Category Archives: Events

International Day of the Victims of Enforced Disappearance: Human Rights Defenders & the Disappeared Justice

30082017_ED2-1.png

[For English, please scroll down]

วันผู้สูญหายสากล :
นักปกป้องสิทธิมนุษยชนกับความยุติธรรมที่หายไป
ร่วมจัดโดย มูลนิธิผสานวัฒนธรรม สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน
เครือข่ายปฏิรูปที่ดินภาคอีสาน แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล
และสำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งองค์การสหประชาชาติ

ปัญหาการบังคับให้บุคคลสูญหายในประเทศไทยนั้นยังคงปรากฏให้เห็นทางสื่ออย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการกระทำต่อแกนนำชาวบ้าน นักต่อสู้ นักเคลื่อนไหว นักปกป้องสิทธิมนุษยชน ทั้งนี้คณะทำงานของสหประชาชาติว่าด้วยการบังคับให้บุคคลสูญหายได้บันทึกเรื่องร้องเรียนกรณีในประเทศไทยไว้ทั้งหมด ๘๒ กรณี โดยทั้งหมดนี้ยังไม่มีการสืบสวนสอบสวนอย่างเป็นระบบและไม่มีการนำตัวคนผิดมารับโทษแต่อย่างใด ถึงปัจจุบันนี้ไม่มีใครทราบชะตากรรมของคนที่หายไปครอบครัวของเหยื่อยังไม่สามารถเข้าถึงความยุติธรรมได้
แม้การบังคับให้บุคคลสูญหายนั้นจะเป็นอาชญากรรมร้ายแรงที่ทั่วโลกต่างยอมรับว่าเป็นอาชกรรมร้ายแรงที่ทุกประเทศต้องมีกฎหมายที่กำหนดให้การบังคับให้บุคคลสูญหายเป็นความผิดอาญา แต่ปัจจุบันประเทศไทยก็ยังไม่มีกฎหมายเช่นว่านี้และเนื่องจากไม่มีกฏหมายโดยตรงมาใช้บังคับเมื่อเกิดการบังคับให้สูญหายขึ้นจึงจำเป็นต้องใช้กฎหมายที่มีอยู่ซึ่งมีข้อจำกัดและไม่สอดคล้องกับสภาพปัญหามาใช้ เจ้าหน้าที่รัฐขาดความรู้ความเข้าใจเรื่องการบังคับให้บุคคลสูญหายการสืบสวนสวนคดีการหายตัวของเหยื่อที่ถูกบังคบให้สูญหายจึงไม่เป็นระบบและไม่เป็นมืออาชีพแม้ประเทศไทยจะได้ลงนามในอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลทุกคนจากการหายสาบสูญโดยถูกบังคับ (International Convention for the
Protection of All Persons from Enforced Disappearance: CED) เมื่อวันที่ ๒๕ พฤษภาคม ๒๕๕๕
และกระทรวงยุติธรรมร่วมกับตัวแทนภาครัฐและภาคประชาสังคมได้เสนอรัฐบาลเพื่อให้สัตยาบันอนุสัญญาฉบับนี้ พร้อมทั้งได้จัดทำ
“ร่างพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการบังคับบุคคลให้สูญหาย พ.ศ….”
เพื่ออนุวัติการกฎหมายในประเทศให้เป็นไปตามอนุสัญญาระหว่างประเทศแล้วก็ตาม แต่เป็นที่น่าเสียใจที่เมื่อวันที่ ๒๗ ธันวาคม ๒๕๕๙ คณะรัฐมนตรี (ครม.)ได้มีมติเห็นชอบและให้ส่งร่างกฎหมายดังกล่าวเข้าสู่การพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) แต่ปรากฎว่า เมื่อ วันที่ ๒๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๐ คณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (วิป สนช.)
กลับมีมติให้ส่ง “ร่างพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการบังคับบุคคลให้สูญหาย พ.ศ….” คืนไปให้ ครม. และกระทรวงยุติธรรม
โดยไม่ปรากฎเหตุผลที่ชัดเจนของการส่งคืนร่างกฎหมายดังกล่าวแต่อย่างใด
การทำงานเพื่อสังคมแต่กลับถูกปิดปากโดยวิธีการที่ผิดกฎหมายและคนกระทำความผิดยังคงลอยนวลพ้นผิด
เนื่องจากรัฐบาลไทยยังไม่ได้กำหนดให้การบังคับให้บุคคลสูญหายเป็นความผิดอาญาในประเทศไทย

เพื่อเป็นการระลึกถึงนักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนที่หายไปและเน้นย้ำถึงความสำคัญและจำเป็นในการกำหนดให้การบังคับให้บุคคลสูญหายเป็นความผิดอาญาคณะผู้จัดการจึงได้จัดงานขึ้นเพื่อแลกเปลี่ยนทัศนะคติระหว่างบุคคลต่างๆและเพื่อแสดงความนับถือต่อครอบครัวและครอบครัวของบุคคลที่ถูกทำให้สูญหาย

เวลาและสถานที่
ในวันที่ ๓๐ สิงหาคม ๒๕๖๐ ตั้งแต่เวลา ๑๓:๐๐ – ๑๗:๐๐ น.
ณ อาคารอนุสรณ์ สำนักกลางนักเรียนคริสเตียน ถนนพญาไท เขตราชเทวี
กรุงเทพมหานคร

๑๓.๐๐ – ๑๓.๓๐ ลงทะเบียน
๑๓.๓๐ – ๑๓.๔๕ กล่าวเปิดงาน โดย ตัวแทนสำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ
๑๓.๔๕ – ๑๔.๒๐ พ่อเด่น คำแหล้ กับ พยานหลักฐานทางนิติวิทยาศาตร์ในคดีอุ้มหาย
แพทย์หญิงคุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์
ตัวแทนชาวบ้าน คุณ อรนุช ผลภิญโญ
๑๔.๓๐ – ๑๕.๐๐ “เส้นทางร่างพ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการบังคับบุคคลให้สูญหาย พ.ศ.”
โดย ตัวแทนกระทรวงยุติธรรม
๑๕.๐๐ – ๑๖.๑๕ การอภิปรายหัวข้อ คนหายมีทุกที่ กับข้อจำกัดของการฟ้องคดีโดยไม่มีกฎหมายที่ชัดเจน
โดย ตัวแทนนักกฎหมายจากสมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน
คุณ อังคณา นีละไพจิตร
คุณ พิณนภา พฤกษาพรรณ
อำนาจหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษกับคดีอุ้มหาย
โดย ตัวแทนกรมสอบสวนคดีพิเศษ
อำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนต่อนักปกป้องสิทธิมนุษยชน
โดย นายแพทย์นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ อดีต คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
๑๖.๑๕ – ๑๖.๓๐ แลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างผู้ร่วมงาน
๑๖.๔๕ ผู้จัดงานอ่านแถลงการณ์เนื่องในวันผู้สูญหายสากลร่วมกัน
(กำหนดการอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ตามความเหมาะสม)


International Day of the Victims of Enforced Disappearance: Human Rights Defenders & the Disappeared Justice


Co-organized by: Cross Cultural Foundation (CrCF), Human Rights Lawyers Association (HRLA), the Esaan Land Reform, Amnesty International Thailand, and United Nations Human Rights Office of the High Commission South-East Asia Regional Office


In the absence of efficient mechanisms for the protection of human rights defenders in Thailand, the cases of enforced disappearances ought to be addressed fairly and immediately. We, the organizers, would like to take this opportunity to commemorate and commend those who fearlessly stood up and defended the rights of others, but are no longer with us. Their legacy and engagement will continue to inspire all of us.
On the occasion of International Day of the Victims of Enforced Disappearance, which falls on August 30 each year, we wish to reaffirm the significance of the government’s role in promoting and protecting the people’s human rights in compliance with the international standards. In order to find sustainable solutions, this event is also set to provide the possibility for collaboration among all sectors working with the issues on human rights.

Time and Location
Wednesday, 30th of August 2017 at 13.00 – 17.00 h, at the Student Christian Center, Phayathai Rd, Thanon Phetchaburi, Ratchathewi, Bangkok

13.00 – 13.30 Registration
13.30 – 13.45 Welcoming remarks by representative of the OHCHR
13.45 – 14.30 ‘Den Kamlae and Forensic Evidence in the Cases of Enforced Disappearance’ by Dr. Pornthip Rojanasunan and the community representative Oranuch Phonpinyo
14.30 – 15.00 ‘The Path of Prevention and Suppression of Torture and Enforced Disappearances Act B.E. …’ by representative of the Ministry of Justice
15.00 – 16.00 A panel discussion on the topic of ‘Enforced Disappearance: It Happens Everywhere, and the Limited Prosecution Resources under Vague Legislations’ by representative of HRLA, Ankana Neelapaijit and Pinnapha Prueksapan
The Jurisdiction of the Department of Special Investigation and Cases of Enforced Disappearance by representative of the Department of Special Investigation
The Jurisdiction of the National Human Rights Commission of Thailand and Human Rights Defenders by Dr. Niran Pitakwatchara Commissioner of the 2nd batch of NHRC
16.00 – 16.30 Q&A
16.45 The organizers read the joint statement on the occasion of International Day of the Victims of Enforced Disappearance
NOTE: Thai-English translation will be provided throughout the event

(There may occur changes as deemed appropriate)

Facebook event:

https://www.facebook.com/events/146288562634071/?acontext=%7B%22ref%22%3A%223%22%2C%22ref_newsfeed_story_type%22%3A%22regular%22%2C%22feed_story_type%22%3A%22117%22%2C%22action_history%22%3A%22null%22%7D

Advertisements

งานแถลงข่าวสถานการณ์เร่งด่วนของผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชน

20901527_1388613971259634_2731583452975081298_o

ที่มา: https://web.facebook.com/events/201277070408257/?acontext=%7B%22ref%22%3A%223%22%2C%22ref_newsfeed_story_type%22%3A%22regular%22%2C%22feed_story_type%22%3A%2217%22%2C%22action_history%22%3A%22null%22%7D

องค์กร Protection International (PI) ร่วมกับเครือข่ายผู้หญิงที่ติดตามการรายงานอนุสัญญา CEDAW และสถานทูตเนเธอร์แลนด์ในประเทศไทย ขอเรียนเชิญสื่อมวลชนเข้าร่วมงานแถลงข่าวเปิดสถานการณ์เร่งด่วนของผู้หญิงในประเทศไทยภายหลังครบรอบ 1 เดือนที่รัฐบาลไทยได้นำเสนอรายงานการปฏิบัติตามอนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรีในทุกรูปแบบ หรืออนุสัญญา CEDAW และการเสวนาในหัวข้อ “สถานการณ์เร่งด่วนของผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชน รัฐไทยจะปฏิบัติและคุ้มครองอย่างไรให้มีสิทธิฯและคุณภาพชีวิตที่ดีภายใต้อนุสัญญา CEDAW” ในวันพุธที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2560 เวลา 10.00-12.00 นณ สถานทูตเนเธอร์แลนด์ประจำประเทศไทย ถนนวิทยุ

นับจากวันที่ 5 กรกฎาคมที่ผ่านมา จนถึงปัจจุบันนี้เป็นเวลาหนึ่งเดือนกว่าแล้วที่รัฐบาลไทยได้นำเสนอรายงานการปฏิบัติตามอนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรีในทุกรูปแบบ หรืออนุสัญญา The Convention on the Elimination of All Forms of Discrimination Against Women (CEDAW) ที่สำนักงานองค์การสหประชาชาติ ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ โดยภายหลังการนำเสนอของรัฐบาลไทยคณะกรรมการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรีของสหประชาชาติได้จัดส่งข้อคิดเห็นโดยสรุปต่อการรายงานของไทย ซึ่งคณะกรรมการฯ แสดงความห่วงกังวลเป็นอย่างยิ่งว่า นักปกป้องสิทธิมนุษยชนผู้หญิง ที่ทำงานรณรงค์โดยเฉพาะเรื่องสิทธิในที่ดิน การปกป้องสิ่งแวดล้อม สิทธิชนเผ่าพื้นเมือง สิทธิของคนชนบท เลสเบียน ไบเซ็กชัล หญิงข้ามเพศ และหญิงมุสลิมในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ต้องตกเป็นเป้าหมายการฟ้องร้องดำเนินคดี การคุกคาม การใช้ความรุนแรงและการข่มขู่ที่เป็นผลจากการทำงานของพวกเธอโดยการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐและองค์กรธุรกิจ ซึ่งรัฐบาลไทยได้ชี้แจงและรับปากต่อคณะกรรมการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรีของสหประชาชาติว่าจะดำเนินการแก้ไขในหลากหลายประเด็นที่เป็นข้อกังวลของคณะกรรมการ

อย่างไรก็ตามภายหลังการนำเสนอรายงานการปฏิบัติตามอนุสัญญา CEDAW ของรัฐบาลไทยไม่กี่สัปดาห์ก็มีผู้หญิงในประเทศไทยได้รับผลกระทบจากการถูกฟ้องร้องดำเนินคดีจากเจ้าหน้าที่รัฐและองค์กรธุรกิจเป็นจำนวนมากไม่ว่าจะเป็นกรณีของ “แม่สุภาพ คำแหล้” ผู้หญิงชาวบ้านที่ลุกขึ้นมาต่อสู้เรื่องที่ดินที่สามีหายไปไร้ร่องรอย ที่ล่าสุดแม่สุภาพถูกสั่งจำคุก 6 เดือนในคดีรุกป่าสงวน นอกจากนี้ยังมีกลุ่มผู้หญิงจากกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดจังหวัดเลย สหพันธ์เกษตรกรภาคใต้ ที่ลุกขึ้นมาปกป้องทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ของตนเองต้องถูกฟ้องร้องจากหน่วยงานท้องถิ่นของรัฐ และยังไม่นับสถานการณ์ของผู้หญิงชนเผ่า ผู้หญิงในภาคใต้ตลอดเดือนและตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา ที่ได้รับผลกระทบจากการประกาศนโยบายของรัฐ

ด้วยเหตุดังกล่าวนี้องค์กร Protection International (PI) ร่วมกับ เครือข่ายผู้หญิงที่ติดตามการรายงานอนุสัญญา CEDAW และสถานทูตเนเธอร์แลนด์ในประเทศไทยจึงได้จัดงานแถลงข่าวเปิดสถานการณ์เร่งด่วนของผู้หญิงในประเทศไทยภายหลังครบรอบ 1 เดือนที่รัฐบาลไทยได้นำเสนอรายงานการปฏิบัติตามอนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรีในทุกรูปแบบ หรืออนุสัญญา CEDAW และการเสวนาในหัวข้อ “สถานการณ์เร่งด่วนของผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชน รัฐไทยจะปฏิบัติและคุ้มครองอย่างไรให้มีสิทธิฯและคุณภาพชีวิตที่ดีภายใต้อนุสัญญา CEDAW” ซึ่งงานจะจัดขึ้นในวันพุธที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2560 เวลา 10.30 น. – 12.00 น.ที่ สถานทูตเนเธอร์แลนด์ประจำประเทศไทย โดยการจัดงานในครั้งนี้สื่อมวลชนจะได้พบกับกิจกรรมที่น่าสนใจอาทิ


• การกล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วมงานและกล่าวัตถุประสงค์ในการจัดงานโดยอุปทูตรักษาการแทนเอกอัครราชทูตสถานทูตเนเธอร์แลนด์ประจำประเทศไทย คุณ Susan Blankhart
• การแถลงข่าวข่าวเปิดสถานการณ์เร่งด่วนของผู้หญิงในประเทศไทยภายหลังครบรอบ 1 เดือนที่รัฐบาลไทยได้นำเสนอรายงานการปฏิบัติตามอนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรีในทุกรูปแบบ หรืออนุสัญญา CEDAW
• การนำเสนอรายงานข้อคิดเห็นของคณะกรรมการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรีของสหประชาชาติฉบับภาษาไทยต่อหลากหลายประเด็นที่อนุกรรมการของสหประชาชาติว่าด้วยอนุสัญญา CEDAW แนะให้รัฐบาลไทยทำ
• การเสวนาในหัวข้อ “ สถานการณ์เร่งด่วนของผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชน รัฐไทยจะปฏิบัติและคุ้มครองอย่างไรให้มีสิทธิฯและคุณภาพชีวิตที่ดีภายใต้อนุสัญญา CEDAW” โดยวิทยากรจากองค์กรหน่วยงานที่ตามติดการทำงานของรัฐบาลไทย และตัวแทนของกลุ่มนักต่อสู้สตรีอาทิ
 การเปิดสถานการณ์ของผู้หญิงนักปกป้องสิทธิฯในประเทศไทยภายในระยะเวลา 1 เดือนที่มีผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชนต้องถูกจับกุมคุมขังและถูกข่มขู่ คุกคาม และการเข้าถึงความยุติธรรม โดยคุณปรานม สมวงศ์ ตัวแทนจากองค์กร Protection International ,แม่ไม้ วิรอน รุจิไชยวัฒน์ กลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดจังหวัดเลย คุณปรีดา ปานเมือง จากสหพันธ์เกษตรกรภาคใต้
 การเปิดสถานการณ์พร้อมข้อเรียกร้องของเครือข่ายผู้หญิงที่ติดตามการรายงานอนุสัญญา CEDAW สืบเนื่องจากข้อเสนอแนะของคณะกรรมการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรีของสหประชาชาติได้จัดส่งข้อคิดเห็นโดยสรุปต่อการรายงานของไทย โดย ตัวแทนเครือข่ายผู้หญิงที่ติดตามการรายงานอนุสัญญา CEDAW
 การคุ้มครองสิทธิมนุษยชนของผู้หญิงและผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชน จากตัวแทน สำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (UNOHCHR) ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ( รอการยืนยัน )


มีการแปลภาษา ทั้งไทยและอังกฤษ และอาหารว่างระหว่างแถลงข่าวสามารถจอดรถได้ หากมีการแจ้งรายละเอียดของทะเบียนรถ เข้าทางถนนวิทยุ สอบถามข้อมูลและยืนยันการเข้าร่วมงานได้ที่คุณเอฟโทร 080-970-7492,085-176-6323

The Railway man ภาพยนตร์อิงประวัติศาสตร์ สะท้อนการเยียวยากับความเป็นธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน

ที่มา http://deepsouthwatch.org/node/11119

รอฮานี จือนารา

นักปฏิบัติงานศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์วิทยาเขตปัตตานี

1398131135-1015314410-o

 

เมื่อเวลาบ่าย 3 โมงของวันที่ 6 สิงหาคม 2560 วานนี้มูลนิธิผสานวัฒนธรรมร่วมกับกลุ่มด้วยใจได้จัดกิจกรรมชวดูหนังและอภิปราย “การเยียวยากับความเป็นธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน” ที่ศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี โดยมีผู้เข้าร่วมที่หลากหลายไม่ว่าจะเป็นนักวิชาการ เจ้าหน้าที่ทหารจากศูนย์สันติวิธี ทนายความจากมูลนิธิผสานวัฒนธรรม ผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบ และประชาชนทั่วไป รวมทั้งหมดประมาณ 20 กว่าคน ซึ่งการเสวนาพูดคุยที่ประกอบด้วยกลุ่มคนที่หลากหลายนั้น แน่นอนว่าประเด็นและมุมมองก็หลากหลายและน่าสนใจตามไปด้วย

แนะนำตัวละคร The Railway man  มีใครบ้าง

The Railway Man หรือมีชื่อไทยว่า แค้นสะพานข้ามแม่น้ำแคว เป็นภาพยนตร์อิงประวัติศาสตร์ของอดีตทหารผ่านศึกชาวอังกฤษในสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง ภาพยนตร์นี้ถูกสร้างขึ้นเมื่อปี 2013  กำกับโดย Jonathan Teplitzky  ซึ่งประกอบด้วยนักแสดงนำคือ Colin Firth แสดงเป็น Eric Lomax ตัวเอกของเรื่องที่เป็นอดีตทหารผ่านศึกในสงครามโลกครั้ง และ  Nicole Kidman แสดงเป็น Patricia Wallac ภรรยาของ Eric  และ Stellan Skarsgard  แสดงเป็น Finlay  หัวหน้าของ Eric และทหารญี่ปุ่นที่เป็นตัวเอกที่ซ้อมทรมานหรือทารุณกรรม คือ Hiroyuki Sanada แสดงเป็น Takashi Nagase (นากาเสะ)

เรื่องราวของภาพยนตร์ The Railway man 

ภาพยนตร์เรื่องนี้ไม่ได้ฉายภาพประวัติศาสตร์ภาพรวมในสมัยนั้นแต่เน้นไปที่เรื่องราวความเจ็บปวดของอดีตทหารผ่านศึกของ Eric Lomax และเพื่อนๆ ทั้งกองทัพที่ถูกเหล่าทหารกองทัพพระอาทิตย์ของญี่ปุ่นต้อนจากสิงคโปร์มายังเมืองกาญจนบุรีของประเทศไทยเพื่อร่วมสร้างทางรถไฟให้ฝ่ายอักษะเข้าสู่เขตประเทศพม่า ฉากนี้ได้สะท้อนถึงการกระทำของชาวญี่ปุ่นต่อเชลยศึกทหารอังกฤษอย่างโหดเหี้ยม และเหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อสภาพร่างกายและจิตใจของเหล่าทหารทุกฝ่าย ทั้งผู้กระทำและผู้ถูกกระทำเพราะต่างก็ตกเป็นเหยื่อของความรุนแรงนี้ ดั่งที่ประโยคหนึ่งในภาพยนตร์ที่ปรากฏคือ “แม้พวกเราจะยังมีชีวิตแต่พวกเราก็ไม่ต่างอะไรกับซากศพที่เหมือนตายทั้งเป็น” กล่าวคือ พวกเขายังคงฝังใจต่อภาพเหตุการณ์อันเลวร้ายในขณะนั้น

การเดินเรื่องของภาพยนตร์ The Railway man

ภาพยนตร์เริ่มฉายภาพจากนาย Eric ที่กลับมาอาศัยอยู่ที่ประเทศอังกฤษแล้ว และแต่งงานใช้ชีวิตกับภรรยา Patricia ซึ่งเคยเป็นพยาบาลช่วยเหลือผู้ป่วยจากสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่ระหว่างนั้นเอง เรื่องราวที่แสนเจ็บปวดของ Eric ที่ประสบตามมาหลอกหลอนเขา จนทำให้เขาไม่สามารถใช้ชีวิตอย่างปกติสุข และกระเพื่อมไปถึงภรรยาของเธอที่เริ่มรู้สึกกังวลจึงเข้าไปปรึกษาหารือกับเพื่อนอดีตทหารของสามี คือ Finlay ซึ่งเป็นหัวหน้าที่รู้และเห็นเหตุการณ์ทุกอย่างเกี่ยวกับสามีเขา บางครั้งทั้งสองก็นัดไปคุยในห้องตามลำพัง ขณะที่ Finlay เล่าเรื่องราวนี้เองภาพก็ตัดไปที่เรื่องราวในอดีตของ Eric  และเหล่าเพื่อนในกองทัพขณะที่ทำงานอยู่ที่รางรถไฟที่กาญจนบุรี หรือทางรถไฟมรณะแห่งนั้นอย่างเป็นเรื่องเป็นราว

Eric ไม่ได้เป็นทหารทั่วไปแต่เป็นวิศวกรหรือทหารช่าง จึงไม่ได้ถูกใช้เป็นแรงงานในการสร้างทางรถไฟเหมือนคนอื่นๆ ด้วยความที่ Eric อยากรู้สถานการณ์บ้านเมืองภายนอกจึงพยายามแอบสร้างวิทยุจากอุปกรณ์ที่เหลือใช้ในค่าย DIY แต่แล้วทหารฝ่ายญี่ปุ่นกลับรู้ความเคลื่อนไหวของเขาและเพื่อน ฉากนี้จะเห็นความกล้าหาญของ Eric ที่ยอมรับความผิดคนเดียว จนทำให้เขาต้องถูกซ้อมทรมานหรือถูกทารุณกรรมในที่สุดจนเกือบเอาชีวิตไม่รอด

ตัวเอกที่เป็นทหารญี่ปุ่นที่สั่งซ้อมทรมานคือ Nagase (นากาเสะ) ซึ่งทำหน้าที่แปลภาษาญี่ปุ่นเป็นภาษาอังกฤษ แต่เพราะเขาก็ทำงานให้กับฝ่ายทหารญี่ปุ่นด้วยทำให้ตัวเองถูกกดดันจากหัวหน้าของเขาเพื่อเค้นความจริงจาก Eric ฉะนั้นนอกจาก Eric ถูกตีและเตะจนเลือดท่วมตัวแล้ว แต่นายนากาเสะก็ยังไม่พอใจสั่งให้ลูกน้องลากตัวไปสอบสวนยาวประมาณ 2 สัปดาห์ ฉากนี้นี่เองที่ Eric ถูกกดดันและถูกซ้อมทรมาน แต่จุดพีคที่ Eric ยังรู้สึกไม่ก้าวข้ามและภาพยังคงหลอกหลอนเขา คือ ตอนที่เขาถูกซ้อมอย่างหนักในห้องมืดที่เกือบปางตาย และเขาก็ไม่เคยเล่าเรื่องนี้ให้เพื่อนคนไหนฟัง

กระทั่ง Finlay ได้ไปบอกข่าวคราวของนากาเสะอดีตทหารที่เคยซ้อมทรมานให้ Eric ฟังว่านากาเสะยังมีชีวิตอยู่ทำงานเป็นไกด์ที่พิพิธภัณฑ์อดีตนักโทษที่เมืองกาญจนบุรีและสั่งให้ Eric ไปตามล้างแค้นแทนเพื่อนๆ ของเขา แต่ Eric ก็ปฏิเสธบอกว่าตอนนี้เขาไม่ใช่นายทหารแล้วเป็นเพียงเสมียนหรือวิศวกรรับจ้างเท่านั้น เมื่อ Finlay ถูกปฏิเสธ ทำให้ Finlay ผูกคอตาย ฉากนี้ก็เป็นเหตุการณ์ปริศนา ทำให้ภรรยาของตัวเอกก็ไม่พอใจ และ Eric ก็พูดกับภรรยาว่า “เป็นสิ่งที่คุณต้องการไม่ใช่เหรอ! ทั้งนี้ช่วงที่Finlayและภรรยาของเขาแอบนัดไปคุยนั้น เขาก็แอบรู้ด้วยเช่นกัน ซึ่งทำให้เขาไม่พอใจเช่นกัน

เมื่อ Finlay เสียชีวิตลง Eric ก็เปลี่ยนใจและตัดสินใจเดินทางกลับไปที่จังหวัดกาญจนบุรีเพื่อไปแก้แค้นนากาเสะ เมื่อไปถึงก็เห็นนากาเสะกำลังทำหน้าที่เป็นไกด์อยู่ให้แก่นักท่องเที่ยวชาวฝรั่ง เป็นช่วงเวลาใกล้เลิกงานแล้ว และเมื่อนักท่องเที่ยวกลับไปหมดนากาเสะก็เข้าไปในอาคารซึ่งเป็นสถานที่สอบสวนสืบสวนที่ Eric เคยถูกซ้อม เมื่อทั้งสองเผชิญหน้ากัน Eric ก็พยายามจะแก้แค้นโดยการนั่งคุยสอบสวนนากาเสะ คล้ายเปลี่ยนบทบาทจากที่เคยถูกสอบสวนกลายเป็นคนสอบสวน โดยพยายามให้นากาเสะยอมรับความผิดว่า ที่ผ่านมาเขาเป็นอาชญากร และถามว่าทำไมนากาเสะถึงไม่ตายและรับบทลงโทษ นากาเสะบอกว่าหลังจากที่สงครามสิ้นสุดลงเขาได้เห็นว่าผู้คนเสียชีวิตจำนวนมากจากกระทำของทหารญี่ปุ่น และเขากลับมาที่นี่เพื่อต้องการทำบุญล้างบาปและไม่อยากให้เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นอีก

ฉากที่พีคที่สุดที่กล่าวไปเบื้องต้นอันเป็นฉากที่ Eric เองก็พยายามเก็บความลับนี้อยู่คนเดียวไม่กล้าเล่าให้ใครฟัง ในที่สุดเขาได้เข้าไปในห้องขังที่เขาถูกซ้อมจนเกือบเสียชีวิตนั้น ทำให้เขาย้อนภาพอันเจ็บปวดนั้นได้คือ เขาถูกกรองน้ำใส่ปาก ในที่สุดตอนนี้เองที่เขายอมสารภาพความจริงว่าเขาได้ยินอะไรจากวิทยุบ้าง โดยบอกว่า ขณะนี้กองทัพญี่ปุ่นกำลังพ่ายแพ้ในระหว่างนั้นเองปรมาณูลงฮิโรชิม่าฝ่ายสัมพันธมิตรก็เป็นฝ่ายชนะทันที ทำให้เหล่าทหารญี่ปุ่นกลายเป็นผู้แพ้ นากาเสะซึ่งสามารถใช้ความสามารถทางภาษาจึงอ้างว่าตัวเองเป็นแค่ล่ามไม่ได้ซ้อมทรมานหรือทำร้ายเหล่าทหารที่เป็นเชลยแต่อย่างใด ทำให้ตนหลุดจากคดีได้โดยไม่ได้รับโทษใดๆ ในขณะที่ Eric ก็รอดชีวิตกลับไปใช้ชีวิตที่ประเทศอังกฤษ

 

หลังจากที่ Eric เผชิญกับความจริงในห้องมืดนั้นได้ถือเป็นจุดที่เขาสามารถคลายปมจากความทรงจำที่โหดร้ายและความรู้สึกแค้นของเขาก็ลดลง และทำให้เริ่มรู้สึกให้อภัยนากาเสะ โดยฉากสุดท้ายเขาชวนภรรยากลับไปที่ทางรถไฟมรณะแห่งนั้นอีกครั้งและเจอนากาเสะ โดยพูดว่า เขาให้อภัยทุกอย่างแล้ว ในขณะที่นากาเสะเองก็แสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งกับสิ่งที่เกิดขึ้น ทั้งสองก็กอดกันและในที่สุดทั้งสองก็เป็นเพื่อนกัน

20707531_10214291119371791_2074951710_n20668494_10214291120811827_2066250128_n

ผู้เข้าชมสะท้อนอะไรบ้างจาก The Railway man

ตามหลักแนวคิดเกี่ยวกับความเป็นธรรมในระยะเปลี่ยนนั้นประกอบด้วย 4 กระบวนการ คือ  1) การค้นหาข้อเท็จจริง  2) การเยียวยา ทั้งทางจิตใจหรือทรัพย์สิน 3) การลงโทษผู้กระทำความผิด และ4) การปฏิรูปองค์กร

โดยปกติคนที่ผ่านการถูกซ้อมทรมานจะมีสองแบบคือ1) ต้องการแก้แค้นหรือทำร้ายคนอื่น 2) ต้องการฆ่าตัวตาย ดังนั้นหลักคิดนี้สะท้อนตัวละครสองคน คือ Finlayที่ไม่เคยถูกกระทำอย่างรุนแรงแต่เป็นคนที่เห็นเหตุการณ์และยังคงมีความเคียดแค้นที่ต้องการฆ่าคนที่กระทำกับเขาและเพื่อน จากฉากที่เขาสั่งให้ Eric ตามไปฆ่านากาเสะนั้น บ่งบอกว่าเขาเป็นคนที่มีความเคียดแค้นและไม่มีความกล้าพอที่จะลงมือใช้ความรุนแรงตอบโต้ด้วยตัวเองและเมื่อเขาถูกปฏิเสธจาก Eric ไม่ไปฆ่าล้างแค้นแล้วทำให้เขาพลิกพฤติกรรมโดยลงมือฆ่าตัวเอง

ในขณะที่ Eric ซึ่งถือเป็นนายทหารที่มีความกล้าหาญและผ่านความเจ็บปวดมาด้วยตัวเอง ตัดสินใจไปตามหาผู้กระทำคือ นากาเสะเพื่อไปล้างแค้นแต่เนื่องจากเวลาหรือกระบวนการการเยียวยาที่เขาไปเผชิญกับความจริง จากที่เขาไปที่ห้องสอบสวนและพยายามให้นากาเสะ “ยอมรับผิด” และได้เผชิญกับภาพเหตุการณ์ที่เขาเกือบตายได้ในที่สุดและในที่สุดเขาได้พูดในสิ่งที่เขารู้สึกอ่อนแอคือ ระหว่างที่เขาเป็นเชลยศึกเขาได้เขียนจดหมายถึงแม่ซึ่งขณะนั้นแม่เขาเสียชีวิตแล้ว

ดังนั้น การเยียวยาของ Eric จนทำให้เขาให้อภัยอีกฝ่ายได้นั้นคือ การได้ให้อีกฝ่ายที่เป็นผู้กระทำโดยตรงยอมรับความผิด การเผชิญกับความจริง คือ เขาได้ย้อนเหตุการณ์ความปวดร้าวที่กัดกินหัวใจตอนที่ถูกขังในห้องสุดท้าย และได้พูดในสิ่งที่เขารู้สึกอ่อนแอที่สุด และสุดท้ายเขามีภรรยาที่คอยให้กำลังใจและให้ความรักตลอดเวลา

อย่างไรก็ตามผู้เข้าร่วมได้สะท้อนภาพของผู้หญิงที่เป็นภรรยาแม้ว่าจะไม่ได้ประสบกับเหตุการณ์นี้โดยตรง แต่เขาก็ถือเป็นเหยื่อที่ได้รับผลกระทบโดยอ้อม ซึ่งนอกจากเธอต้องมอบความรัก ความเข้าใจต่อสามีของเธอแล้ว เธอต้องใช้ความอดทน และความกล้าหาญที่จะเผชิญความจริงที่เกิดขึ้นอีกด้วย

ในส่วนของนากาเสะแม้ว่าจะเป็นผู้กระทำโหดร้ายหรือพยายามพูดเอาตัวรอดหลังจากที่ตัวเองพ่ายแพ้โดยไม่ยอมรับความจริงว่าตนก็เป็นผู้ใช้ความรุนแรงนั้น ก็ถือเป็นเรื่องปกติของมนุษย์ที่ต้องเอาตัวรอด แต่เขาก็ถือเป็นเหยื่อของความรุนแรง จะเห็นได้ว่าหลังจากที่เขาได้เห็นความจริงของสงคราม เขากลับรู้สึกผิดและต้องการถ่ายโทษของตัวเองโดยการเป็นไกด์เพื่อบอกความจริงกับสิ่งที่เกิดขึ้นเพื่อไม่ให้สิ่งเหล่านั้นเกิดขึ้นอีก

เพิ่มเติมประเด็นปริศนาการฆ่าตัวตายของ Finlay นั้นคือ ช่วงที่ Eric ถูกซ้อมทรมานนั้นมีฉากหนึ่งที่เขาไม่ยอมสารภาพความจริง และนายทหารญี่ปุ่นก็บอกว่า หากแม้คุณไม่สารภาพแต่เพื่อนของคุณก็ได้บอกความจริงมาหมดแล้ว สิ่งนี้ถือเป็นกระบวนการซักทอดที่อาจสร้างความหวาดระแวงให้กับ Eric ต่อเหล่าเพื่อนๆ ของเขาโดยไม่รู้ว่าระหว่างที่เขาถูกสอบสวนนั้นเพื่อนของเขาได้เล่าเรื่องอะไรเกี่ยวกับเขาบ้าง และการที่Finlay แอบไปเล่าเรื่องของเขาให้ภรรยาฟังอีก ก็ทำให้เขายิ่งรู้สึกเจ็บปวดและยิ่งหวาดระแวงมากขึ้น

อีกประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจที่ผู้เข้าร่วมได้สะท้อนอันเกี่ยวข้องความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่านซึ่งเป็นผลพวงของสงครามโลกครั้งที่สอง คือ การปฏิรูปองค์กรผ่านการร่างสนธิสัญญาฉบับต่างๆ เนื่องจาการกระทำที่เหี้ยมโหดและความน่าเกลียดของสงครามนั้นทำให้คนกลุ่มหนึ่งตระหนักต่อความรุนแรงนี้และต้องการปฏิรูปการทำสงครามที่มีอารยะมากขึ้นจึงทำให้ UN  ได้ออกสนธิสัญญาต่างๆ เพื่อกำหนดหรือจำกัดการกระทำที่ไม่มีมนุษยธรรม ไม่ว่าจะเป็นการห้ามซ้อมทรมานหรือทารุณกรรมเชลยศึก ทำให้การกระทำเหล่านี้ก็ลดลง แม้ว่าจะให้เห็นปรากฏตามสื่อบ้าง แต่ก็ถือว่าลดลง

 

งานฉายภาพยนตร์ การเยียวยากับความเป็นธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน

2082017-1.png

Movie screening of ‘The Railway Man’ and a discussion forum on ‘Reparation & Transitional Justice’ on Sunday 6 Aug 2017, 15.00-18.45 h,
at Deep South Watch, Pattani

เราขอชวนทุกท่านมาดูหนังและฟังอภิปราย

ประเทศไทยได้ลงนามในสนธิสัญญาต่อต้านการทรมานและการปฏิบัติอื่นที่โหดร้ายไร้มนุษยธรรม หรือย่ำยีศักดิ์ศรี หรือการทรมานแล้วในปี พ.ศ. ๒๕๕๐ และได้ลงนามสนธิสัญญาสากลว่าด้วยการปกป้องทุกคนจากการถูกบังคับสูญหายในปี พ.ศ. ๒๕๕๕ แม้กระทรวงยุติธรรมจะได้ร่วมกับผลักดันให้มีการออกกฎหมายภายในให้เป็นไปตามพันธสัญญาที่ประเทศไทยได้เคยให้ไว้ แต่จนถึงปัจจุบันรัฐบาลก็ยังไม่ได้ออกกฎหมายเช่นว่านี้ ทำให้ผู้เสียหายไม่ได้การเยียวยา ไม่ได้รับความเป็นธรรม และผู้กระทำความผิดยังคงลอยนวล

แม้เมื่อวันที่ ๒๖ มิถุนายน ๒๕๖๐ รัฐบาลได้กำหนดให้มีกลไกชั่วคราวที่จะรับฟังการร้องเรียนและประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องภายใต้กระทรวงยุติธรรมเพื่อช่วยเหลือเหยื่อจากการทรมานและครอบครัวเหยื่อแต่วิธีการก็ยังไม่ชัดเจน และหลายฝ่ายมีข้อกังวลว่า กลไกชั่วคราวดังกล่าวอาจไม่สามารถป้องกันความรุนแรงที่จะเกิดขึ้นในอนาคตหากปราศจากกรอบกฎหมาย รวมถึงสิทธิของเหยื่อและครอบครัวจะไม่ได้รับการเติมเต็ม ทั้งนี้รัฐบาลพยายามที่จะเจรจาสันติภาพในภาคใต้ แต่กลับปรากฏว่ายังมีบางกลุ่มที่ไม่ได้เข้าร่วมในการเจรจาครั้งนี้ด้วย เช่นตัวแทนของผู้เสียหายที่ได้รับผลกระทบจากความรุนแรง ทางผู้จัดงานเห็นว่าในการสร้างสันติภาพนั้นไม่ควรทอดทิ้งกลุ่มคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งของสังคม เนื่องจากการรับฟังความคิดเห็นของทุกฝ่ายย่อมเปิดโอกาสในการรับทราบปัญหาที่มีอยู่อย่างครอบคลุม อันจะเปิดโอกาสให้การแสวงหาแนวทางในการทำงานร่วมกันเพื่อสร้างสันติภาพให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นและยั่งยืนสำหรับทุกฝ่าย

การฉายหนังในครั้งนี้ เพื่อสะท้อนให้ผู้ได้รับผลกระทบจากการซ้อมทรมาน รวมทั้งภาคประชาสังคมที่ทำงานในพื้นที่ ได้เห็นมุมมองใหม่เกี่ยวกับผลกระทบจากการทรมาน โดยหวังว่าทุกฝ่ายที่ร่วมกันเพื่อแก้ไขปัญหาความขัดแย้งและความรุนแรงจะเข้าใจปัญหาและความสำคัญของการเยียวยามากขึ้น และสามารถอภิปรายและแสดงความคิดเห็น แลกเปลี่ยนประสบการณ์ของตนกับองค์กรภาคประชาสังคมและตัวแทนภาครัฐได้อย่างเข้าใจในมุมมองที่แตกต่างกัน เพื่อใช้เป็นจุดเริ่มต้นในการออกแบบการทำงานในเรื่องการเยียวยา ซึ่งจะเป็นส่วนหนึ่งของการปรองดองและกระบวนการสันติภาพในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ได้

กำหนดการ
งานฉายภาพยนตร์ การเยียวยากับความเป็นธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน
(กระบวนการสันติภาพสมบูรณ์หรือไม่ หากไม่มีการเยียวยา)

วันอาทิตย์ที่ ๖ สิงหาคม ๒๕๖๐ ตั้งแต่เวลา ๑๕:๐๐ – ๑๘:๔๕ น.

ณ ศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี

๑๕.๐๐ – ๑๕.๓๐
ลงทะเบียน

๑๕.๓๐ – ๑๕.๔๕
กล่าวต้อนรับผู้ร่วมงาน ชี้แจงวัตถุประสงค์ของการจัดงาน
กรรมการมูลนิธิผสานวัฒนธรรม ดร. ลัดดาวัลย์ ตันติวิทยาพิทักษ์

๑๖.๐๐ – ๑๗.๓๐
การฉายภาพยนต์: The Railway Man

๑๗.๓๐ – ๑๘.๓๐
เวทีอภิปราย
• คุณ อัญชนา หีมมีหน๊ะ หัวหน้ากลุ่มด้วยใจ ซึ่งทำงานเรื่องความรุนแรงในเด็กและสตรีในภาคใต้
• คุณ รอมฎอน ปันจอร์, นักวิชาการศูนย์เฝ้าระวังภาคใต้ ผลกระทบของประชาชนในพื้นที่ความขัดแจ้งขัดแย้ง
• อจ. ชำนาญ จันทร์เรือง อจ.พิเศษมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน ผู้แทนคณะทำงานความเป็นธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน TJ Thailand
• ผู้เสียหายจากความรุนแรง
• เหยื่อจากการซ้อมทรมาน
ดำเนินรายการโดย ทนายณัฐาศิริ เบิร์กแมน

๑๘.๓๐ – ๑๘.๔๕
ช่วงถามตอบ
กล่าวปิดงาน

ติดตามความเคลื่อนไหวของอีเว้นท์ได้ที่:
https://www.facebook.com/events/1912187489068636/?acontext=%7B%22ref%22%3A%223%22%2C%22ref_newsfeed_story_type%22%3A%22regular%22%2C%22action_history%22%3A%22null%22%7D

Event: โครงการอาสาสมัครนักสิทธิมนุษยชน รุ่น 12

เมื่อเช้านี้ทางมูลนิธิผสานฯได้มีโอกาสไปร่วมนำเสนอการทำงานด้านสิทธิมนุษยชนขององค์กรกับน้องๆที่ได้รับเลือกเข้าร่วมโครงการอาสาสมัครนักสิทธิฯ รุ่นที่ 12
อยากจะขอขอบคุณมูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม ที่ได้จัดทำโครงการดีๆแบบนี้ เพื่อให้ทุกคนได้มีโอกาสมาเพิ่มเติมประสบการณ์และเรียนรู้การทำงานด้านสิทธิฯในประเทศไทย
และขอขอบคุณน้องๆทุกคนที่สมัครเข้ามา ที่สนใจ ที่ตั้งใจจะเรียนรู้และพัฒนาไปด้วยกัน
ตอนนี้พี่ๆมีกำลังใจในการทำงานหลังจากได้รับ energy ของคนรุ่นใหม่ที่ล้นเต็มห้องประชุม

หวังว่าเราจะได้มาร่วมงานกันเร็วๆนี้นะคะ

Every year CrCF accepts two human rights volunteers from the program initiated by the Thai Volunteer Service. This is to give the newly graduates a chance to explore the work of human rights in Thailand. This morning was our turn to present our work for the applicants.
We were happy to see so many faces of the young generation who have interest for human rights and the work of NGOs.
There were only good vibes throughout the presentation and we thank everyone for that!

We are looking forward to having two of 34 applicants joining our team for a one-year term.
Stay tuned!