Category Archives: Press Release

มูลนิธิผสานวัฒนธรรม ใบแจ้งข่าว: ศาลแพ่ง เลื่อนนัดสืบพยานโจทก์อีกครั้งคดีมารดาและภรรยาร้อยตรีสนาน ฟ้องกองทัพบก

เผยแพร่วันที่ 12 มิถุนายน 2561

 ใบแจ้งข่าว

ศาลแพ่ง เลื่อนนัดสืบพยานโจทก์อีกครั้งคดีมารดาและภรรยาร้อยตรีสนาน ฟ้องกองทัพบก เรียกค่าเสียหายจากเหตุการณ์ร้อยตรีสนาน ทองดีนอก เสียชีวิต
ในระหว่างฝึกหลักสูตรทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์ (UKBT) รุ่นที่ 11

ในวันนี้ (12 มิถุนายน 2561) ผู้พิพากษาศาลแพ่งออกนั่งพิจารณาคดี หมายเลขดำที่ พ.2580/2559 หรือ คดีมารดาและภรรยาร้อยตรีสนาน ฟ้องกองทัพบก เรียกค่าเสียหายจากเหตุการณ์ร้อยตรีสนาน ทองดีนอก เสียชีวิตในระหว่างฝึกหลักสูตรทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์ (UKBT) รุ่นที่ 11

โดย ฝ่ายโจทก์ มีทนายของมารดาและภรรยาร้อยตรีสนานฯ ส่วนทางฝ่ายจำเลยมีพนักงานอัยการ มาศาล ส่วนพยานที่ทางฝ่ายโจทก์ได้ขอหมายเรียกให้มาเบิกความต่อศาลในวันนี้ (12 มิถุนายน 2561) เป็นเจ้าหน้าที่ทหารสามนายซึ่งเป็นประจักษ์พยาน ได้แก่ผู้เข้ารับการฝึกหลักสูตรทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์ (UKBT) รุ่นที่ 11 จำนวนสองนาย และนายทหารชุดครูฝึกซึ่งเป็นแพทย์สนามหนึ่งนาย ปรากฏไม่มีพยานคนใดมาศาล ทนายโจทก์จึงได้แถลงต่อศาลว่าได้ดำเนินการส่งหมายเรียกพยาน แต่ปรากฎว่าในรายของผู้เข้ารับการฝึกรุ่นเดียวกับผู้ตายนั้น คนแรกเจ้าหน้าที่ศาลได้ดำเนินการปิดหมายแล้วตามที่อยู่ในทะเบียนราษฎร แต่ไม่สามารถส่งหมายโดยวิธีธรรมดา และวิธีปิดหมายได้เนื่องจากไม่พบที่อยู่ตามทะเบียนราษฎรดังกล่าว ส่วนคนที่สองติดภารกิจไม่สามารถเดินทางมาเบิกความเป็นพยานต่อศาลได้ตามวันนัด และท้ายสุดนายทหารชุดครูฝึกฯ เจ้าหน้าที่ศาลได้แจ้งว่าได้ดำเนินการส่งหมายโดยชอบด้วยวิธีการปิดหมายแล้ว ด้วยเหตุนี้ทำให้โจทก์ทั้งสองยังไม่สามารถติดตามพยานทั้งสามปากมาเบิกความต่อศาลตามวันนัดได้ จึงขอเลื่อนนัดสืบพยานโจทก์ในครั้งนี้เพื่อติดตามพยานทั้งสามมาเบิกความต่อศาลในนัดหน้า

ผู้พิพากษาได้สอบถามพนักงานอัยการทนายจำเลยแล้ว ทนายจำเลยแถลงไม่คัดค้าน และได้พิเคราะห์แล้วเห็นว่า พยานทั้งสามปากเป็นประจักษ์พยานคนสำคัญในคดีและมีเหตุอันควรให้เลื่อนคดี เนื่องจากโจทก์ได้พยายามติดตามพยานแล้ว แต่ไม่สามารถติดตามได้ จึงอนุญาตให้เลื่อนนัดสืบพยานโจทก์เป็นวันที่ 20 พฤศจิกายน และนัดสืบพยานจำเลยระหว่างวันที่ 21 ถึงวันที่ 23 พฤศจิกายน 2561 เวลา 09.00 น.เป็นต้นไป ณ ศาลแพ่ง ถนนรัชดาภิเษก กรุงเทพมหานคร

Advertisements

มูลนิธิผสานวัฒนธรรม ใบแจ้งข่าว: ศาลจังหวัดปราจีนบุรี ออกหมายจับผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เหตุไม่มาศาลตามนัด ในคดีที่ตกเป็นจำเลยกรณีเป็นพยานเท็จเพื่อช่วยกลุ่มตำรวจที่ซ้อมทรมานนายฤทธิรงค์ฯ เมื่อปี 2552

ใบแจ้งข่าว

          ศาลจังหวัดปราจีนบุรี ออกหมายจับผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
เหตุไม่มาศาลตามนัด ในคดีที่ตกเป็นจำเลยกรณีเป็นพยานเท็จเพื่อช่วยกลุ่มตำรวจที่ซ้อมทรมานนายฤทธิรงค์ฯ เมื่อปี 2552

สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2560 นายฤทธิรงค์ ชื่นจิตร ในฐานะโจทก์ที่ 1 และ นายสมศักดิ์ชื่นจิตร (บิดา) โจทก์ที่ 2 ได้ยื่นฟ้องผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นคนหนึ่งซึ่งได้เข้าเป็นพยานให้การเท็จต่อ ป.ป.ท. เพื่อช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ซ้อมทรมานนายฤทธิรงค์  ในคดีที่นายฤทธิรงค์ร้องเรียนกล่าวหาเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน 5 คน ที่ซ้อมทรมานตน  โดยยื่นฟ้องต่อศาลจังหวัดปราจีนบุรี เป็นคดีหมายเลขดำที่ 1009/2560 ในข้อหา ความผิดต่อเจ้าพนักงาน ความผิดต่อเจ้าพนักงานในการยุติธรรม และความผิดเกี่ยวกับเอกสาร กล่าวคือเป็นการแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงาน ซึ่งอาจทำให้ผู้อื่นหรือประชาชนเสียหาย  เป็นการแจ้งข้อความอันเป็นเท็จเกี่ยวกับความผิดอาญาแก่พนักงานอัยการ ผู้ว่าคดี พนักงานสอบสวนหรือเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจสืบสวนคดีอาญา ซึ่งอาจทำให้ผู้อื่นหรือประชาชนเสียหาย และเป็นการแจ้งให้เจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่จดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารมหาชนหรือเอกสารราชการ ซึ่งมีวัตถุประสงค์สำหรับใช้เป็นพยานหลักฐาน โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 137,172 และ 267

โดยกล่าวหาว่าเมื่อวันที่ 25 กันยายน 2556 ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นคนดังกล่าวได้เข้าให้ถ้อยคำต่อคณะอนุกรรมการไต่สวนข้อเท็จจริงของ ป.ป.ท. ในฐานะพยาน ด้วยข้อความอันเป็นเท็จเพื่อช่วยเหลือตำรวจทั้ง 5 ราย ให้พ้นข้อกล่าวหาเรื่องซ้อมทรมาน และยังได้กล่าวให้ร้ายแก่นายฤทธิรงค์และนายสมศักดิ์ ชื่นจิตร ซึ่งต่อมา ได้ ป.ป.ท. มีคำสั่ง ที่ 40/2556 ชี้มูลว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่มีความผิดตามข้อกล่าวหาของนายฤทธิรงค์ ทำให้นายฤทธิรงค์และนายสมศักดิ์ โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหายจากการแจ้งข้อความอันเป็นเท็จดังกล่าว

เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2561 ที่ผ่านมา ศาลจังหวัดปราจีนบุรีออกนั่งพิจารณานัดสอบคำให้การผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นคนดังกล่าวซึ่งตกเป็นจำเลยในคดีนี้  แต่จำเลยไม่มาศาล ทั้งที่ได้ทราบวันนัดของศาลโดยชอบแล้ว  ด้วยเหตุนี้ศาลจังหวัดปราจีนบุรีพิเคราะห์แล้วเห็นว่าจำเลยมีพฤติการณ์จงใจหลบหนี  จึงได้ออกหมายจับจำเลยเพื่อนำตัวมาดำเนินคดีต่อไป และศาลมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีไว้ชั่วคราวจนกว่าจะจับจำเลยมาดำเนินคดีได้

มูลนิธิผสานวัฒนธรรม: ใบแจ้งข่าว ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ นัดพร้อม คดีนายฤทธิรงค์ ชื่นจิตร ฟ้อง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เรียกค่าเสียหายจากการทำละเมิดของเจ้าหน้าที่

เผยแพรวันที่ 5 มิถุนายน 2561

ใบแจ้งข่าว

ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ นัดพร้อม คดีนายฤทธิรงค์ ชื่นจิตร ฟ้อง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

เรียกค่าเสียหายจากการทำละเมิดของเจ้าหน้าที่

          จากกรณี นายฤทธิรงค์ ชื่นจิตร โดยทนายความของมูลนิธิเพื่อผสานวัฒนธรรม ได้เป็นโจทก์ ฟ้องสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เป็นคดีแพ่งต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้ คดีหมายเลขดำที่ พ.949/2560 ในข้อหาละเมิดเรียกค่าเสียหายตาม พ.ร.บ. ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 จากการถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจทั้ง 7 คน ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ในสังกัดของสำนักงานตำรวจแห่งชาติควบคุมตัวโดยมิชอบและทำร้ายร่างกายเพื่อบังคับให้รับสารภาพในคดี ซึ่งตนไม่ได้เป็นผู้กระทำความผิด โดยโจทก์ได้ฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนทางละเมิดในคดีเป็นจำนวนเงินทั้งหมด 20,800,000 บาท อันเป็นค่าความเสียหายต่อร่างกายจากการถูกทำร้ายร่างกาย ค่าเสียหายจากชื่อเสียงเกียรติยศและ ค่าเยียวยาความเสียหายต่อสิทธิเสรีภาพในร่างกาย พร้อมให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติลบล้างหรือถอนประวัติอาชญากรรมของนายฤทธิรงค์ฯ

เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2561 เวลา 13.30 น. ศาลแพ่งกรุงเทพใต้นัดพร้อมเพื่อกำหนดวันนัดสืบพยาน ทนายความโจทก์ และพนักงานอัยการในฐานะทนายความจำเลยมาศาล ทนายความโจทก์ได้แถลงต่อศาลว่าฝ่ายโจทก์ประสงค์จะสืบพยานบุคคลจำนวน 9 ปาก  พนักงานอัยการได้แถลงต่อศาลว่าฝ่ายจำเลยจะสืบพยานบุคคลจำนวน 12 ปาก แต่มี 4 ปากที่ซ้ำกับพยานของโจทก์

ศาลอนุญาตให้คู่ความทั้งสองฝ่ายทำบันทึกถ้อยคำของพยานยืนยันข้อเท็จจริงต่อศาลแทนการซักถามพยานต่อหน้าศาลได้ โดยให้ยื่นต่อศาลและสำเนาให้คู่ความอีกฝ่ายล่วงหน้าก่อนวันสืบพยานไม่น้อยกว่า 7 วัน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 120/1  และอนุญาตให้สืบพยานโจทก์ 2 วัน คือวันที่ 15-16 มกราคม 2562 และนัดสืบพยานจำเลย 2 วัน คือวันที่ 17-18 มกราคม 2562

มูลนิธิผสานวัฒนธรรม ใบแจ้งข่าว: ศาลจังหวัดเชียงใหม่นัดไต่สวนประจักษ์พยาน 2 ปาก วันที่ 30 พฤษภาคม 2561 คดีไต่สวนการตายนายอะเบ แซ่หมู่ ชาวชาติพันธุ์ลีซู ซึ่งถูกเจ้าหน้าที่ทหารยิงเสียชีวิต

เผยแพร่วันที่ 2 พฤษภาคม 2561

 

ใบแจ้งข่าว

ศาลจังหวัดเชียงใหม่นัดไต่สวนประจักษ์พยาน 2 ปาก วันที่ 30 พฤษภาคม 2561

คดีไต่สวนการตายนายอะเบ แซ่หมู่ ชาวชาติพันธุ์ลีซู ซึ่งถูกเจ้าหน้าที่ทหารยิงเสียชีวิต

เมื่อ 30 เมษายน 2561 ศาลจังหวัดเชียงใหม่ออกนั่งพิจารณานัดไต่สวนคดีหมายเลขดำที่ ช.18/2560 กรณีนายอะเบ แซ่หมู่ ชาวชาติพันธุ์ลีซู ได้ถูกเจ้าหน้าที่ทหารยิงเสียชีวิตจากเหตุการณ์เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2560  เหตุเกิดที่ถนนสายระหว่างหมู่บ้านรินหลวง-หมู่บ้านป่าบงงาม ต.เมืองนะ อ.เชียงดาว
จ.เชียงใหม่

โดยในวันดังกล่าว ทนายความของบิดาและมารดานายอะเบฯ ผู้ตาย ได้นำพยานมาศาล 3 ปาก ได้แก่ มารดานายอะเบฯ น้าของนายอะเบฯ และ อดีตนักข่าวจากสำนักข่าวแห่งหนึ่ง ขึ้นเบิกความ โดยมารดาและน้าของนายอะเบฯ เบิกความยืนยันว่าในวันเกิดเหตุนายอะเบฯ หลังจากนายอะเบฯ ได้ขี่รถจักรยานยนต์พามารดาไปไร่ข้าวโพดแล้ว นายอะเบฯ ได้กลับบ้านเพื่อเตรียมข้าวของเครื่องใช้สำหรับไปนอนที่ไร่ข้าวโพดเพื่อช่วยบิดามารดาเก็บเกี่ยวผลผลิตข้าวโพด ซึ่งในครอบครัวนายอะเบฯ เป็นกำลังหลักในการทำไร่มาโดยตลอด และวันดังกล่าวนายอะเบฯ ได้พาเพื่อนเดินทางไปด้วยซึ่งเป็นการแลกเปลี่ยนแรงงานกัน

โดยนายอะเบฯ ก่อนนั้นนายอะเบฯเคยไปช่วยเพื่อนทำงานเก็บเกี่ยวข้าวโพดมาแล้ว  เส้นทางไปไร่กับเพื่อนก็เป็นทางปกติที่ไปส่งมารดาและเป็นเส้นทางที่ชาวบ้านใช้เดินทางไปไร่กันทั้งหมู่บ้านโดยตลอดสองข้างทางก็เป็นไร่ข้าวโพดชาวบ้านนั้นเอง นายอะเบฯกับเพื่อนไม่ได้มีพฤติการณ์เกี่ยวข้องกับยาเสพติดดังที่เจ้าหน้าที่ทหารกล่าวหา ทั้งไม่เคยมีหรือเกี่ยวข้องกับอาวุธปืนและระเบิด การที่เจ้าหน้าที่ทหารยิงนายอะเบฯเสียชีวิต และกล่าวหาว่าค้ายาเสพติดและมีการใช้อาวุธปืนและระเบิดต่อสู้กับเจ้าหน้าที่นั้นไม่เป็นความจริง  สอดคล้องกับคำเบิกความของนักข่าวที่ได้นำคลิปสัมภาษณ์ชาวบ้านซึ่งขับรถยนต์กลับจากไร่เห็นเจ้าหน้าที่ทหารลากศพนายอะเบฯออกจากไปข้างทางเพื่อให้รถของตนผ่านไปได้ และเห็นว่าไม่มีระเบิดในมือนายอะเบฯ แต่อย่างใด มีแต่ข้าวของสำหรับเตรียมไปไร่ของ
นายอะเบฯที่หล่นกระจัดกระจายอยู่

ภายหลังพยานทั้งสามปากดังกล่าวได้เบิกความเสร็จและหมดเวลาราชการ ทนายความของบิดาและมารดานายอาเบฯ ผู้ตาย แถลงต่อศาลว่าเหลือพยานอีก 2 ปาก ซึ่งเป็นประจักษ์พยาน คนหนึ่งคือเพื่อนของนายอะเบฯ ที่ขับขี่รถจักรยานยนต์ไปกับนายอะเบ ส่วนอีกคนหนึ่งบุคคลที่เห็นศพนายอะเบฯก่อนที่เจ้าหน้าที่จะมาชันสูตรพลิกศพผู้ตายก็คือบุคคลตามที่ให้สัมภาษณ์กับนักข่าวนั่นเอง  ศาลจึงได้กำหนดนัดสืบพยานทั้งสองปากดังกล่าว ในวันที่ 30 พฤษภาคม 2561 เวลา 09.30 – 16.30น.

มูลนิธิผสานวัฒนธรรม ใบแจ้งข่าว: ศาลจังหวัดปัตตานีนัดฟังคำพิพากษา 20 กรกฎาคม 2561 คดีมารดานายอับดุลซิฯ (ผู้ตาย) ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กองทัพบก และสำนักนายกรัฐมนตรี กรณีถูกเจ้าหน้าที่ยิงเสียชีวิตเมื่อปี 2556

เผยแพร่วันที่ 27 เมษายน 2561

     ใบแจ้งข่าว

ศาลจังหวัดปัตตานีนัดฟังคำพิพากษา 20 กรกฎาคม 2561

 คดีมารดานายอับดุลซิฯ (ผู้ตาย) ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กองทัพบก 

และสำนักนายกรัฐมนตรี กรณีถูกเจ้าหน้าที่ยิงเสียชีวิตเมื่อปี 2556

 สืบเนื่องจากศาลจังหวัดปัตตานีได้กำหนดนัดสืบพยานจำเลยในวันที่ 26 – 27 เมษายน 2561 ของคดีหมายเลขดำที่ พ.122/2560 กรณีมารดาของนายอับดุลอาซิ สาและ เป็นโจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จำเลยที่ 1  กองทัพบก จำเลยที่ 2 และสำนักนายกรัฐมนตรี จำเลยที่ 3  ซึ่งเป็นหน่วยงานต้นสังกัดของเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารที่เข้าปฏิบัติการปิดล้อมและตรวจค้นบ้านเรือนของชาวบ้านที่หมู่บ้านกำปงบือราแง หมู่ที่ 2 ต.น้ำดำ อ.ทุ่งยางแดง จ.ปัตตานี และขณะปฏิบัติหน้าที่ได้ใช้อาวุธปืนยิงนายอับดุลอาซิฯ ถึงแก่ความตาย เหตุเกิดเมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2556

ในวันที่ 26 เมษายน 2561 พนักงานอัยการจังหวัดปัตตานี ทนายความจำเลยทั้งสาม ได้นำพยานมาสืบจำนวน 2 ปาก คือ นายทหารยศพันเอก ซึ่งเป็นรองหัวหน้าฝ่ายกฎหมายของ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ในฐานะผู้ประสานงานคดีของจำเลยที่ 3 และเจ้าหน้าที่ตำรวจสังกัดศูนย์พิสูจน์หลักฐานจังหวัดปัตตานี ในฐานะผู้ตรวจเก็บพยานหลักฐานในที่เกิดเหตุ

เมื่อสืบพยานจำเลยทั้งสองปากดังกล่าวแล้ว พนักงานอัยการฯ ทนายจำเลยทั้งสาม แถลงต่อศาลว่าฝ่ายจำเลยหมดพยานที่จะนำสืบแล้ว  ศาลจึงได้มีคำสั่งนัดฟังคำพิพากษาในวันที่ 20 กรกฎาคม 2561 เวลา 09.00น.

มารดาของนายอับดุลอาซิ ซึ่งเป็นโจทก์คดีนี้กล่าวว่า ตั้งแต่เกิดเหตุจนถึงปัจจุบันเป็นเวลาเกือบ 5 ปี แล้ว ตนคิดถึงนายอับดุลอาซิ ลูกชายอยู่ตลอดเวลา และจำภาพเหตุการณ์ในวันเกิดเหตุอยู่เสมอ ที่มีเจ้าหน้าที่หลายคนพาลูกชายตรวจค้นบ้านตัวเองและไม่มีสิ่งผิดกฎหมายใด ๆ แล้ว ต่อจากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจก็บังคับพาลูกชายออกจากบ้านไปต่อหน้าต่อตาทั้งที่ตนได้ห้ามและพยายามดึงลูกชายไว้ไม่ให้เจ้าหน้าที่เอาตัวลูกไป เพราะเขาไม่เกี่ยวข้องใด ๆ กับเหตุการณ์ความรุนแรง แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจยังดึงดันบังคับพาเขาไปเพื่อตรวจค้นบ้านของคนอื่น ๆ อีกหลายหลัง เหมือนเอาเขาไปเป็นโล่กำบังให้กับเจ้าหน้าที่ และที่สุดก็ยิงเขาตาย โดยกล่าวหาว่าลูกของตนไปเอาปืนจากที่บ้านของคนอื่นมายิงต่อสู้กับเจ้าหน้าที่ เป็นเรื่องผิดปกติมากเพราะเจ้าหน้าที่ควบคุมเขาอยู่ตลอดเวลา ตนจึงยืนยันที่จะต่อสู้เพื่อทวงความเป็นธรรมให้กับลูกของตนที่เสียชีวิตไปแล้ว แม้จะใช้เวลาในการดำเนินคดีนานกี่ปีก็ตาม