Category Archives: Blog

แถลงการณ์ Fortify Rights: ขอให้ยกฟ้องข้อกล่าวหาต่อผู้หญิงนักปกป้องสิ่งแวดล้อมทั้งเจ็ดคน   กรณีนักปกป้องสิ่งแวดล้อมเจ็ดคนที่เข้าร่วมการประท้วงอย่างสงบในจังหวัดเลย

Fortify rights

English version:   http://www.fortifyrights.org/publication-20180418.html

ประเทศไทย: ยกฟ้องข้อกล่าวหาต่อผู้หญิงนักปกป้องสิ่งแวดล้อมทั้งเจ็ดคน   กรณีนักปกป้องสิ่งแวดล้อมเจ็ดคนที่เข้าร่วมการประท้วงอย่างสงบในจังหวัดเลย

พรุ่งนี้ศาลจะอ่านคำพิพากษาในคดีการชุมนุมอย่างสงบ

(กรุงเทพฯ 18 เมษายน 2561) —ทางการไทยควรยกฟ้องข้อกล่าวหาต่อนักปกป้องสิ่งแวดล้อมเจ็ดคนที่เข้าร่วมการประท้วงอย่างสงบในจังหวัดเลย ฟอร์ตี้ฟายไรต์กล่าวในวันนี้ ศาลจังหวัดเลยมีกำหนดอ่านคำพิพากษาในคดีนี้วันพรุ่งนี้ 19 เมษายน

ผู้หญิงทั้งเจ็ดคน ได้แก่ นางพรทิพย์ หงชัย 47 ปี, นางวิรอน รุจิไชยวัฒน์ 47 ปี, นางระนอง กองแสน 56 ปี นางมล คุณนา 40 ปี, นางสุพัฒน์ คุณนา 47 ปี, นางบุญแรง ศรีทอง 52 ปี, และนางลำเพลิน เรืองฤทธิ์ 57 ปี ถูกดำเนินคดีอาญาและอาจได้รับโทษจำคุกกว่าห้าปี จากการเข้าร่วมการนั่งประท้วงบริเวณด้านนอกที่ทำการสภาองค์การบริหารส่วนตำบลในจังหวัดเลยเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2559

“คดีนี้ละเมิดสิทธิในการชุมนุมอย่างสงบในประเทศไทย และขัดกับเจตจำนงที่ประกาศไว้โดยรัฐบาล” เอมี สมิธ (Amy Smith) ผู้อำนวยการบริหาร ฟอร์ตี้ฟายไรต์กล่าว “ศาลมีโอกาสยืนยันสิทธิขั้นพื้นฐานซึ่งได้รับการคุ้มครองทั้งตามกฎหมายไทยและระหว่างประเทศ โดยควรยกฟ้องคดีตามข้อกล่าวหาเหล่านี้ต่อผู้หญิงทั้งเจ็ดคน”

ในวันที่ 16 พฤศจิกายน 2559 ชาวบ้านกว่า 200 คนจากบ้านนาหนองบง ได้รวมตัวกันที่สภาองค์การบริหารส่วนตำบลเขาหลวงในจังหวัดเลย เพื่อคัดค้านการต่ออายุหนังสือขออนุญาตเข้าทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยในเขตป่าสงวนแห่งชาติเพื่อทำเหมืองแร่ทองคำของบริษัททุ่งคำ จำกัด ซึ่งประกอบกิจการเหมืองแร่ที่ต้องการใช้ที่ดินดังกล่าวในกิจการเหมืองแร่ ผู้ประท้วงยังเรียกร้องให้อบต.อนุญาตให้พวกเขามีส่วนร่วมในกระบวนการตัดสินใจ

ในวันที่ 25 กรกฎาคม 2560 พนักงานอัยการจังหวัดเลยสั่งฟ้องคดีต่อผู้หญิงทั้งเจ็ดคน ซึ่งต่างเป็นสมาชิกกลุ่มกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิด ซึ่งเป็นการรวมตัวของสมาชิกชุมชนเพื่อปกป้องสิทธิทางสิ่งแวดล้อม พวกเขาถูกกล่าวหาว่าละเมิดมาตรา 309 ของประมวลกฎหมายอาญา และมาตรา 8 ของพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. 2558

มาตรา 309 ห้าม “ข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำการใด ไม่กระทำการใด หรือจำยอมต่อสิ่งใด โดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย เสรีภาพ ชื่อเสียงหรือทรัพย์สินของผู้ถูกข่มขืนใจนั้นเอง….” และมีโทษจำคุกไม่เกินห้าปี และ/หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท มาตรา 8 ชองพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. 2558 ห้ามการชุมนุมสาธารณะที่กีดขวางทางเข้าออก หรือรบกวนการปฏิบัติงานหรือการใช้บริการสถานที่ทําการหน่วยงานของรัฐ และมีโทษจำคุกไม่หกเดือน และ/หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท

ทางการยังดำเนินคดีกับนางพรทิพย์ หงชัยฐานละเมิดมาตรา 10 ของพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. 2558 เนื่องจากไม่แจ้งให้เจ้าพนักงานทราบล่วงหน้าอย่างน้อย 24 ชั่วโมงก่อนจะเริ่มการชุมนุม นางพรทิพย์อาจถูกปรับเพิ่มเติมเป็นเงินจำนวน 10,000 บาท เนื่องจากไม่ได้แจ้งการชุมนุมล่วงหน้า

“ฉันไม่กลัวการถูกฟ้อง” นางบุญแรง ศรีทอง หนึ่งในผู้หญิงที่ถูกดำเนินคดีและเป็นสมาชิกของกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดกล่าว “ฉันไม่กลัวการพิจารณาของศาล ไม่กลัวติดคุก สาเหตุสำคัญที่เรายังต่อสู้ต่อไป เพราะเราต้องการให้ลูกหลานมีบ้านอยู่อาศัย”

สมาชิกกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดและชาวบ้านในจังหวัดเลยได้เรียกร้องมาเป็นเวลานานให้ปิดเหมืองทองคำอย่างถาวรและฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม พวกเขากล่าวหาว่าการทำเหมืองในจังหวัดเลยส่งผลกระทบด้านลบต่อสุขภาพของตนและสิ่งแวดล้อม

สมาชิกกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดและนักปกป้องสิ่งแวดล้อมในจังหวัดเลย ถูกดำเนินคดีต่างกรรมต่างวาระกัน เนื่องจากการเคลื่อนไหวทำกิจกรรมโดยสงบ เฉพาะในปี 2560 ทางการจังหวัดเลยฟ้องคดีอาญาใหม่อย่างน้อยสามคดีต่อสมาชิกกกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิด 13 คนจากการเข้าร่วมการประท้วงต่อต้านเหมืองทองคำ ณ ที่ทำการอบต. นอกจากคดีที่รัฐเป็นผู้ฟ้องแล้ว บริษัททุ่งคำ จำกัดยังฟ้องคดีอาญาและแพ่งอย่างน้อย 19 คดีต่อชาวบ้าน 33 คนนับแต่ปี 2550

ตามกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ รัฐมีพันธกรณีต้องคุ้มครองสิทธิที่จะมีเสรีภาพในการชุมนุมอย่างสงบและการแสดงออก กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (International Covenant on Civil and Political Rights-ICCPR) ซึ่งไทยเป็นรัฐภาคีและปฏิญญาว่าด้วยนักปกป้องสิทธิมนุษยชน คุ้มครองนักปกป้องสิทธิมนุษยชนในระหว่างการทำงาน รวมทั้งสิทธิที่จะมีเสรีภาพในการชุมนุมอย่างสงบและการแสดงออก

ข้อ 21 ของกติกา ICCPR ระบุว่า รัฐอาจจำกัดการชุมนุมอย่างสงบ กรณีที่การจำกัดสิทธิดังกล่าวมีกฎหมายรองรับ ได้สัดส่วน และจำเป็นเพื่อเป้าหมายอันชอบธรรม ตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ การกำหนดบทลงโทษอาญาต่อการชุมนุมประท้วงอย่างสงบ ซึ่งมีลักษณะเป็นการขัดขวางการเข้าถึงที่ทำการของราชการหรือการปิดถนนเพียงชั่วคราว ถือว่าเป็นการลงโทษที่ไม่ได้สัดส่วน

ในรายงานร่วมที่เสนอต่อคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2559 ผู้รายงานพิเศษแห่งสหประชาชาติว่าด้วยสิทธิที่จะมีเสรีภาพในการชุมนุมอย่างสงบและการสมาคม และผู้รายงานพิเศษว่าด้วยการสังหารนอกกระบวนการกฎหมาย การสังหารโดยรวบรัดหรือโดยพลการยังระบุว่า “กรณีซึ่งไม่มีการแจ้งอย่างเหมาะสม ผู้จัดการชุมนุม แกนนำชุมชนหรือผู้นำการเมืองนั้น ไม่ควรได้รับโทษทางอาญาหรือทางปกครอง ทั้งที่เป็นการสั่งปรับหรือการสั่งจำคุก”

ข้อบทในพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. 2558 จึงมีเนื้อหาไม่สอดคล้องกับกฎหมายระหว่างประเทศ และได้ถูกใช้เพื่อขัดขวางและจำกัดการทำกิจกรรมเคลื่อนไหวอันชอบธรรมของนักปกป้องสิทธิมนุษยชน

รัฐบาลไทยควรแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ.2558 โดยทันที เพื่อให้มีเนื้อหาสอดคล้องกับมาตรฐานระหว่างประเทศ และประกันว่ากฎหมายนี้จะคุ้มครองสิทธิในการชุมนุมอย่างสงบ ฟอร์ตี้ฟายไรต์กล่าว

ในตอนท้ายของการเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการในครั้งแรกเมื่อเดือนเมษายน 2561 คณะทำงานด้านธุรกิจและสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ แสดงข้อกังวลเกี่ยวกับ “การจำกัดสิทธิของประชาชนผู้ได้รับผลกระทบอย่างไม่ชอบด้วยเหตุผลและไม่เหมาะสม เมื่อประชาชนแสดงความข้อกังวลโดยสุจริต และต้องการประท้วงอย่างสงบ” คณะทำงานยังเรียกร้องรัฐบาลไทยให้ “ยุติการโจมตีทำร้าย การคุกคามและการข่มขู่อย่างต่อเนื่องใด ๆ ต่อนักปกป้องสิทธิมนุษยชน แกนนำสหภาพแรงงานและตัวแทนชุมชน ซึ่งแสดงความเห็นต่อต้านการปฏิบัติมิชอบด้านสิทธิมนุษยชนอันเป็นผลมาจากการดำเนินงานด้านธุรกิจ”

“ผู้หญิงทั้งเจ็ดคนอาจต้องได้รับโทษจำคุกเพราะแสดงจุดยืนปกป้องที่ดินของตน” เอมี สมิธกล่าว “พวกเธอกำลังทำงานเพื่ออนาคตที่ดีขึ้นของประเทศไทย และเพื่อปกป้องสิ่งแวดล้อม

จบ

หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติม โปรดติดต่อ

นายธีรพันธุ์ พันธุ์คีรี ทนายความ มูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน 086-768-6626

นส.ภัทราภรณ์ แก่งจำปา ผู้ประสานงานกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิด 089-807-7019

สุธารี วรรณศิริ ผู้เชี่ยวชาญสิทธิมนุยชน องค์กรฟอร์ติฟายไรท์ 061-545-0524

Advertisements

สามแถลงการณ์ กรณีสี่ปีการหายตัวไปของนายพอละจี (บิลลี่) รักจงเจริญ (3 Statements: 4 years disapperance of Billy Eng-Thai)

  1. แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่ลแนล

เนื่องในวาระครบรอบ 4 ปี การถูกบังคับให้สูญหายของพอละจี รักจงเจริญ หรือ บิลลี่ ซึ่งเกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 17 เมษายน 2557 ที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน หลังถูกควบคุมตัวในวันเดียวกันโดยเจ้าหน้าที่อุทยานซึ่งระบุว่าควบคุมตัวบิลลี่ไว้เนื่องจาก “การมีไว้ในครอบครองซึ่งน้ำผึ้งป่าอย่างผิดกฎหมาย” แต่ได้ปล่อยตัวบิลลี่ไปในวันเดียวกันนั้น อย่างไรก็ตาม มีพยานหลักฐานซึ่งสนับสนุนข้อสันนิษฐานที่ว่า บิลลี่ตกเป็นเหยื่อการบังคับบุคคลให้สูญหายและการสูญหายโดยไม่สมัครใจ ซึ่งนับเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนร้ายแรง และเป็นอาชญากรรมตามกฎหมายระหว่างประเทศ

แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลออกแถลงการณ์เรียกร้องอีกครั้งให้ทางการไทยทำการสอบสวนการหายตัวไปของบิลลี่อย่างเป็นอิสระ เป็นธรรม มีประสิทธิภาพ และเยียวยาครอบครัวของเขาและผู้ได้รับผลกระทบอย่างเต็มที่ รวมทั้งนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษ อ่านเพิ่มเติม

https://www.amnesty.or.th/latest/news/115/

 

2) แถลงการณ์ของสำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  Statement by The UN Human Rights Office for South-East Asia

ENGLISH VERSION BELOW

สำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แสดงความกังวลต่อความไม่คืบหน้าในการสืบสวนสอบสวนหลังจากที่ นายพอละจี รักษ์จงเจริญ หรือบิลลี่ นักปกป้องสิทธิมนุษยชนชาวกะเหรี่ยงได้ถูกบังคับให้สูญหายเป็นเวลากว่า 4 ปีแล้ว

มีผู้พบเห็นบิลลี่ครั้งสุดท้ายระหว่างการโดนจับกุมโดยเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจานในวันที่ 17 เมษายน 2557 ภายใต้ข้อกล่าวหาว่ามีน้ำผึ้งป่าไว้ในครอบครองอย่างผิดกฎหมาย ไม่มีใครทราบว่าชะตากรรมของบิลลี่เป็นอย่างไรและตอนนี้อยู่ที่ไหนตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา บิลลี่ได้รณรงค์และเป็นตัวแทนชุมชนของเขาในการเรียกร้องความยุติธรรม หลังจากการเผาบ้านเรือนและทรัพย์สินของชาวบ้านกะเหรี่ยงโดยเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติฯ ในปี 2553 และปี 2554

ในปี 2558 นางสาวพิณนภา พฤกษาพรรณ ภรรยาของบิลลี่ ทำหนังสือให้กรมสอบสวนคดีพิเศษสืบสวนสอบสวนคดีดังกล่าว ซึ่งกรมสอบสวนคดีพิเศษใช้เวลากว่าสองปีที่จะประกาศว่านางสาวพิณนภาไม่สามารถยื่นเรื่องได้เนื่องจากเธอไม่ได้จดทะเบียนสมรสเป็นภรรยาตามกฎหมายของบิลลี่ กรมสอบสวนคดีพิเศษกล่าวย้ำว่าการสืบสวนจะดำเนินการได้ต่อเมื่อพบศพของบิลลี่ สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นการแสดงให้เห็นถึงช่องว่างทางกฎหมายของประเทศไทย ที่การบังคับให้บุคคลสูญหายยังไม่เป็นความผิดทางอาญา

การสืบสวนสอบสวนกับเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติฯ คนดังกล่าว ได้ถูกส่งต่อไปยังสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐตั้งแต่ปี 2557 โดยยังไม่มีความคืบหน้าอย่างเป็นรูปธรรม “การหายตัวของบิลลี่ยังคงเป็นคดีที่สำคัญของประเทศไทย ที่แสดงให้เห็นถึงข้อท้าทายที่เหยื่อของการบังคับให้สูญหายต้องเผชิญ โดยเฉพาะการขาดความโปร่งใสในกระบวนการสืบสวนสอบสวน” ซินเธีย เวลิโก ผู้แทน สำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กล่าว “การหายตัวไปของบิลลี่ได้สร้างสภาวะความกลัวและแสดงให้เห็นถึงความเสี่ยงของนักปกป้องสิทธิมนุษยชนคนอื่นๆ โดยเฉพาะบุคคลที่ทำงานประเด็นสิทธิที่ดิน สิทธิชุมชน และสิทธิของชนเผ่าพื้นเมืองทั่วประเทศ”

ข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติยังได้เรียกร้องต่อรัฐบาลไทยหลายครั้งให้ดำเนินการอย่างเด็ดขาดและต่อเนื่องในการสืบสวนสอบสวนชะตากรรมและสถานะของเผยื่อการบังคับให้สูญหาย เพื่อที่จะพิสูจน์ความจริงและนำผู้กระทำผิดมาดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรม

สำนักข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนฯ เรียกร้องรัฐบาลไทยในฐานะที่เป็นรัฐภาคีกับกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง และลงนามกับอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลทุกคนจากการหายสาบสูญโดยถูกบังคับ จัดสรรทรัพยากรบุคคลและทางการเงินให้เพียงพอ และเสริมสร้างความพยายามในการสืบสวนสอบสวนอย่างโปร่งใสและละเอียดรอบด้านในคดีบิลลี่ และคดีอื่นๆ ที่ยังไม่ได้คลี่คลายอีกด้วย

******

The UN Human Rights Office for South-East Asia is concerned with the lack of progress on the investigation of the enforced disappearance of prominent Karen human rights defender Mr Pholachi “Billy” Rakchongcharoen who has been missing for four years.

Billy was last seen when he was arrested by Kaengkrachan Park officials on 17 April 2014 for allegedly possessing illegal bottles of wild honey. His fate and whereabouts remain unknown. Billy had been campaigning on behalf his community for justice after the homes and properties of Karen villagers were burnt down by park officials in 2010 and 2011.
In 2015, Ms Pinnapa Prueksaphan, the wife of Billy, submitted a petition to the Department of Special Investigation (DSI) to take up his case. It was two years before DSI announced in 2017 that she could not petition the Department on grounds that she was not legally married to Billy. DSI also stated that the investigation could only proceed if his body is found, thus highlighting the legal loophole in Thailand as enforced disappearance is yet to be criminalised.

The investigation against the concerned park official has been pending with the Public Sector Anti-Corruption Commission since 2014 with no concrete developments in the case. “The disappearance of Billy remains an emblematic case in Thailand as it highlights the myriad of challenges faced by victims of enforced disappearances, notably the lack of transparency in the investigative process”, said Cynthia Veliko, Regional Representative of the UN Human Rights Office. “His disappearance has also served to create a climate of fear and to underscore the risk for other human rights defenders, particularly those working on land and community rights as well as those defending the rights of indigenous peoples across the country.”

The UN High Commissioner for Human Rights has repeatedly urged the Royal Thai Government to take decisive and sustained action to investigate the whereabouts of those who have disappeared so as to establish the truth and to bring perpetrators to justice. The UN Human Rights Office for South-East Asia urges Thailand, as a State Party to the International Covenant on Civil and Political Rights and signatory to the International Convention for the Protection of All Persons from Enforced Disappearance, to allocate sufficient human and financial resources and to strengthen its efforts to undertake a transparent and thorough investigation into Billy’s case as well as all those that remain unresolved.

3) ICJ statement

Thailand: at fourth anniversary of enforced disappearance of “Billy”, still no resolution

On the fourth anniversary of the apparent enforced disappearance of Karen activist, “Billy,” the ICJ repeats its calls for the Department of Special Investigations (DSI) to assume responsibility for effectively investigating the case.

To date no progress has been made to establish the fate of Billy and the DSI has declined to take up the matter.

See more at

https://www.icj.org/thailand-at-fourth-anniversary-of-enforced-disappearance-of-billy-still-no-resolution/

https://www.icj.org/wp-content/uploads/2018/04/Thailand-Billy-disappearance-4th-year-News-web-story-2018-ENG.pdf

แถลงการณ์ ICJ: ยังคงไม่มีความคืบหน้าใดๆในวันครบรอบ 4 ปี ที่“บิลลี่”ถูกบังคับให้สูญหาย 16 เมษายน พ.ศ. 2561

 

 

ICJ statement: at fourth anniversary of enforced disappearance of “Billy”, still no resolution  

billy

https://www.icj.org/thailand-at-fourth-anniversary-of-enforced-disappearance-of-billy-still-no-resolution/

Thailand: at fourth anniversary of enforced disappearance of “Billy”, still no resolution

On the fourth anniversary of the apparent enforced disappearance of Karen activist, “Billy,” the ICJ repeats its calls for the Department of Special Investigations (DSI) to assume responsibility for effectively investigating the case.

To date no progress has been made to establish the fate of Billy and the DSI has declined to take up the matter.

Pholachi “Billy” Rakchongcharoen was last seen on 17 April 2014 in the custody of Kaeng Krachan National Park officials.

At the time of his apparent enforced disappearance, Billy had been working with ethnic Karen villagers and activists on legal proceedings the villagers had filed against the National Park, the Wildlife and Plant Conservation Department, the Ministry of Natural Resources and Environment, and the former Chief of Kaeng Krachan National Park concerning the alleged burning of villagers’ homes and property in the National Park in 2010 and 2011.

“The very reason the DSI was created was to investigate complex cases of this kind, including where Government officials may be implicated in gross human rights violations that amount to crimes under international law,” said Kingsley Abbott, Senior International Legal Adviser with the ICJ.

“If the DSI continues to refuse to open a special investigation after four years of little apparent progress by the police, the DSI will risk being perceived as contributing to the pervasive culture of impunity that exists within Thailand,” he added.

This week, Billy’s wife, Phinnapha Phrueksaphan, advised the ICJ that the last time the DSI had discussed Billy’s investigation with her and her family was over a year ago.

The ICJ was further informed that on 9 April 2018, Phinnapha submitted a letter to the Director-General of the DSI seeking updates on the progress of Billy’s case and clarification as to why the DSI had not accepted Billy’s case for a special investigation.

“Thailand has a clear legal duty to continue to investigate the case until Billy’s fate or whereabouts are established and to ensure that the investigative process and any outcomes are transparent – which is especially important to victims’ families who play a crucial role in investigations,” added Abbott.

On 23 May 2017, Thailand established a Committee consisting of 18 officials, including from the DSI, to formulate policies for the prevention of acts of torture and enforced disappearance, and to investigate and provide remedies in accordance with the Convention against Torture and Other Cruel, Inhuman or Degrading Treatment or Punishment (CAT), to which Thailand is a party, and the International Convention for the Protection of All Persons from Enforced Disappearance (ICPPED), which Thailand has signed but not yet ratified.

On 26 June 2017, the Committee reportedly stated that it would consider past, pending and new cases of enforced disappearance, including the case of Billy.

However, the Committee has yet to demonstrate effectiveness in efforts to implement Thailand’s international human rights obligations.

 “While any steps Thailand takes towards accountability for allegations of torture, ill-treatment and enforced disappearance is welcome, the Committee should not be seen as a meaningful substitute for establishing these as crimes under domestic law,” Abbott said.

แถลงการณ์ ICJ: ยังคงไม่มีความคืบหน้าใดๆในวันครบรอบ 4 ปี ที่“บิลลี่”ถูกบังคับให้สูญหาย 16 เมษายน พ.ศ. 2561

billy

https://www.icj.org/thailand-at-fourth-anniversary-of-enforced-disappearance-of-billy-still-no-resolution/#!lightbox/0/

(คำแปลอย่างไม่เป็นทางการ)

 ประเทศไทย: ยังคงไม่มีความคืบหน้าใดๆในวันครบรอบ 4 ปี ที่“บิลลี่”ถูกบังคับให้สูญหาย

16 เมษายน พ.ศ. 2561

กรุงเทพฯ ประเทศไทย – ในวันครบรอบ 4 ปีที่นักกิจกรรมชาวกะเหรี่ยง “บิลลี่” ถูกกระทำการที่มีลักษณะเป็นการบังคับให้สูญหายไป คณะกรรมการนักนิติศาสตร์สากล (ไอซีเจ) ขอเรียกร้องอีกครั้งให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ดำเนินการตามหน้าที่ในการสืบสวนสอบสวนเรื่องดังกล่าวอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ ในปัจจุบันนั้นยังไม่มีความคืบหน้าใดๆในการสืบสวนสอบสวนเพื่อให้ทราบถึงชะตากรรมของบิลลี่และดีเอสไอก็ปฏิเสธไม่รับคดีดังกล่าวเป็นคดีพิเศษ

นายพอละจี “บิลลี่” รักจงเจริญ นั้นได้มีผู้พบเห็นเป็นครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2557 ในขณะที่อยู่ในการควบคุมตัวของเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ทั้งนี้ ในช่วงระยะเวลาที่บิลลี่ได้ถูกกระทำการในลักษณะการบังคับให้สูญหายไปนั้น บิลลี่ได้ทำงานกับชาวบ้านชนเผ่ากะเหรี่ยงและนักกิจกรรมในการดำเนินการทางกฎหมายเพื่อยื่นฟ้องกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ ป่าและพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และนายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร อดีตหัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานจากกรณีเหตุการณ์เผาบ้านและทรัพย์สินชาวบ้านในพื้นที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจานเมื่อปี พ.ศ. 2553 และ 2554

“เหตุที่กรมสอบสวนคดีพิเศษได้ถูกจัดตั้งขึ้นมานั้นก็เพื่อที่จะทำการสอบสวนคดีที่มีความซับซ้อนเฉกเช่นคดีในลักษณะนี้ที่ทางเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองอาจมีความเกี่ยวโยงกับการกระทำการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรงที่อาจเรียกได้ว่าเป็นอาชญากรรมภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ” นายคิงสลี่ย์ แอ๊บบอต ที่ปรึกษากฎหมายระหว่างประเทศอาวุโส ไอซีเจ กล่าว

“ถ้าดีเอสไอยังคง ‘ปฏิเสธ’ ที่จะรับคดีดังกล่าวเป็นคดีพิเศษหลังจากที่การสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจกว่า 4 ปีไม่ปรากฏให้เห็นว่ามีความก้าวหน้าอย่างมีนัยยะสำคัญ ดีเอสไออาจจะเสี่ยงต่อการถูกมองว่าเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมการละเว้นการนำตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษในประเทศไทย”

ในสัปดาห์นี้ ภรรยาของบิลลี่ พิณนภา พฤกษาพรรณ ได้กล่าวกับไอซีเจว่า ครั้งสุดท้ายที่เจ้าหน้าที่ได้ติดต่อมาเพื่อพูดคุยถึงเรื่องการสอบสวนคดีของบิลลี่กับเธอและครอบครัวนั้นได้ผ่านมาล่วงปีแล้ว

“ประเทศไทยมีหน้าที่อย่างชัดเจนที่จะต้องดำเนินการสอบสวนคดีของบิลลี่จนกว่าจะทราบถึงชะตากรรมและสถานที่อยู่ของบิลลี่ และยังต้องทำให้เกิดความมั่นใจว่ากระบวนการสอบสวนและผลลัพธ์ที่ได้นั้นจะเป็นไปโดยโปร่งใส ซึ่งความโปร่งใสนี้มีความสำคัญอย่างมากต่อครอบครัวของผู้เสียหาย ซึ่งเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญในกระบวนการสอบสวน” นายแอ๊บบอตกล่าว

เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2560 ประเทศไทยได้จัดตั้งคณะกรรมการซึ่งประกอบไปด้วยกรรมการ 18 คน รวมดีเอสไอ เพื่อทำหน้าที่กำหนดนโยบายในการป้องกันการกระทำการทรมานและการบังคับให้บุคคลสูญหาย และเพื่อที่จะสอบสวนรวมถึงเยียวยาชดเชยให้แก่ผู้เสียหายตามพันธกรณีภายใต้อนุสัญญาว่าด้วยการต่อต้านการทรมาน และการกระทำอื่น ๆ ที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือที่ย่ำยีศักดิ์ศรี (Convention Against Torture and Other, Cruel, Inhuman or Degrading Treatment or Punishment – CAT) ซึ่งประเทศไทยเป็นภาคี และอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลทุกคนจากการหายสาบสูญโดยถูกบังคับ (International Convention for the Protection of All Persons from Enforced Disappearance – ICPPED)  ซึ่งประเทศไทยได้ทำการลงนามไว้ หากแต่ยังไม่ได้ให้สัตยาบัน

เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2560 คณะกรรมการได้กล่าวไว้ว่าจะดำเนินการพิจารณาคดีการบังคับบุคคลให้สูญหายไม่ว่าจะเป็นคดีที่เกิดขึ้นในอดีต ปัจจุบัน หรือคดีที่เกิดขึ้นใหม่ก็ตาม ทั้งนี้รวมไปถึงคดีของบิลลี่ด้วย

อย่างไรก็ดี คณะกรรมการยังต้องแสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพของตนในการปฏิบัติตามพันธกรณีตามกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศของประเทศไทย

“แม้ว่าการที่ประเทศไทยได้พยายามที่จะดำเนินคดีกับกรณีที่มีการกล่าวหาว่ามีการทรมาน การประติบัติหรือการลงโทษอื่นที่โหดร้าย และการบังคับบุคคลให้สูญหาย จะเป็นเรื่องหน้ายินดี แต่คณะกรรมการดังกล่าวก็ไม่ควรที่จะถูกมองว่าจะมาแทนที่การกำหนดให้การกระทำดังกล่าวเป็นอาชญากรรมในกฎหมายภายในประเทศของไทย” นายแอ๊บบอตกล่าว

 

ความเป็นมา

นับตั้งแต่เดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2557 เป็นต้นมา ไอซีเจไดดำเนินการเรียกร้องให้ดีเอสไอรับคดีดังกล่าวไว้เป็นคดีพิเศษมาโดยตลอด

เมื่อเดือน มกราคม พ.ศ. 2560 สามปีภายหลังจากที่บิลลี่ถูกกระทำการที่มีลักษณะเป็นการบังคับให้สูญหาย ดีเอสไอได้ปฏิเสธที่จะรับคดีบิลลี่เป็นคดีพิเศษตามที่พิณนภา พฤกษาพรรณ ภรรยาของบิลลี่ ร้องขอ โดยอ้างถึงเหตุผลสามประการ ได้แก่ การสืบสวนยังไม่สามารถหาข้อสรุปได้ อีกทั้งยังให้เหตุผลว่าภรรยาของบิลลี่เองนั้นไม่มีสิทธิในการยื่นเรื่องร้องเรียนเนื่องจากว่าไม่ได้มีการจดทะเบียนสมรสกับบิลลี่อย่างถูกต้องตามกฎหมาย และการสอบสวนของดีเอสไออาจจะกระทำได้หากมีการพบเจอร่างของบิลลี่เท่านั้น

รัฐบาลไทยได้ส่งสัญญาณว่าตนตระหนักได้ถึงความรุนแรงของอาชญากรรมการบังคับบุคคลให้สูญหาย และแสดงเจตจำนงที่จะต่อต้านอาชญากรรมดังกล่าวด้วยการลงนามในอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลทุกคนจากการหายสาบสูญโดยถูกบังคับเมื่อวันที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2555

อนุสัญญาฯ ดังกล่าวได้ยืนยันถึงสิทธิโดยเด็ดขาดที่บุคคลจะไม่ถูกบังคับให้สูญหาย และกำหนดให้รัฐมีพันธกรณีในการที่จะต้องดำเนินการสืบสวนสอบสวนการกระทำที่เป็นการบังคับบุคคลให้สูญหายและกำหนดให้อาชญากรรมดังกล่าวเป็นความผิดทางอาญาที่มีบทลงโทษที่เหมาะสมกับ “ความร้ายแรงอย่างยิ่ง” ของอาชญากรรมการบังคับบุคคลให้สูญหาย และจะต้องกระทำการที่จำเป็นต่างๆเพื่อนำตัวผู้กระทำผิดมาสู่กระบวนการยุติธรรม

ดีเอสไอนั้นถูกจัดตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. 2547 โดยมีอำนาจในการสืบสวนสอบสวนคดีพิเศษ ซึ่งรวมถึงคดีความผิดทางอาญาที่มีความซับซ้อน จำเป็นต้องใช้วิธีการสืบสวนสอบสวนและรวบรวมพยานหลักฐานเป็นพิเศษ คดีความผิดทางอาญาที่เป็นการกระทำขององค์กรอาชญากรรม และคดีความผิดทางอาญาที่มีผู้ทรงอิทธิพลที่สำคัญเป็นตัวการ ผู้ใช้หรือผู้สนับสนุน

ในขณะนี้ประเทศไทยอยู่ในระหว่างการร่างกฎหมายภายในประเทศที่จะกำหนดให้การทรมานและการบังคับบุคคลให้สูญหายเป็นอาชญากรรม แต่ว่ากระบวนการดังกล่าวกลับมีความล่าช้า โดยในขณะนี้ กระทรวงยุติธรรมของประเทศไทยกำลังดำเนินการรับฟังความคิดเห็นของผู้ที่เกี่ยวข้องต่อร่างพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย (‘ร่างพระราชบัญญัติ’) เป็นรอบที่สอง

ไอซีเจกังวลเป็นอย่างยิ่งว่าร่างพระราชบัญญัติที่มีเนื้อหาตามที่ปรากฏในปัจจุบัน รวมถึงที่ถูกแก้ไขปรับปรุงในฉบับลงวันที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2561 หากนำมาบังคับใช้แล้วจะทำให้ประเทศไทยล้มเหลวในการบัญญัติกฎหมายที่สะท้อนถึงพันธกรณีของประเทศไทยภายใต้กฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ

เมื่อวันที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2560 ประเทศไทยได้กล่าวต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติว่า“ได้มีความพยายามที่จะโอนย้ายคดี (ของบิลลี่) จากพนักงานสอบสวนในระดับท้องถิ่นมายังดีเอสไอ แต่ว่าทางดีเอสไอได้ปฏิเสธที่จะรับคดีดังกล่าวไว้ อย่างไรก็ดี ทางเอสไอก็จะยังให้ความช่วยเหลือในการติดตามค้นหาตัวบิลลี่และทำการสอบสวนในเบื้องต้นต่อไป”

อ่านเพิ่มเติม

คดีของบิลลี่

ICJ, ‘Launch special investigation into enforced disappearance of “Billy”’, 6 สิงหาคม พ.ศ.2558

ICJ, ‘Strengthen efforts to solve the apparent enforced disappearance of “Billy”, 16 เมษายน พ.ศ.2558

ICJ, ‘“Disappearance” of Billy demands special investigation’, 17 กรกฎาคม พ.ศ.2557

ICJ, ‘Thai authorities must urgently investigate Billy’s ‘disappearance’’, 28 เมษายน พ.ศ.2557

 

ร่างพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย

ICJ และ Amnesty International, Open letter to Thailand’s Minister of Justice on the amendments to the Draft Prevention and Suppression of Torture and Enforced Disappearances Act, 12 มีนาคม พ.ศ.2561 English  Thai

ICJ และ Amnesty International, Recommendations to Thailand’s Ministry of Justice on the Draft Prevention and Suppression of Torture and Enforced Disappearances Act, 23 พฤศจิกายนพ.ศ.2560

 

ข้อเสนอแนะของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติต่อประเทศไทย

ICJ, Thai Lawyers for Human Rights และ Cross-Cultural Foundation, Joint follow-up submission to the UN Human Rights Committee, 27 มีนาคม พ.ศ.2561

 

ข้อเสนอแนะของคณะกรรมการต่อต้านการทรมานต่อประเทศไทย

ICJ และ Thai Lawyers for Human Rights, Joint submission to the UN Committee against Torture, 29 มกราคม พ.ศ.2561

 

ข้อมูลเพิ่มเติม

นายคิงสลี่ย์ แอ๊บบอต (Kingsley Abbott) ที่ปรึกษากฎหมายระหว่างประเทศอาวุโส ไอซีเจ

โทรศัพท์: +66 94 470 1345 อีเมล์: kingsley.abbott@icj.org

#WithWiron

Let Her Talk

ตอนที่ 3

“เธอชื่อ วิรอน”

 ความรุนแรงต่อผู้หญิงและเด็กผู้หญิงอาจจะไม่ได้มาแค่ในคราบของรอยฝกช้ำ แต่สามารถมาในรูปแบบของการละเมิดสิทธิมนุษยชนของผู้หญิง การสร้างปัญหาสุขภาพ และผลกระทบต่อการใช้ชีวิต
ถึงแม้ว่ากลุ่มผู้หญิงในตอนนี้จะลุกขึ้นมาและใช้เสียงตัวเองเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรม แต่เสียงของพวกเธอกลับถูกกลบด้วยอำนาจอย่างอื่นและพื้นที่ของพวกเธอในการใช้เสียงก็ไม่ปลอดภัยอีกต่อไป ดังนั้น นอกจากพื้นที่เปิดและปลอดภัยสำหรับผู้หญิงในการใช้เสียงของตัวเอง มูลนิธิผสานวัฒนธรรมยังเห็นถึงช่องโหว่ในการปกป้องเสียงเหล่านั้น

24112017.aian-1

“ที่เราลุกขึ้นมาสู้ เราสู้เพื่อสิทธิชุมชนของเรา เพราะเรารู้ว่าเราพึ่งใครไม่ได้ นอกจากตัวเอง”

ถึงแม้ว่าปัญหาเรื่องสิทธิที่ดินทำกินและผลกระทบทางธรรมชาติจากสารพิษต่างๆ จะเกิดขึ้นทั่วทุกภาคของประเทศไทย แต่กว่า 10 ปีที่เสียงของชาวบ้าน 6 หมู่บ้าน ในอำเภอวังสะพุง จังหวัดเลย ยังส่งไปไม่ถึงผู้ประกอบการเหมืองแร่ทองคำ ‘แม่ไม้ หรือ วิรอน รุจิไชยวัฒน์’ ตัวแทนกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิด จึงรู้ว่า หากไม่มีหน่วยงานรัฐช่วยเหลือ เธอและคนในหมู่บ้าน ก็จำเป็นต้องสู้ด้วยตัวเองให้ถึงที่สุด

เราอาจเคยเห็นข่าวการต่อสู้คัดค้านการสร้างเหมืองแร่ที่วังสะพุงอยู่หลายครั้งหลายครา แต่คดีดังกล่าวก็ยังคงไม่สิ้นสุด วิรอนเล่าว่า ชาวบ้านโดนฟ้องหลายคดี มีการเรียกร้องค่าเสียหายกับชาวบ้าน ทั้งจากผู้ประกอบการเอง และอบต.ท้องถิ่น เนื่องจากชาวบ้านคัดค้านการเปิดประชุมการทำเหมือง อบต.อ้างว่าพวกเขาคัดค้านการทำงานของเจ้าหน้าที่

นอกจากชาวบ้านในละแวกนั้นจะได้รับผลกระทบจากสารพิษที่ไหลลงแหล่งน้ำและแหล่งอาหารตามธรรมชาติ วิรอนยังบอกว่า มีผลกระทบต่อผู้หญิงเช่นเดียวกัน ถึงแม้ว่าจะไม่ใช่ผลกระทบทางด้านความรุนแรงเช่นเดียวกับการโดนทำร้ายในครอบครัว แต่พวกเธอโดนละเมิดสิทธิ ทั้งยังถูกดำเนินคดี เพราะผู้หญิงออกหน้าเป็นแกนนำในการตั้งคำถาม เสนอแนะ ในที่ประชุม รวมถึงวิถีชีวิตของพวกเธอที่ต้องเปลี่ยนไป และในกรณีที่มีการดำเนินคดี พวกเธอต้องหาเงิน หาโฉนดที่ดินของครอบครัว หรือคนรู้จักมาใช้ในการประกันตัว การใช้เวลาคัดค้านดังกล่าว ทำให้ชาวบ้านสูญเสียเวลาในการทำมาหากิน ดูแลครอบครัว เสียค่าใช้จ่ายในการเดินทางขึ้นโรงขึ้นศาล

7D1ADEF0-19CE-4D08-9603-E7E41369EB3A

เมื่อถามถึงผลกระทบส่วนตัวที่แม่ไม้ได้รับจากการละเมิดสิทธิหรือความรุนแรงในรูปแบบนี้ เธอกล่าวว่าก็ไม่ได้ต่างจากสิ่งที่เธอได้เล่าไปแล้วข้างต้น แต่เธอมีลูกเด็ก อายุเพียง 3 ปี ที่เธอต้องฝากสมาชิกคนอื่นๆของครอบครัวให้ดูแลในระหว่างที่เธอต้องออกเดินทางมาเรียกร้องสิทธิเพื่อ “บ้าน” ของเธอ อีกทั้งเธอยังมีลูกคนอื่นๆ ที่เธอต้องทำงานส่งเสีย เพื่อให้พวกเขาได้เข้ารับการศึกษา

ปัญหาความรุนแรงและการละเมิดสิทธิที่แม่ไม้และชาวบ้านผู้หญิงคนอื่นๆ ที่กำลังเผชิญอยู่ไม่ได้ทำให้พวกเธอทอดถอนใจ แต่กลับเป็นแรงผลักดันให้พวกเธอตัดสินใจมุ่งมั่นลุกขึ้นต่อสู้ เพื่อหยุดผลเสียที่จะเกิดขึ้นกับหมู่บ้าน และลูกหลานรุ่นต่อๆ ไป