Category Archives: Events

มูลนิธิผสานวัฒนธรรมขอเชิญร่วมงานเสวนาวิชาการ เรื่อง การรพัฒนากฎหมายและกลไกป้องกันการ “ฟ้องคดีปิดปาก” เพื่อปิดกั้นการมีส่วนร่วมสาธารณะ

33602821_1722249624510195_1793454725060886528_n
งานเสวนาวิชาการ เรื่อง การรพัฒนากฎหมายและกลไกป้องกันการ “ฟ้องคดีปิดปาก”
เพื่อปิดกั้นการมีส่วนร่วมสาธารณะ

วันที่ 30 พฤษภาคม 2561 เวลา 13.00 – 16.30
ณ ห้องประชุมอิศรา อมันตกุล ชั้น 3 สมาคมนักข่าว นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย

กำหนดการเวทีเสวนาวิชาการ
12.00– 13.00 น. ลงทะเบียน
13.00 – 15.30 น. สถานการณ์การฟ้องคดีปิดปากในประเทศไทย
โดย คุณภัทรานิษฐ์ เยาดำ ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน (TLHR)
คุณ ส. รัตนมณี พลกล้า มูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน (CRC)
โครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw)*
การผลักดันกฎหมายเพื่อแก้ปัญหาการฟ้องคดีปิดปากในปัจจุบัน
โดย คุณพรภัทร์ ตันติกุลานันท์ ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นประจำสำนักประธานศาลฎีกา
ผู้แทนจากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา*
ข้อเสนอของภาควิชาการและประชาสังคม
โดย คุณสมชาย หอมลออ มูลนิธิผสานวัฒนธรรม
คุณสุมิตรชัย หัตถสาร สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน
คุณเสาวณีย์ แก้วจุลกาญจน์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ
15.30 – 16.30 น. ช่วงแลกเปลี่ยนข้อมูลและความคิดเห็นจากผู้เข้าร่วม
ดำเนินรายการโดย คุณพรเพ็ญ คงขจรเกียรติ มูลนิธิผสานวัฒนธรรม
หมายเหตุ : *อยู่ระหว่างการประสานงาน
กำหนดการอาจมีการเปลี่ยนแปลงตามความเหมาะสม

+++ที่มาของการจัดเสวนา+++
การดำเนินคดีเชิงยุทธศาสตร์เพื่อระงับการมีส่วนร่วมในกิจการสาธารณะ (Strategic Lawsuit Against Public Participation : SLAPP) หรือที่เรียกสั้นๆ ว่า “การฟ้องคดีปิดปาก” เป็นรูปแบบหนึ่งของการใช้กระบวนการทางกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมเพื่อยับยั้ง ขัดขวางการวิพากษ์วิจารณ์ การแสดงความคิดเห็น หรือการเข้าไปมีส่วนร่วมในกิจการสาธารณะของประชาชนหรือชุมชน ซึ่งวัตถุประสงค์ที่แท้จริงของการฟ้องคดีปิดปากนั้น มิได้มุ่งที่ผลแพ้ชนะของคดี แต่มุ่งที่จะข่มขู่ให้หยุดการวิพากษ์วิจารณ์ หรือมุ่งก่อให้เกิดภาระที่ไม่จำเป็นแก่ผู้ถูกดำเนินคดี เช่น การแกล้งยื่นฟ้องต่อศาลในพื้นที่ห่างไกล เพื่อสร้างความลำบากแก่จำเลยในการเดินทางไปต่อสู้คดี หรือการฟ้องในข้อหาที่หนักกว่าที่ควรจะเป็น ทำให้เกิดภาระทางการเงินในการต่อสู้คดี การเดินทาง เสียเวลาทำมาหากิน เกิดความยุ่งยากต่างๆ หรือแม้แต่เสียสุขภาพจิต จนที่สุดผู้ถูกดำเนินคดีต้องหยุดแสดงความคิดเห็น หยุดตรวจสอบ หรือหยุดการเข้าไปมีส่วนร่วม

ที่ผ่านมาประเทศไทยมีคดีที่เข้าลักษณะการฟ้องปิดปากอยู่จำนวนมากพอสมควร ประชาชน หรือชุมชนที่ออกมาใช้สิทธิและเสรีภาพเพื่อแสดงความคิดเห็น การคัดค้าน การวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล หรือการดำเนินนโยบายการพัฒนาต่างๆที่ก่อผลกระทบต่อประชาชนหรือชุมชน ตลอดจนตรวจสอบการดำเนินการต่างๆของรัฐและกลุ่มทุน มักจะถูกกลุ่มทุนหรือรัฐดำเนินคดี ตัวอย่างเช่น กรณีชาวบ้านคัดต้านเหมืองแร่ จังหวัดเลย ถูกบริษัทเหมืองแร่ฟ้องทั้งคดีอาญาและแพ่งหลายคดี ซึ่งแม้สุดท้ายศาลจะพิพากษายกฟ้อง แต่การได้ฟ้องคดีก็ถือว่าเป็นความสำเร็จของผู้ฟ้องแล้ว เพราะได้ก่อให้เกิดภาระแก่ผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งปัจจุบันการดำเนินคดีเพื่อปิดปากในลักษณะนี้ก็ยังดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง และไม่เพียงแค่เอกชนเท่านั้นที่เป็นผู้ฟ้อง หลายกรณีรัฐเข้ามามีบทบาทในการดำเนินคดีกับประชาชนด้วยเช่นกัน อาทิ การดำเนินคดีกับชาวบ้าน 17 คน ที่เดินเท้ามายืนหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีที่จังหวัดสงขลาเพื่อปกป้องประโยชน์สาธารณะ ปกป้องชุมชน หรือฐานทรัพยากรธรรมชาติของชุมชน การดำเนินคดีกับเครือข่าย people go network จำนวน 8 คนที่จัดกิจกรรม we walk เดินมิตรภาพจากรังสิตไปขอนแก่น หรือล่าสุดการดำเนินคดีกับประชาชนจำนวนมากที่ใช้เสรีภาพในการชุมนุมอย่างสงบเพื่อเรียกร้องให้มีการเลือกตั้ง เป็นต้น

สำหรับทางแก้ไขปัญหานั้น ปัจจุบันรัฐโดยศาลยุติธรรมกำลังจะผลักดันให้มีการแก้ไขประมวลกฎหมายวิธิพิจารณาความอาญา มาตรา 161/1 เพื่อป้องกันการฟ้องปิดปาก โดยการฟ้องไม่สุจริต หรือบิดเบือนข้อเท็จจริง หรืออาจจะกลั่นแกล้งเอาเปรียบกับฝ่ายจำเลย หรือว่ามีการมุ่งหวังประโยชน์ในทางที่มิชอบ สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชนและมูลนิธิผสานวัฒนธรรม ซึ่งทำงานเพื่อการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนและการเข้าถึงความยุติธรรมของประชาชน เห็นว่าเป็นโอกาสอันดีที่จะมีการจัดเสวนาทางวิชาการเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวขึ้น เพื่อแลกเปลี่ยนและระดมความคิดเห็น และแสวงหาแนวทางการพัฒนากฎหมายและกลไกต่างๆเพื่อแก้ปัญหาการฟ้องคดีปิดปากหรือ slapp อย่างเหมาะสมและรอบครอบ และเพื่อให้เกิดความยุติธรรมแก่ผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย

+++มีวัตถุประสงค์ของการจัดเสวนา+++
1. กระตุ้นการตระหนักรู้สาธารณะในเรื่องการฟ้องคดีปิดปาก หรือการดำเนินคดีเชิงยุทธศาสตร์เพื่อระงับการมีส่วนร่วมในกิจการสาธารณะ (Strategic Lawsuit Against Public Participation : SLAPP)
2. เพื่อรวบรวมข้อมูล ความเห็นและข้อเสนอแนะต่อแนวทางการพัฒนากฎหมายและกลไกต่างๆเพื่อแก้ไขปัญหาการฟ้องคดีปิดปาก หรือการดำเนินคดีเชิงยุทธศาสตร์เพื่อระงับการมีส่วนร่วมในกิจการสาธารณะ (Strategic Lawsuit Against Public Participation : SLAPP)

Advertisements

Event: ปัญหาชายแดนใต้กับอนาคตประเทศไทย

ที่มี: https://deepsouthwatch.org/th/node/11828

ร่างกำหนดการ

ปัญหาชายแดนใต้กับอนาคตประเทศไทย

วันเสาร์ที่ 26 พ.ค. 2561 ณ ห้อง 0301 อาคาร 2 คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัย รามคำแหง

 

13.30 – 14.00 ลงทะเบียน

 

14.00 – 14.15 กล่าวต้อนรับ เปิดงาน และฉายวิดีทัศน์โดย ผศ.ดร. ทิพรัตน์ บุบผะศิริ รองคณบดี คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหงและผู้แทนจากมูลนิธิเอเชีย

 

14.15 – 15.30 ประชาสังคมชายแดนใต้กับสันติภาพแนวราบ

  • มูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิม: มูหมัดอัสมิง เปาะแมรีซอ
  • เครือข่ายวาระผู้หญิงเพื่อสันติภาพชายแดนใต้: นางสาวปาตีเมาะ เปาะอิแตดาโอะ
  • เครือข่ายชาวพุทธเพื่อสันติภาพ: รักชาติ สุวรรณ์
  • ปาตานีฟอรั่ม: เอกรินทร์ ต่วนศิริ
  • สายบุรีลุคเกอร์: อานัส พงศ์ประเสริฐ

 

15.30 – 17.00 เปิดโลกปัญหาชายแดนใต้กับอนาคตประเทศไทย

  • ตัวแทนจากจชต. : โซรยา จามจุรี / อัญชลี คงศรีเจริญ/ ปรัชญา โต๊ะอีแต/
  • อับฮา เบ็ญจมนัสกุล /วอเฮะ เจ๊ะแม
  • ตัวแทนจากกทม. : อาทิตย์ ทองอินทร์
  • ดำเนินรายการโดย ณรรธราวุธ เมืองสุข

 

17.00 – 17.30 ถาม-ตอบ แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับผู้เข้าร่วม

 

17.30 – 18.00 สรุปและปิดงาน โดย ผศ.ดร. มูฮำหมัด อิลยาส หญ้าปรัง

จากปู่โคอี้ ถึงบิลลี่ : การเรียกร้องสิทธิ ชุมชนในป่าและความเป็นธรรมของชุมชนกะเหรี่ยงบางกลอย”

30727001_1655656791148267_5108324943188558916_n

ขอเชิญสื่อมวลชนและผู้สนใจเข้าร่วมเวทีวิชาการ

จากปู่โคอี้ ถึงบิลลี่ : การเรียกร้องสิทธิ ชุมชนในป่าและความเป็นธรรมของชุมชนกะเหรี่ยงบางกลอย

วันที่ 27 เมษายน 2561 เวลา 13.00-16.00 น.

ณ. ห้องประชุมจิตติ ติงศภัทิย์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์

          นายคออี้ หรือโคอี้ มีมิ หรือที่คุ้นเคยในชื่อเรียก “ปู่โคอี้” ปัจจุบันอายุ 106 ปี ปู่ถือเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณและสัญลักษณ์แห่งการต่อสู้เพื่อสิทธิชุมชนและวิถีชีวิตของชาติพันธุ์กะเหรี่ยงแห่งบางกลอย-ใจแผ่นดิน ซึ่งเป็นชุมนุมดั้งเดิมที่มีอยู่ก่อนที่จะมีการประกาศเป็นเขตอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน

          เหตุการณ์ที่ทำให้สาธารณะรับรู้เรื่องราวของชุมชนชาติพันธุ์กะเหรี่ยงแห่งบางกลอย-ใจแผ่นดิน อาจจะต้องย้อนกลับไปเมื่อ 6 ปีที่แล้ว ในเดือนพฤษภาคม 2554 เกิดเหตุการณ์ที่เจ้าหน้าที่รัฐ นำโดยอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ได้ปฏิบัติภารกิจที่พวกเขาเรียกว่า “การปฏิบัติงานโครงการขยายผลการอพยพ ผลักดัน/จับกุม ชนกลุ่มน้อยที่บุกรุกพื้นที่ตามแนวชายแดนไทย-พม่า ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน” เพื่อดำเนินการผลักดันกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงที่ตั้งถิ่นฐานอยู่บริเวณบ้านบางกลอยบนและบ้านใจแผ่นดิน ปฏิบัติการครั้งนั้น มีการบังคับให้ปู่โคอี้และชาวกะเหรี่ยงดั้งเดิมที่เกิดและอาศัยอยู่ในบริเวณดังกล่าวให้ออกไปจากพื้นที่ มีการเข้ารื้อ ทำลาย เผาบ้านที่ทำด้วยไม้ไผ่ หลังคามุงด้วยใบตะคร้ออีกเกือบร้อยหลัง ทรัพย์สินในบ้าน ยุ้งฉาง อุปกรณ์เครื่องมือเครื่องใช้ต่างๆภายในบ้าน รวมถึงเมล็ดพันธุ์พืช ได้สูญหายหรือได้รับความเสียหาย

          เหตุการณ์ไล่รื้อครั้งนั้น เป็นเหตุให้ในปี 2555 ชาวบ้านชาติพันธุ์กะเหรี่ยงที่ได้รับความเสียหายจำนวน     6 คน นำโดย “ปู่โคอี้” ได้ยื่นฟ้องกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมต่อศาลปกครองกลาง  ต่อมา 7 กันยายน 2559 ศาลปกครองกลางก็ได้มีคำพิพากษาว่าผู้ฟ้องคดีเป็น   ผู้บุกรุกพื้นที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน  โดยปฏิเสธสิทธิในการอยู่อาศัยและทำกินในพื้นที่ดั้งเดิมพวกเขา และศาลยังเห็นว่าการเผาทำลายบ้านและยุ้งฉางของชาวกะเหรี่ยงโดยเจ้าหน้าที่นั้นเป็นการดำเนินการที่ถูกต้องเหมาะสมตามหลักความได้สัดส่วนและตามควรแก่กรณีแล้ว แต่ศาลก็กรุณาพิพากษาให้กรมอุทยานแห่งชาติชดใช้ค่าเสียหายที่เผาทรัพย์สิน ให้ผู้ฟ้องคดีคนละ 10,000 บาท เนื่องจากไม่ได้แจ้งชาวบ้านล่วงหน้าเพื่อขนทรัพย์สิ่งของออกไปก่อน ผู้ฟ้องคดีจึงได้อุทธรณ์คำสั่งศาลปกครองกลาง ปัจจุบันคดียังอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลปกครองสูงสุด

        เป็นเวลากว่า 4 ปีแล้วที่ “บิลลี่” พอละจี รักจงเจริญ หลานชายของปู่โคอี้ และผู้นำในการปกป้องสิทธิมนุษยชนให้กับชาติพันธุ์กะเหรี่ยงบางกลอย – ใจแผ่นดิน ซึ่งบิลลี่ทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยทนายความในคดีที่ปู่โคอี้และชาวบ้านชาติพันธุ์กะเหรี่ยงฟ้องศาลปกครองด้วย ได้หายตัวไปหลังจากถูกเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจานควบคุมตัวไว้เมื่อ 17 เมษายน 2557 ซึ่งปัจจุบันครอบครัวก็ยังไม่ทราบชะตากรรมของเขา ที่ผ่านมาทั้งภริยาของบิลลี่ และองค์กรด้านสิทธิมนุษยชนได้มีความพยายามแสวงหาแนวทางด้านกฎหมายมาใช้เพื่อดำเนินการให้มีการสืบหาตัวของบิลลี่และนำผู้กระทำผิดมารับโทษ แต่การดำเนินการเหล่านั้นก็ยังไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร ปัจจุบันกระบวนยุติธรรมได้หยุดอยู่ที่ชั้นสอบสวนเท่านั้น

          นับเป็นเวลานานแล้วที่ชุมชนกระเหรี่ยงบางกลอย-ใจแผ่นดิน และครอบครัวของบิลลี่ยังไม่ได้รับความเป็นธรรม ด้วยเหตุนี้ ผู้เกี่ยวข้องและองค์กรต่างๆที่ได้ติดตามสถานการณ์ ได้แก่ สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน (สนส.), มูลนิธิผสานวัฒนธรรม, ครอบครัวนายพอละจี (บิลลี่) รักจงเจริญ, เครือข่ายกะเหรี่ยงเพื่อวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม เขตงานตะนาวศรี และกลุ่มดินสอสี  จึงร่วมกันจัดเวทีวิชาการ ในหัวข้อ จากปู่โคอี้ ถึงบิลลี่ : การเรียกร้องสิทธิ ชุมชนในป่าและความเป็นธรรมของชุมชนกะเหรี่ยงบางกลอย เพื่อสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับวิถีชีวิตของชาติพันธุ์กะเหรี่ยงและกระตุ้นให้เกิดการแก้ปัญหาและสืบหาตัวบิลลี่ เพื่อนำความยุติธรรมมาสู่ครอบครัวและชุมชนบ้านบางกลอย และเปิดพื้นที่ในการแลกเปลี่ยนและระดมความคิดเห็นจากภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อเป็นการทบทวนบทเรียนและวิเคราะห์สถานการณ์ที่เกิดขึ้นร่วมกันเพื่อจัดทำเป็นข้อเสนอแนะและเป็นประโยชน์ในอนาคตต่อไป

International Day of the Victims of Enforced Disappearance: Human Rights Defenders & the Disappeared Justice

30082017_ED2-1.png

[For English, please scroll down]

วันผู้สูญหายสากล :
นักปกป้องสิทธิมนุษยชนกับความยุติธรรมที่หายไป
ร่วมจัดโดย มูลนิธิผสานวัฒนธรรม สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน
เครือข่ายปฏิรูปที่ดินภาคอีสาน แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล
และสำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งองค์การสหประชาชาติ

ปัญหาการบังคับให้บุคคลสูญหายในประเทศไทยนั้นยังคงปรากฏให้เห็นทางสื่ออย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการกระทำต่อแกนนำชาวบ้าน นักต่อสู้ นักเคลื่อนไหว นักปกป้องสิทธิมนุษยชน ทั้งนี้คณะทำงานของสหประชาชาติว่าด้วยการบังคับให้บุคคลสูญหายได้บันทึกเรื่องร้องเรียนกรณีในประเทศไทยไว้ทั้งหมด ๘๒ กรณี โดยทั้งหมดนี้ยังไม่มีการสืบสวนสอบสวนอย่างเป็นระบบและไม่มีการนำตัวคนผิดมารับโทษแต่อย่างใด ถึงปัจจุบันนี้ไม่มีใครทราบชะตากรรมของคนที่หายไปครอบครัวของเหยื่อยังไม่สามารถเข้าถึงความยุติธรรมได้
แม้การบังคับให้บุคคลสูญหายนั้นจะเป็นอาชญากรรมร้ายแรงที่ทั่วโลกต่างยอมรับว่าเป็นอาชกรรมร้ายแรงที่ทุกประเทศต้องมีกฎหมายที่กำหนดให้การบังคับให้บุคคลสูญหายเป็นความผิดอาญา แต่ปัจจุบันประเทศไทยก็ยังไม่มีกฎหมายเช่นว่านี้และเนื่องจากไม่มีกฏหมายโดยตรงมาใช้บังคับเมื่อเกิดการบังคับให้สูญหายขึ้นจึงจำเป็นต้องใช้กฎหมายที่มีอยู่ซึ่งมีข้อจำกัดและไม่สอดคล้องกับสภาพปัญหามาใช้ เจ้าหน้าที่รัฐขาดความรู้ความเข้าใจเรื่องการบังคับให้บุคคลสูญหายการสืบสวนสวนคดีการหายตัวของเหยื่อที่ถูกบังคบให้สูญหายจึงไม่เป็นระบบและไม่เป็นมืออาชีพแม้ประเทศไทยจะได้ลงนามในอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลทุกคนจากการหายสาบสูญโดยถูกบังคับ (International Convention for the
Protection of All Persons from Enforced Disappearance: CED) เมื่อวันที่ ๒๕ พฤษภาคม ๒๕๕๕
และกระทรวงยุติธรรมร่วมกับตัวแทนภาครัฐและภาคประชาสังคมได้เสนอรัฐบาลเพื่อให้สัตยาบันอนุสัญญาฉบับนี้ พร้อมทั้งได้จัดทำ
“ร่างพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการบังคับบุคคลให้สูญหาย พ.ศ….”
เพื่ออนุวัติการกฎหมายในประเทศให้เป็นไปตามอนุสัญญาระหว่างประเทศแล้วก็ตาม แต่เป็นที่น่าเสียใจที่เมื่อวันที่ ๒๗ ธันวาคม ๒๕๕๙ คณะรัฐมนตรี (ครม.)ได้มีมติเห็นชอบและให้ส่งร่างกฎหมายดังกล่าวเข้าสู่การพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) แต่ปรากฎว่า เมื่อ วันที่ ๒๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๐ คณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (วิป สนช.)
กลับมีมติให้ส่ง “ร่างพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการบังคับบุคคลให้สูญหาย พ.ศ….” คืนไปให้ ครม. และกระทรวงยุติธรรม
โดยไม่ปรากฎเหตุผลที่ชัดเจนของการส่งคืนร่างกฎหมายดังกล่าวแต่อย่างใด
การทำงานเพื่อสังคมแต่กลับถูกปิดปากโดยวิธีการที่ผิดกฎหมายและคนกระทำความผิดยังคงลอยนวลพ้นผิด
เนื่องจากรัฐบาลไทยยังไม่ได้กำหนดให้การบังคับให้บุคคลสูญหายเป็นความผิดอาญาในประเทศไทย

เพื่อเป็นการระลึกถึงนักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนที่หายไปและเน้นย้ำถึงความสำคัญและจำเป็นในการกำหนดให้การบังคับให้บุคคลสูญหายเป็นความผิดอาญาคณะผู้จัดการจึงได้จัดงานขึ้นเพื่อแลกเปลี่ยนทัศนะคติระหว่างบุคคลต่างๆและเพื่อแสดงความนับถือต่อครอบครัวและครอบครัวของบุคคลที่ถูกทำให้สูญหาย

เวลาและสถานที่
ในวันที่ ๓๐ สิงหาคม ๒๕๖๐ ตั้งแต่เวลา ๑๓:๐๐ – ๑๗:๐๐ น.
ณ อาคารอนุสรณ์ สำนักกลางนักเรียนคริสเตียน ถนนพญาไท เขตราชเทวี
กรุงเทพมหานคร

๑๓.๐๐ – ๑๓.๓๐ ลงทะเบียน
๑๓.๓๐ – ๑๓.๔๕ กล่าวเปิดงาน โดย ตัวแทนสำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ
๑๓.๔๕ – ๑๔.๒๐ พ่อเด่น คำแหล้ กับ พยานหลักฐานทางนิติวิทยาศาตร์ในคดีอุ้มหาย
แพทย์หญิงคุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์
ตัวแทนชาวบ้าน คุณ อรนุช ผลภิญโญ
๑๔.๓๐ – ๑๕.๐๐ “เส้นทางร่างพ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการบังคับบุคคลให้สูญหาย พ.ศ.”
โดย ตัวแทนกระทรวงยุติธรรม
๑๕.๐๐ – ๑๖.๑๕ การอภิปรายหัวข้อ คนหายมีทุกที่ กับข้อจำกัดของการฟ้องคดีโดยไม่มีกฎหมายที่ชัดเจน
โดย ตัวแทนนักกฎหมายจากสมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน
คุณ อังคณา นีละไพจิตร
คุณ พิณนภา พฤกษาพรรณ
อำนาจหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษกับคดีอุ้มหาย
โดย ตัวแทนกรมสอบสวนคดีพิเศษ
อำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนต่อนักปกป้องสิทธิมนุษยชน
โดย นายแพทย์นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ อดีต คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
๑๖.๑๕ – ๑๖.๓๐ แลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างผู้ร่วมงาน
๑๖.๔๕ ผู้จัดงานอ่านแถลงการณ์เนื่องในวันผู้สูญหายสากลร่วมกัน
(กำหนดการอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ตามความเหมาะสม)


International Day of the Victims of Enforced Disappearance: Human Rights Defenders & the Disappeared Justice


Co-organized by: Cross Cultural Foundation (CrCF), Human Rights Lawyers Association (HRLA), the Esaan Land Reform, Amnesty International Thailand, and United Nations Human Rights Office of the High Commission South-East Asia Regional Office


In the absence of efficient mechanisms for the protection of human rights defenders in Thailand, the cases of enforced disappearances ought to be addressed fairly and immediately. We, the organizers, would like to take this opportunity to commemorate and commend those who fearlessly stood up and defended the rights of others, but are no longer with us. Their legacy and engagement will continue to inspire all of us.
On the occasion of International Day of the Victims of Enforced Disappearance, which falls on August 30 each year, we wish to reaffirm the significance of the government’s role in promoting and protecting the people’s human rights in compliance with the international standards. In order to find sustainable solutions, this event is also set to provide the possibility for collaboration among all sectors working with the issues on human rights.

Time and Location
Wednesday, 30th of August 2017 at 13.00 – 17.00 h, at the Student Christian Center, Phayathai Rd, Thanon Phetchaburi, Ratchathewi, Bangkok

13.00 – 13.30 Registration
13.30 – 13.45 Welcoming remarks by representative of the OHCHR
13.45 – 14.30 ‘Den Kamlae and Forensic Evidence in the Cases of Enforced Disappearance’ by Dr. Pornthip Rojanasunan and the community representative Oranuch Phonpinyo
14.30 – 15.00 ‘The Path of Prevention and Suppression of Torture and Enforced Disappearances Act B.E. …’ by representative of the Ministry of Justice
15.00 – 16.00 A panel discussion on the topic of ‘Enforced Disappearance: It Happens Everywhere, and the Limited Prosecution Resources under Vague Legislations’ by representative of HRLA, Ankana Neelapaijit and Pinnapha Prueksapan
The Jurisdiction of the Department of Special Investigation and Cases of Enforced Disappearance by representative of the Department of Special Investigation
The Jurisdiction of the National Human Rights Commission of Thailand and Human Rights Defenders by Dr. Niran Pitakwatchara Commissioner of the 2nd batch of NHRC
16.00 – 16.30 Q&A
16.45 The organizers read the joint statement on the occasion of International Day of the Victims of Enforced Disappearance
NOTE: Thai-English translation will be provided throughout the event

(There may occur changes as deemed appropriate)

Facebook event:

https://www.facebook.com/events/146288562634071/?acontext=%7B%22ref%22%3A%223%22%2C%22ref_newsfeed_story_type%22%3A%22regular%22%2C%22feed_story_type%22%3A%22117%22%2C%22action_history%22%3A%22null%22%7D

งานแถลงข่าวสถานการณ์เร่งด่วนของผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชน

20901527_1388613971259634_2731583452975081298_o

ที่มา: https://web.facebook.com/events/201277070408257/?acontext=%7B%22ref%22%3A%223%22%2C%22ref_newsfeed_story_type%22%3A%22regular%22%2C%22feed_story_type%22%3A%2217%22%2C%22action_history%22%3A%22null%22%7D

องค์กร Protection International (PI) ร่วมกับเครือข่ายผู้หญิงที่ติดตามการรายงานอนุสัญญา CEDAW และสถานทูตเนเธอร์แลนด์ในประเทศไทย ขอเรียนเชิญสื่อมวลชนเข้าร่วมงานแถลงข่าวเปิดสถานการณ์เร่งด่วนของผู้หญิงในประเทศไทยภายหลังครบรอบ 1 เดือนที่รัฐบาลไทยได้นำเสนอรายงานการปฏิบัติตามอนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรีในทุกรูปแบบ หรืออนุสัญญา CEDAW และการเสวนาในหัวข้อ “สถานการณ์เร่งด่วนของผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชน รัฐไทยจะปฏิบัติและคุ้มครองอย่างไรให้มีสิทธิฯและคุณภาพชีวิตที่ดีภายใต้อนุสัญญา CEDAW” ในวันพุธที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2560 เวลา 10.00-12.00 นณ สถานทูตเนเธอร์แลนด์ประจำประเทศไทย ถนนวิทยุ

นับจากวันที่ 5 กรกฎาคมที่ผ่านมา จนถึงปัจจุบันนี้เป็นเวลาหนึ่งเดือนกว่าแล้วที่รัฐบาลไทยได้นำเสนอรายงานการปฏิบัติตามอนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรีในทุกรูปแบบ หรืออนุสัญญา The Convention on the Elimination of All Forms of Discrimination Against Women (CEDAW) ที่สำนักงานองค์การสหประชาชาติ ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ โดยภายหลังการนำเสนอของรัฐบาลไทยคณะกรรมการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรีของสหประชาชาติได้จัดส่งข้อคิดเห็นโดยสรุปต่อการรายงานของไทย ซึ่งคณะกรรมการฯ แสดงความห่วงกังวลเป็นอย่างยิ่งว่า นักปกป้องสิทธิมนุษยชนผู้หญิง ที่ทำงานรณรงค์โดยเฉพาะเรื่องสิทธิในที่ดิน การปกป้องสิ่งแวดล้อม สิทธิชนเผ่าพื้นเมือง สิทธิของคนชนบท เลสเบียน ไบเซ็กชัล หญิงข้ามเพศ และหญิงมุสลิมในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ต้องตกเป็นเป้าหมายการฟ้องร้องดำเนินคดี การคุกคาม การใช้ความรุนแรงและการข่มขู่ที่เป็นผลจากการทำงานของพวกเธอโดยการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐและองค์กรธุรกิจ ซึ่งรัฐบาลไทยได้ชี้แจงและรับปากต่อคณะกรรมการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรีของสหประชาชาติว่าจะดำเนินการแก้ไขในหลากหลายประเด็นที่เป็นข้อกังวลของคณะกรรมการ

อย่างไรก็ตามภายหลังการนำเสนอรายงานการปฏิบัติตามอนุสัญญา CEDAW ของรัฐบาลไทยไม่กี่สัปดาห์ก็มีผู้หญิงในประเทศไทยได้รับผลกระทบจากการถูกฟ้องร้องดำเนินคดีจากเจ้าหน้าที่รัฐและองค์กรธุรกิจเป็นจำนวนมากไม่ว่าจะเป็นกรณีของ “แม่สุภาพ คำแหล้” ผู้หญิงชาวบ้านที่ลุกขึ้นมาต่อสู้เรื่องที่ดินที่สามีหายไปไร้ร่องรอย ที่ล่าสุดแม่สุภาพถูกสั่งจำคุก 6 เดือนในคดีรุกป่าสงวน นอกจากนี้ยังมีกลุ่มผู้หญิงจากกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดจังหวัดเลย สหพันธ์เกษตรกรภาคใต้ ที่ลุกขึ้นมาปกป้องทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ของตนเองต้องถูกฟ้องร้องจากหน่วยงานท้องถิ่นของรัฐ และยังไม่นับสถานการณ์ของผู้หญิงชนเผ่า ผู้หญิงในภาคใต้ตลอดเดือนและตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา ที่ได้รับผลกระทบจากการประกาศนโยบายของรัฐ

ด้วยเหตุดังกล่าวนี้องค์กร Protection International (PI) ร่วมกับ เครือข่ายผู้หญิงที่ติดตามการรายงานอนุสัญญา CEDAW และสถานทูตเนเธอร์แลนด์ในประเทศไทยจึงได้จัดงานแถลงข่าวเปิดสถานการณ์เร่งด่วนของผู้หญิงในประเทศไทยภายหลังครบรอบ 1 เดือนที่รัฐบาลไทยได้นำเสนอรายงานการปฏิบัติตามอนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรีในทุกรูปแบบ หรืออนุสัญญา CEDAW และการเสวนาในหัวข้อ “สถานการณ์เร่งด่วนของผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชน รัฐไทยจะปฏิบัติและคุ้มครองอย่างไรให้มีสิทธิฯและคุณภาพชีวิตที่ดีภายใต้อนุสัญญา CEDAW” ซึ่งงานจะจัดขึ้นในวันพุธที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2560 เวลา 10.30 น. – 12.00 น.ที่ สถานทูตเนเธอร์แลนด์ประจำประเทศไทย โดยการจัดงานในครั้งนี้สื่อมวลชนจะได้พบกับกิจกรรมที่น่าสนใจอาทิ


• การกล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วมงานและกล่าวัตถุประสงค์ในการจัดงานโดยอุปทูตรักษาการแทนเอกอัครราชทูตสถานทูตเนเธอร์แลนด์ประจำประเทศไทย คุณ Susan Blankhart
• การแถลงข่าวข่าวเปิดสถานการณ์เร่งด่วนของผู้หญิงในประเทศไทยภายหลังครบรอบ 1 เดือนที่รัฐบาลไทยได้นำเสนอรายงานการปฏิบัติตามอนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรีในทุกรูปแบบ หรืออนุสัญญา CEDAW
• การนำเสนอรายงานข้อคิดเห็นของคณะกรรมการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรีของสหประชาชาติฉบับภาษาไทยต่อหลากหลายประเด็นที่อนุกรรมการของสหประชาชาติว่าด้วยอนุสัญญา CEDAW แนะให้รัฐบาลไทยทำ
• การเสวนาในหัวข้อ “ สถานการณ์เร่งด่วนของผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชน รัฐไทยจะปฏิบัติและคุ้มครองอย่างไรให้มีสิทธิฯและคุณภาพชีวิตที่ดีภายใต้อนุสัญญา CEDAW” โดยวิทยากรจากองค์กรหน่วยงานที่ตามติดการทำงานของรัฐบาลไทย และตัวแทนของกลุ่มนักต่อสู้สตรีอาทิ
 การเปิดสถานการณ์ของผู้หญิงนักปกป้องสิทธิฯในประเทศไทยภายในระยะเวลา 1 เดือนที่มีผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชนต้องถูกจับกุมคุมขังและถูกข่มขู่ คุกคาม และการเข้าถึงความยุติธรรม โดยคุณปรานม สมวงศ์ ตัวแทนจากองค์กร Protection International ,แม่ไม้ วิรอน รุจิไชยวัฒน์ กลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดจังหวัดเลย คุณปรีดา ปานเมือง จากสหพันธ์เกษตรกรภาคใต้
 การเปิดสถานการณ์พร้อมข้อเรียกร้องของเครือข่ายผู้หญิงที่ติดตามการรายงานอนุสัญญา CEDAW สืบเนื่องจากข้อเสนอแนะของคณะกรรมการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรีของสหประชาชาติได้จัดส่งข้อคิดเห็นโดยสรุปต่อการรายงานของไทย โดย ตัวแทนเครือข่ายผู้หญิงที่ติดตามการรายงานอนุสัญญา CEDAW
 การคุ้มครองสิทธิมนุษยชนของผู้หญิงและผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชน จากตัวแทน สำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (UNOHCHR) ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ( รอการยืนยัน )


มีการแปลภาษา ทั้งไทยและอังกฤษ และอาหารว่างระหว่างแถลงข่าวสามารถจอดรถได้ หากมีการแจ้งรายละเอียดของทะเบียนรถ เข้าทางถนนวิทยุ สอบถามข้อมูลและยืนยันการเข้าร่วมงานได้ที่คุณเอฟโทร 080-970-7492,085-176-6323