที่สุดต่อไป”

นายวุฒิ บุญเลิศเป็นปราชญ์ชาวบ้าน และเป็นผู้ที่มีความเชี่ยวชาญในประวัติศาสตร์ชาติพันธุ์กะเหรี่ยง เป็นประธานเครือข่ายกะเหรี่ยงเพื่อวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม  เขตงานตะนาวศรี ราชบุรี เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์  ซึ่งชาวบ้านเรียกว่า “อาจารย์วุฒิ” เป็นชาวกะเหรี่ยงมีอาชีพเกษตรกร ทำนาทำสวนในพื้นที่อำเภอสวนผึ้ง แต่มีบทบาทสำคัญในการเป็นตัวแทนรับมอบเรื่องจากชาวบ้านบางกลอย ยื่นเรื่องให้คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กรณีชาวบ้านบางกลอย ถูกนายชัยวัฒน์ฯ ซึ่งเป็นหัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน และเจ้าหน้าที่เผาทำลายบ้านเรือนในปี 2543  ซึ่งในขณะนั้นเป็นคดีที่กำลังอยู่ในขั้นตอนการไต่สวนของศาลปกครองสูงสุด โดยต่อมาศาลปกครองสูงสุดได้มีคำพิพากษาให้ทางราชการชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ชาวบ้านแล้ว อีกทั้งนายวุฒิและเครือข่ายมีส่วนสำคัญในการรณรงค์เรื่องสิทธิมนุษยชนให้กับพี่น้องกลุ่มชาติพันธุ์โดยเฉพาะชาวกะเหรี่ยง โดยเฉพาะกรณีที่นายพอละจี รักจงเจริญ ที่ได้หายตัวไปเมื่อเดือนเมษายน 2557 หลังจากที่ถูกนายชัยวัฒน์ฯและเจ้าหน้าที่จับกุมตัวแล้วจนบัดนี้ยังไม่ทราบชะตากรรมของนายพอละจี เป็นที่น่าสงสัยอยู่ว่า ในบันทึกการแจ้งข้อกล่าวหา ที่อ้างว่านายวุฒิได้โพสต์ข้อความนั้น ไม่ปรากฏข้อความส่วนใดเลยที่กล่าวถึงนายชัยวัฒน์ ฯ

Advertisements

มูลนิธิผสานวัฒนธรรม ใบแจ้งข่าว: ศาลจังหวัดเชียงใหม่นัดฟังคำสั่ง คดีไต่สวนการตาย นายอาเบ แซ่หมู่ ชาวชาติพันธุ์ลีซู ซึ่งถูกเจ้าหน้าที่ทหารยิงเสียชีวิต

เผยแพรวันที่ 23 กรกฎาคม 2561

ใบแจ้งข่าว
ศาลจังหวัดเชียงใหม่นัดฟังคำสั่ง
คดีไต่สวนการตาย นายอาเบ แซ่หมู่ ชาวชาติพันธุ์ลีซู ซึ่งถูกเจ้าหน้าที่ทหารยิงเสียชีวิต

ศาลจังหวัดเชียงใหม่นัดฟังคำสั่งไต่สวนการตายคดีหมายเลขดำที่ ช.18/2560 ในวันที่ 26 กรกฎาคม 2561 หรือ กรณีนายอาเบ แซ่หมู่ ชาวชาติพันธุ์ลีซู ได้ถูกเจ้าหน้าที่ทหารยิงเสียชีวิต โดยคดีนี้สืบเนื่องจากเหตุการณ์ เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2560 พื้นที่ อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ เจ้าหน้าที่ทหารซึ่งประจำอยู่ที่ด่านตรวจบ้านรินหลวง ต.เมืองนะ  อ.เชียงดาว  จ.เชียงใหม่ ใช้อาวุธปืนยิงนายอาเบ แซ่หมู่ (ชาติพันธุ์ลีซู) จนเป็นเหตุให้เสียชีวิต โดยอ้างว่านายอาเบจะขว้างอาวุธระเบิดใส่เจ้าหน้าที่ เจ้าหน้าที่จึงจำเป็นต้องใช้อาวุธปืนประจำกายยิงสังหารนายอาเบ เป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย และกล่าวหาว่านายอาเบมียาเสพติดประเภทเฮโรอีน 2 หลอด ซุกซ่อนอยู่ในกระเป๋าสะพาย เหตุเกิด ณ บริเวณถนนระหว่างบ้านรินหลวง-บ้านป่าบงงามลีซอ ซึ่งอยู่เลยด่านตรวจบ้านรินหลวงไม่ไกลนัก

ซึ่งที่ผ่านมาพนักงานอัยการจังหวัดเชียงใหม่ ผู้ร้อง ได้นำพยานสืบต่อศาลรวม 7 ปาก ได้แก่ 1.เจ้าหน้าที่ทหารผู้ที่เกี่ยวข้องกับการยิงนายอาเบฯ 2 ปาก 2. ผู้บังคับบัญชาของเจ้าหน้าที่ทหารที่ยิงนายอาเบฯ 3.แพทย์ผู้ทำการชันสูตรพลิกศพนายอะเบในที่เกิดเหตุและผ่าศพที่โรงพยาบาลเชียงดาว 4.เจ้าหน้าที่ตำรวจสืบสวน สภ.นาหวาย จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนหาผู้กระทำผิดร่วมกับนายอาเบฯ ในวันเกิดเหตุ 5.พนักงานสอบสวนเจ้าของสำนวน 6.ผู้ใหญ่บ้านพื้นที่ที่นายอาเบฯอาศัยอยู่

ส่วนทางด้านมารดา และบิดาของนายอาเบ แซ่หมู่ ผู้ร้องคัดค้าน ได้นำพยานสืบต่อศาลรวม 6 ปาก ได้แก่ 1.บิดานายอาเบฯ 2.มารดานายอาเบฯ 3.น้าสาวของนายอาเบฯ 4.ประจักษ์พยานผู้อยู่ในเหตุการณ์ซึ่งเป็นเพื่อนของนายอาเบฯ ที่ขับขี่รถจักรยานยนต์ไปกับนายอาเบ 5.พยานผู้เห็นศพนายอาเบฯก่อนเจ้าหน้าที่ 4 ฝ่ายจะเข้ามาชันสูตรพลิกศพ และ 6.อดีตนักข่าวจากสำนักข่าวแห่งหนึ่ง

ทั้งนี้คดีดังกล่าวศาลจังหวัดเชียงใหม่นัดฟังคำสั่งไต่สวนการตายในวันที่ 26 กรกฎาคม 2561 เวลา 09.00น. เป็นต้นไป ณ ศาลจังหวัดเชียงใหม่

มูลนิธิผสานวัฒนธรรม ใบแจ้งข่าว: ศาลจังหวัดหัวหินนัดสืบพยานจำเลย คดีสามเยาวชนถูกซ้อมทรมานให้รับสารภาพและตกเป็นจำเลยคดีปล้นทรัพย์นักท่องเที่ยวต่างชาติ นัดสุดท้าย ในวันที่ 5 กรกฎาคม 2561

เผยแพรวันที่ 6 กรกฎาคม 2561

ใบแจ้งข่าว

ศาลจังหวัดหัวหินนัดสืบพยานจำเลย คดีสามเยาวชนถูกซ้อมทรมานให้รับสารภาพ
และตกเป็นจำเลยคดีปล้นทรัพย์นักท่องเที่ยวต่างชาติ
นัดสุดท้าย
ในวันที่ 5 กรกฎาคม 2561

สืบเนื่องจากที่ นายณัฐวัตร หรือเจมส์ ธนัฏฐิกาญจนา จำเลยที่ 1 และนายอดิศักดิ์ หรือเจมส์ สีละมุด จำเลยที่2 กล่าวหาว่า ระหว่างที่ถูกควบคุมตัวโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ ได้ถูกเจ้าหน้าที่บางคนทำร้ายร่างกายเพื่อให้สารภาพว่าตนกับพวกเป็นผู้กระทำผิด กรณีนักท่องเที่ยวชาวอิตาลี และชาวโมรอคโค ได้แจ้งความร้องทุกข์ไว้ที่ สภ.สามร้อยยอด ว่าทั้งสองได้ถูกคนร้ายซึ่งใช้จักรยานยนต์เป็นพาหนะ ร่วมกันทำร้ายร่างกายแล้วปล้นทรัพย์ ในวันที่ 26 กรกฎาคม 2559 ณ บริเวณริมถนนปราณบุรี-สามร้อยยอด หมู่ที่ 1 ตำบลสามร้อยยอด อำเภอสามร้อยยอด จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ต่อมาพนักงานอัยการได้ฟ้องบุคคลทั้งสามเป็นจำเลยในคดีดังกล่าวต่อศาลจังหวัดหัวหินคดีหมายเลขคดีดำที่ ทอ.2/2560 โดยศาลได้ สืบพยานโจทก์ เมื่อวันที่ 20-23 กุมภาพันธ์ 2561 และสืบพยานจำเลยวันที่ 13-15 มีนาคม 2561 แต่ยังไม่แล้วเสร็จ จึงได้เลือนนัดสืบพยานจำเลยอีก 3 ปากมาสืบในที่ 5-6 กรกฎาคม 2561 นั้น

ในวันที่ 5 กรกฎาคม 2561 ทนายความจำเลยทั้งสามได้นำพยานจำเลยเบิกความต่อศาลทั้งหมด 3ปาก ได้แก่ 1 ช่างเทคนิคที่ได้เข้าไปเก็บภาพถ่ายวีดีโอที่สถานที่อยู่ของจำเลยที่ 1 และ3 ในเวลาเกิดเหตุ ซึ่งอยู่กันคนละสถานที่กับที่เกิดเหตุ 2 ประจักษ์พยานซึ่งเป็นเด็กหญิงอายุต่ำกว่า 18 ปี ซึ่งยืนยันว่าตนอยู่กับจำเลยที1 และ 3 ในเวลาเกิดเหตุ ซึ่งเป็นคนละสถานที่กับที่เกิดเหตุ และ 3 เจ้าหน้าที่ตำรวจข้าราชการบำนาญ ซึ่งได้ให้ความช่วยเหลือจำเลยในการแสวงหาความเป็นธรรมจากการถูกดำเนินคดี โดยศาลได้เชิญนักจิตวิทยา เข้ามาพูดคุยและอยู่กับพยานเด็กในห้องที่ทางศาลจัดหาไว้ให้ขณะที่มีการสืบพยานด้วย ตามกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา เป็นอันเสร็จสิ้นการสืบพยานจำเลยทั้ง 3ปาก ภายใน 1 วัน

ทนายความจำเลยแถลงต่อศาลขอส่งคำแถลงปิดคดีภายใน 30 วัน ศาลพิเคราะห์แล้วอนุญาต และมีคำสั่งให้มาฟังคำพิพากษาในวันที่ 19 กันยายน 2561 เวลา 09.00 น. ณ ศาลจังหวัดหัวหิน

มูลนิธิผสานวัฒนธรรม ใบแจ้งข่าว: ศาลจังหวัดปราจีนบุรีเริ่มสืบพยาน คดีนายฤทธิรงค์ฯ เป็นโจทก์ฟ้องคดีอาญา กล่าวหาเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนสอบสวนซ้อมทรมานตน

เผยแพร่วันที่ 5 กรกฎาคม 2561

ใบแจ้งข่าว

      ศาลจังหวัดปราจีนบุรีเริ่มสืบพยาน คดีนายฤทธิรงค์ฯ เป็นโจทก์ฟ้องคดีอาญา

กล่าวหาเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนสอบสวนซ้อมทรมานตน

สืบเนื่องจากคดีหมายเลขดำที่ อ.925/2558 กรณีนายฤทธิรงค์ ชื่นจิตร เป็นโจทก์ฟ้องเจ้าหน้าที่ตำรวจสังกัด กองกำกับการสืบสวน ตำรวจภูธรจังหวัดปราจีนบุรี ว่าเมื่อวันที่ 28 มกราคม 2552 ได้ร่วมกันซ้อมทรมานเพื่อให้ตนรับสารภาพในข้อหาวิ่งราวทรัพย์ ซึ่งตนไม่ได้เป็นผู้กระทำผิด ศาลจังหวัดปราจีนบุรีได้กำหนดนัดสืบพยานโจทก์จำเลยในวันที่ 3-4 กรกฎาคม และวันที่ 28-31 สิงหาคม 2561

เมื่อวันที่ 3 และวันที่ 4 กรกฎาคม 2561 ศาลจังหวัดปราจีนบุรีได้ออกนั่งพิจารณาสืบพยานโจทก์จำนวน 4 ปาก ได้แก่ 1.นายฤทธิรงค์ฯ ตัวโจทก์ 2.บิดานายฤทธิรงค์ 3. เพื่อนของนายฤทธิรงค์ฯ ซึ่งเป็นประจักษ์พยานในวันเกิดเหตุ และ 4. เจ้าหน้าที่ตำรวจซึ่งเป็นหนึ่งในชุดสืบสวนเช่นเดียวกับจำเลยในคดีนี้ ประจักษ์พยานในวันเกิดเหตุเช่นกัน

ฝ่ายโจทก์ยังคงมีประเด็นข้อเท็จจริงที่จะสืบพยานอีกหลายปากเพื่อพิสูจน์ถึงเรื่องที่โจทก์ได้ถูกจำเลยซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจทำร้ายร่างกายโดยวิธีทรมาน ทั้งนี้ฝ่ายโจทก์จะนำพยานเข้าเบิกความต่อศาลอีก 5 ปาก ประกอบไปด้วยแพทย์ผู้ทำการตรวจร่างกายนายฤทธิรงค์ และบุคคลอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องในวันเกิดเหตุ  โดยศาลนัดสืบพยานโจทก์ครั้งต่อไปในวันที่ 28 และ 29 สิงหาคม 2561 เวลา 09.00น. เป็นต้นไป ณ ศาลจังหวัดปราจีนบุรี

 

มูลนิธิผสานวัฒนธรรม ใบแจ้งข่าว: ศาลแพ่งกรุงเทพใต้นัดไกล่เกลี่ยครั้งที่2 คดีมารดาและบิดา ของนายอนัน เกิดแก้ว ฟ้องเรียกค่าเสียหายกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติจากกรณีนายอนันเสียชีวิต จาการถูกซ้อมทรมานในระหว่างถูกควบคุมตัวของเจ้าหน้าที่ตำรวจ

เผยแพร่วันที่ 27 มิถุนายน  2561

ใบแจ้งข่าว

   ศาลแพ่งกรุงเทพใต้นัดไกล่เกลี่ยครั้งที่2 คดีมารดาและบิดา ของนายอนัน เกิดแก้ว

          ฟ้องเรียกค่าเสียหายกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติจากกรณีนายอนันเสียชีวิต

จาการถูกซ้อมทรมานในระหว่างถูกควบคุมตัวของเจ้าหน้าที่ตำรวจ

เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2561 ศาลแพ่งกรุงเทพใต้นัดไกล่เกลี่ย  คดีหมายเลขดำที่ พ.2307/2559 กรณีมารดาและบิดาของนายอนัน เกิดแก้ว เป็นโจทก์ ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จำเลย  จากกรณีนายอนัน เกิดแก้ว บุตรชาย เสียชีวิตเมื่อปี 2558 เนื่องจากถูกทำร้ายร่างกายในระหว่างถูกควบคุมตัวของเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน ตำรวจภูธรจังหวัดนคราชสีมา

ผู้ประนีประนอมประจำศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ได้ทำหน้าที่เป็นคนกลางในการไกล่เกลี่ยเพื่อการประนีประนอมยอมความของคู่ความทั้งสองฝ่าย  โดยมีโจทก์ที่ 1 (บิดานายอนันฯ) ทนายความโจทก์  พนักงานอัยการซึ่งเป็นทนายความจำเลย  และนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่คนหนึ่งซึ่งเป็นผู้แทนจำเลย มาศาล  พนักงานอัยการทนายความจำเลยแถลงว่าตนยินดีประสานงานเพื่อนำข้อเสนอของฝ่ายโจทก์ไปเจรจากับฝ่ายจำเลย โดยประสงค์ให้ตำรวจชุดจับกุมผู้ตายเป็นผู้ชำระค่าเสียหายแก่โจทก์  ฝ่ายโจทก์เสนอเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนเพื่อให้คดียุติในชั้นไกล่เกลี่ย เป็นเงินจำนวน  2,500,000 บาท ซึ่งน้อยกว่าจำนวนเงินทุนทรัพย์ที่ฟ้องในคดี(4,687,000 บาท)  ผู้แทนจำเลยและทนายความจำเลยรับข้อเรียกร้องดังกล่าวของโจทก์ไปเสนอต่อจำเลย(สำนักงานตำรวจแห่งชาติ) เพื่อพิจารณาต่อไป

กรณีหากค่าสินไหมทดแทนตกลงกันได้ทั้งสองฝ่าย ฝ่ายโจทก์จะแถลงไม่ติดใจทั้งคดีแพ่งและคดีอาญา แต่ในส่วนคดีอาญาความผิดต่อแผ่นดินทางเจ้าหน้าที่ตำรวจและอัยการจะต้องดำเนินการอย่างถูกต้องและเป็นธรรมเพื่อเป็นมาตรการป้องกันการกระทำความผิดโดยเจ้าหน้าที่กรณีทำให้ผู้ต้องสงสัยเสียชีวิตระหว่างการสอบสวน ผู้ประนอมขอให้พนักงานอัยการทนายความจำเลยและผู้แทนจำเลยดำเนินการนัดหมายผู้แทนเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุม เข้าร่วมเจรจาไกล่เกลี่ยเพื่อให้ได้ข้อยุติเร็วขึ้น และเห็นว่าการเจรจาไกล่เกลี่ยพอที่จะเจรจากันได้ จึงนัดไกล่เกลี่ยครั้งที่ 2 และฟังผลในวันที่ 24 กรกฎาคม 2561 เวลา 13:30 น. ณ ศูนย์ไกล่เกลี่ย ศาลแพ่งกรุงเทพใต้

สำหรับคดีอาญาซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมถูกกล่าวหานั้น ปัจจุบันคดีอยู่ระหว่างการสอบสวน โดยพนักงานสอบสวนได้นัดบิดาและน้อง ๆ ของนายอนันฯ ไปให้ถ้อยคำอีกครั้งในวันที่ 29 มิถุนายน 2561 เวลา 10.00 น. ที่สถานีตำรวจภูธรจอหอ จังหวัดนครราชสีมา

 ขอเชิญสื่อมวลชนและผู้สนใจเข้ารับฟังการพิจารณาของศาลและติดตามคดีได้ตามวันและเวลาดังกล่าวข้างต้น