Category Archives: Newsletters

แถลงการณ์ เครือข่ายโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามสี่อำเภอของจังหวัดสงขลา Private Islamic Schools Association of Songkhla Province(PISA) :ยืนยันตรวจสอบคอรัปชั่นได้ แต่ต้องโปร่งใส ไม่เลือกปฏิบัติ แนะให้หน่วยงานพลเรือนดำเนินการ ลดอคติและภาพลักษณ์ทางลบ

10401107_1516194355376120_4806141738663675423_n

แถลงการณ์

เครือข่ายโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามสี่อำเภอของจังหวัดสงขลา

Private Islamic Schools Association of Songkhla Province(PISA)

(ภายใต้สมาคมโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามจังหวัดสงขลา)

ยืนยันตรวจสอบคอรัปชั่นได้ แต่ต้องโปร่งใส ไม่เลือกปฏิบัติ

แนะให้หน่วยงานพลเรือนดำเนินการ ลดอคติและภาพลักษณ์ทางลบ
…………………………………………………………………………….
เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2561 เวลา 9:07-13:40 น โดยประมาณ    มีเจ้าหน้าที่นำโดย ร.ท.ชัยยันต์  อำพันแดง  ฝ่ายข่าว ฉก. ปัตตานี ร่วมกับ พ.ต.ต.พิทักษ์  ใจสมุทร รอง หน. บก. ฉก. พร้อมเจ้าหน้าที่แต่งกายชุดสีดำ (ตามภาพจำนวน 15 – 20 คน) และมีอักษรเขียนว่า CSI ที่เสื้อ มาที่โรงเรียนอนุสรณ์เตรียมปัญญา  ตำบลท่าม่วง อำเภอเทพา จังหวัดสงขลา ซึ่งในขณะนั้นมีนักเรียนจำนวนมาก (มีนักเรียนอนุบาล และนักเรียนประถมปีที่ 6) มีบุคคากรครูส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงและครูผู้ชาย 4 คน เมื่อเจ้าหน้าที่มาถึงนายอับดลเลาะ  แมเราะในฐานะผู้บริหารโรงเรียนเชิญเข้าไปในห้องประชุม ได้กล่าวตอนรับตามธรรมเนียมเจ้าของบ้าน หลังจากนั้นก็ให้หัวหน้าคณะที่มาได้บอกถึงวัตถุประสงค์การเข้ามาในครั้งนี้ (หลังจากนั้นนายอับดลเลาะ  แมเราะขอดูคำสั่งในการเข้ามาตรวจในครั้งนี้ ทางเจ้าหน้าที่ได้ตอบว่าคำสั่งผู้ว่ายังไม่ได้เซ็นต์) เจ้าหน้าที่ก็บอกว่าไปเจอใบเสร็จชื่อโรงเรียนไปซื้อของร้านเจ๊ะกูฟาตอนี นายอับดลเลาะ  แมเราะก็ตอบว่าไม่เคยไปเอาและไม่รู้จักร้านเจ๊ะกูฟาตอนี เจ้าหน้าที่จึงตรวจเอกสารทั้งหมดของโรงเรียน เอกสารการเงิน การเรียนฟรีของนักเรียนอาหารกลางวันและอื่นๆ (สำหรับกรณีใบเสร็จนั้น ผมได้ถามเจ้าหน้าที่ไปว่าใบเสร็จที่พบซื้อของกับร้านเจ๊ะกูฟาตอนี นายอับดลเลาะ  แมเราะไปเอาอุปกรณ์อะไร ราคาเท่าไร ขอดูหน่อยได้ไหม ทางเจ้าหน้าที่ตอบว่าไม่มี และได้บอกว่านายอับดลเลาะ  แมเราะเป็นหุ้นส่วน นายอับดลเลาะ  แมเราะตอบว่าผมจะเป็นหุ้นส่วนได้ไง เพราะผมไม่ได้เป็นสมาชิก ทำให้โรงเรียนเสียหายและกลายเป็นโรงเรียนเป้าหมายในด้านความมั่งคง ทำให้บุคลากรทุกคนกลัวและไม่สบายใจต่อเหตุการณ์ดังกล่าว)

จากผลการตรวจค้นโรงเรียนในลักษณะดังกล่าว  ทำให้โรงเรียนและบุคคลกรตกเป็นผู้ต้องสงสัยโดยไม่มีกระบวนการที่ถูกต้อง  ส่งผลให้ทางโรงเรียนถูกมองจากผู้ปกครองว่ามีการกระทำผิด ผู้ปกครองโทรมาสอบถามทุกวันและไม่มีความมั่นใจในโรงเรียน เนื่องจากไม่มีข้อเท็จจริงในข้อกล่าวหาทำให้ทางโรงเรียนไม่สามารถอธิบายทำความเข้าใจให้กับผู้ปกครองให้กระจ่างได้  เจ้าหน้าที่ที่เข้ามาไม่สามารถแสดงหลักฐาน หนังสือหรือทำให้ผู้บริหารโรงเรียนมั่นใจว่าจะถูกดำเนินการจากเจ้าหน้าที่รัฐอย่างเป็นธรรมและปราศจากอคติ   การตรวจค้นดังกล่าวอาจเป็นการทำลายความน่าเชื่อถือของโรงเรียน  ขณะเดียวกันนั้นครูและนักเรียนมีความหวาดกลัว เสียขวัญ ครูผู้ชายกังวลถึงความปลอดภัยของตนเอง

จากเหตุการณ์ดังกล่าว  รวมทั้งเหตุการณ์ตรวจค้นโรงเรียนบากงวิทยาและโรงเรียนประสานวิทยา จังหวัดปัตตานีตามที่เป็นข่าวในสื่อไทยและในสื่อต่างประเทศโดยในบันทึกหลังการตรวจค้นว่าพบว่าใช้อำนาจมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักร(ฉบับชั่วคราว)และคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่3/2558 ลง วันที่1 เมษายน 2558ไทย ทำการตรวจค้น/ตรวจยึด เอกกสารเพื่อ สอบการทุจริตโรงเรียน โดยอ้างว่าเป็นเรื่องการแก้ไขปัญหาความมั่นคงในจังหวัดชายแดนใต้นั้น  ทางเครือข่ายโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามสี่อำเภอของจังหวัดสงขลาคือ จะนะ นาทวี  เทพาและสะบ้าย้อย ซึ่งอยู่ภายใต้สมาคมโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามจังหวัดสงขลา ขอแสดงจุดยืนและข้อเสนอแนะดังต่อไปนี้

  1. 1.ขอแสดงจุดยืนเรื่องการต่อต้านการคอรัปชั่นและเชื่อมั่นว่าการบริหารจัดการการศึกษาสำหรับเด็กและเยาวชนเป็นการบริหารกิจการที่สำคัญต่อการพัฒนาชีวิตของเด็กและเยาวชน  การคอรัปชั่นทำให้เกิดการใช้ทรัพยากรอย่างไม่มีประสิทธิภาพและเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย
  2. 2.กรณีตรวจค้นโรงเรียนอนุสรณ์เตรียมปัญญา นั้นใช้อำนาจใดและมีคำสั่งเป็นลายลักษณ์อักษรหรือไม่อย่างไร หากผลการดำเนินของเจ้าหน้าที่มีผลกระทบต่อโรงเรียนซึ่งอาจเป็นการกระทำทางปกครอง  ที่ส่งผลให้ผู้เสียหายได้รับความเดือดร้อนเกินสมควร การกระทำที่เกินกว่าอำนาจ ดังนั้นขอให้หน่วยงานที่รับผิด  แสดงความรับผิดชอบผ่านผ่านสื่อ พร้อมทั้งตั้งกรรมการสอบสวนทั้งทางวินัยและอาญา อีกทั้งคืนเอกสารสำคัญของโรงเรียนทั้งหมดทันที
  3. การใช้อำนาจมาตรา44 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักร(ฉบับชั่วคราว)และคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่3/2558 ลง วันที่1 เมษายน 2558ไทย  หรือแม้กระทั่งคำสั่งที่ 35/2561 ของหน่วยเฉพาะกิจปัตตานี ตามคำสั่ง กอ.รมน. ที่236/2561 ถือเป็นคำสั่งที่ส่งผลต่อการบริหารจัดการการศึกษาของโรงเรียน  โดยเป็นการเลือกตรวจสอบแต่เฉพาะโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม โดยการนำกำลังทหารที่อาจติดอาวุธเข้าไปในสถานศึกษาโดยมีการขอตรวจค้นเอกสาร ในลักษณะจู่โจม ใช้กำลังคนจำนวนมาก  ทำให้สถานศึกษาเสียภาพลักษณ์  บุคคลกรทางการศึกษาและนักเรียนมีหวาดกลัวและรบกวนการเรียนการสอน อาจถือเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน
  4. การตรวจสอบการคอรัปชั่นในกิจการของโรงเรียนหรือสถานศึกษาเป็นหน้าที่และบทบาทของหน่วยงานพลเรือนมาโดยตลอด แต่การนำกองกำลังทหารเข้ามาทำหน้าที่ดังกล่าวอาจเป็นการทำให้โรงเรียนมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามเกินความจำเป็นเพราะหน่วยงานพลเรือนย่อมมีความเข้าใจในการบริหารจัดการการศึกษาได้อย่างเป็นระบบ การใช้การทหารนำกิจการพลเรือนในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในจังหวัดชายแดนใต้ส่งผลให้เกิดความรุนแรงยืดเยื้อยาวนาน
  5. เครือข่ายมีความยินดีในการให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ในการตรวจสอบโรงเรียนเพื่อแสดงความบริสุทธิ์และโปร่งใสตามหลักธรรมาภิบาลแต่ขอให้เจ้าหน้าที่ปฏิบัติการโดยยึดหลักในนิติธรรม  นิติรัฐ  ไม่เลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติและศาสนา และเครือข่ายขอแสดงเจตจำนงในการปกป้องสิทธิความเป็นพลเมืองไทย

 

ข้อเสนอแนะ

  1. ขอให้ตรวจสอบจากต้นสังกัดโดยตรงและมีการพิจารณาร่วมกัน กับต้นสังกัด กรณีมีข้อมูลหลักฐานที่เชื่อได้ว่ามีการคอรัปชั่น โดยจัดให้มีการตรวจสอบโดยคณะกรรมการที่จัดขึ้นร่วมกันและให้หน่วยงานพลเรือนเป็นผู้กำกับดูแล
  2. ขอให้มาตรการดังกล่าวดำเนินการโดยโปร่งใส ไม่เลือกปฏิบัติต่อโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามเท่านั้น การดำเนินการตรวจสอบตามข้อสงสัยของทางทหารมักขาดซึ่งการตรวจสอบถ่วงดุลจากหน่วยงานอื่นๆ มักเป็นการพิจารณาเป็นการภายในหรือเป็นในทางลับ หากแต่การดำเนินการต่อสถานศึกษานั้นส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของโรงเรียน ต่อครู ต่อผู้ปกครองและนักเรียน และชุมชนสังคมในวงกว้าง  การกระทำโดยฝ่ายทหารนำโดยไม่โปร่งใส่และเลือกปฏิบัติเพราะอาจทำประชาชนท้องถิ่นเข้าใจไปได้ว่า ทางทหารโดย  กอ.รมน.เลือกปฏิบัติและยังผลต่อความรู้สึกไม่เชื่อมั่นต่อการตรวจสอบดังกล่าว
  3. 3.รัฐควรตรวจสอบจากเงินอุดหนุนนักเรียนทุกสังกัดด้วยการใช้โปรแกรมนักเรียนเดียวที่สามารถเชื่อมและตัดยอดได้ทุกเดือนของทุกหน่วยงานที่จัดการศึกษาของรัฐให้การสนับสนุน
    4. แต่งตั้งคณะทำงานพิเศษเกี่ยวกับการบริหารหลักสูตรการเรียนการสอนศาสนา  สามัญ  การบรรจุบุคลากรศาสนา สามัญ การพิจารณาเงินอุดหนุน  ตามความเป็นจริงและเหมาะต่อพื้นที่และลักษณะพิเศษของโรงเรียนเพื่อแก้ปัญหาด้านนิตินัยและพฤตินัยและอื่นๆ
    5. การใช้อำนาจ กฎหมาย พิเศษ เช่น ตามกฎอัยการศึก น่าจะใช้ในสถานการณ์ที่จำเป็น สำหรับพื้นที่เป็นพื้นที่การประกาศกฎอัยการศึก ก็ไม่จำเป็นจะต้องใช้อำนาจตามกฎอัยการศึกในทุกเรื่อง ถ้าเป็นกรณี การแก้ปัญหาเรื่องทุจริตในสถานศึกษาควรจะใช้กฎหมายปกติ เพราะไม่ใช่เรื่องที่เกี่ยวกับความมั่นคงโดยตรง และเพื่อให้เป็นไปตามกฎหมาย ก็น่าจะ สนับสนุนให้ใช้หมายค้น  และขอให้มีการปรับเปลี่ยนท่าทีและทัศนคติที่ดูเหมือนกับ การข่มขู่คุกคาม
    6. จัดตั้งสภาการศึกษาจังหวัดชายแดนภาคใต้จากทุกภาคส่วนเพื่อร่วมขับเคลื่อนปฏิรูปการศึกษาที่สอดคล้องกับพื้นที่และมีมาตรฐานสากล

 

ลงชื่อ     เครือข่ายโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามสี่อำเภอของจังหวัดสงขลา

คือ จะนะ นาทวี  เทพาและสะบ้าย้อย

(ซึ่งอยู่ภายใต้สมาคมโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามจังหวัดสงขลา )

28 รอมฎอน ฮ.ศ. 1439

วันที่ 13 มิถุนายน 2561

lettet-pisa การตรวจโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม

 

Advertisements

ใบแจ้งข่าว: นัดฟังคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดคดีปู่คออี้และชาวบ้านกะเหรี่ยงแก่งกระจาน ฟ้องกรมอุทยานแห่งชาติฯ กรณีเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจานเผาบ้าน รื้อทำลายทรัพย์สิน

17626548_1305626272817989_5393558323061803515_n

ใบแจ้งข่าว

นัดฟังคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดคดีปู่คออี้และชาวบ้านกะเหรี่ยงแก่งกระจาน

ฟ้องกรมอุทยานแห่งชาติฯ กรณีเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจานเผาบ้าน

รื้อทำลายทรัพย์สิน

พรุ่งนี้ (12 มิถุนายน 2561) เวลา 10.30 น. ขอเชิญร่วมรับฟังคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด ในคดีหมายเลขดำที่ ส.58/2555 หมายเลขแดงที่ ส.660/2559 ระหว่าง นายโคอิ หรือคออี้ มีมิ ที่1 กับพวกรวม 6 คน ผู้ฟ้องคดี กับ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน ผู้ถูกฟ้องคดี จากกรณีเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจานเผาบ้านเรือนและรื้อทำลายทรัพย์สินของผู้ฟ้องคดีทั้งหก ณ ศาลปกครองกลาง ชั้น 3 ห้องพิจารณาคดีที่ 1

เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2555 นายโคอิ หรือคออี้ มีมิ กับพวกรวม 6 คน ได้ยื่นฟ้องกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และที่ 2 ตามลำดับ ในฐานะหน่วยงานซึ่งกำกับดูแลอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานและนายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร หัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน เพราะเหตุที่นายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร พร้อมกำลังเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจานได้เข้ารื้อทำลายเผาบ้านเรือนและทรัพย์สินของนายโคอิ หรือคออี้ มีมิ และชาวไทยเชื้อสายกะเหรี่ยงบริเวณตำบลห้วยแม่เพรียง อำเภอแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี กว่า 20 ครอบครัว จนได้รับความเสียหายแก่สิทธิ เสรีภาพ ทรัพย์สิน โดยมีบ้านพักอาศัย และยุ้งฉางถูกจุดไฟเผาราว 100 หลัง ตามโครงการขยายผลการอพยพ ผลักดันหรือจับกุมชนกลุ่มน้อยที่บุกรุกพื้นที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ตามแนวชายแดนไทย-พม่า ที่มีชื่อเรียกว่า “ยุทธการตะนาวศรี” และกล่าวหาว่าผู้ฟ้องคดีทั้งหกเป็นชนกลุ่มน้อยที่บุกรุกพื้นที่ตามแนวชายแดนไทย-พม่า อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน โดยไม่ได้มีการดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริง สถานะบุคคลตามกฎหมายสัญชาติและกฎหมายทะเบียนราษฎรของผู้ฟ้องคดีทั้ง 6 คน รวมถึงไม่ตรวจสอบพื้นที่ทับซ้อนกับที่ทำกินและที่อยู่อาศัยของกลุ่มคนดั้งเดิมเสียก่อน

วันที่ 7 กันยายน 2559 ศาลปกครองกลางพิพากษาให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ฟ้องคดีทั้งหกแต่ละคนเป็นเงินคนละจำนวน 10,000 บาท ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่คดีถึงที่สุด คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

วันที่ 6 ตุลาคม 2559 ผู้ฟ้องคดีทั้งหกยื่นอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาดังกล่าวต่อศาลปกครองสูงสุด เนื่องจากผู้ฟ้องคดีเห็นว่าคำวินิจฉัยของศาลปกครองกลางยังมีความบกพร่องคลาดเคลื่อน และยังวินิจฉัยไม่ครบประเด็นตามคำฟ้องของผู้ฟ้องคดี ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญต่อการวินิจฉัยในประเด็นคำสั่งทางปกครองของเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และผู้อยู่ในสังกัดของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 โดยโต้แย้งในประเด็นหลัก ๆ ดังต่อไปนี้

1. ความมีอยู่จริงของการตั้งถิ่นฐานดั้งเดิมของผู้ฟ้องคดีทั้งหกและชาวบ้านกะเหรี่ยงในพื้นที่บ้านบางกลอยบน-ใจแผ่นดิน ซึ่งเป็นพื้นที่พิพาทในคดีนี้

2. วิถีวัฒนธรรมการผลิตของกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงแบบไร่หมุนเวียน มีงานวิชาการรองรับว่าเป็นการทำเกษตรที่ไม่ส่งต่อสิ่งแวดล้อมและช่วยรักษาป่าให้คงความอุดมสมบูรณ์ และมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2553 ได้ยอมรับวิถีวัฒนธรรม ตลอดจนความมีตัวตนและถิ่นฐานดั้งเดิมในพื้นที่ต่าง ๆ ของกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยง

3. การจัดการทรัพยากรภายใต้วิถีวัฒนธรรมชุมชนดั้งเดิมและสิทธิชุมชน ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 ที่บังคับใช้ในขณะเกิดเหตุกรณีนี้ ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยเรื่อง “สิทธิของบุคคลซึ่งรวมกันเป็นชุมชน” ของ ผศ.ดร.กิตติศักดิ์ ปรกติ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

4. กระบวนการและขั้นตอนการดำเนินการตามมาตรา 22 แห่งพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2504 ซึ่งไม่ได้ให้อำนาจพนักงานเจ้าหน้าที่ดำเนินการทำลายทรัพย์สิน โดยการเผาทำลายหรือรื้อถอน แต่ให้เป็นดุลยพินิจว่าเป็นการป้องกันหรือบรรเทาความเสียหายแก่อุทยานหรือไม่ โดยการใช้ดุลยพินิจสั่งการหรือไม่สั่งการนั้นให้เหมาะสมแก่ข้อเท็จจริงและพฤติการณ์ในแต่ละกรณี ซึ่งต้องเป็นไปเพื่อประโยชน์ของประชาชน ไม่ใช่เป็นการให้อำนาจแก่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่จะเลือกสั่งการอย่างใดก็ได้ตามอำเภอใจ

5. การปฏิบัติการของพนักงานเจ้าหน้าที่ไม่เป็นไปตามหลักแห่งความเหมาะสม และเป็นปฏิบัติการทางปกครองที่ส่งผลกระทบกระเทือนต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชนอย่างร้ายแรง ทั้งยังเป็นการใช้ดุลยพินิจโดยไม่เป็นไปตามหลักความได้สัดส่วนของการกระทำ (Principle of Proportionality) ตามหลักกฎหมายมหาชน

6. หลักการรับฟังคู่กรณี ตามมาตรา 30 แห่งวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 ซึ่งต้องตีความด้วยเจตนาของการออกคำสั่งที่ให้คู่กรณีทราบถึงข้อเท็จจริงอย่างเพียงพอและโอกาสในการโต้แย้งและแสดงพยานหลักฐาน แต่ข้อเท็จจริงในคดีนี้ไม่ปรากฏว่าผู้ฟ้องคดีมีการรับทราบถึงการแจ้งคำสั่งของพนักงานเจ้าหน้าที่ก่อนปฏิบัติการเผาบ้านเรือนและรื้อทำลายทรัพย์สิน

7. ตามอนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติทุกรูปแบบ ที่ศาลปกครองกลางวินิจฉัยว่าไม่มีผลบังคับโดยตรง หากแต่รัฐต้องออกกฎหมายภายในเพื่อการอนุวัติ จึงจะใช้กฎหมายภายในบังคับเจ้าหน้าที่ได้นั้น ผู้ฟ้องคดีเห็นว่าสามารถเทียบเคียงได้ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 มาตรา 30 “…การเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อบุคคลเพราะเหตุแห่งความแตกต่างในเรื่องถิ่นกำเนิด เชื้อชาติ…จะกระทำมิได้…” ซึ่งหัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน รับรู้อย่างชัดแจ้งว่า พื้นที่ในแผนปฏิบัติภารกิจครั้งนั้นเป็นกลุ่มเฉพาะของชาติพันธุ์กะเหรี่ยงแก่งกระจาน ที่ดำรงวิถีอัตลักษณ์ในพื้นที่มาอย่างยาวนาน แต่กลับใช้ปฏิบัติการที่เป็นการละเมิดต่อหลักสิทธิมนุษยชน

คดีนี้ผู้ฟ้องคดีและเครือข่ายชาติพันธุ์กะเหรี่ยงได้ร้องเรียนขอความช่วยเหลือทางกฎหมายและคดีจากสภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์เมื่อปี 2554 สภาทนายความฯ จึงได้แต่งตั้งทนายความเป็นคณะทำงานเพื่อให้ความช่วยเหลือในการฟ้องคดีเป็นคดีนี้

ข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อ

สมนึก ตุ้มสุภาพ ทนายความ 081-8428754

วราภรณ์ อุทัยรังษี ทนายความ 092-4725511

แถลงการณ์: เครือข่ายติดตามความคืบหน้าคดีวิสามัญฆาตกรรม ชัยภูมิ ป่าแส เรื่อง หนึ่งปีแห่งการจากไปของ “ชัยภูมิ” ที่ยังคงไร้คำตอบ

34581162_1919099085006321_4731185426079940608_n

แถลงการณ์

เครือข่ายติดตามความคืบหน้าคดีวิสามัญฆาตกรรม ชัยภูมิ ป่าแส
เรื่อง หนึ่งปีแห่งการจากไปของ “ชัยภูมิ” ที่ยังคงไร้คำตอบ

แม้ว่าการตายของ ชัยภูมิ ป่าแส จะผ่านไปมากกว่าหนึ่งปีแล้ว แต่ดูราวกับว่าการพิสูจน์ถึงการตายของเขาจะยังไม่มีความคืบหน้ามากเท่าใด
ในห้วงเวลาที่ผ่านมา มีผู้คนจำนวนไม่น้อยที่ต้องสูญเสียชีวิตไปอย่างไม่ปกติ โดยมีเจ้าหน้าที่รัฐเข้าไปเกี่ยวข้องในทางใดทางหนึ่ง รวมทั้งการถูกตั้งข้อสงสัยว่าอาจมีส่วนเกี่ยวข้องต่อมรณกรรมที่เกิดขึ้น และบุคคลจำนวนไม่น้อยที่เสียชีวิตไปก็อาจต้องเผชิญกับข้อกล่าวหาในลักษณะต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการเกี่ยวข้องกับการกระทำที่ผิดกฎหมาย การขัดขืนต่อสู้กับเจ้าหน้าที่ของรัฐในระหว่างการเข้าจับกุม ในขณะที่บางส่วนเป็นบุคคลที่ต้องสูญเสียชีวิตในระหว่างปฏิบัติหน้าที่เป็นทหารเกณฑ์ หรือแม้ระหว่างการเรียนอยู่ในสถานศึกษาทางทหารก็ตาม

การค้นหาความจริงว่าเกิดอะไรขึ้น มีสาเหตุจากสิ่งใด และใครควรเป็นผู้รับผิดชอบทางกฎหมาย แทบจะไม่ปรากฏขึ้นให้เห็นอย่างชัดเจนเลยสักครั้งเดียวในการสูญเสียชีวิตอย่างผิดปกติ หรือ “วิสามัญมรณะ” เหล่านี้
กรณีการวิสามัญฆาตกรรม ชัยภูมิ ที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 17 เดือนมีนาคม พ.ศ. 2560 ก็นับเป็นหนึ่งในเหตุการณ์ดังที่กล่าวมา ในระยะแรกของเหตุการณ์ ทางเจ้าหน้าที่ของรัฐที่มีส่วนเกี่ยวข้องได้ให้เหตุผลว่าเป็นการกระทำที่มีความจำเป็นเพราะการต่อสู้ของชัยภูมิ พร้อมกับยืนยันว่ามีหลักฐานอย่างแน่นหนาโดยเฉพาะภาพจากกล้องวงจรปิด อย่างไรก็ตาม ภายหลังที่ได้มีความพยายามต่อสู้ในกระบวนการยุติธรรมมาอย่างต่อเนื่อง พยานหลักฐานที่เคยกล่าวอ้างจากทางเจ้าหน้าที่รัฐก็ไม่ได้ปรากฏอยู่ในกระบวนการยุติธรรมแต่อย่างใด
แม้จะเป็นที่รับรู้กันว่าการต่อสู้ในกระบวนการยุติธรรมเพื่อให้เกิดความรับผิดในกรณีของวิสามัญมรณะ อันหมายถึงการสูญเสียชีวิตที่มีเจ้าหน้าที่รัฐเข้ามาเกี่ยวข้อง จะเป็นการดำเนินการที่ต้องประสบกับความยากลำบากไม่น้อยอันเป็นผลมาจากข้อจำกัดด้านพยานหลักฐาน อำนาจของเจ้าหน้าที่รัฐ ระยะเวลาที่ยาวนาน ต้นทุนในการดำเนินการที่มีอยู่มาก ดังกรณีของ ชัยภูมิ ป่าแส ซึ่งเหตุการณ์ได้เกิดขึ้นมากกว่าหนึ่งปีแล้ว แต่ก็ยังคงอยู่ในช่วงเวลาของการไต่สวนการตาย ซึ่งศาลจังหวัดเชียงใหม่จะอ่านคำสั่งในวันที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2561 นี้

ทางเครือข่ายติดตามความคืบหน้าคดีวิสามัญฆาตกรรม ชัยภูมิ ป่าแส ขอยืนยันว่า จะยังคงสนับสนุนการต่อสู้ในกระบวนการยุติธรรม และเรียกร้องให้สังคมร่วมกันติดตามความคืบหน้าของคดีนี้ต่อไปจนกว่าจะสามารถพิสูจน์ทราบถึงความจริงที่ได้เกิดขึ้นอย่างชัดเจน
ความพยายามในการต่อสู้ผ่านทางกระบวนการยุติธรรมเพื่อให้ข้อเท็จจริงได้ปรากฏขึ้น ไม่ใช่เพียงการต่อสู้เพื่อแสดงให้เห็นถึงความบริสุทธิ์ของผู้ที่เสียชีวิตไป หรือการลงโทษบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดหรือผู้ที่พยายามปกปิดความผิดเท่านั้น หากความพยายามดังกล่าวนี้จะเป็นเงื่อนไขสำคัญที่ทำให้สังคมสามารถเรียนรู้ถึงการใช้อำนาจนอกกรอบของกฎหมายเพื่อนำไปสู่ความพยายามในการวางบรรทัดฐานใหม่ให้เกิดขึ้นในการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ เพื่อป้องกันไม่ให้บุคคลใดในสังคมไทยต้องประสบกับวิสามัญมรณะอีกต่อไปในภาคหน้า

5 มิถุนายน พ.ศ. 2561

ที่มา ศูนย์วิจัยและพัฒนากฎหมาย คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

รับฟังคำตัดสินของศาลปกครองสูงสุด คดีปู่คออี้ วันอังคารที่ 12 มิถุนายน

34447254_1925748604125540_188005158225969152_n.jpg

วันอังคารที่ 12 มิถุนายน นี้ 10.00 น.

 
ขอเชิญทุกคนเข้าร่วมให้กำลังใจและรับฟังคำตัดสินของศาลปกครองสูงสุด
คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครอง
หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย
ผู้ฟ้องคดีที่ 1 นายโคอิ หรือคออี้ มีมิ
 
อ่านสรุปประเด็นคำวินิจฉัยศาลปครองกลางได้ที่นี่

E-book จากปู่โคอี้ ถึงบิลลี่: การเรียกร้องสิทธิชุมชนในป่าและความเป็นธรรมของชุมกะเหรี่ยงบางกลอย

Screenshot (18).png

 

ปู่คออี้รวมถึงชาติพันธุ์กะเหรี่ยงจำนวนหนึ่ง ได้ตั้งรกรากถิ่นฐานบนพื้นที่สูงบริเวณลำห้วย เหนือแม่น้ำบางกลอย ที่ “บ้านบางกลอยบน ” ตำบลห้วยแม่เพรียง อำเภอแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี และที่ “บ้านใจแผ่นดิน” ตำบลยางน้ำกลัดเหนือ อำเภอหนองหญ้าปล้อง จังหวัดเพชรบุรีมาเป็นเวลานานกว่า 100 ปีนับแต่ครั้งบรรพบุรุษหลายชั่วอายุคน จัดว่าเป็น “ปกาเกอะญอ” (จกอว์ หรือสกอว์) ประกอบอาชีพทำ “ไร่หมุนเวียน” และยังมีการปลูกต้นทุเรียนป่าโบราณ ต้นหมาก ซึ่งมีอายุกว่า 100 ปีในบริเวณดังกล่าวด้วย

ดาวน์โหลด E-book ได้ที่นี่