Category Archives: Newsletters

ความเป็นธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน คืออะไร What is Transitional Justice

34411591_10217069972525363_592061181624057856_n

English version:

What is TJ Factsheet – 4 pages – English – Edited for printing (1)

Thai version:

What is TJ Factsheet – 4 pages – Thai

 

เอกสารสี่หน้ากระดาษนี้จะทำให้คุณเข้าใจว่าความเป็นธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน คืออะไร

ในช่วงที่ประเทศต้องตกอยู่ในความมืดมิดภายใต้เผด็จการและความขัดแย้ง การละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรงกว้างขวาง โดยที่ความจริงจะถูกปิดบังซ่อนเร้นและถูกบิดเบือน  แม้หลังจากการเปลี่ยนผ่านไปสู่ประชาธิปไตยผู้กระทำความผิดจำนวนมากยังมักได้รับการปกป้องให้ลอยนวลพ้นผิด  ในหลายกรณีพวกเขายังคงอยู่ในอำนาจและใช้อำนาจในการบิดเบือนเรื่องราวของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

 

สถาบันที่มีอำนาจหน้าที่ในการปกป้องคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิเสรีภาพของประชาชนก็อ่อนแอหรือพิกลพิการ ดังนั้นเพื่อที่จะสร้างประชาธิปไตยที่เสรีและมีความรับผิดชอบจะต้องมีการสอบสวนและเผยแพร่ความจริงว่าได้เกิดอะไรขึ้นและต้องนำตัวผู้กระทำความผิดเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ผู้เสียหายต้องได้รับการช่วยเหลือและเชิดชู  ทั้งต้องมีการปฏิรูปกฎหมายและสถาบันต่างๆ เพื่อว่าการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรงกว้างขวางจะไม่เกิดขึ้นซ้ำอีก

 

กรอบความคิดเรื่องความเป็นธรรมในระยะเปลี่ยนผ่านเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยให้เกิดการจัดทำและนำยุทธศาสตร์ไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพกับประวัติศาสตร์ของการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรงกกว้างขวาง  โดยทั่วไปสามารถแบ่งเป็นองค์ประกอบที่สำคัญ 4 ด้านคือ  การค้นหาความจริง    การนำผู้กระทำความผิดมาลงโทษ     การช่วยซ่อมสร้างชีวิตและศักดิศรีของผู้เสียหาย (การชดใช้เยียวยา)  และการสร้างหลักประกันว่าการละเมิดสิทธิ์เหล่านั้นจะไม่เกิดขึ้นซ้ำอีก (การปฏิรูปเชิงสถาบัน) ปัจจัยต่างๆเหล่านั้นต่างเชื่อมโยงและส่งผลต่อกันและกัน ดังนั้นวิธีการที่มีประสิทธิภาพประการหนึ่งคือ การพิจารณาจากองค์รวมแล้วตามมาด้วยการพิจารณาจากด้านต่างๆเพื่อให้เหมาะสมกับแต่ละบริบท   เช่นการพิจารณาถึงความอ่อนไหวทางเพศสภาวะ (Gender) มีความจำเป็นสำหรับการทำความเข้าใจว่าการละเมิดสิทธิมนุษย์ชนนั้นส่งผลที่แตกต่างกันอย่างไรต่อผู้หญิงและผู้ชาย และทำให้แน่ใจถึงการมีส่วนร่วมของผู้ที่ด้อยโอกาสและคนชายขอบด้วยเป็นต้น

Advertisements

คดีระเบิดน้ำบูดู: สืบพยานจำเลยเสร็จสิ้นทั้ง14 ปาก ทนายความขอยืนแถลงการณ์ปิดคดีภายใน15วัน ศาลนัดฟังคำพิพากษาวันที่ 25 กันยายน 2561

37290234_2163420263692814_923037632106070016_n

คดีระเบิดน้ำบูดู: สืบพยานจำเลยเสร็จสิ้นทั้ง14 ปาก

ทนายความขอยืนแถลงการณ์ปิดคดีภายใน15วัน

ศาลนัดฟังคำพิพากษาวันที่ 25 กันยายน

 

วันที่ 3 ส.ค.2561 ที่ห้องพิจารณาคดี 808 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก กรุงเทพฯ ศาลนัดสืบพยานจำเลยคดีหมายเลขดำที่ 561/2560 เป็นวันที่ 4 ที่มีการนัดสืบพยานจำเลยเป็นวันสุดท้าย โดยในวันที่ 1 สค. มีจำเลยเบิกความฐานะพยาน 3 ปาก ในวันที่ 2 สค. จำเลยขึ้นเบิกความในฐานะพยานทั้งหมด 7 ปาก และในวันที่ 3สค.จำเลยชุดสุดท้ายเบิกความจำนวน 4 ปาก

 

ประเด็นสำคัญในการเบิกความของจำเลยที่ทั้งสิบสี่คนอยู่ที่การถูกซ้อมทรมานขณะถูกควบคุมตัวในค่ายทหารช่วงระหว่างเดือนตุลาคม-พฤศจิกายน 2559 เพื่อให้ยอมรับสารภาพว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการวางแผนก่อเหตุระเบิดในกรุงเทพฯ และ จ.สมุทรปราการ และการบังคับให้ชี้จุดเกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพทั้งที่จำเลยได้ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหาในชั้นสอบสวน

 

รูปแบบการทรมานมีทั้งการช็อตไฟฟ้า การใช้รองเท้าบู๊ตทหารทุบที่หลัง การใช้มือทุบตีที่ศีรษะและลำตัว ใช้แม็คยิงที่ขาขวาเกิดบาดแผล เอาปืนจ่อที่ศีรษะ บังคับให้ถอดเสื้อผ้า  ปิดตาระหว่างการสอบสวน ส่วนจำเลยที่ 6-9 ไม่ได้เบิกความเรื่องถูกซ้อมทรมาน แต่ถูกให้เซ็นรับรองเอกสารซักถามที่ระบุว่าตนมีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุระเบิดทั้งที่จำเลยไม่ได้รู้เห็นหรือให้ถ้อยคำตามที่เจ้าหน้าที่ระบุในเอกสาร รวมทั้งถูกบังคับใช้ชี้จุดเกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพ

 

การสืบพยานจำเลยทั้งสิบสี่คนเบิกความเสร็จสิ้น ทนายความศูนย์ทนายความมุสลิมแถลงขอยื่นแถลงการณ์ปิดคดีภายในสิบห้าวัน  และศาลได้นัดฟังคำพิพากษาในวันที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2561  เนื่องจากเป็นวันสุดท้ายจึงมีญาติและเพื่อนๆมาให้กำลังใจจำเลยจำนวนมากกว่า40คนส่วนใหญ่ก็จะเดินทางกลับภูมิลำเนาจังหวัดนราธิวาส  รวมทั้งมีผู้สังเกตการณ์คดีที่สนใจร่วมรับฟังจำนวนหนึ่ง ทั้งอาจารย์ด้านกฎหมาย นักกิจกรรมทางสังคมและนักศึกษา

‘คดีระเบิดน้ำบูดู’ คือชื่อเรียกเหตุการณ์ กวาดจับนักศึกษาและชาวมุสลิมที่พักย่าน ม. รามคำแหง กว่า 40 คน วันที่ 10 ต.ค. 2559 โดยเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงอ้างสาเหตุว่ามีการซ่องสุมและจะก่อเหตุระเบิด ‘คาร์บอม’ จนนำมาสู่การขยายผลจับกุมในจังหวัดสมุทรปราการ และจังหวัดนราธิวาสด้วย พยานหลักฐานมีเพียงกล่องลังที่ใส่น้ำบูดูเท่านั้นที่เจ้าหน้าที่ตำรวจยึดได้จากห้องพัก และต่อมาได้เพิ่มหลักฐานคือสาร PETN ในมือขอจำเลยที่ 3

 

__________

 

 

คดีระเบิดน้ำบูดู[1]: สืบพยานโจทก์ปากพนักงานสอบสวนนัดสุดท้ายนาน 5 ชั่วโมง สืบพยานจำเลยนัดแรก จำเลยที่ 1  ต้องใช้ล่ามภาษามลายู-ไทย

37290234_2163420263692814_923037632106070016_n

คดีระเบิดน้ำบูดู[1]: สืบพยานโจทก์ปากพนักงานสอบสวนนัดสุดท้ายนาน 5 ชั่วโมง

สืบพยานจำเลยนัดแรก จำเลยที่ 1  ต้องใช้ล่ามภาษามลายู-ไทย

 

วันที่ (31 ก.ค.2561) ที่ห้องพิจารณาคดี 808 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก กรุงเทพฯ ศาลนัดสืบพยานคดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องจำเลย 14 คน ซึ่งเป็นชายชาวจังหวัดนราธิวาสและจังหวัดปัตตานีรวม 14 คน อายุระหว่าง 19-32 ปี ในข้อหาร่วมกันเป็นอั้งยี่ ร่วมกันเป็นซ่องโจร และมีวัตถุระเบิดที่นายทะเบียนไม่สามารถออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครองโดยผิดกฎหมาย

 

การสืบพยานในวันนี้ แบ่งเป็น 2 ช่วง ช่วงแรกทนายจำเลยได้ทำการซักค้านพยานโจทก์ คือ พ.ต.ท.หญิง ดวงมณี พานนาค สารวัตร (สอบสวน) กองกำกับการ 2 กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) ซึ่งเป็นพยานโจทก์ปากสุดท้ายจากทั้งหมด 36 ปาก และช่วงที่ 2 เป็นการเริ่มสืบพยานจำเลย โดยจำเลยที่ 1 คือ นายตาลมีซี โต๊ะตาหยง ขึ้นเบิกความในฐานะพยาน

 

คดีนี้เกิดขึ้นภายหลังเจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจสนธิกำลังตรวจค้นพื้นที่ต้องสงสัยย่านรามคำแหง กรุงเทพฯ และ ต.บางเสาธง อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ เมื่อเดือนตุลาคม 2559 เนื่องจากการข่าวของฝ่ายความมั่นคงระบุว่ามีกลุ่มบุคคลวางแผนลอบวางระเบิดในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลในช่วงเวลาดังกล่าว ในการซักค้านพยานโจทก์ ซึ่งใช้เวลารวมประมาณ 5 ชั่วโมง ทีมทนายจำเลยจากศูนย์ทนายความมุสลิมได้ซักถามในประเด็นความไม่สอดคล้องกันระหว่างคำให้การของจำเลยในชั้นสอบสวนของตำรวจกับคำให้การในบันทึกการซักถาม

ต่อมาเวลา 15.45 น. ศาลเริ่มสืบพยานจำเลยซึ่งเป็นนัดแรก โดยนายตาลมีซี โต๊ะตาหยง จำเลยที่ 1 ซึ่งทีมทนายระบุว่าเป็นจำเลยที่สำคัญที่สุดของคดีนี้ ได้ขึ้นเบิกความเป็นภาษายาวี โดยมีล่ามแปลเป็นภาษาไทย ทนายจำเลยที่ 1 เป็นผู้ซักถามพยานทนายจึงใช้เวลาค่อนข้างนานในการซักถาม จนถึงเวลา 17.00 น. ศาลจึงสั่งพักการพิจารณา และนัดสืบพยาน (นายตาลมีซี) ต่อในวันพรุ่งนี้ (1 ส.ค.) ซึ่งทีมทนายจำเลยจะให้จำเลยที่เหลืออีกทั้ง 13 คนขึ้นให้การต่อจนครบทุกคน

 

ทั้งนี้ศาลกำหนดให้สืบพยานจำเลยในคดีนี้เป็นเวลา 4 วัน คือ ระหว่างวันที่ 31 ก.ค.-3 ส.ค.2561

การสืบพยานวันนี้ มีญาติของจำเลยมาร่วมฟังรับฟังไม่ต่ำกว่า 30 คน เนื่องจากเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่มีการพิจารณาคดีที่จำเลยขึ้นให้การ

_____________________

[1] ‘คดีระเบิดน้ำบูดู’ คือชื่อเรียกเหตุการณ์ กวาดจับนักศึกษาและชาวมุสลิมที่พักย่าน ม. รามคำแหง กว่า 40 คน วันที่ 10 ต.ค. 2559 โดยเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงอ้างสาเหตุว่ามีการซ่องสุมและจะก่อเหตุระเบิด ‘คาร์บอม’ จนนำมาสู่การขยายผลจับกุมในจังหวัดสมุทรปราการ และจังหวัดนราธิวาสด้วย พยานหลักฐานมีเพียงกล่องลังที่ใส่น้ำบูดูเท่านั้นที่เจ้าหน้าที่ตำรวจยึดได้จากห้องพัก และต่อมาได้เพิ่มหลักฐานคือสาร PETN ในมือของจำเลยที่ 3

Criminal Black Case No. 561/2560 “Budu Bomb Case”:  Call for Trial Observation at Ratchada Criminal Court on 31 July, 1-3 Aug 2018

37290234_2163420263692814_923037632106070016_n

Criminal Black Case No. 561/2560 Budu Bomb Case”:  Call for Trial Observation

 On 31 July 2018, there will be a hearing of evidence held at Court Room No.808 at the Criminal Court in Bangkok. There will be a cross examine session of Pol Lt Col Duangmanee Phannak, a police investigator attached to the Crime Suppression Division (CSD), testifies as the 36th and the final prosecution witness and followed by the hearings of 14 defendants continues on 1,2 and 3 Aug 2018.

 

 

Fourteen young men in their early 20s and 30s have been arrested and charged for suspected involvement in plotting bomb attacks in Bangkok and outskirts in October 2016. The men, who are native to Narathiwat and Pattani provinces in Thailand’s restive South, are currently facing trial on the charges of being members of a secret society and criminal association, which carries a maximum penalty of death, and illegal possession of explosive devices. If found guilty, the highest punishment for these offences is death penalty.

 

The Criminal Black Case No. 561/2560 also known as “Budu Bomb Case” because during a police raid at the suspects’ rented room in October 2016, they found only budu fish sauce and other food stuff, but no explosive devices was found.

 

In concluding her testimony, Pol Lt Col Duangmanee said the CSD viewed that the record of questioning and additional evidence that NCPO offcier Maj-Gen Wijarn and the Special Branch Police submitted to the CSD were credible.

 

Citing Maj-Gen Wijarn’s statement and information from Col Chatchapol Sawangchote, deputy director of the Internal Security Operations Command’s Peace Operations Center, Pol Lt Col Duangmanee said BRN movement recruits’ the youth to become their members. These youths will undergo militant trainings, take part in oath-taking ceremony, and learn about Patani history. BRN has four teams in an operation—Commander team; Technician team, Operation team; and Logistic team.

 

The facts and evidence that the police investigators obtained during the interrogations of the suspects and the examination of the scenes, resemble the information about the BRN movement as understood by military officers. It is believed that the suspects are members of BRN militant group, Pol Lt Col Duangmanee said.

 

The court set 31 July 2018 for cross-examination of the final witness for the prosecution (Pol Lt Col Duangmanee), followed by the hearing of defendant witnesses between 31 July to 3 August, 2018. According to the defendants’ lawyer team, all 14 defendants and 8 witnesses will give testimony to the court on 1-3 Aug 2018.

 

 

 

 

Background of the case:

On 10 October 2016, a joint police-military task force raided multiple locations in Bangkok and outskirt areas following reports of a suspected car bombing plot. They arrested at least 50 Malay Muslim people, including 42 men and 8 women. Most of them are Ramkamhaeng University students. The operations were authorized by the NCPO head order issued under Article 44 of the Interim Constitution.

Aged between the early 30s to early 20s, most of the arrested students and young workers were released shortly after the raids, but at least 13 faced further detention, including 8 persons at the 11th Military Circle and 6 persons at Hua Mak Police Station at the time of arrest. Most of detainees from Si Sakhon district of Narathiwat and some from Pattani, provinces in the Deep South; many of them come from the same villages. Economic hardship in the Deep South, partly caused by low rubber price, forced them to travel to Bangkok to find jobs. Most of them ended up working as shopkeepers in Bangkok and peripheral provinces.

After the arrest, the National Human Rights Commission (NHRC) has assisted them and called for the release of the detainees. The Southern Border Provinces Administrative Centre (SBPAC) supported the families of the arrested students to travel to Bangkok. However, the family members were not given granted any contact with the detainees. The detainees were later transported and detained at Ingkhayutthaborihan military camp in Pattani’s Nong Chik district and Narathiwat Task Force 46 in Narathiwat province.

All of them were released after being detained for 7 days under the Martial Law. About a month later, in November and Dec 2016, military officers in the Deep South 14 young men re-arrested or presented themselves to the police after the Criminal Court approved the issuance of arrest warrants against them on charges relating to national security and related charges in Bangkok Criminal

They have been detained at Bangkok Remand Prison since Nov. or Dec 2016, now around one year 8 months. The families could not afford to bail them out because the bail amount set by the court is very high. The lawyers have also suggested that the court might not allow those held on national security charges to be bailed out. The Muslim Attorney Center in Bangkok has provided legal assistance to the defendants free of charge.

ขอเชิญร่วมสังเกตการณ์คดีเยาวชน14คนจากนราธิวาสและปัตตานีถูกฟ้อง ข้อหาความผิดร่วมกันอั้งยี่ ร่วมกันซ่องโจร และมีวัตถุระเบิดไว้ในครอบครอง วันที่ 31 กค., 1-3 สิงหาคม 2561 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก กรุงเทพฯ

37290234_2163420263692814_923037632106070016_n

ใบแจ้งข่าว

เผยแพร่วันที่ 30 กรกฎาคม 2561

 

ขอเชิญร่วมสังเกตการณ์คดีเยาวชน14คนจากนราธิวาสและปัตตานีถูกฟ้อง

ข้อหาความผิดร่วมกันอั้งยี่ ร่วมกันซ่องโจร และมีวัตถุระเบิดไว้ในครอบครอง

วันที่ 31 กค., 1-3 สิงหาคม 2561 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก กรุงเทพฯ

 

วันที่ 31 กรกฎาคม 2561  เวลา9.00น. เป็นต้นไป ที่ฟ้องพิจารณาคดี 808ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก กรุงเทพฯ ได้มีการพิจารณาคดีอาญา หมายเลขดำที่ 561/2560 ที่อัยการเป็นโจทก์ฟ้องชายชาวจังหวัดนราธิวาสและจังหวัดปัตตานีรวม 14 คน อายุระหว่าง 19-32 ปี ในฐานความผิดร่วมกันอั้งยี่ ร่วมกันซ่องโจร และมีวัตถุระเบิดที่นายทะเบียนไม่สามารถออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครองโดยผิดกฎหมาย โดยจะเป็นการรับฟังพยานฝ่ายโจทก์เป็นนัดสุดท้าย และจะมีการให้การโดยทนายฝ่ายจำเลยเป็นนัดแรก ต่อเนื่องไประหว่างวันที่1-3 สิงหาคม2561

คดีนี้เกิดขึ้นภายหลังเจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจสนธิกำลังตรวจค้นพื้นที่ต้องสงสัยย่านรามคำแหง กรุงเทพฯ และ ต.บางเสาธง อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ เมื่อเดือนตุลาคม 2559 เนื่องจากการข่าวของฝ่ายความมั่นคงระบุว่ามีกลุ่มบุคคลวางแผนลอบวางระเบิดในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลในช่วงเวลาดังกล่าว  โดยเมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2561 ได้มีการสืบพยานโจทก์ คือ พ.ต.ท.หญิง ดวงมณี พานนาค สารวัตร (สอบสวน) กองกำกับการ 2 กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) ซึ่งเป็นพยานโจทก์ปากสุดท้ายจากทั้งหมด 36 ปาก

เยาวชน14 คนที่เดินทางมาทำงานในกรุงเทพจากจังหวัดชายแดนใต้ ถูกจับระหว่างเมื่อวันที่ 10 -15 ตุลาคม 2559 เจ้าหน้าที่ตำรวจสนธิกำลังกับเจ้าหน้าที่ทหารได้บุกเข้าไปตรวจค้นหลายพื้นที่ของกรุงเทพฯ และชานเมือง ตามรายงานข่าวว่ามีการเตรียมแผนการวางระเบิด และได้จับกุมชาวมุสลิมเชื้อสายมาลายูอย่างน้อย 50 คนประกอบด้วยชาย 42 คนและหญิงแปดคน เกือบทั้งหมดเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยรามคำแหงและเยาวชนจากจังหวัดชายแดนใต้ที่เดินทางมาทำงานที่กรุงเทพ  ปฏิบัติการครั้งนี้เป็นการใช้อำนาจตามคำสั่งของหัวหน้ารักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ประกาศใช้ตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว

เยาวชน นักศึกษาและคนงานที่ถูกจับส่วนใหญ่พวกเขาได้รับการปล่อยตัวหลังถูกจับไม่นาน แต่มีอย่างน้อย 14 คนที่ถูกควบคุมตัวต่อ รวมทั้งแปดคนที่ถูกควบคุมตัวที่ทหารบกที่ 11 และอีกหกคนที่สถานีตำรวจหัวหมากในช่วงที่จับกุม  ผู้ถูกควบคุมตัวสิบสี่คนนี้มาจากอำเภอศรีสาคร จังหวัดนราธิวาส หลายคนมาจากหมู่บ้านเดียวกัน ปัญหาด้านเศรษฐกิจในพื้นที่ซึ่งมีผลมาจากราคายางตกต่ำอย่างหนักจนผลักดันให้พวกเขาต้องมาหางานทำที่กรุงเทพฯ ส่วนใหญ่ต้องทำงานเป็นลูกจ้างในกรุงเทพฯ และปริมณฑล หลังการจับกุม คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ให้ความช่วยเหลือและเรียกร้องให้ปล่อยตัวพวกเขา  ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ. บต.) สนับสนุนการเดินทางของครอบครัวให้มาเยี่ยมนักศึกษาและเยาวชนซึ่งถูกจับที่กรุงเทพฯ อย่างไรก็ดี ไม่มีการอนุญาตให้ญาติเข้าเยี่ยมหรือติดต่อกับผู้ถูกควบคุมตัว รวมทั้งมีข้อร้องเรียนว่ามีการทรมานและการปฏิบัติอย่างไร้มนุษยธรรมระหว่างการควบคุมตัวโดยหน่วยงานทหาร

 

ต่อมามีการส่งตัวบุคคลเหล่านี้ไปควบคุมตัวที่ค่ายอิงคยุทธบริหาร อำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี และที่หน่วยเฉพาะกิจ 46 จังหวัดนราธิวาส หลังถูกควบคุมตัวตามกฎอัยการศึกอีกเป็นเวลาเจ็ดวัน พวกเขาทุกคนได้รับการปล่อยตัว อีกประมาณหนึ่งเดือนต่อมา ในเดือนพฤศจิกายนและธันวาคม ปี 2559 เจ้าหน้าที่ทหารในจังหวัดชายแดนใต้ได้ควบคุมตัวเยาวชนทั้ง 14 คนอีกครั้งโดยบางส่วนเป็นการมามอบตัวที่กองบังคับการตำรวจกองปราบ กรุงเทพมหานคร หลังจากศาลอาญาเห็นชอบให้ออกหมายจับในข้อหาเกี่ยวกับความมั่นคงเป็นคดีที่ศาลอาญา กรุงเทพฯ [คดีอาญา หมายเลขดำที่ 561/2560]

 

พวกเขาจึงถูกควบคุมตัวที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2559 จนถึงปัจจุบันเป็นเวลาหนึ่งปีกับแปดเดือน ทางครอบครัวไม่สามารถประกันตัวพวกเขาออกมาได้ เนื่องจากศาลกำหนดวงเงินประกันไว้สูงมาก ทนายความยังมีความเห็นว่าศาลไม่มักจะไม่ให้ประกันตัวบุคคลในคดีความมั่นคง ที่ผ่านมามูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิมที่กรุงเทพฯ ให้ความช่วยเหลือด้านกฎหมายกับจำเลยโดยไม่คิดมูลค่า

ข้อมูลเพิ่มเติม

 

มูลนิธิผสานวัฒนธรรม: พรเพ็ญ คงขจรเกียรติ โทร 0639751757 (ไทย-อังกฤษ)

มูลนิธิผสานวัฒนธรรม  นูรซีกิน ยูโซ๊ะ โทร 099 6296077 (มาลายู-ไทย-อังกฤษ)

มูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิม  ทนายความสิทธิพงษ์ จันทรวิโรจน์ โทร 089873 1626