Category Archives: Events

Joint event: International Human Rights Day: 70th Anniversary of the Universal Declaration of Human Rights 7th December 2018 Faculty of Social Science, Srinakharinwirot University, 2 pm-5 pm

English poster

International Human Rights Day: 70th Anniversary of the Universal
Declaration of Human Rights
7th December 2018
Faculty of Social Science, Srinakharinwirot University
14.00 Welcoming Remark by
 Assoc. Prof. Dr. Cholvit Jirajit
Dean, Faculty of Social Science, Srinakharinwirot University
Opening Remark by
 Assoc. Prof. Dr. Somchai Santiwatanakul
President, Srinakharinwirot University
14.15-14.45 Keynote Speech
 Mr. Somchai Homlaor, Human Rights Lawyer
 UNOHCHR Representative
14.45-15.30 The Role of Women Human Rights Defenders
 Ms. Pornpen Khongkachonkiet, Cross-Cultural Foundation
 Ms. Anchana Heemmina, Duay Jai Group
Moderator: Dr. Sipim Sornbanlang, Head of the Political Science
Department, Faculty of Social Science, Srinakharinwirot University
15.30-16.30 Students Speech  and Exhibition Contest on “ Our Human Rights, Whose responsibility”
16.30 Closing Ceremony
*Remark: The program will be conducted in Thai. Simultaneous translation will be provided.

Please see the detail program in Thai at

https://www.facebook.com/events/499971137168011/

SwuEdit (1)

 

 

 

Advertisements

CrCF ft. other CSOs: Extra-judicial killing: Seeking Justice for Chaiyaphum Pasae and Abe Saemu

36691839_2048281738516450_4757983148673859584_n

งานเสวนาวิสามัญฆาตกรรมและ
ปริศนาความยุติธรรมทางอาญาที่ยังไม่เกิด

องค์กรโพรเทคชั่น อินเตอร์เนชั่นแนล (Protection International) มูลนิธิผสานวัฒนธรรม (Cross-Cultural Foundation) คณะกรรมการนักนิติศาสตร์สากล (International Commission of Jurists) สำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งองค์การสหประชาชาติ (UN Office of High Commissioner for Human Rights – OHCHR) มูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม กลุ่มดินสอสี และองค์กรภาคีเครือข่ายขอเรียนเชิญสื่อมวลชนและประชาชนทั่วไปเข้าร่วมงานเสวนาเชิงวิชาการและงานนิทรรศการศิลปะ เรื่อง วิสามัญฆาตกรรมและปริศนาความยุติธรรมทางอาญาที่ยังไม่เกิด: คดีนายชัยภูมิ ป่าแส และนายอาเบ แซ่หมู่ ในวันเสาร์ที่ 14 กรกฎาคม 2561 ณ สำนักกลางนักเรียนคริสเตียนสถานีบีทีเอสราชเทวี เวลา 13.00 น. เป็นต้นไป

การวิสามัญฆาตกรรม หมายถึง คดีฆาตกรรมซึ่งความตายเกิดขึ้นโดยการกระทำของเจ้าพนักงานซึ่งอ้างว่าปฏิบัติราชการตามหน้าที่ หรือเสียชีวิตในระหว่างอยู่ในความควบคุมของเจ้าพนักงานซึ่งอ้างว่าปฏิบัติราชการตามหน้าที่ โดยเมื่อทราบหรือควรทราบถึงการเสียชีวิตในลักษณะดังกล่าวแล้ว หน้าที่สืบสวนสอบสวนของรัฐเพื่อพิจารณาว่าการกระทำและปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่นั้นเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่จะเริ่มต้นขึ้นทันที โดยการสืบสวนสอบสวนดังกล่าวต้องเป็นไปโดนรวดเร็ว มีประสิทธิภาพ เป็นกลาง เป็นอิสระ และโปร่งใส ตามกฎหมายและมาตรฐานทั้งในประเทศและระหว่างประเทศ

หนึ่งในคดีวิสามัญฆาตกรรมที่เกิดขึ้นเมื่อปีที่แล้วและสังคมยังคงให้ความสนใจรวมถึงยังกังขาถึงข้อเท็จจริงในคดีดังกล่าวจนถึงปัจจุบัน คือ กรณีนายชัยภูมิ ป่าแส นักกิจกรรมเยาวชนชาติพันธุ์ลาหู่ ซึ่งถูกเจ้าหน้าที่ทหารที่ตั้งจุดตรวจค้นยาเสพติดบริเวณด่านตรวจบ้านรินหลวง ต.เมืองนะ อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ ยิงเสียชีวิตเมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2560

ความจริงเกี่ยวกับการตายของนายชัยภูมิ ป่าแส ยังคงมีความคลุมเครือ และสร้างความเคลือบแคลงใจให้แก่ฝ่ายญาติผู้ตายและสังคมไทย และตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา มีประเด็นที่ถูกพูดถึงและเรียกร้องมาตลอดจากทางฝ่ายญาติผู้ตายและสาธารณชน คือ การขอให้มีการเปิดเผยภาพจากกล้องวงจรปิดในวันเกิดเหตุ แต่จนถึงปัจจุบันก็ยังไม่ได้มีการเปิดเผยภาพวงจรปิดดังกล่าวแต่อย่างใด

อีกกรณีคือการเสียชีวิตของนายอาเบ แซ่หมู่ ซึ่งถูกวิสามัญโดยเจ้าหน้าที่ทหารซึ่งประจำอยู่ที่ด่านตรวจบ้านรินหลวง ต.เมืองนะ อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2560 หนึ่งเดือนก่อนการวิสามัญฆาตกรรมนายชัยภูมิ ป่าแส โดยเจ้าหน้าที่อ้างว่านายอาเบ จะขว้างอาวุธระเบิดใส่เจ้าหน้าที่ จึงจำเป็นต้องใช้อาวุธปืนยิงสังหารเพื่อป้องกันตัว และนายอาเบมียาเสพติดซุกซ่อนอยู่ในกระเป๋า โดยศาลจะนัดฟังคำสั่งการไต่สวนการเสียชีวิตของนายอาเบ แซ่หมู่ ในวันที่ 26 กรกฎาคม 2561 นี้

จากที่กล่าวมาข้างต้น เครือข่ายติดตามความคืบหน้าคดีวิสามัญฆาตกรรมนายชัยภูมิ ป่าแส มูลนิธิผสานวัฒนธรรม (Cross-Cultural Foundation) องค์กรโพรเทคชั่น อินเตอร์เนชั่นแนล (Protection International) คณะกรรมการนักนิติศาสตร์สากล (International Commission of Jurists) สำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งองค์การสหประชาชาติ (UN Office of High Commissioner for Human Rights – OHCHR) มูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม กลุ่มดินสอสี จึงดำเนินการจัดการเสวนาเชิงวิชาการและงานนิทรรศการศิลปะในครั้งนี้ขึ้นในวันเสาร์ที่ 14 ก.ค.นี้ เวลา 13.00 น.เป็นต้นไปที่สำนักงานกลางนักเรียนคริสเตียนติดกับ BTS ราชเทวี เพื่อพูดคุยแลกเปลี่ยนถึงความคืบหน้าในคดีที่เป็นที่จับตามองในสังคมไทยทั้งคดีนายชัยภูมิ ป่าแส และคดีนายอาเบ แซ่หมู่ และอภิปรายกันถึงภาพรวมสถานการณ์การวิสามัญฆาตกรรมในประเทศไทย หลักกฎหมายและมาตรฐานระหว่างประเทศ และกลไกในกฎหมายไทยทั้งการไต่สวนการเสียชีวิตโดยศาลซึ่งเป็นกระบวนการทางกฎหมายที่เป็นจุดเริ่มต้นแห่งการค้นหาความจริงและการค้นหาสาเหตุของความตายเพื่อพิสูจน์ว่าผู้ตายเป็นใคร ตายที่ไหน ตายเมื่อใด สาเหตุ และพฤติการณ์แห่งความตาย

ปัญหาการจัดการกับพื้นที่เกิดเหตุอาชญากรรม วิธีการชันสูตรพลิกศพ การรวบรวมพยานหลักฐานที่จะนำมาใช้ในการดำเนินคดี การสืบสวนสอบสวน การพิจารณาคดี รวมถึงบทบาทของเจ้าหน้าที่ตำรวจ พนักงานอัยการ และผู้พิพากษาในกระบวนการยุติธรรม สิทธิของญาติผู้เสียชีวิต สิทธิและหน้าที่ของทนายความ รวมถึงความท้าทายในการดำเนินความยุติธรรม เพื่อรวบรวมแนวคิดและหนทางแก้ไขปัญหาต่อไป ทั้งนี้ ในการเสวนาครั้งนี้จะมีญาติและครอบครัวของนายชัยภูมิ ป่าแส และคดีนายอาเบ แซ่หมู่ และวิทยากรผู้เชี่ยวชาญมาบรรยายและแลกเปลี่ยนกับผู้เข้าร่วมงานด้วย

Facebook event: https://www.facebook.com/events/189991761677168/

มูลนิธิผสานวัฒนธรรมขอเชิญร่วมงานเสวนาวิชาการ เรื่อง การรพัฒนากฎหมายและกลไกป้องกันการ “ฟ้องคดีปิดปาก” เพื่อปิดกั้นการมีส่วนร่วมสาธารณะ

33602821_1722249624510195_1793454725060886528_n
งานเสวนาวิชาการ เรื่อง การรพัฒนากฎหมายและกลไกป้องกันการ “ฟ้องคดีปิดปาก”
เพื่อปิดกั้นการมีส่วนร่วมสาธารณะ

วันที่ 30 พฤษภาคม 2561 เวลา 13.00 – 16.30
ณ ห้องประชุมอิศรา อมันตกุล ชั้น 3 สมาคมนักข่าว นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย

กำหนดการเวทีเสวนาวิชาการ
12.00– 13.00 น. ลงทะเบียน
13.00 – 15.30 น. สถานการณ์การฟ้องคดีปิดปากในประเทศไทย
โดย คุณภัทรานิษฐ์ เยาดำ ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน (TLHR)
คุณ ส. รัตนมณี พลกล้า มูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน (CRC)
โครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw)*
การผลักดันกฎหมายเพื่อแก้ปัญหาการฟ้องคดีปิดปากในปัจจุบัน
โดย คุณพรภัทร์ ตันติกุลานันท์ ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นประจำสำนักประธานศาลฎีกา
ผู้แทนจากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา*
ข้อเสนอของภาควิชาการและประชาสังคม
โดย คุณสมชาย หอมลออ มูลนิธิผสานวัฒนธรรม
คุณสุมิตรชัย หัตถสาร สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน
คุณเสาวณีย์ แก้วจุลกาญจน์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ
15.30 – 16.30 น. ช่วงแลกเปลี่ยนข้อมูลและความคิดเห็นจากผู้เข้าร่วม
ดำเนินรายการโดย คุณพรเพ็ญ คงขจรเกียรติ มูลนิธิผสานวัฒนธรรม
หมายเหตุ : *อยู่ระหว่างการประสานงาน
กำหนดการอาจมีการเปลี่ยนแปลงตามความเหมาะสม

+++ที่มาของการจัดเสวนา+++
การดำเนินคดีเชิงยุทธศาสตร์เพื่อระงับการมีส่วนร่วมในกิจการสาธารณะ (Strategic Lawsuit Against Public Participation : SLAPP) หรือที่เรียกสั้นๆ ว่า “การฟ้องคดีปิดปาก” เป็นรูปแบบหนึ่งของการใช้กระบวนการทางกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมเพื่อยับยั้ง ขัดขวางการวิพากษ์วิจารณ์ การแสดงความคิดเห็น หรือการเข้าไปมีส่วนร่วมในกิจการสาธารณะของประชาชนหรือชุมชน ซึ่งวัตถุประสงค์ที่แท้จริงของการฟ้องคดีปิดปากนั้น มิได้มุ่งที่ผลแพ้ชนะของคดี แต่มุ่งที่จะข่มขู่ให้หยุดการวิพากษ์วิจารณ์ หรือมุ่งก่อให้เกิดภาระที่ไม่จำเป็นแก่ผู้ถูกดำเนินคดี เช่น การแกล้งยื่นฟ้องต่อศาลในพื้นที่ห่างไกล เพื่อสร้างความลำบากแก่จำเลยในการเดินทางไปต่อสู้คดี หรือการฟ้องในข้อหาที่หนักกว่าที่ควรจะเป็น ทำให้เกิดภาระทางการเงินในการต่อสู้คดี การเดินทาง เสียเวลาทำมาหากิน เกิดความยุ่งยากต่างๆ หรือแม้แต่เสียสุขภาพจิต จนที่สุดผู้ถูกดำเนินคดีต้องหยุดแสดงความคิดเห็น หยุดตรวจสอบ หรือหยุดการเข้าไปมีส่วนร่วม

ที่ผ่านมาประเทศไทยมีคดีที่เข้าลักษณะการฟ้องปิดปากอยู่จำนวนมากพอสมควร ประชาชน หรือชุมชนที่ออกมาใช้สิทธิและเสรีภาพเพื่อแสดงความคิดเห็น การคัดค้าน การวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล หรือการดำเนินนโยบายการพัฒนาต่างๆที่ก่อผลกระทบต่อประชาชนหรือชุมชน ตลอดจนตรวจสอบการดำเนินการต่างๆของรัฐและกลุ่มทุน มักจะถูกกลุ่มทุนหรือรัฐดำเนินคดี ตัวอย่างเช่น กรณีชาวบ้านคัดต้านเหมืองแร่ จังหวัดเลย ถูกบริษัทเหมืองแร่ฟ้องทั้งคดีอาญาและแพ่งหลายคดี ซึ่งแม้สุดท้ายศาลจะพิพากษายกฟ้อง แต่การได้ฟ้องคดีก็ถือว่าเป็นความสำเร็จของผู้ฟ้องแล้ว เพราะได้ก่อให้เกิดภาระแก่ผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งปัจจุบันการดำเนินคดีเพื่อปิดปากในลักษณะนี้ก็ยังดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง และไม่เพียงแค่เอกชนเท่านั้นที่เป็นผู้ฟ้อง หลายกรณีรัฐเข้ามามีบทบาทในการดำเนินคดีกับประชาชนด้วยเช่นกัน อาทิ การดำเนินคดีกับชาวบ้าน 17 คน ที่เดินเท้ามายืนหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีที่จังหวัดสงขลาเพื่อปกป้องประโยชน์สาธารณะ ปกป้องชุมชน หรือฐานทรัพยากรธรรมชาติของชุมชน การดำเนินคดีกับเครือข่าย people go network จำนวน 8 คนที่จัดกิจกรรม we walk เดินมิตรภาพจากรังสิตไปขอนแก่น หรือล่าสุดการดำเนินคดีกับประชาชนจำนวนมากที่ใช้เสรีภาพในการชุมนุมอย่างสงบเพื่อเรียกร้องให้มีการเลือกตั้ง เป็นต้น

สำหรับทางแก้ไขปัญหานั้น ปัจจุบันรัฐโดยศาลยุติธรรมกำลังจะผลักดันให้มีการแก้ไขประมวลกฎหมายวิธิพิจารณาความอาญา มาตรา 161/1 เพื่อป้องกันการฟ้องปิดปาก โดยการฟ้องไม่สุจริต หรือบิดเบือนข้อเท็จจริง หรืออาจจะกลั่นแกล้งเอาเปรียบกับฝ่ายจำเลย หรือว่ามีการมุ่งหวังประโยชน์ในทางที่มิชอบ สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชนและมูลนิธิผสานวัฒนธรรม ซึ่งทำงานเพื่อการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนและการเข้าถึงความยุติธรรมของประชาชน เห็นว่าเป็นโอกาสอันดีที่จะมีการจัดเสวนาทางวิชาการเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวขึ้น เพื่อแลกเปลี่ยนและระดมความคิดเห็น และแสวงหาแนวทางการพัฒนากฎหมายและกลไกต่างๆเพื่อแก้ปัญหาการฟ้องคดีปิดปากหรือ slapp อย่างเหมาะสมและรอบครอบ และเพื่อให้เกิดความยุติธรรมแก่ผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย

+++มีวัตถุประสงค์ของการจัดเสวนา+++
1. กระตุ้นการตระหนักรู้สาธารณะในเรื่องการฟ้องคดีปิดปาก หรือการดำเนินคดีเชิงยุทธศาสตร์เพื่อระงับการมีส่วนร่วมในกิจการสาธารณะ (Strategic Lawsuit Against Public Participation : SLAPP)
2. เพื่อรวบรวมข้อมูล ความเห็นและข้อเสนอแนะต่อแนวทางการพัฒนากฎหมายและกลไกต่างๆเพื่อแก้ไขปัญหาการฟ้องคดีปิดปาก หรือการดำเนินคดีเชิงยุทธศาสตร์เพื่อระงับการมีส่วนร่วมในกิจการสาธารณะ (Strategic Lawsuit Against Public Participation : SLAPP)

Event: ปัญหาชายแดนใต้กับอนาคตประเทศไทย

ที่มี: https://deepsouthwatch.org/th/node/11828

ร่างกำหนดการ

ปัญหาชายแดนใต้กับอนาคตประเทศไทย

วันเสาร์ที่ 26 พ.ค. 2561 ณ ห้อง 0301 อาคาร 2 คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัย รามคำแหง

 

13.30 – 14.00 ลงทะเบียน

 

14.00 – 14.15 กล่าวต้อนรับ เปิดงาน และฉายวิดีทัศน์โดย ผศ.ดร. ทิพรัตน์ บุบผะศิริ รองคณบดี คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหงและผู้แทนจากมูลนิธิเอเชีย

 

14.15 – 15.30 ประชาสังคมชายแดนใต้กับสันติภาพแนวราบ

  • มูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิม: มูหมัดอัสมิง เปาะแมรีซอ
  • เครือข่ายวาระผู้หญิงเพื่อสันติภาพชายแดนใต้: นางสาวปาตีเมาะ เปาะอิแตดาโอะ
  • เครือข่ายชาวพุทธเพื่อสันติภาพ: รักชาติ สุวรรณ์
  • ปาตานีฟอรั่ม: เอกรินทร์ ต่วนศิริ
  • สายบุรีลุคเกอร์: อานัส พงศ์ประเสริฐ

 

15.30 – 17.00 เปิดโลกปัญหาชายแดนใต้กับอนาคตประเทศไทย

  • ตัวแทนจากจชต. : โซรยา จามจุรี / อัญชลี คงศรีเจริญ/ ปรัชญา โต๊ะอีแต/
  • อับฮา เบ็ญจมนัสกุล /วอเฮะ เจ๊ะแม
  • ตัวแทนจากกทม. : อาทิตย์ ทองอินทร์
  • ดำเนินรายการโดย ณรรธราวุธ เมืองสุข

 

17.00 – 17.30 ถาม-ตอบ แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับผู้เข้าร่วม

 

17.30 – 18.00 สรุปและปิดงาน โดย ผศ.ดร. มูฮำหมัด อิลยาส หญ้าปรัง

จากปู่โคอี้ ถึงบิลลี่ : การเรียกร้องสิทธิ ชุมชนในป่าและความเป็นธรรมของชุมชนกะเหรี่ยงบางกลอย”

30727001_1655656791148267_5108324943188558916_n

ขอเชิญสื่อมวลชนและผู้สนใจเข้าร่วมเวทีวิชาการ

จากปู่โคอี้ ถึงบิลลี่ : การเรียกร้องสิทธิ ชุมชนในป่าและความเป็นธรรมของชุมชนกะเหรี่ยงบางกลอย

วันที่ 27 เมษายน 2561 เวลา 13.00-16.00 น.

ณ. ห้องประชุมจิตติ ติงศภัทิย์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์

          นายคออี้ หรือโคอี้ มีมิ หรือที่คุ้นเคยในชื่อเรียก “ปู่โคอี้” ปัจจุบันอายุ 106 ปี ปู่ถือเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณและสัญลักษณ์แห่งการต่อสู้เพื่อสิทธิชุมชนและวิถีชีวิตของชาติพันธุ์กะเหรี่ยงแห่งบางกลอย-ใจแผ่นดิน ซึ่งเป็นชุมนุมดั้งเดิมที่มีอยู่ก่อนที่จะมีการประกาศเป็นเขตอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน

          เหตุการณ์ที่ทำให้สาธารณะรับรู้เรื่องราวของชุมชนชาติพันธุ์กะเหรี่ยงแห่งบางกลอย-ใจแผ่นดิน อาจจะต้องย้อนกลับไปเมื่อ 6 ปีที่แล้ว ในเดือนพฤษภาคม 2554 เกิดเหตุการณ์ที่เจ้าหน้าที่รัฐ นำโดยอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ได้ปฏิบัติภารกิจที่พวกเขาเรียกว่า “การปฏิบัติงานโครงการขยายผลการอพยพ ผลักดัน/จับกุม ชนกลุ่มน้อยที่บุกรุกพื้นที่ตามแนวชายแดนไทย-พม่า ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน” เพื่อดำเนินการผลักดันกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงที่ตั้งถิ่นฐานอยู่บริเวณบ้านบางกลอยบนและบ้านใจแผ่นดิน ปฏิบัติการครั้งนั้น มีการบังคับให้ปู่โคอี้และชาวกะเหรี่ยงดั้งเดิมที่เกิดและอาศัยอยู่ในบริเวณดังกล่าวให้ออกไปจากพื้นที่ มีการเข้ารื้อ ทำลาย เผาบ้านที่ทำด้วยไม้ไผ่ หลังคามุงด้วยใบตะคร้ออีกเกือบร้อยหลัง ทรัพย์สินในบ้าน ยุ้งฉาง อุปกรณ์เครื่องมือเครื่องใช้ต่างๆภายในบ้าน รวมถึงเมล็ดพันธุ์พืช ได้สูญหายหรือได้รับความเสียหาย

          เหตุการณ์ไล่รื้อครั้งนั้น เป็นเหตุให้ในปี 2555 ชาวบ้านชาติพันธุ์กะเหรี่ยงที่ได้รับความเสียหายจำนวน     6 คน นำโดย “ปู่โคอี้” ได้ยื่นฟ้องกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมต่อศาลปกครองกลาง  ต่อมา 7 กันยายน 2559 ศาลปกครองกลางก็ได้มีคำพิพากษาว่าผู้ฟ้องคดีเป็น   ผู้บุกรุกพื้นที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน  โดยปฏิเสธสิทธิในการอยู่อาศัยและทำกินในพื้นที่ดั้งเดิมพวกเขา และศาลยังเห็นว่าการเผาทำลายบ้านและยุ้งฉางของชาวกะเหรี่ยงโดยเจ้าหน้าที่นั้นเป็นการดำเนินการที่ถูกต้องเหมาะสมตามหลักความได้สัดส่วนและตามควรแก่กรณีแล้ว แต่ศาลก็กรุณาพิพากษาให้กรมอุทยานแห่งชาติชดใช้ค่าเสียหายที่เผาทรัพย์สิน ให้ผู้ฟ้องคดีคนละ 10,000 บาท เนื่องจากไม่ได้แจ้งชาวบ้านล่วงหน้าเพื่อขนทรัพย์สิ่งของออกไปก่อน ผู้ฟ้องคดีจึงได้อุทธรณ์คำสั่งศาลปกครองกลาง ปัจจุบันคดียังอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลปกครองสูงสุด

        เป็นเวลากว่า 4 ปีแล้วที่ “บิลลี่” พอละจี รักจงเจริญ หลานชายของปู่โคอี้ และผู้นำในการปกป้องสิทธิมนุษยชนให้กับชาติพันธุ์กะเหรี่ยงบางกลอย – ใจแผ่นดิน ซึ่งบิลลี่ทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยทนายความในคดีที่ปู่โคอี้และชาวบ้านชาติพันธุ์กะเหรี่ยงฟ้องศาลปกครองด้วย ได้หายตัวไปหลังจากถูกเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจานควบคุมตัวไว้เมื่อ 17 เมษายน 2557 ซึ่งปัจจุบันครอบครัวก็ยังไม่ทราบชะตากรรมของเขา ที่ผ่านมาทั้งภริยาของบิลลี่ และองค์กรด้านสิทธิมนุษยชนได้มีความพยายามแสวงหาแนวทางด้านกฎหมายมาใช้เพื่อดำเนินการให้มีการสืบหาตัวของบิลลี่และนำผู้กระทำผิดมารับโทษ แต่การดำเนินการเหล่านั้นก็ยังไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร ปัจจุบันกระบวนยุติธรรมได้หยุดอยู่ที่ชั้นสอบสวนเท่านั้น

          นับเป็นเวลานานแล้วที่ชุมชนกระเหรี่ยงบางกลอย-ใจแผ่นดิน และครอบครัวของบิลลี่ยังไม่ได้รับความเป็นธรรม ด้วยเหตุนี้ ผู้เกี่ยวข้องและองค์กรต่างๆที่ได้ติดตามสถานการณ์ ได้แก่ สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน (สนส.), มูลนิธิผสานวัฒนธรรม, ครอบครัวนายพอละจี (บิลลี่) รักจงเจริญ, เครือข่ายกะเหรี่ยงเพื่อวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม เขตงานตะนาวศรี และกลุ่มดินสอสี  จึงร่วมกันจัดเวทีวิชาการ ในหัวข้อ จากปู่โคอี้ ถึงบิลลี่ : การเรียกร้องสิทธิ ชุมชนในป่าและความเป็นธรรมของชุมชนกะเหรี่ยงบางกลอย เพื่อสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับวิถีชีวิตของชาติพันธุ์กะเหรี่ยงและกระตุ้นให้เกิดการแก้ปัญหาและสืบหาตัวบิลลี่ เพื่อนำความยุติธรรมมาสู่ครอบครัวและชุมชนบ้านบางกลอย และเปิดพื้นที่ในการแลกเปลี่ยนและระดมความคิดเห็นจากภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อเป็นการทบทวนบทเรียนและวิเคราะห์สถานการณ์ที่เกิดขึ้นร่วมกันเพื่อจัดทำเป็นข้อเสนอแนะและเป็นประโยชน์ในอนาคตต่อไป