Category Archives: Blog

“หลักการบริหารโครงการแบบเสริมพลัง “อาสาสมัคร” โดยบุษยรัตน์ กาญจนดิษฐ์

Download PPT: Slideconverted 13-14 Dec 2018CFLI-HighRes logo.jpg

เบื้องหลังการเป็น “วิทยากร” อบรมเรื่อง “หลักการบริหารโครงการแบบเสริมพลัง “อาสาสมัคร” : ความสำเร็จเริ่มต้นที่ต้นน้ำ เมื่อ 13-14 ธันวาคม 2561 ณ หมู่บ้านแห่งหนึ่ง ใน ต.แหลมโพธิ์ อ.ยะหริ่ง จ.ปัตตานี download PowerPoint เรื่องนี้ในรูปเอกสาร (จำนวน 55 แผ่น) ได้ที่ท้าย status นี้นะคะ

(1) เมื่อนัก content เบื้องหลัง ต้องมาทำกระบวนการเบื้องหน้า

ระหว่างที่ฉันยืนถ่ายรูปอยู่หน้ามัสยิดกลาง จังหวัดปัตตานี เมื่อเช้า 14 ธันวาคม 2561 ฉันหวนนึกถึงวันที่ตนเองยืนถ่ายรูปหน้ามัสยิดกรือเซะ หลังเกิดเหตุการณ์สังหารหมู่เมื่อ 28 เมษายน 2547 ฉันจำไม่ได้แน่ชัดว่าวันเวลาใด แต่รู้ว่าในช่วงปี 2548-2549 ที่รอยเลือด รอยกระสุนยังอยู่

เป็น 12-13 ปีล่วงผ่านของชีวิตฉัน เป็น 14 ปีของความรุนแรงในพื้นที่แห่งนี้

13 ปีครั้งนั้น ฉันยังอายุไม่ถึง 30 ปี แต่ต้องลงไปทำงานบางเรื่องในพื้นที่กับครอบครัวที่ได้รับความสูญเสียจากความรุนแรง สายตาที่มองปรากฎการณ์ 3 จังหวัดชายแดนใต้ จึงมีแต่ความขึ้งโกรธ-เครียดแค้น-ตั้งคำถาม-ไม่สยบยอม กระทั่ง “ตาต่อตา-ฟันต่อฟัน” ด้วยซ้ำไป และมันก็ยังคงเป็นงานเชิงสงเคราะห์

มาวันนี้ฉันอายุ 41 (อาจถือได้ว่าเป็นรุ่นแม่ของเด็กบางคนที่มาเข้าร่วมอบรมด้วยซ้ำ) สายตาที่มองโลก-มองชีวิตจึงเปลี่ยนแปลงไป

เอาเข้าจริงแล้วสิ่งที่ฉันยืนหยัดในช่วงหลายปีหลังๆ คือ งาน content เพื่อเปลี่ยนแปลงหัวใจผู้คน ไปเปลี่ยนแปลงโลก มันได้ถูกพิสูจน์ให้ฉันเห็นบ่อยครั้งแล้ว ไม่มีอะไรที่ฉันต้องตั้งคำถามหรือเดินจากเส้นทางสายนี้

ดังนั้นฉันจึงเลือกทำงาน content อย่างหนักในหลายๆเรื่องอย่างกัดไม่ปล่อย เช่น ประเด็นแรงงาน

แน่นอนมันไม่ใช่งานวิชาการที่อาจารย์ในมหาวิทยาลัยทำ แต่มันคืองาน content เพื่อรับใช้กลุ่มเป้าหมายอย่างทันทีทันใด ภายใต้บริบทหนึ่ง ช่วงเวลาหนึ่ง พูดง่ายๆคือ งานจัดตั้งด้านข้อมูลนั้นเอง

ตอนที่ฉันได้รับโจทย์นี้ว่า “ต้องการให้ช่วยเสริมพลังอาสาสมัครที่ทำงานอยู่แล้วในพื้นที่ ให้มีพลังได้ทำงานต่อไป”

โจทย์นี้ไม่ง่ายเลย ท้าทาย และทำอย่างไรที่จะไม่ “ก้าวล่วง” ไปยังสิ่งที่อาสาสมัครเผชิญ

คนที่มาอบรมอายุเฉลี่ย 18-35 ปี

แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่มที่ถูกซ้อมทรมานอย่างหนักในค่ายและมากกว่า 1 ครั้ง และทุกวันนี้ยังคงถูกทหารติดตามอยู่ / กลุ่มที่คนในครอบครัวถูกใช้ความรุนแรงจัดการ / กลุ่มที่คนในครอบครัวได้รับผลกระทบจากความรุนแรง

บางคนเรียนจบแล้ว บางคนทำงานแล้วบ้าง เป็นพี่น้องมุสลิมทั้งหมด

แต่ทุกคนใกล้ชิดผู้เสียหายที่ได้รับผลจากความรุนแรงในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ คือ ปัตตานี ยะลา นราธิวาส

และเลือกมาทำงาน “พัฒนาสังคม” ในรูปแบบต่างๆ ในลักษณะของงานอาสาสมัคร (ไม่มีเงินเดือนประจำ มีเงินสนับสนุนทำโครงการบ้าง) ไม่ว่าจะเป็น

– การเยียวยาจิตใจเคสที่ได้รับผลกระทบโดยตรง ลงพื้นที่พบปะครอบครัว

– การให้ความช่วยเหลือในกระบวนการยุติธรรม

– การทำงานกับเคสที่ได้รับผลกระทบจากการบังคับใช้กฎหมายพิเศษ

– การสร้างอาชีพแก่กลุ่มผู้หญิงที่ได้รับผลกระทบ

ดังนั้นงานอบรมนี้จึงคือ ทำอย่างไรให้ภารกิจที่มีเพียง 2 วัน สร้าง “พลังเพื่อไปต่อ”

เมื่อฉันไม่ใช่คนทำกระบวนการ ฉันไม่ใช่กระบวนกร ฉันคือนัก content ที่สนุกกับงานเบื้องหลังมากกว่า

แต่ 2 วันนี้ต้องมายืนอยู่ข้างหน้าเพียงคนเดียว

และก็บอกใครก่อนไม่ได้ ว่าฉันมาปัตตานีทำไม มาทำอะไร เพื่อปกป้องความปลอดภัยให้น้องๆกลุ่มนี้

“มันจึงไม่ใช่แค่การเปลี่ยนแปลงชีวิตน้องๆ แต่มันคือการเปลี่ยนแปลงชีวิตพี่ไปตลอดกาล” ด้วยเช่นเดียวกัน

(2) “14 ปีของความรุนแรงชายแดนใต้ 14 ปีที่ผมก็เข้าร่วมอบรมไม่น้อย แต่ไม่เคยพบเจอคนอบรมอย่างพี่มาก่อนเลย ถ้าครั้งต่อไปผมรู้ว่าพี่ลงมาพื้นที่ ผมจะป่วยและจะไม่เข้าอบรมกับพี่เด็ดขาด สาระมากๆ สนุกมากๆ และก็แปลกมากๆ”

“พี่นี่เฮี้ยนจริงๆ ผมว่าทหารดุมากแล้ว พี่นี่ดุพอๆกับทหารเลย วิทยากรคนอื่นๆที่เคยมาอบรม เขาก็บรรยายไป ไม่ได้สนใจคนฟัง แต่พี่นี่ ดุทุกเรื่อง แทบกระดิกตัวไม่ได้เลย ผมว่าน่าจะเอากระจกมาตั้งตรงหน้าพี่นะครับ พี่จะได้เห็นหน้าตัวเองเวลาดุพวกผม”

น้องผู้ชาย 2 คนที่พูดประโยคนี้ เป็นกลุ่มที่ถูกซ้อมทรมานอย่างหนักในค่ายมาก่อน และเขาก็ไม่เคยรู้จักฉันมาก่อน เอาเข้าจริงทุกคนในห้องนี้ ต่างก็ไม่มีใครรู้จักฉันด้วยซ้ำว่าคือใคร

แต่ความไว้วางใจมันสำคัญ หากเราอยากทำงานยุติความรุนแรง เราต้องเริ่มจากความเสี่ยงไว้วางใจคนที่เราไม่รู้จัก

ฉันอยากสารภาพกับน้องๆผ่านสเตตัสนี้ว่า ที่ฉันต้องดุและเข้มงวดในระหว่างทำกระบวนการขนาดนี้ มันคือการ “ข่มความอ่อนแอและความเปราะบางในใจฉันเองไม่ให้ปะทุ”

ทุกๆแผ่นของ PPT ชุดนี้ มีแต่คราบน้ำตาฉันอย่างสากัสสากรรจ์ หนักหน่วง กระทั่งฉันอาเจียนหลายรอบเพื่อให้ความเครียดได้เบาบาง จากการอ่านงานความรุนแรง 3 จังหวัดชายแดนใต้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพื่อสกัด content ออกมา

ฉันรู้ดีว่าในตัวฉันมีแต่ “ความเจ็บปวดที่ซึมซับอยู่ทุกอณู” แน่นอนมันเป็นแค่เสี้ยวเล็กๆที่ยังไม่ถึง 0.1 % ด้วยซ้ำ ของพวกเขาและเธอ

แต่นั่นล่ะ ในฐานะนัก content ฉันไม่มีวันพูด-นำเสนอในสิ่งที่ฉันไม่เชื่อเด็ดขาด

ฉันจะไม่รับทำงานใดๆ แม้เงินมากเพียงใดแต่ฉันไม่เชื่อ พอๆกับที่ฉันจะเลือกรับทำงานบางเรื่องแม้ไม่ได้เงินซักบาท ถ้าฉันเห็นแล้วว่า งาน content มันจะเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่างได้จริง

ทุก PPT จึงคือ ความพิเศษ ความใหม่ ความสด ความไฉไล ทุกสีสวยของ PPT จึงเป็นทั้ง “The first” และ “The End ของที่นี่”

น้องๆถามว่า พี่เคยทำกระบวนการแบบนี้ไหม ?

“นี้คือครั้งแรกในชีวิตของพี่ค่ะ”

ดังนั้นทุกบรรทัดใน powerpoint จึงคือทุกเนื้อหาที่ถูกกลั่นกรอง ออกแบบ และเลือกใช้คำทั้งนั้น ไม่ใช่เพียงแค่ทำให้เสร็จๆไป แต่มันคือ “ฟินาเล่”

ทุกหัวข้อที่เลือกมา ทุกกระบวนการที่ทำกับน้องๆจึงถูกคิดอย่างละเอียดมากและรอบคอบ เพื่อไม่ให้กระทบใจ และทำให้ความเศร้ามาปกคลุมพลังของน้องๆที่จะไปต่อแทน

และนั่นย่อมหมายถึงฉันร้องไห้ไม่ได้ในเวที 2 วันนี้เด็ดขาด

ผู้หญิงที่ร้องไห้ได้เสียทุกเรื่องจนคนใกล้ชิดรู้ดี ขนาดที่ว่าแค่ฟังเพลงในร้านอาหาร บางครั้งสะกิดใจจนฉันทนฟังไม่ไหว และต้องเดินออกไปนั่งร้องไห้ด้านนอกพักใหญ่ๆเลยทีเดียว

“งานอบรมครั้งนี้มันจึงไม่ง่ายสำหรับพี่เลยค่ะ”

ฉันเริ่มต้นด้วยการฉายภาพภาพรวมสถานการณ์ความรุนแรงใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ในรอบ 14 ปี ให้เห็น “content ร่วม” กันก่อน เข้าใจชุดข้อมูลเดียวกันก่อน เพราะไม่อย่างนั้นเราจะเสียเวลาถกเถียงไปกับข้อมูลแบบจิ๊กซอว์แทน

ฉันใช้คำว่า “พี่มาฉายภาพป่าให้น้องเห็น ส่วนน้องๆก็คือ ต้นไม้แต่ละต้นที่อยู่ในป่าแห่งนี้เอง”

หลังจากนั้นจึงเป็นการทำกระบวนการทั้งหมด ตั้งแต่

– การคิดถึงสังคมชายแดนใต้ที่ใฝ่ฝันในรอบ 5 ปีต่อจากนี้ และการไปถึงสังคมนั้นด้วยวิธีการ “เดินทีละก้าว กินข้าวทีละคำ”

– การวิเคราะห์ตัวเรา และดึงศักยภาพในตัวเราที่เป็นจุดแข็งมาสร้างโอกาสในการปฏิบัติภารกิจบางอย่าง เพื่อบรรลุความใฝ่ฝันให้จงได้

– การสร้างความเป็นเจ้าของงาน ไม่ใช่แค่คนทำโครงการ

– การหล่อเลี้ยงพลังคนทำงาน “ให้น้ำ (ความรุนแรง) ไม่เดือดและเปลวไฟ (พลังในการทำงาน) ไม่ดับลง”

– การบริหารจัดการโครงการพัฒนาสังคมที่ดี ต้องประกอบด้วยเรื่องใดบ้าง

3 ทุ่มกว่าแล้ว ฉันเร่งกระบวนการกับน้องๆกลุ่มที่มาใหม่จนเสร็จ

ถนนมืดมิดระหว่างที่รถแล่นออกจากหมู่บ้านเข้าตัวเมืองปัตตานี ที่อยู่ห่างออกไป 20 กว่าโล เพื่อให้ฉันได้ไปนอนในเมืองตามคำร้องขอ ให้ความเจ็บปวดในตัวฉันได้เบาบางและถูกจัดการ

ด่านทหารอยู่เบื้องหน้า น้ำตาฉันไหลพราก ชาชิน–คุ้นตา-ไม่คุ้นเคย

(3) “ทหารไม่ใช่คู่ขัดแย้ง โครงสร้างและระบบความรุนแรงต่างหากที่ต้องถูกจัดการ”

ฉันย้ำกับน้องๆเสมอว่า “ให้ยึดกุมเป้าหมายและหลักการไว้ ส่วนวิธีการมีหลากหลายรูปแบบ และไม่ได้เสียจุดยืนใดๆของกลุ่มเราในการทำงานเลย

พยายามให้ใช้ “content เยอะๆในการทำงาน มากกว่าประสบการณ์ชุดเดิมๆ ไม่อย่างนั้นเราจะติดอยู่ในหล่มของความรุนแรงซ้ำซาก แล้วเราก็จะเจ็บปวดเพราะหาความสำเร็จระหว่างทางชื่นชมเพื่อชื่นชูใจไม่ได้”

ฉันนำเครื่องมือ SWOT กลับหลัง ซึ่งก็คือ TOWSMETRIX และ Blue Ocean Strategy มาใช้ เพื่อให้พวกเขาหาจุดแข็งเพื่อสร้างโอกาสใหม่ให้ตนเองให้ได้

4 เรื่องใหม่ๆ ที่เกิดจากการระดมความคิดเห็นในเวทีอย่างเป็นระบบ เป็นขั้นเป็นตอน มีการกำหนดวิธีการทำงานรูปแบบใหม่ๆที่ไม่ซ้ำซ้อนกับงานเดิม แต่ซ้ำเสริมแทน เพื่อลดความรุนแรงใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ในระดับหมู่บ้าน ไม่ว่าจะเป็น

– การสร้างระบบเศรษฐกิจครบวงจรเพื่อพึ่งพาตนเอง

– บทบาทเยาวชนที่เท่าทันทุกสถานการณ์และผู้ใหญ่เปิดพื้นที่ให้ส่งเสียง

– เครือข่ายอาสาสมัคร (ข้ามประเด็น) เพื่อพัฒนาเป็นกลไกระดับพื้นที่ ในการประสานและเชื่อมต่อกับภาคประชาสังคมในระดับจังหวัดที่ทำงานอยู่แล้ว

– เครือข่ายอาสาสมัครเชิงนโยบาย เพื่อพัฒนากลไกการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมที่มีประสิทธิภาพ

กล่าวได้ว่ากระบวนการอบรม 2 วันนี้เองจึงสะท้อนถึง

การยกระดับความรุนแรงส่วนตนที่อาสาสมัครเผชิญ แปรเปลี่ยนเป็นกลไกทำงานเพื่อลดความรุนแรงในพื้นที่ชายแดนใต้

ไม่ให้ขยายกลายเป็นเรื่องเล่าความเศร้า ดราม่าความเจ็บปวด ที่ถูกนำไป “ขาย” ตอกย้ำ-ผลิตซ้ำอัตลักษณ์ในสถานะ “เหยื่อ” ไม่มีที่สิ้นสุด

สิ่งที่อาสาสมัครเผชิญจึงไม่ใช่แค่ระบายความเศร้าโศกส่วนตน แต่มันคือการเผยแพร่เรื่องราวความเจ็บปวดแบบขมขื่น สู่สาธารณชนในรูปแบบต่างๆ

ผ่านการทำโครงการพัฒนาสังคม ให้ผู้คนในสังคมได้ตระหนักถึงปัญหาความรุนแรงใน 3 จังหวัดชายแดนใต้

เป็นการทำให้ประเด็นปัจเจกกลายเป็นประเด็นร่วมเชิงสาธารณะ นำไปสู่การค้นหาความจริงและพยายามช่วยเหลือผู้ถูกละเมิดอย่างแท้จริง

พวกเขาและเธอเจ็บปวด แต่การอยู่เฉยๆ โดยไม่ลุกขึ้นมาปกป้องศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ มันเจ็บปวดยิ่งกว่า

แน่นอนการสู้กับวาทกรรมเรื่อง “ผู้ก่อการร้าย โจรใต้ ผู้ค้ายา” สู้กับความชอบธรรมของเจ้าหน้าที่รัฐ ของการใช้อำนาจรัฐผ่านกลไกความรุนแรงรูปแบบต่างๆ มิพักใช่เรื่องง่าย และอาจไม่สำเร็จตลอดชั่วชีวิตของพวกเขาและเธอ

ดังนั้นเราจึงยังต้องผลิตเรื่องเล่าส่วนตนของเรา ผ่านการนำเสนองานในรูปแบบใหม่ๆ เพื่อสร้างพลังใหม่ๆในแนวร่วม ในพันธมิตรการทำงาน

เพื่อให้วันหนึ่งเรื่องเล่าเหล่านี้จะกลายเป็นประเด็นสิทธิมนุษยชนให้สาธารณชนตระหนัก ให้กลายมาเป็นหลักฐานผูกมัดคนผิด ให้รู้ตัวผู้ฆ่า ให้หยุดยั้งการฆ่าโดยรัฐไทยในอนาคตในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ต่อไป

“แล้วพี่จะกลับมาอีกเมื่อไหร่ครับ/คะ พวกเราอยากอบรมกับพี่อีก โดยเฉพาะเรื่องการเขียนโครงการ”

Download POWERPOINT เรื่องหลักการบริหารโครงการแบบเสริมพลัง ได้ที่นี่นะคะ https://bit.ly/2A2tdTK

“บุษยรัตน์ กาญจนดิษฐ์”
16.30 น.
อาทิตย์ 16 ธันวาคม 61
พระราม 6 เมืองหลวงประเทศไทย

Advertisements

บทความจาก The101: ‘อุ้มหาย’ ไม่ใช่อาชญากรรม ‘ซ้อมทรมาน’ ไม่มีคนผิด โดยวจนา วรรลยางกูร

20181213-oum-banner

ที่มา:

https://www.the101.world/suppression-of-torture-and-enforced-disappearances-act/?fbclid=IwAR1P1gGBYOvHZ10DYqaNhHjnn4qSfE53Qbwt_I1Zb0n2niXJutebrsZTnsI

ที่มา: the101.world
วจนา วรรลยางกูร เรื่อง

Shin Egkantrong ภาพประกอบ

20181213-oum-bannerใครจะรู้ว่าสักวันหนึ่งผู้โชคร้ายที่ถูกอุ้มไปซ้อมทั้งที่ไม่ได้ทำอะไรผิดอาจเป็นคนในครอบครัว เพื่อน หรือกระทั่งตัวเราเอง

เรื่องเล่าที่ได้ยินมาตั้งแต่เด็กว่าเจ้าหน้าที่ซ้อมผู้ต้องหาให้รับสารภาพ อาจกลายเป็นประสบการณ์ตรงที่ไม่น่าจดจำ

‘การซ้อมทรมาน’ เกิดขึ้นต่อเนื่องไม่มีที่สิ้นสุด ราวกับว่าถูกระบุอยู่ในคู่มือการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ และยากจะนำตัวคนผิดมาลงโทษ เมื่อเป็นสิ่งที่ทำโดยเจ้าหน้าที่รัฐอันเกี่ยวโยงโครงสร้างอำนาจหลายส่วนที่พร้อมปกปิดเรื่องอันน่าหดหู่นี้ เหยื่อส่วนมากก็แทบจะหาหลักฐานไม่ได้เมื่อถูกปิดตาขณะโดนซ้อมในสถานที่ลับ

รอยด่างพร้อยนี้ทำให้ระบบความยุติธรรมบิดเบี้ยว เมื่อมีการซ้อมทรมานคนบริสุทธิ์ให้รับสารภาพในสิ่งที่ไม่ได้ทำ คนผิดตัวจริงไม่ถูกลงโทษ เหยื่อกลายเป็นแพะ ครอบครัวเหยื่อนอกจากจะเป็นหนี้สินจากการออกมาต่อสู้คดีที่ยืดเยื้อยาวนานแล้วยังเสี่ยงถูกคุกคามจากผู้มีอำนาจ ส่วนเจ้าหน้าที่อาจถูกลงโทษเพียงแค่ถูกย้ายไปทำหน้าที่ส่วนอื่น

ความรุนแรงอีกระดับที่เจ้าหน้าที่รัฐใช้ควบคู่กับการทรมาน เพื่อยุติความขัดแย้งกับคนที่ลุกขึ้นมาเรียกร้องความเป็นธรรม คือ ‘อุ้มหาย’ เมื่อไม่มีศพ ไม่มีหลักฐาน ก็ยากจะสืบเสาะว่าเกิดอะไรขึ้นกับบุคคลที่สูญหาย แม้หลายกรณีมีพยานเห็นว่าหายไปหลังถูกเจ้าหน้าที่รัฐควบคุมตัวก็ตาม

การอุ้มหายถูกเลือกใช้เป็นเครื่องมือจัดการคนเห็นต่างกับรัฐหลายครั้ง เพราะหาหลักฐานยากและไม่มีกฎหมายใดระบุว่าการอุ้มหายเป็นอาชญากรรม ตำรวจก็ไม่ค้นหาหรือดำเนินคดีเพราะไม่มีกฎหมายรองรับ

สภาพที่ไร้ทางออกเช่นนี้เปิดช่องให้ ‘การฆ่า’ เกิดขึ้นโดยไม่มีการหาตัวคนทำ

น่าสลดที่เรื่องราวเหล่านี้เกิดขึ้นในประเทศไทย จนชวนคิดว่านี่คงไม่ใช่สภาพสังคมที่เราและคนรุ่นต่อไปอยากอยู่

สังคมที่เจ้าหน้าที่รัฐพร้อมจับใครก็ได้เพื่อปิดคดี

สังคมที่ทำให้การทำร้ายร่างกายระหว่างสอบสวนเป็นเรื่องปกติ

สังคมที่หยิบความรุนแรงมาใช้กำจัดคนที่ลุกขึ้นมาเรียกร้องความเป็นธรรม

สังคมที่คนถูกอุ้มฆ่าแล้วไม่มีกฎหมายให้เอาผิดใครได้

 

จับแพะ-ซ้อมทรมาน อย่ายอมรับเป็นวิถีไทย

 

“ทุกคนไม่ได้สนใจ ห่วงแต่ทำมาหากิน เพราะคิดว่าเป็นเรื่องไกลตัว แต่เมื่อใดที่เขาหรือญาติพี่น้องถูกกระทำ เมื่อนั้นเขาจะกลับมาศึกษาว่าตัวเองมีสิทธิอย่างไรบ้าง”

สมศักดิ์ ชื่นจิตร พ่อที่ออกมาเรียกร้องความเป็นธรรมให้ลูกที่ตกเป็นแพะ เล่าความในใจว่าเมื่อ 9 ปีที่แล้ว ก่อนเกิดเหตุเขาก็เป็นคนทั่วไปที่มุ่งทำมาหากิน ไม่ได้สนใจเรื่องสิทธิมนุษยชนหรือปัญหาการซ้อมทรมาน

ปี 2552 ฤทธิรงค์ ชื่นจิตร นักเรียนม.6 ถูกตำรวจซ้อมให้รับสารภาพว่าเป็นคนวิ่งราวทรัพย์ในคดีที่เขาไม่ได้ทำ มีการข่มขู่ว่าจะฆ่าและหากเขาตายก็จะเป็นแค่คดีคนหาย เมื่อมีหลักฐานไม่เพียงพอเจ้าหน้าที่จึงปล่อยตัวกลับบ้าน

หลังพบว่าลูกชายถูกทำร้ายร่างกาย สมศักดิ์จึงเดินหน้าเรียกร้องความเป็นธรรม แต่เมื่ออีกฝ่ายเป็นเจ้าหน้าที่รัฐแต่ละขั้นตอนจึงเป็นไปด้วยความยากลำบาก เขาร้องเรียนไปกว่า 50 องค์กร แจ้งความกับตำรวจ 3 ครั้ง ส่งเรื่องไป ป.ป.ท. ใช้เวลาสอบ 2 ปี ก่อนมีคำสั่งให้ยุติเพราะมีหลักฐานไม่เพียงพอ

ผ่านไป 9 ปี ศาลพิพากษาให้ลงโทษเจ้าหน้าที่ตำรวจ 1 ราย จำคุก 1 ปี ปรับ 8,000 บาท โดยให้รอลงอาญา 2 ปี และยกฟ้องผู้บังคับบัญชา

“การทรมานไม่ได้กระทำเฉพาะตัวกับเหยื่อ แต่โดนคนเดียวล้มทั้งบ้าน พ่อแม่พี่น้องครอบครัวต้องทุกข์ทรมานและพะวงว่าเหยื่อจะถูกกล่าวหาโดยที่ไม่ได้กระทำความผิด กลัวว่าจะติดคุก ต้องวิ่งเต้นต่อสู้ในกระบวนการยุติธรรมจนเป็นหนี้เป็นสิน”

สมศักดิ์ เล่าว่าสิ่งที่เกิดขึ้นทำให้ครอบครัวเขาเป็นทุกข์และวิตกกังวลตลอดมา และหากหลุดพ้นจากขั้นตอนในกระบวนการยุติธรรมทั้งหมดแล้วสิ่งที่ตามมาคือหนี้สินที่ครอบครัวต้องรับภาระ

“การละเมิดสิทธิด้วยการซ้อมทรมานเป็นนรกโลกันต์ที่ใครได้สัมผัสแล้วจะเข้าใจ เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัว ใครถูกกระทำจะรู้ได้ว่าเป็นสิ่งใกล้ตัวที่สุด เพราะเจ้าหน้าที่รัฐยังใช้อำนาจในการละเมิดประชาชนแบบนี้อยู่ เรื่องนี้ทุกคนรู้อยู่แล้ว ‘อ๋อ ตำรวจซ้อมประชาชนเหรอ มันก็ทำกันทั้งนั้น’ อย่ายอมรับว่านี่เป็นวิถีชีวิตหรือเป็นอัตลักษณ์ของประเทศเรา”

สิ่งที่สมศักดิ์ต้องการคือกฎหมายที่มีบทลงโทษผู้บังคับบัญชาที่ปล่อยให้เกิดการซ้อมทรมานประชาชนในหน่วยงานที่รับผิดชอบ เพราะหากปล่อยให้ผู้ใต้บังคับบัญชาดำเนินการโดยไม่ดูแลหรือแก้ไข ปัญหานี้ก็จะเกิดขึ้นไม่จบสิ้น

“ถ้ามีบทลงโทษให้ผู้บังคับบัญชาต้องรับผิดชอบด้วย เขาก็จะคอยดูแล เหมือนพ่อแม่เลี้ยงลูกก็จะไม่ปล่อยให้ลูกออกไปดื้อเกเรหรือทำร้ายใคร เพราะถ้าลูกไปเกเรแล้วพ่อแม่ต้องรับผิดชอบด้วย จึงต้องคอยหมั่นสั่งสอนลูกน้อง สังคมเราปล่อยกันมาไกลแล้ว ใครอยากทำอะไรก็ทำ ผู้บังคับบัญชาไม่ต้องมารับผิดชอบ นี่คือสิ่งที่ผมต้องการ” สมศักดิ์กล่าว

 

 

อุ้มหาย’ ไม่เป็นอาชญากรรม เปิดช่อง ฆ่า-ทำลายหลักฐาน

 

อีกหนึ่งความรุนแรงที่เจ้าหน้าที่รัฐใช้ทำลายศัตรูทางการเมืองคือการบังคับให้สูญหายหรืออุ้มหาย ซึ่งมีการใช้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นนวัตกรรมของเจ้าหน้าที่รัฐที่จะกำจัดบุคคลโดยไม่ถูกเอาผิด

รายงานของสหประชาชาติบันทึกข้อมูลบุคคลที่ถูกอุ้มหายของประเทศไทยที่ยังไม่ได้รับการคลี่คลายไว้อย่างน้อย 82 กรณี โดยนับจากปี 2534 จากการหายตัวไปของ ทนง โพธิ์อ่าน ผู้นำแรงงานที่สูญหายไปหลังเหตุการณ์ รสช. แต่ในความเป็นจริงการอุ้มฆ่าเป็นวิธีการที่ถูกใช้มาก่อนหน้านั้นเป็นเวลายาวนาน เช่น เหตุการณ์ ‘ถังแดง’ ในภาคใต้ช่วงสงครามเย็น ที่มีผู้เสียชีวิตราวสามพันคนจากการถูกทิ้งลงมาจากเฮลิคอปเตอร์และการเผาร่างในถังน้ำมันแล้วนำเถ้าทิ้งแหล่งน้ำซึ่งทำให้เหลือร่องรอยน้อย

เหตุที่ประเด็นการอุ้มหายชี้ไปที่เจ้าหน้าที่รัฐเป็นส่วนใหญ่ เพราะการบังคับบุคคลให้สูญหายโดยไม่สามารถสืบเสาะหลักฐานที่จะเอาผิดผู้กระทำได้นั้นต้องใช้ทรัพยากรมาก เช่น การอำพรางศพโดยนำขึ้นเฮลิคอปเตอร์ไปทิ้งในป่าห่างไกล การเผาร่างจนเหลือขี้เถ้าเศษกระดูกแล้วไปทิ้งกลางทะเล ใช้คนและเวลามากอีกทั้งต้องทำในสถานที่ลับสายตาคนทั่วไป

ผู้ที่จะทำได้จึงต้องเป็นผู้มีอำนาจหรือเจ้าหน้าที่รัฐที่มีเครื่องมือและโครงสร้างอำนาจต่างๆ เกื้อหนุนอุ้มชูอยู่

เป็นที่รู้กันว่าการดำเนินคดีเจ้าหน้ารัฐนั้นเป็นสิ่งที่ยากเย็นยิ่ง โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ระดับสูงที่มีส่วนในการใช้ความรุนแรงกับประชาชน แม้จะมีองค์กรที่ทำหน้าที่ตรวจสอบการทำงานของภาครัฐอันเป็นอีกกลไกที่น่าจะเป็นที่พึ่งแก่ประชาชน แต่หลายครั้งที่องค์กรเหล่านี้ถูกตั้งคำถามถึงความโปร่งใสที่มีทิศทางการทำงานเป็นเนื้อเดียวกันกับผู้มีอำนาจ จนทำให้ครอบครัวผู้เสียหายไม่สามารถเข้าถึงความยุติธรรมได้

14 ปี ที่ ทนายสมชาย นีละไพจิตร หายตัวไปจากการให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายในคดีละเมิดสิทธิมนุษยชน โดยศาลฎีกายกฟ้องตำรวจ 5 นายในคดีกักขังหน่วงเหนี่ยวและกรมสืบสวนคดีพิเศษมีมติงดสืบสวนเนื่องจากไม่พบผู้กระทำผิด

4 ปี ที่ พอละจี รักจงเจริญ หรือ บิลลี่ หายตัวไปหลังออกมาสู้เพื่อสิทธิชุมชนปกาเกอะญอแก่งกระจาน หลังพบว่าสามีไม่กลับบ้าน พิณนภา พฤกษาพรรณ ภรรยาบิลลี่ได้เข้าแจ้งความกับตำรวจ แต่เจ้าหน้าที่บอกว่าบิลลี่ถูกเจ้าหน้าที่อุทยานจับตัวไปไม่สามารถแจ้งความได้ ต่อมาเมื่อไปแจ้งความอีกเจ้าหน้าที่กลับบอกให้เธอไปหาข้อมูลหลักฐานมา

หลายครั้งจากการยื่นเรื่องกับหลายองค์กร พิณนภาพบคำตอบที่น่าผิดหวังเมื่อไม่มีหลักฐานเพียงพอจะดำเนินคดี ขณะที่กรมสืบสวนคดีพิเศษปฏิเสธจะรับเป็นคดีพิเศษ เพราะพิณนภาผู้ยื่นเรื่องไม่ได้เป็นภรรยาที่จดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย โดยระบุว่าหากพบศพจึงจะดำเนินคดีต่อได้ แต่ต่อมาหลังมีแรงกดดันจากนานาชาติ ได้มีการรับเป็นคดีพิเศษเมื่อ มิ.ย. 2561

2 ปี ที่ เด่น คำแหล้ หายไปจากโคกยาว หลังเป็นแกนนำออกมาต่อสู้เรียกร้องสิทธิที่ดินชุมชน เมื่อเด่นหายตัวไป สุภาพ คำแหล้ ผู้เป็นภรรยาพร้อมคนในชุมชนต้องระดมกำลังค้นหาร่องรอยคนหายในป่าเอง โดยตำรวจบอกว่าเป็นพื้นที่รับผิดชอบของเจ้าหน้าที่ป่าไม้ และชาวบ้านยังเป็นผู้นำหลักฐานที่พบไปส่งมอบให้เจ้าหน้าที่ถึงสถานีตำรวจ โดยต่อมาพบกะโหลกที่เป็นหลักฐานยืนยันว่าเสียชีวิตแล้ว

การไม่มีกฎหมายรองรับกลายเป็นภาระให้ครอบครัวและญาติผู้สูญหายต้องค้นหาหลักฐานเอง ซึ่งแทบเป็นไปไม่ได้เมื่อคู่กรณีเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ และหากไม่พบชิ้นส่วนร่างกายก็ไม่มีหลักฐานให้ตำรวจสืบสวนดำเนินคดีได้

ซ้ำร้ายการไม่มีหลักฐานว่าเหยื่อเสียชีวิตหรือบาดเจ็บจนไม่สามารถดำเนินคดีเองได้ ครอบครัวจึงไม่ใช่ผู้เสียหายที่จะดำเนินคดีแทนผู้ถูกอุ้มหายได้ และทำให้ข้อกล่าวหาเหลือเพียงกักขังหน่วงเหนี่ยว ไม่ใช่ฆาตกรรมหรือทรมาน

ภาวะเช่นนี้ซ้ำเติมครอบครัวเหยื่อให้เผชิญความอยุติธรรมอย่างโดดเดี่ยวโดยไม่มีช่องทางนำคนผิดมาลงโทษ และเปิดช่องทางให้เจ้าหน้าที่รัฐใช้วิธีการนี้ต่อไป

 

 

วาบความหวัง พ.ร.บ.ป้องกันทรมาน-อุ้มหาย

 

ปัญหาเรื่องกฎหมายที่ไม่ครอบคลุมนั้นมีความพยายามจากกระทรวงยุติธรรมและภาคประชาสังคมที่ริเริ่มให้มีการร่าง ‘พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย’ ตั้งแต่ปี 2557

จากการลงนามและให้สัตยาบันใน ‘อนุสัญญาว่าด้วยการต่อต้านการทรมานและการปฏิบัติหรือการลงโทษอื่นที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือที่ย่ำยีศักดิ์ศรี (UNCAT)’ ทำให้ไทยมีพันธกรณีในการออกกฎหมายที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการลงนามใน ‘อนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลทุกคนจากการหายสาบสูญโดยถูกบังคับ (ICPPED)’ ที่ สนช. มีมติเห็นชอบที่จะให้สัตยาบันแต่ยังไม่ดำเนินการ

ที่ผ่านมามีการทวงถามในที่ประชุมทบทวนการบังคับใช้กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) และแถลงการณ์แสดงความกังวลขององค์กรสิทธิมนุษยชนนานาชาติหลายครั้ง ถึงความล่าช้าของกฎหมายและคดีอุ้มหายนักสิทธิมนุษยชนไทยที่ไม่มีความคืบหน้า

ล่าสุด 3 ธ.ค. 2561 คณะกรรมการประสานงานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (วิป สนช.) เห็นชอบร่างพ.ร.บ.ฉบับดังกล่าว โดยจะเสนอให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติพิจารณาในวันที่ 20 ธ.ค.นี้

อ่าน ร่างพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ….

ข้อสังเกตจากร่างฉบับล่าสุด มีการนิยาม ‘เจ้าหน้าที่รัฐ’ ว่า “บุคคลซึ่งใช้อำนาจรัฐหรือได้รับมอบอำนาจ หรือได้รับแต่งตั้ง อนุญาต การสนับสนุน หรือการยอมรับโดยตรงหรือโดยปริยาย ให้ใช้อำนาจรัฐ ในการดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งตามกฎหมาย” แต่อาจไม่ครอบคลุมถึงกรณีที่บุคคลอื่นที่ดำเนินการแทนโดยได้รับการยุยง ยินยอม รู้เห็นเป็นใจจากเจ้าหน้าที่รัฐ หรือกรณีที่เจ้าหน้าที่รัฐรับรู้แต่เพิกเฉย

มาตรา 23 มีข้อยกเว้นที่อาจเปิดช่องทางให้มีการทรมานหรืออุ้มหายได้ว่า “เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้ทำการจำกัดเสรีภาพบุคคลหรือศาล อาจไม่เปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับผู้ถูกจำกัดเสรีภาพตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 21 หากการเปิดเผยดังกล่าวอาจก่อให้เกิดอันตรายหรือละเมิดต่อความเป็นส่วนตัวของบุคคล หรือเป็นอุปสรรคต่อการสืบสวนคดีอาญา”

คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทรมานและการบังคับบุคคลให้สูญหายมีสัดส่วนจากหน่วยงานของรัฐจำนวนมาก อีกทั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิไม่มีที่มาที่ชัดเจน

นอกจากนี้ยังคงมีปัญหาต่อการออกมาเรียกร้องความเป็นธรรมของผู้เสียหายที่ไม่ได้ระบุอยู่ในกฎหมายฉบับนี้ เช่น การฟ้องปิดปากบุคคลที่ออกมาเปิดเผยว่ามีการซ้อมทรมานโดยเจ้าหน้าที่รัฐ สร้างภาระทางกฎหมายและทำให้เหยื่อเกิดความหวาดกลัว

พรเพ็ญ คงขจรเกียรติ ผู้อำนวยการมูลนิธิผสานวัฒนธรรม เผยว่า พ.ร.บ.ฉบับนี้ เนื้อหาเริ่มแรกเป็นร่างที่นักสิทธิมนุษยชนพอจะรับได้ แต่เมื่อนำเข้า สนช. แล้วมีการนำกลับมาแก้ไขปรากฏว่ามีการนำ 2 มาตราที่สำคัญออก คือ เรื่องการห้ามส่งกลับบุคคลที่มีความเสี่ยงต่อการทรมานและอุ้มหาย และเรื่องการห้ามทรมานโดยอ้างสถานการณ์ฉุกเฉิน

ร่างฉบับล่าสุดมีการนำ 2 เรื่องสำคัญนี้กลับมาในมาตรา 11 และ มาตรา 12 ซึ่ง พรเพ็ญ ยังคงมีความกังวลหากมีการปรับเปลี่ยนเนื้อหาส่วนนี้ในขั้นตอนของ สนช.

“สองมาตรานี้เป็นเงื่อนไขที่จะทำให้ใช้การทรมานได้ทั้งในประเทศและร่วมมือกับประเทศอื่นในการส่งกลับบุคคลตามคำร้องขอของประเทศต่างๆ ได้ เจตนารมณ์ของอนุสัญญาทั้งสองฉบับ (UNCAT-ICPPED) คือห้ามกระทำโดยเด็ดขาดไม่ว่าจะสถานการณ์ใด หลายคนบอกว่าทั้งสองหลักการนี้เป็นเรื่องที่ไม่ทำอยู่แล้วในจารีตประเพณีกฎหมายระหว่างประเทศ แต่โดยเนื้อหาแล้วประเทศไทยทำอยู่ตลอด หากเขียนไว้ในกฎหมายไทยจะสามารถนำมากล่าวอ้างในระบบกลไกกฎหมายได้อย่างหนักแน่นมากขึ้น”

พรเพ็ญ ย้ำว่าประเทศไทยจำเป็นต้องมีกฎหมายฉบับนี้จากการไปลงนามและให้สัตยาบันใน UNCAT และการลงนามใน ICPPED จึงต้องทำให้สองข้อหานี้เป็นความผิดทางอาญา

“ประเทศไทยมาถูกทางแล้ว ในการร่างกฎหมายฉบับนี้ขึ้นมาเพื่อห้ามไม่ให้มีการทรมานและบังคับให้สูญหาย แต่หลักการบางประการที่ พ.ร.บ. ฉบับนี้จะต้องยึดมั่นและไม่แก้ไข คือ มาตรา 11 กับมาตรา 12 ส่วนเรื่องอื่นๆ เป็นเรื่องการนำมาใช้ซึ่งต้องผ่านการให้ความรู้ทางกฎหมายทั้งผู้ปฏิบัติและผู้บังคับใช้ โดยมีมาตรการป้องกัน” พรเพ็ญกล่าว

 

อย่างน้อยพ.ร.บ.ฉบับนี้เป็นความหวังว่าจะเป็นปัจจัยช่วยทัดทานการใช้ความรุนแรงโดยเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งจะส่งผลต่อความโปร่งใสในกระบวนการยุติธรรมและทำให้ครอบครัวผู้เสียหายได้รับการปฏิบัติอย่างที่ควรจะเป็น

ทั้งหมดนี้จะเกิดขึ้นผ่านการเห็นชอบของสภาที่ทำคลอดกฎหมายกว่า 300 ฉบับใน 4 ปีแต่เคยตีตกกฎหมายฉบับนี้มาแล้ว ซึ่งที่ผ่านมามีความกังวลว่าบุคคลที่นั่งใน สนช. จำนวนมากเป็นเจ้าหน้าที่รัฐหรือมีส่วนยึดโยงกับองค์กรที่จะถูกบังคับใช้กฎหมาย โดยเฉพาะประเด็นที่จะให้ผู้บังคับบัญชาร่วมรับผิดชอบกับการซ้อมทรมานอุ้มหายที่ลูกน้องทำ

จึงอาจเป็นอีกครั้งที่จะได้เห็นหัวจิตหัวใจของสนช.

 

แถลงการณ์ ทางการไทยต้องรับผิดชอบ กรณีส่งตัวนายรวต รุทมนี ให้ทางการกัมพูชา ซึ่งเสี่ยงต่อภัยประหัตประหาร

95d2e2a3662a7bb39e3a5ffe48685b35

เผยแพร่วันที่13 ธันวาคม 2561

แถลงการณ์ ทางการไทยต้องรับผิดชอบ

กรณีส่งตัวนายรวต รุทมนี ให้ทางการกัมพูชา ซึ่งเสี่ยงต่อภัยประหัตประหาร

เมื่อวันที่  12 ธันวาคมพ.ศ.2561 มูลนิธิผสานวัฒนธรรมได้รับทราบข่าวจากทนายความที่ติดตามเพื่อให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายแก่นายรวต รุทมนี ผู้แสวงหาที่ลี้ภัยซึ่งเป็นนักกิจกรรมด้านแรงงานและด้านสิทธิมนุษยชนชาวกัมพูชาว่าทางสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองได้ส่งตัวนายรวต รุทมนีให้แก่ทางการกัมพูชาไปเมื่อเวลาประมาณเที่ยงของวันที่ 12 ธันวาคม 2561  และได้รับคำยืนยันจากหน่วยงานระหว่างประเทศว่านายรวตได้ถูกส่งตัวถึงประเทศกัมพูชาแล้วในเวลาประมาณ16.30น.  ขณะนี้ยังไม่ทราบชะตากรรม เพราะทางการไทยและกัมพูชาไม่ได้เปิดเผยสถานที่ควบคุมตัวของนายรวต รุทมนี และเขาอาจต้องตกอยู่ในภาวะที่เสียงต่อการทรมาน หรือเผชิญกับภัยประหัตประหารจากทางการกัมพูชา

การส่งกลับนายรวต รุทมนี [1]ในครั้งนี้เจ้าหน้าที่ไม่ได้ดำเนินการผ่านขั้นตอนตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการส่งผู้ร้ายข้ามแดน พ.ศ. 2551 ซึ่งต้องดำเนินการโดยกระทรวงต่างประเทศและสำนักงานอัยการสูงสุด โดยร้องขอต่อศาลเพื่อส่งเป็นผู้ร้ายข้ามแดน  แต่เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองกลับอ้างว่าเขาเป็นบุคคลที่มีหมายจับต่างประเทศไม่สามารถเข้าประเทศไทย   จึงต้องผลักดันกลับ ทั้ง ๆที่นายรวตได้เข้ามาในราชอาณาจักรและอยู่ในราชอาณาจักรอย่างถูกกฎหมายมาระยะหนึ่งแล้ว

เมื่อนายรวต รุทมนีถูกจับแล้วเมื่อวันที่11ธันวาคมพ.ศ.2561 ทนายความอาสาที่ให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายแก่นายรวตได้ทำหนังสือขอเข้าพบแต่ถูกเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองปฏิเสธไม่ให้พบกับนายรวตเพื่อให้คำปรึกษาทางกฎหมาย ขณะที่นายรวต รุทมนี ยังอยู่ในการควบคุมตัวของทางสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองที่สวนพลู

มูลนิธิผสานวัฒนธรรม เห็นว่าการส่งกลับบุคคลที่เสี่ยงต่อการถูกทรมาน บังคับให้สูญหาย รวมทั้งถูกดำเนินคดีที่ไม่เป็นธรรม อย่างเช่นกรณีนายรวต รุทมนี เป็นการส่งกลับโดยไม่ผ่านขั้นตอนของกฎหมายว่าด้วยการส่งผู้ร้ายข้ามแดน นอกจากขัดต่อกฎหมายไทยเองแล้ว ยังขัดต่อกฎหมายจารีตประเพณีระหว่างประเทศที่ห้ามส่งบุคคลกลับออกไปหากว่าบุคคลนั้นอาจต้องเผชิญกับอันตรายหรือภัยประหัตประหาร (nonrefoulment)  และขัดต่อพันธกรณีระหว่างประเทศที่ประเทศไทยมีอยู่ตามอนุสัญญาต่อต้านการทรมานขององค์กรสหประชาชาติ ที่ประเทศไทยเป็นรัฐภาคีตั้งแต่ปีพ.ศ. 2550

“การส่งนายรวต รุทมณีเป็นการตัดสินใจทางการเมืองที่ผิดพลาด และสร้างความเสียหายให้กับประเทศไทย ดังนั้นจึงขอให้รัฐบาลไทยรับผิดชอบแสวงหาข้อมูลเรื่องการควบคุมตัวนายรวต รุทมณี และการรับประกันจากทางการกัมพูชาว่านายรวต รุทมณีจะได้รับความปลอดภัย และได้รับสิทธิในการดำเนินคดีที่เป็นธรรม รวมทั้งต้องเปิดเผยสถานที่ควบคุมตัวของเขาด้วย”

“นอกจากนี้  มูลนิธิฯจะทำหนังสือขอให้รัฐบาลไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบและชี้แจงต่อประชาชนและนานาชาติว่าการส่งตัวนายรวต    รุทมนีให้แก่ทางการกัมพูชานั้น เป็นการดำเนินการโดยชอบด้วยกฎหมายไทยและกฎหมายระหว่างประเทศหรือไม่ และเจ้าหน้าที่ใดต้องเป็นผู้รับผิดชอบในการดำเนินการดังกล่าว” นายสมชาย หอมลออที่ปรึกษามูลนิธิผสานวัฒนธรรมกล่าว

นายรวต รุทมนี เป็นประธานสหพันธ์แรงงานก่อสร้างของประเทศกัมพูชาซึ่งเป็นเครือข่ายระดับโลก และต่อมาทำหน้าที่เป็นล่ามและผู้ประสานงานให้กับสื่อมวลชนต่างประเทศ  โดยได้ผลิตสารคดีเรื่องหนึ่งเกี่ยวกับการค้ามนุษย์ร่วมกับสำนักข่าวต่างประเทศ ต่อมามีข่าวว่าทางการกัมพูชากล่าวหาทำให้เกิดความแตกแยกในประเทศ  นายรวตเข้าเมืองไทยมาเมื่อวันที่ 31 ตุลาคม2561 ด้วยมีหนังสือเดินทางและวีซ่าถูกต้องเป็นการเข้าเมืองถูกกฎหมาย  โดยก่อนหน้านี้ประมาณเดือนพฤศจิกายน 2561  เนื่องจากการกดดันทางการเมืองต่อนักกิจกรรมแรงงานในประเทศกัมพูชาอย่างหนัก   นายรวต   รุทมณีได้ยื่นคำร้องขอลี้ภัยไว้เมื่อเดือนพฤศจิกายนและขณะนี้อยู่ในขึ้นตอนการพิจารณาเข้าข่ายเป็นผู้แสวงหาที่ลี้ภัยที่จะได้รับการคุ้มครองจากประชาคมระหว่างประเทศและจาก UNHCR)

เมื่อสำนักงานUHCHR ได้รับข้อมูลว่าผู้แสวงหาที่ลี้ภัยที่ได้ลงทะเบียนไว้แล้วถูกจับกุม  เมื่อวันที่11ธันวาคม 2561 จึงได้สัมภาษณ์และพูดคุยกับนายรวต รุทมณีที่ห้องกักของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองที่สวนพูล   ซึ่งแสดงให้เห็นอย่างชัดแจ้งว่านายรวต รุทมณีอยู่ในการคุ้มครองของUNHCR   ในวันที่12ธันวาคม วันเดียวกับที่นายรวต รุทมณีถูกส่งกลับโดยทางฮอลิคอปเตอร์เจ้าหน้าที่ของสำนักงานองค์การสหประชาชาติได้ติดต่อขอเข้าพบและทราบว่านายรวต  รุทมณีถูกส่งกลับไปแล้ว

ติดต่อข้อมูลเพิ่มเติม นางสาวพรเพ็ญ คงขจรเกียรติ ผู้อำนวยการมูลนิธิผสานวัฒนธรรม 02-1015481

[1] https://www.facebook.com/BBCThai/photos/a.1527194487501586/2238597086361319/?type=3

 

การฉายสารคดีและการอภิปรายเรื่อง “ผู้หญิงจากสามจังหวัดชายแดนใต้” 19 ธันวาคม 2561 เวลา 17.30-19.30 น. SEA Junction ห้อง 408 ศูนย์ศิลปวัฒนธรรมกรุงเทพฯ (BACC, Bangkok)

tod photo

Photo: Realframe

English version:

การฉายสารคดีและการอภิปรายเรื่องผู้หญิงจากสามจังหวัดชายแดนใต้

19 ธันวาคม 2561 เวลา 17.30-19.30 น.

จังหวัดชายแดนใต้ของไทยรวมทั้งยะลา ปัตตานี และนราธิวาส อยู่ท่ามกลางความไม่สงบ แม้ว่าความขัดแย้งนี้มีรากเหง้ามาจากประวัติศาสตร์ยุคอาณานิคมในภูมิภาค แต่ในช่วง 15 ปีที่ผ่านมาได้เกิดเหตุรุนแรงเพิ่มขึ้น ทำให้เกิดความตึงเครียดระหว่างกลุ่มประชากรที่มีความแตกต่างหลากหลายทางชาติพันธุ์ ศาสนาและแนวทางการเมืองที่ยังไม่ได้รับการคลี่คลาย ระหว่างคนส่วนใหญ่ในพื้นที่ซึ่งเป็นชาวมุสลิมเชื้อสายมาเลย์ กับคนส่วนใหญ่ในรัฐไทยซึ่งเป็นคนไทยที่นับถือพุทธ ส่งผลให้เกิดวงจรการก่อความไม่สงบด้วยอาวุธและการปราบปราม ซึ่งทำให้ปัญหาเลวร้ายลง

พลเรือนเป็นผู้ได้รับผลกระทบมากสุด จากข้อมูลของศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ ระหว่างปี 2547-2561 ประมาณ 90% ของผู้เสียชีวิต 6,971 คน และผู้ได้รับบาดเจ็บ 13,460 คน เป็นพลเรือน ผู้หญิงและเด็กก็ไม่ได้รับการยกเว้น โดยคิดเป็นสัดส่วน 16% ของผู้ได้รับผลกระทบ ผู้หญิงยังต้องแบกรับความสูญเสียของคนที่รัก และยังต้องทำหน้าที่ให้กำลังใจและเลี้ยงดูผู้ได้รับบาดเจ็บหรือผู้ที่ถูกควบคุมตัว ความขัดแย้งครั้งนี้ส่งผลให้ผู้หญิง 3,000 คนเป็นหม้าย และเด็ก 9,000 คนเป็นเด็กกำพร้า

ผลกระทบของความขัดแย้งต่อครอบครัวโดยเฉพาะผู้หญิงในภาคใต้ของไทย เป็นประเด็นสำคัญสำหรับการจัดงานแสดงสื่อผสมซึ่งจะเกิดขึ้นในวันที่ 19 ธันวาคม เวลา 17.30 น. ที่สำนักงานของ SEA Junction โดยเป็นความร่วมมือกันระหว่างมูลนิธิผสานวัฒนธรรม (มสผ.) กับ Canada Fund for Local Initiatives โดยจะมีการฉายภาพยนตร์สารคดีสั้นสองเรื่อง เป็นผลงานการกำกับนักถ่ายทำหนังชาวแคนาดา โดยมีมูลนิธิผสานวัฒนธรรมเป็นผู้ผลิต และได้รับความสนับสนุนจาก Canada Fund for Local Initiatives เน้นให้เห็นปัญหาที่เกิดขึ้นกับผู้หญิงจากหลากหลายชาติพันธุ์และศาสนา อันเป็นผลมาจากความขัดแย้งอย่างต่อเนื่อง จากนั้นจะมีการอภิปรายเพื่อสะท้อนถึงปัญหาเหล่านี้ และ คุณ Ayesha Rekhi ที่ปรึกษาด้านการเมืองและเศรษฐกิจ สถานเอกอัครราชทูตแคนาดาประจำประเทศไทย จะเป็นผู้กล่าวปิด โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

การฉายสารคดีและการอภิปราย 19 ธันวาคม 2561 เวลา 17.30-19.30 .

กล่าวนำ: Rosalia Sciortino ผู้อำนวยการ SEA Junction

การฉายภาพยนตร์สั้นสองเรื่อง ในประเด็นผู้หญิงจากสามจังหวัดชายแดนใต้”  

การอภิปราย

ผู้ดำเนินรายการ: Rosalia Sciortino ผู้อำนวยการ SEA Junction

ผู้นำกระบวนการ/ผู้แปล: พรเพ็ญ คงขจรเกียรติ ผู้อำนวยการ มสผ.

วิทยากร:

  • อัญชนา หีมมิหน๊ะ นักสิทธิมนุษยชน กลุ่มด้วยใจ
  • ตัวแทนผู้หญิงนักกิจกรรมชุมชน
  • งามศุกร์ รัตนเสถียร อาจารย์ สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล

ถามตอบ

กล่าวปิดโดย:  Ayesha Rekhi ที่ปรึกษาด้านการเมืองและเศรษฐกิจ สถานเอกอัครราชทูตแคนาดาประจำประเทศไทย

 

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม/จองที่นั่ง กรุณาอีเมล์ไปที่ southeastasiajunction@gmail.com หรือโทรศัพท์: +66970024140

หมายเหตุ: ไม่มีค่าใช้จ่ายในการเข้าร่วม แต่เรายินดีรับเงินบริจาค!

ผู้จัด

SEA Junction, OUR Venue on Southeast Asia

SEA Junction มีเป้าหมายส่งเสริมความเข้าใจและความชื่นชมระหว่างกันในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในทุกมิติทางสังคม-วัฒนธรรม ตั้งแต่เรื่องศิลปะและการใช้ชีวิตไปจนถึงเศรษฐกิจและการพัฒนา โดยมีที่ตั้งอยู่ที่ห้อง 408 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (ตรงข้ามมาบุญครอง สถานี BTS สนามกีฬาแห่งชาติ) SEA junction สนับสนุนให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลและการแลกเปลี่ยนระหว่างนักศึกษา ผู้ปฏิบัติงาน และผู้สนใจในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมโปรดดู http://www.seajunction.org และเข้าร่วมกลุ่มในเฟซบุ๊กของเราที่ https://www.facebook.com/groups/1693055870976440/

 

มูลนิธิผสานวัฒนธรรม (มสผ.)

มูลนิธิผสานวัฒนธรรมก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2545 เพื่อทำงานด้านความยุติธรรมและการคุ้มครอง ส่งเสริม และติดตามสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในประเทศไทย เราให้ความสำคัญกับผู้อยู่ชายขอบ รวมทั้งชนกลุ่มน้อย คนไร้รัฐ แรงงานข้ามชาติ และผู้ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้ง สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมโปรดดู https://voicefromthais.wordpress.com

 

Canada Fund for Local Initiatives (CFLI)

CFLI ได้รับการก่อตั้งขึ้นเพื่อสนับสนุนโครงการขนาดเล็กที่นำเสนอและดำเนินการโดยองค์กรระดับท้องถิ่นในประเทศไทย โดยเราให้ทุนสนับสนุนโครงการขนาดเล็ก ซึ่งให้ความช่วยเหลือโดยตรงด้านสังคม เศรษฐกิจ หรือทางวิชาการกับชุมชนในท้องถิ่นต่าง ๆ CFLI มีเป้าหมายโดยรวมเพื่อลดความยากจน และมีเป้าหมายเป็นการเฉพาะเพื่อสนับสนุนความต้องการขั้นพื้นฐานของมนุษย์ การศึกษา สิทธิมนุษยชน และหลักนิติธรรม องค์กรที่มีคุณสมบัติขอรับทุนประกอบด้วยองค์กรพัฒนาเอกชน สมาคม มูลนิธิ และหน่วยงานอื่น ๆ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการบริหารจัดการโครงการ สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมโปรดดู http://w05.international.gc.ca/projectbrowser-banqueprojets/project-projet/details/a035318001?Lang=eng&wbdisable=true

 

SEA Junction ห้อง 408 ศูนย์ศิลปวัฒนธรรมกรุงเทพฯ

939 ถ.พระราม 1 ปทุมวัน กรุงเทพฯ 10330

http://seajunction.org/contact-us/

 

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้กองทัพบกชำระเงิน 1.87 ล้านบาทคดีนางบุญเรือง สุธีรพันธุ์  มารดาสิบโทกิตติกรฟ้องคดีแพ่งต่อกองทัพบก 

 

สิบโทกิตติกร

เผยแพร่วันที่ 7 ธันวาคม 2561

 

ใบแจ้งข่าว

         ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้กองทัพบกชำระเงิน 1.87 ล้านบาทคดีนางบุญเรือง สุธีรพันธุ์  มารดาสิบโทกิตติกรฟ้องคดีแพ่งต่อกองทัพบก
จากเหตุการณ์สิบเวรหรือผู้คุมเรือนจำ มทบ. 25 กับพวกร่วมกันทำร้ายร่างกาย
สิบโทกิตติกรจนเสียชีวิต

 

เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2561 ศาลแพ่ง (ถ.รัชดาภิเษก กรุงเทพฯ) อ่านคำพิพากษาชั้นอุทธรณ์ คดีหมายเลขดำที่ พ.1131/2560 คดีหมายเลขแดงที่ พ.858/2561 ซึ่งนางบุญเรือง สุธีรพันธุ์ มารดาสิบโทกิตติกร ฟ้องเรียกร้องค่าเสียหายทางแพ่งต่อกองทัพบกให้รับผิดกรณีละเมิดเป็นเหตุให้ สิบโทกิตติกร จนเสียชีวิต จากเหตุการณ์สิบเวรหรือผู้คุมเรือนจำมณฑลทหารบกที่ 25 (มทบ.25) กับพวกร่วมกันทำร้ายร่างกายสิบโทกิตติกรเสียชีวิตในเรือนจำทหาร จังหวัดสุรินทร์ เหตุเกิดเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2559

โดยตามคำฟ้องอุทธรณ์ของนางบุญเรืองฯ โจทก์อุทธรณ์ และค้ำแก้อุทธรณ์ของกองทัพบก จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ เห็นว่า การกระทำของจำเลยต้องรับผิดแก่โจทก์ตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 และฟ้องของโจทก์ ไม่ขาดอายุความ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 ซึ่งศาลอุทธรณ์ได้พิจารณาเรื่องค่าเสียหายไว้ 3ประเด็นดังต่อไปนี้

ประเด็นแรก ค่าใช้จ่ายในการจัดงานศพ ศาลอุทธรณ์พิจารณาตามคำฟ้องของโจทก์แล้วเห็นว่า เมื่อพิจารณาตามสถานะ สถานภาพทางสังคม และความเป็นอยู่ของโจทก์แล้ว การที่ศาลชั้นต้นกำหนดค่าเสียหายในส่วนนี้ให้เป็นจำนวนที่เหมาะสมแล้ว ศาลอุทธรณ์จึงเห็นพ้องด้วย  โดยศาลพิพากษาให้ชดใช้ค่าจัดการศพแก่โจทก์จำนวน 120,000 บาทแต่หักเงินที่ฝ่ายจำเลยจ่ายให้แก่โจทก์ไปแล้ว 50,000บาท ดังนั้นจึงต้องชำระให้โจทก์อีก 70,000 บาท  ซึ่งโจทก์อุทธรณ์ว่าโจทก์เสียค่าใช้จ่ายจริงในการจัดงานศพเป็นเงินทั้งสิ้น 211,225 บาท

ประเด็นที่สอง ค่าขาดไร้อุปการะ ศาลอุทธรณ์พิจารณาแล้วเห็นว่า ศาลต้องพิจารณาถึงโอกาสตามความเป็นจริงในขณะที่บุตรของโจทก์ถึงแก่ความตาย ซึ่งในขณะสิบโทกิตติกรฯ ถึงแก่ความตาย สิบโทกิตติกรฯได้รับคำสั่งให้ออกจากข้าราชการทหารแล้ว จึงไม่ได้รับเงินเดือนอันเป็นรายได้ที่แน่นอนจะให้แก่โจทก์ได้ อีกทั้งสิบโทกิตติกรฯยังต้องคำพิพากษาให้จำคุกอยู่ระหว่างดำเนินคดีอาญา ยิ่งทำให้โอกาสที่โจทก์จะได้รับค่าอุปการะเลี้ยงดูจากสิบโทกิตติกรฯ น้อยลงไปอีกด้วย ค่าขาดไร้อุปการะที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้จำนวน 1,800,000 บาทนั้น เหมาะสมแล้ว ศาลอุทธรณ์เห็นพ้องด้วย ซึ่งโจทก์อุทธรณ์ว่าหากบุตรโจทก์ไม่ถูกกระทำให้ตายจะอุปการะเลี้ยงดูโจทก์ไปจนสิ้นอายุไขของโจทก์ จึงเรียกค่าขาดไร้อุปการะจำนวน 6,600,000 บาท

ประเด็นที่สาม ค่าขาดสิทธิเสรีภาพ ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ศาลอุทธรณ์พิจารณา เห็นว่าการที่ศาลชั้นต้น อ้างรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันนั้น ชอบแล้ว ซึ่งรัฐธรรมนูญมีความมุ่งหมายคุ้มครองบุคคลทั่วไป กับบุคคลที่ได้รับคงวามเสียหายทางแพ่ง ย่อมต้องอาศัยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์หรือกำหมายอื่นๆ เมื่อโจทก์เรียกค่าเสียหายโดยอ้างเพียงกฎหมายรัฐธรรมนูญ ไม่บรรยายฟ้องให้เห็นว่า มีค่าเสียหายใดบ้างตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์หรือกฎหมายอื่น ที่โจทก์ควรได้รับ ศาลจึงไม่อาจกำหนดค่าเสียหายอื่นได้อีก ศาลชั้นต้นกำหนดค่าเสียหายโดยชอบแล้ว ซึ่งโจทก์อุทธรณ์ว่าค่าเสียหายที่โจทก์เรียกจำนวน 10,000,000 บาท เพื่อเป็นมาตรการเชิงลงโทษที่รัฐต้องตระหนักและควบคุมดูแลเจ้าหน้าที่ของรัฐมิให้กระทำละเมิดต่อชีวิตประชาชนดังเช่นกรณีบุตรของโจทก์ที่ถูกกระทำถึงแก่ความตาย โดยรัฐธรรมนูญบัญญัติให้ความคุ้มครองสิทธิเสรีภาพในชีวิตและร่างกายของบุคคลไว้

คดีนี้ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้กองทัพบกชำระค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นค่าจัดการศพและค่าขาดไร้อุปการะ รวมเป็นเงินทั้งสิ้นจำนวน 1,870,000 บาท แก่นางบุญเรือง สุธีรพันธุ์  มารดาสิบโทกิตติกร จากเหตุการณ์สิบเวรหรือผู้คุมเรือนจำ มทบ. 25 กับพวกร่วมกันทำร้ายร่างกายสิบโทกิตติกรจนเสียชีวิต

โดยก่อนที่โจทก์นำคดีมาฟ้องต่อศาลแพ่งเพื่อเรียกค่าเสียหายดังกล่าว ศาลจังหวัดสุรินทร์ได้ไต่สวนการตายเป็นคดีหมายเลขดำที่ ช.1/2559 แล้วมีคำสั่งเมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2559 ว่าผู้ตายถูกพลอาสาสมัครซึ่งปฏิบัติหน้าที่ในฐานะผู้คุมเรือนจำกับพวกรวม 4 คน ทำร้ายสิบโทกิตติกร มีอาการบาดเจ็บที่ศีรษะอย่างรุนแรงร่วมกับกระเพาะอาหารแตก จนถึงแก่ความตาย  อีกทั้งรายงานการผ่าศพของแพทย์พบว่าภายในศีรษะมีเลือดออกใต้เยื่อหุ้มสมอง สมองบวม บริเวณทรวงอกภายในมีกระดูกซี่โครงหัก2 ซี่  บริเวณปอดมีรอยฟกช้ำที่กลีบปอดซ้าย บริเวณท้องมีของเหลวสีน้ำตาลอยู่ภายในช่องท้องประมาณ 200 มิลลิลิตร กระเพาะอาหารแตก และมีรอยฟกช้ำเล็กน้อยที่บริเวณกลีบซ้ายของตับ  โดยรายงานการชันสูตรพลิกศพสรุปว่าสาเหตุการตายเกิดจาก มีการบาดเจ็บที่ศีรษะอย่างรุนแรง ร่วมกับกระเพาะอาหารแตก เนื่องจากถูกทำร้ายร่างกาย โดยพลอาสาสมัครซึ่งปฏิบัติหน้าที่ในฐานะผู้คุมเรือนจำทำร้ายสิบโทกิตติกรถึงแก่ความตาย มีหน้าที่ตามกฎหมายที่จะต้องรักษาความสงบเรียบร้อยภายในบริเวณเรือนจำที่ตนเป็นสิบเวรประจำวัน  มีหน้าที่รักษาความปลอดภัยต่อหน่วยงานและบุคคลผู้ต้องขัง แต่ได้จงใจสั่งการและร่วมกันกับพลทหารผู้ช่วย ทำร้ายสิบโทกิตติกรฯ โดยทรมานและทารุณโหดร้าย และจงใจไม่แจ้งให้แพทย์ทราบถึงอาการบาดเจ็บของสิบโทกิตติกรฯ และไม่ได้แจ้งให้ผู้บังคับบัญชาทราบ มีพฤติการณ์ข่มขู่ไม่ให้ผู้ต้องขังที่อยู่ภายในห้องขังเดียวกันช่วยเหลือสิบโทกิตติกรฯ และได้สั่งผู้ต้องขังในห้องขังทำร้ายร่างกายสิบโทกิตติกรฯ ที่นอนไม่ได้สติอยู่ที่พื้นห้องหลายครั้งจนกระทั่งสิบโทกิตติกรถึงแก่ความตาย

หลังฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์แล้ว โจทก์ซึ่งเป็นมารดาของผู้ตายยืนยันว่าประสงค์จะดำเนินคดีจนถึงศาลสูงสุด โดยจะยื่นฎีกาในประเด็นค่าเสียหายต่อศาลฎีกาต่อไป และมีความกังวลกับการดำเนินคดีอาญาเพื่อลงโทษผู้กระทำความผิด ที่ ป.ป.ท. รับเรื่องไว้แล้ว โดยเห็นว่าคดีมีความล่าช้าทั้งที่ข้อเท็จจริงมีการพิสูจน์ที่ศาลจังหวัดสุรินทร์ในการไต่สวนการตายชัดเจนแล้วถึงการกระทำความผิด จึงขอเรียกร้องให้ ป.ป.ท. เร่งดำเนินคดีอาญาด้วย อีกทั้งต้องการให้กองทัพบกและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีมาตรการเคร่งครัดในการกำกับดูแลเจ้าหน้าที่ให้ดีกว่าที่เป็นอยู่ เพื่อไม่ไม่ให้เกิดเหตุการณ์ดังเช่นกรณีลูกของตนอีกต่อไป

ติดตามเรื่องราวคดีนี้ได้ที่ https://voicefromthais.wordpress.com/?s=กิตติกร

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ : นายปรีดา นาคผิว ทนายความมูลนิธิผสานวัฒนธรรม โทร 089-6222474