Category Archives: Blog

เปิดคำพิพากษาศาลฏีกา ยกฟ้องคดีตำรวจกาฬสินธ์ุอุ้มฆ่าเยาวชนเมื่อปี 2547

43828895_714472102254586_9221365307875000320_n.jpg

Photo: HRLA

คลิกที่

คำพิพากษาศาลฏีกาคดีกาฬสินธุ์

คำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีนายเกียรติศักดิ์-ถิตย์บุญครอง

คำพิพากษาคดีกาฬสินธุ์ ศาลชั้นต้น

ที่มา:คำพิพากษาศาลฏีกาคดีกาฬสินธุ์

http://naksit.net/2018/09/case/

Advertisements

ทำไมจึงไม่เห็นด้วยกับโทษประหารชีวิต

Comfortable and chic

วันนี้ได้รับเชิญไปร่วมเวทีเนื่องในโอกาสวันยุติโทษประหารชีวิตยุโรปและสากล สหภาพยุโรปประจำประเทศไทยขอเรียนเชิญท่านเข้าร่วมงานเสวนา “กระแสสังคมโลกกับการยกเลิกโทษประหารชีวิต: นัยที่มีต่อประเทศไทย”  โดยมีผู้ร่วมเสวนา ได้แก่ ฯพณฯ ท่าน เปียร์ก้า ตาปิโอลา เอกอัครราชทูตสหภาพยุโรปประจำประเทศไทย ฯพณฯ ท่าน เอมิลิโอ เด มิเกล กาลาเบีย เอกอัครราชทูตสเปนประจำประเทศไทย คุณคาเทียร์ คริริซี่ รองผู้แทนระดับภูมิภาคสำนักข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (OHCHR) รศ. ดร. โคทม อารียา ประธานมูลนิธิสันติภาพและวัฒนธรรม งานเสวนานี้จัดขึ้นในวันที่ 10 ตุลาคม พ.ศ.2561 เวลา 10.00 – 12.00 น. ณ ห้องประชุมออดิทอเรียม สมาคมฝรั่งเศสกรุงเทพ

เนื่องจากเวลาจำกัดไม่ได้พูดทั้งหมดที่เตรียมไว้นำมาเผยแพร่ไว้ ณ ที่นี่

เราเห็นด้วยกับการนำคนผิดมาลงโทษ และการนำผู้ต้องสงสัยเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมในทุกกรณีไม่ว่าจะเป็นคดีอาชญกรรม ธรรมดาหรืออาชญกรรมที่มีลักษณะทางการเมือง การประหารชีวิตเป็นการฆ่าสัตว์ตัดชีวิต เป็นบาป และเป็นการใช้ความรุนแรง  เราเห็นว่ามีการลงโทษทางอาญารูปแบบอื่นที่น่าจะส่งผลให้เกิดการยับยั้งชั่งใจในการกระทำผิด และการลงโทษทางอาญารูปแบบอื่น อาจสามารถนำคนคนนั้นกลับมาทำดีและตอบสนองต่อสิ่งที่เขาทำผิดพลาดไปได้ดีกว่า เช่น ระบบราชทัณฑ์ที่ดี ทำให้คนดีคืนสู่สังคมได้   เป็นต้น

โทษประหารชีวิตเป็นวงจรความรุนแรง ที่สร้างผลกระทบต่อบุคคลอื่นอย่างน้อย สามกลุ่ม 1.เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ที่ต้องทำการประหาร มีหลายประเทศที่กำหนดวิธีการประหารไว้เพื่อไม่ให้รู้ว่าใครเป็นผู้ลงมือสังหารตัวจริง เพื่อรักษาสภาพจิตใจของเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ที่ต้องปฏิบัติตามคำสั่ง แสดงว่าไม่มีใครอยากมีส่วนร่วมในการสังหารหรือการฆ่าคน 2. ครอบครัวโดยเฉพาะเด็ก ลูก ภรรยาหรือสามี หรือพ่อแม่ของผู้ถูกประหารชีวิต หลายๆกรณีพบว่าครอบครัวของผู้ตกเป็นผู้ต้องโทษประหารชีวิตเป็นครอบครัวที่ยากจนและไม่เข้าใจกระบวนการยุติธรรม มีความสับสน ไม่มีคำตอบในคำถามเรื่องทำไมคนที่เขารักจึงตกเป็นผู้ต้องโทษประหาร กระบวนการยุติธรรมที่ซับซ้อนและสร้างภาระให้กับคนในครอบครัวนับแต่วันที่ถูกจับวันแรกจนถึงวันที่ต้องเดินเข้าแดนประหารสร้างสภาวะจิตใจที่ยากแก่การเยียวยาแก้ไข บางกรณีทราบวันเวลาก่อนการสังหารเพียงไม่ถึงสามชั่วโมงเป็นต้น หรือมาทราบภายหลังว่ามีการประหารไปแล้วในบางประเทศ 3. สำหรับสังคมโดยรวม เกิดความหวาดกลัว (แม้บางส่วนอาจคิดไปเองว่าสังคมปลอดภัยมากขึ้นเมื่อฆาตกร หรือนักค้ายา ถูกประหารชีวิต) แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่ว่าสังคมปลอดภัยคิด ภัยหรืออาชญกรรมลักษณะเดียวกันนั้นไม่ได้ถูกจำกัดไปด้วยการแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุ เช่น บางครั้งเป็นความยากจน บางครั้งเป็นเพราะประวัติการถูกใช้ความรุนแรงมาก่อน บางครั้งเป็นเพราะสภาวะทางจิตใจ หรือเหตุผลทางการเมือง เป็นต้น

ระบบยุติธรรมทางเลือก หรือที่เรียกว่ายุติธรรมสมานฉันท์ ยุติธรรมชุมชน ควรได้รับการส่งเสริมและจะช่วยลดภาวะคนล้นคุกและสร้างสันติภาพที่ยั้งยืนในครอบครัว ในชุมชนหรือในประเทศชาติ  รวมทั้งการลดข้อหาที่มีโทษประหารชีวิตในข้อหาที่ไม่ใช่อาชญกรรมร้ายแรง เช่น คอรับชั่น ทุจริตในราชการ ตุลาการ ฯลฯ  หรือ การบริหารจัดการยาเสพติด นโยบายยาเสพติดในรูปแบบใหม่ รวมทั้งการกำหนดโทษผู้เสพ ผู้ค้ารายย่อย และผู้ค้ารายใหญ่ให้คำนึงถึงพฤติกรรม สภาพทางเศรษฐกิจ ฯลฯ

 

ทำไมจึงต้องยุติการประหารชีวิต

เนื่องจากเราไม่มีความเชื่อมั่นว่ากระบวนการนำคนผิดมาลงโทษของไทยนั้นเกิดขึ้นจากกระบวนการยุติธรรมที่เป็นธรรมได้อย่างเที่ยงธรรมในทุกกรณี  ระบบกล่าวหาของไทยมักประกอบกับข้อบกพร่องในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐ รวมทั้งการให้ความช่วยเหลือทางคดีที่ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศที่ยากจนไม่สามารถเข้าถึงการช่วยเหลือทางคดีที่มีประสิทธิภาพดีพอ  แขนที่ยาวไม่เท่ากัน ทำให้การพิจารณาคดีอาญาที่มีโทษประหารชีวิตนั้นหลายคดี อาจทำให้มีผู้บริสุทธิติดหลงเข้าไปหรือได้รับโทษหนักกว่าที่ตนกระทำได้ ผู้ต้องโทษประหารชีวิตส่วนใหญ่เป็นผู้ต้องโทษคดียาเสพติด

ทนายที่ให้ความช่วยเหลือคดีโทษประหารชีวิต จำนวนมากเป็นทนายอาสาที่ศาลจัดให้อาจไม่มีประสบการณ์ที่มากพอ เพราะคดีที่มีโทษประหารชีวิตมีความซับซ้อนและต้องอาศัยความรู้ความสามารถในการแสวงหาพยานหลักฐานมาพิสูจน์ความบริสุทธิ์ด้วย  และในคดีบางประเภทมีกระบวนการยุติธรรมที่ไม่เป็นธรรมต่อผู้ต้องหา การบังคับให้สารภาพ  การควบคุมตัวลับ  การซ้อมทรมาน  การซัดทอด หรือการใช้สปาย สายลับในการนำหลักฐานที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายเข้าสู่สำนวน โดยมีลักษณะเป็นคดีนโยบายที่ทำให้มีการรับฟังพยานบอกเล่า พยานหลักฐานจากจนท. ที่ไม่ได้คุ้มครองสิทธิของผุ้ต้องสงสัย   พนักงานสอบสวนอาจบกพร่องต่อหน้าที่โดยเฉพาะหน้าที่ในการสืบหาพยานหลักฐานทั้งที่พิสูจน์ความผิด และพิสูจน์ความบริสุทธ์ของผู้ต้องหา เป็นต้น

คดีบางประเภท เช่นคดียาเสพติด คดีก่อการร้าย มีขั้นตอนตามกฎหมายพิเศษที่เอื้อให้มีการละเมิดสิทธิและการสร้างพยานหลักฐานในการดำเนินคดี หวังผลทางนโยบายทำให้มีผู้ต้องขังโทษประหารจำนวนหนึ่งอาจไม่ใช่ผู้ก่อเหตุจริง หรือผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในคดีจริง  เช่นผู้ขนยาเสพติด ฯ มักเป็นเพียงผู้รับจ้างขนแต่ถูกข้อหา ครอบครองเพื่อจำหน่ายเกินจำนวนตามที่กฎหมายกำหนด ให้สันนิษฐานว่าเป็นการครอบครองเพื่อจำหน่ายเป็นต้น   กฎหมายปราบปรามยาเสพติดมีกำหนดให้ควบคุมตัว3วันในเซฟฮาวส์ได้

คดีอาญาที่เป็นที่สนใจของประชาชน เช่นคดีข่มขืน คดีอุกอาจ ที่สร้างความสะเทือนขวัญให้สาธารณะคดีทำร้ายหรือฆ่านักท่องเที่ยว มักมีการจับกุมบุคคลโดยรวดเร็ว มีการแถลงข่าวการจับกุมโดยเจ้าหน้าที่ระดับสูงเพื่อสร้างความเชื่อมั่นในทางการข่าวและทางการเมือง    โดยมักมีการจัดให้มีการชี้ภาพการนำชี้ที่เกิดเหตุระหว่างการสอบสวน  หรือการให้สัมภาษณ์ที่อัดวีดีโอไว้ในชั้นสอบสวน และดำเนินการสืบสวนสอบสวนโดยเร็ว

หรือในคดีก่อการร้าย ที่มีกฎหมายพิเศษหลายฉบับควบคุมตัวบุคคลก่อนการนำตัวเข้าสู่กระบวนการดำเนินคดีอาญาปกติ  ทำให้มีการสร้างหรือนำพยานหลักฐานจากการบังคับให้สารภาพ การทรมานเข้าสู่สำนวนการพิจารณาคดี  คดีนโยบายลักษณะนี้ศาลเริ่มที่จะรับฟังพยานบอกเล่าและคำสารภาพของจำเลยในชั้นกฎหมายพิเศษ  เชื่อภาพการนำขี้ที่เกิดเหตุระหว่างการสอบสวน  หรือการให้สัมภาษณ์ที่อัดวีดีโอไว้ในชั้นสอบสวน ขัดหลักการพิจารณาคดีอาญาปกติ ทำให้ผลของคดีมีจำเลยถูกตัดสินลงโทษประหารชีวิตจำนวนมากขึ้น

เมื่อกระบวนการยุติธรรมของเรายังไม่ใสกิ๊ก  ความอิสระของผู้พิพากษายังมีการตั้งคำถามได้ เราน่าจะต้องยุติการประหารชีวิตไว้ก่อน และทำการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม เมื่อการซ้อมทรมานและการอุ้มหายยังไม่เป็นความผิดทางอาญาและยังเป็นเครื่องมือของจนท.บางกลุ่มในการทำคดี หรือปิดคดี  และผู้กระทำผิดในข้อหาเหล่านี้ยังลอยนวลพ้นผิด เราน่าจะต้องยุติการประหารชีวิตไว้ก่อน เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจบางรายที่ยัดยา ยัดข้อหาประชาชนตามข่าวรายวันยังคงไม่ได้รับการลงโทษ ลอยนวลพ้นผิด เราน่าจะต้องยุติการประหารชีวิตไว้ก่อน  การส่งเสริมให้มีการให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายตั้งแต่กระบวนการยุติธรรมต้นทางในชั้นตำรวจมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง การเข้าถึงทนายความ การนำตัวไปปรากฏต่อหน้าศาลโดยทันทีเป็นกลไกในกระบวนการยุติธรรมที่ถูกละเลยอาจเป็นเพราะทรัพยากรและบุคคลากรที่เป็นทนายความอาสาไม่ได้รรับค่าตอบแทนที่เพียงพอ ส่งผลให้กระบวนการยุติธรรมชั้นต้นมีปัญหากว่าจะมีการช่วยเหลือคดีในชั้นต่อต่อมาก็ไม่สามารถแสวงหาพยานหลักฐานได้อีก จึงเป็นปัญหาที่ทำให้เราสรุปว่าถ้ายังไม่ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนในกระบวนการยุติธรรมต้นน้ำได้ การประหารชีวิตน่าจะต้องยุติไว้ก่อน

ทำไมจึงต้องยุติโทษประหารชีวิต

แม้ว่าในเบื้องต้นผู้เสียหายเช่นเหยื่ออาชญกรรมต้องการแก้แค้น เอาคืน  แต่ตามความเป็นจริงสิ่งที่เหยื่อต้องการคือการป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนั้นอีก ขอให้เคสนี้เป็นเคสสุดท้าย  และที่สำคัญความเป็นธรรมสำหรับเหยื่อคือการกลับคืนสู่สถานะเดิม  ตราบที่กลไกยุติธรรมของไทยยังไม่อาจเยียวยาเหยื่อได้ด้วยความเป็นธรรมรูปแบบอื่นที่เหมาะสมและมีอารยะกว่าการประหารชีวิต   สังคมส่วนใหญ่ยังคงมีทัศนะของการแก้แค้นเอาคืน    ขั้นตอนก่อนการยุติโทษประหารชีวิตคือการปฎิรูปกระบวนการยุติธรรม การเยียวยาผู้เสียหายในคดีอาญาให้เหมาะสมเพียงพอโดยไม่เลือกปฏิบัติ การเยียวยาที่เหมาะสม เพียงพอ และทำให้เขาได้ศักดิ์ศรี คำขอโทษ หรือการให้อภัยต่อผู้กระทำผิด เมื่อนั้นโทษประหารชีวิตก็จะไม่มีความจำเป็นอีกต่อไป

ART IN THE PRISON EP.01 ครั้งที่ 2 กับเรือนจำกลาง จังหวัดระยอง

4THBLVDKICKS (4)ART IN THE PRISON EP.01 ครั้งที่ 2 กับเรืองจำกลางจังหวัดระยอง

มือคู่หนึ่งเอื้อมมาจับที่ไหล่ของผม แล้วลูบลงมาตามตัวล้วงเข้าไปในกระเป๋าเสื้อ และกระเป๋ากางเกงเพื่อเช็คดูความเรียบร้อยก่อนเข้าไปภายในสถานที่ ที่คนทั่วไปไม่อยากเข้ามาสักเท่าไรนักสถานที่จองจำ
และจำกัดเสรีภาพของกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งที่สังคมเรียกพวกเขาว่า ผู้ต้องขัง  นักโทษ หรืออะไรทำนองนั้น
นี่เป็นครั้งที่สองแล้วสำหรับผมที่ได้มีโอกาสเข้าไปในเรือนจำกลางจังหวัดระยอง พร้อมกับอาจารย์ กุ้ง
ศิลปินผู้ที่ถ่ายทอดวิชาความรู้ ด้านงานศิลปะแก่เหล่าผู้ต้องขังของโครงการศิลปะบำบัด ในเรือนจำกลางจังหวัดระยอง หลังจากการตรวจค้นร่างกาย และแลกบัตรเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เจ้าหน้าที่ได้เปิดประตูบานเล็ก ที่เชื่อมระหว่างโลกภายนอก และ โลกหลังลูกกรงเหล็กแห่งนี้

ระหว่างทางเดินไปยังแดนห้าซึ่งเป็นแดน ที่มีการจัดกิจกรรมศิลปะเพื่อการผ่อนคลายผู้ต้องขัง ระหว่างสองข้างทางถูกขนาบด้วยลูกกรงเหล็ก ซึ่งแต่ละฟากฝั่งหลังลูกกรงเป็นลานดินกว้างประมานสนามฟุตบอล มีผู้ต้องขังกำลังวิ่ง และทำกิจกรรมจัดระเบียบแถว กันอย่างแข็งขันท่ามกลางแสงแดดของช่วงสาย ในนี้เขาเรียกกันว่าเข้าฐาน กลุ่มคนเหล่านี้คือผู้ที่มีประวัติกระทำผิดซ้ำ ก่อนจะแยกเข้าแดนจะต้องทำกิจกรรมเข้าฐานเพื่อละลายพฤติกรรมกันเสียก่อน เจ้าหน้าที่เรือนจำตอบคำถามของผม หลังจากเดินต่อมาสักครู่
ผ่านสวนหย่อมไม้พุ่มเตี้ยเล็กๆ เจ้าหน้าที่ก็หยุดอยู่ที่หน้าทางเข้าแดนห้าครู่หนึ่ง เพื่อรอการอนุญาติให้บุคคลจากโลกภายนอกเข้าไปเยี่ยมเยือน ถ้าคุณมีโอกาสได้เข้ามาอยู่ที่นี่… แต่เชื่อเถอะว่าคุณคงไม่อยากเข้ามา
สิ่งแรกที่ได้เห็นก็คงจะเป็นน้ำพุงานปั้นลอยตัวรูปพญานาคขนาดไม่ใหญ่แต่ก็ไม่เล็กเท่าไร ซึ่งบางทีก็มีผู้ต้องขังมากราบไหว้ขอพร เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจที่อ่อนล้า หลังต้องจากลูกเมีย และพ่อแม่มาไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะได้ออกจากที่นี่เสียที ถัดมาก็จะเป็นงานปั้นอื่นๆอีกหลายชิ้นทั้งที่เสร็จแล้วและที่กำลังขึ้นรูปกันอยู่ซึ่งก็ทำโดยผู้ต้องขังเองนั่นแหละ ระหว่างทางเข้ามีกลุ่มผู้ต้องขังชุดดำมาตั้งแถวต้อนรับ และนำทางผมกับอาจารย์กุ้งไปยัง สถานที่ทำการเรียนการสอนซึ่งอยู่บนชั้นสองของอาคารใต้ถุนสูงที่ใช้ทำกิจกรรมของผู้ต้องขัง

ที่ที่เราใช้สอนศิลปะ มีพื้นที่ติดกับโรงนอนของผู้ต้องขังมีเพียงลูกกรมเหล็กั้นเอาไว้เท่านั้น
ทำให้เห็นภายใน…จะเรียกว่าห้องนอนก็คงจะไม่ถูกต้องซะทีเดียว แต่ถ้าไม่ถืออะไรก็พอจะเรียกได้ ถ้ามันสามารถสื่อความหมายถึงสถานที่ที่มีหลังคา และผนังกั้นทำให้เกิดเป็นห้องขึ้นมา เพียงแต่ในที่นี้ไม่ใช่ผนัง แต่เป็นกรงเหล็กที่คล้ายกับไว้ขังสัตว์เท่านั้นเอง ภายในห้องนี้ มีผ้าห่มสีน้ำเงินพับไว้อย่างเป็นระเรียบเรีย
แถวตอนลึก แต่ละกองมีผ้าอยู่สามผืนเห็นจะได้ ห้องนึงก็นอนกันสามสี่ร้อยคน “ก็นอนกันเบียดๆกันแบบนี้แหละครับ ” ผู้ต้องขังรายนึงกล่าว พร้อมกับยกน้ำท่าและขนมทานเล่นมาต้อนรับ เขาดูแลเราดีจนบางครั้งเราก็เกรงใจอยากให้เขาเก็บไว้ทานเองบ้าง  “แขกของหัวหน้าโต ผมก็อยากดูแลให้เต็มที่” รอยยิ้มของผู้ต้องขังทำให้เราใจชื้นขึ้น การมาครั้งนี้ผมได้พูดคุยกับผู้ต้องขังมากขึ้นนิดหน่อยจากที่ครั้งแรก ที่เข้ามานั่งฟัง
อย่างเดียว “ผมไม่ไหวครับ เวลาผมวาดภาพแล้วผมกลัวว่าภาพจะออกมาไม่ดีทำให้ผมปวดหัว ผมเป็นไมเกรนครับตอนนี้ก็รับยาอยู่” หนึ่งในนักเรียนโครงการศิลปะบำบัดที่มาขอลาออกจากโครงการ พูดกับผมด้วยสีหน้ารู้สึกผิดพยายามอธิบายว่าเป็นเพราะตัวของเขาเองที่ต้องการออก ไม่ใช่เพราะผู้สอน ผมขอใช้ชื่อสมมุติเขาว่า เอ็ม แล้วกัน “ แต่ก่อนผมก็ปกติดีนี่แหละครับ จน… เมียเลี้ยว”  ผมพูดคุยกับเอ็ม อยู่ครู่หนึ่ง จึงจับใจความได้ว่า ก่อนเข้ามาอยู่ที่นี่เอ็มมีภรรยาที่คบกันหากับมาหกปีพร้อมทั้งมีลูกด้วยกัน แต่หลังจากเข้ามาอยู่ได้พักนึงก็ถูกภรรยาบอกเลิกโดยให้เหตุผลว่าไม่สามารถรอเขาได้ ในช่วงแรกเอ็มกลายเป็นคนเสียสติ เดินคอตก หลังค่อม พูดคนเดียว เป็นคนคิดมาก ไมเกรน และ โรคซึมเศร้า เวลามีเพื่อนถูกจับเข้ามาในเรือนจำแล้วเล่าเรื่องข้างนอกให้ฟังก็จะอาการทรุดหนัก รับไม่ได้กับเรื่องที่เกิดขึ้นเก็บกดและชอบเก็บไปคิดคนเดียว ไม่มีกำลังใจที่จะทำอะไรต่อ พร้อมทั้งเป็นห่วงว่าลูกจะเป็นยังไง “ ก็ได้หัวหน้าโตนี่แหละครับช่วยไว้ให้กำลังใจ จนอาการผมดีขึ้น ให้คิดถึงหน้าลูก แต่อาการไมเกรนก็ยังไม่หายไปไหนเวลามีอะไรกระทบก็ยังมีอาการตลอด”

มีเรื่องราวอีกมากมายของคนข้างในที่เขาไม่มีโอกาสได้ออกมาบอกกับคนภายนอก ทุกคนที่อยู่ที่นี่มีเรื่องราวและเหตุผลของตัวเอง ซึ่งได้พาพวกเขาเหล่านั้นมาอยู่ที่นี่ เราไม่สามารถรู้ได้ว่าถ้าอยู่ในสภาวะแบบนั้นเราจะตัดสินใจอย่างไร เราจะกลายเป็นคนคิดมากพูดคนเดียวเหมือนเอ็มหรือไม่ มันอาจดูเป็นเรื่องเล็กสำหรับใครหลายๆคน แต่ก็อีกนั่นแหละถ้าเราไม่ได้อยู่จุดเดียวกับเอ็มเราคงไม่เข้าใจ ผมไม่ได้หมายถึงการที่ถูกบอกเลิก เพียงอย่างเดียว แต่หมายรวมถึงเหตุการที่ผ่านเข้ามาทั้งหมดในชีวิตของเขา ที่ผ่านมาหลายครั้งเราใช้ไม้บรรทัดของเราไปวัดความรู้สึกของคนอื่นว่าถ้าเป็นเรา เราไม่ทำแบบนี้หรอก ถ้าเป็นเรานะเราไม่เข้ามาอยู่ในนี้ให้เมียทิ้งหรอก แต่มองกลับกันถ้าเราเป็นเขาหละถ้าเราคือเอ็ม เราโตมาแบบเอ็ม เราอยู่ในสังคมแบบเอ็ม ได้รับการสอนและปัจจัยแวดล้อมทั้งหมดเหมือนเอ็ม ถ้าเราเป็นเอ็ม เราจะเป็นอย่างไรบ้าง และถ้าเราเป็นภรรยาของเอ็ม เหตุผลอะไรทำไมเราถึงต้องเลิกกับคนที่เราคบมาหกปีอีกทั้งยังมีลูกด้วยกัน อะไรบ้างที่หล่อหลอมคนๆนึงให้มาอยู่ที่นี่ ผู้คุมเดินเข้าหมดเวลาทำการเรียนการสอนแล้วเราต้องเดินทางกลับ กรุงเทพมหานคร และปล่อยความสงสัยทิ้งไว้ ที่นี่ รอวันเวลาที่เราจะได้กลับมาถามคำถามนี้กับใครสักคนข้างในนั้นอีก กลับมาฟังเรืองราวของพวกเขานักโทษชายเรือนจำกลางจังหวัดระยอง…..

หมายเหตุ:

โครงการศิลปะบำบัด คือ ส่วนหนึ่งของโครงการนำร่อง ในการฝึกอบรมอาชีพให้ความรู้ด้านงานศิลปะเพื่อเสริมสร้างศักยภาพและสร้างความผ่อนคลายให้กับผู้ต้องขังในเรือนจำ ขอนแก่น คลองไผ่  และระยอง ซึ่งแต่ละเรือนจำ มีเวลาอบรม 2 ครั้งต่อสัปดาห์ เป็นระยะเวลา 3 เดือน โดยที่ มูลนิธิผสานวัฒนธรรม จัดร่วมกับ กลุ่มศิลปิน และทางเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ในเรือนจำดังกล่าว

เมียเลี้ยว คือ เมียเลิกหรือเมียทิ้ง ตอนแรกก็งงอยู่เหมือนกันว่าเราฟังผิดหรือเปล่าแต่ก็ได้ถาม เอ็มว่ามันหมายถึงอะไรก็ได้คำตอบมาตามนี้

Call for attending verdict reading of the case of 14  workers from Narathiwat accused of planning a bomb in Bangkok  

37290234_2163420263692814_923037632106070016_n

call for attending verdict delivery on Budu 14 English

Criminal Black case no. 561/2560

Subject: Call for attending verdict reading of the case of 14  workers from Narathiwat accused of  planning a bomb in Bangkok

 

Defendants: 14 young workers from the Deep South accused of being members of a “secret society” and illegal possession of explosive devices.

 

Verdict delivery date: 25 Sep 2018

 

Court:  Ratchada Criminal Court room 808

 

Detail of the case in Thai: https://voicefromthais.wordpress.com/2018/09/24/%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%9F%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%B3%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B8%9E%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B8%A8%E0%B8%B2%E0%B8%A5%E0%B8%8A%E0%B8%B1%E0%B9%89%E0%B8%99/

 

 

Background of the case:

 

On 10 October 2016, a joint police-military task force raided multiple locations in Bangkok and outskirt areas following reports of a suspected car bombing plot. They arrested at least 50 Malay Muslim people, including 42 men and 8 women. Most of them are Ramkamhaeng University students. The operations were authorized by the NCPO head order issued under Article 44 of the Interim Constitution.

 

 

 

 

 

 

 

 

 

Who are they?

Aged between early 30s to early 20s, most of the arrested students and young workers were released shortly after the raids, but at least 13 faced further detention, including 8 persons at the 11th Military Circle and 6 persons at Hua Mak Police Station at the time of arrest.

 

The detainees are between 20 and 30 years old and from Si Sakhon district of Narathiwat Province in the Deep South; many of them come from the same villages. Economic hardship in the Deep South, partly caused by low rubber price, forced them to travel to Bangkok to find jobs. Most of them ended up working as shop keepers in Bangkok and peripheral provinces.

 

After the arrest, the National Human Rights Commission (NHRC) has assisted them and called for the release of the detainees. The Southern Border Provinces Administrative Centre (SBPAC) supported the families of the arrested students to travel to Bangkok. However, the family members were not given granted any contacted with the detainees.

 

The detainees were later transported and detained at Ingkhayutthaborihan military camp in Pattani’s Nong Chik district and Narathiwat Task Force 46 in Narathiwat province. All of them were released after being detained for 7 days under the Martial Law.

 

About a month later, on 25 November 2016, military officers in the Deep South re-arrested 13 young men after the Criminal Court approved the issuance of arrest warrants against them on charges relating to national security and related charges in Bangkok Criminal Court. [Criminal case no. 561/2560 (2017)]

 

They have been detained at Bangkok Remand Prison since November 2016, now around one year 8 months. The families could not afford to bail them out because the bail amount set by the court is very high. The lawyers have also suggested that the court might not allow those held on national security charges to be bailed out. The Muslim Attorney Center in Bangkok has provided legal assistance to the defendants free of charge.

 

http://englishnews.thaipbs.or.th/10-suspects-apprehended-predawn-raids-hua-mark-ramkhamhaeng/

https://www.chiangraitimes.com/thai-authorities-conduct-massive-raids-following-bomb-alert.html

https://voicefromthais.wordpress.com/2016/10/19/call-for-release-five-individuals-from-arbitrary-detention-immediately-regarding-the-car-bomb-raid-of-people-from-the-southern-border-provinces-who-live-in-bangkok-and-their-further-detention-in-pat/

 

Interview with one of the mother of one of the defendant of this case

 

Mr. A was arrested on 10 October 2017. The day he returned home in Narathivath after two weeks of detention (7 days in Bangkok and 7 days in the deep south), he told me that he was assaulted and beaten while being detained at the 11th Military Circle. When I visited him at Ingkhayutthaborihan military camp, I saw wounds and bruises on his chest, arms, and legs. He was depressed, shaking and barely talked. During the first week after he was released, he suffered paranoia, insomnia, and repeatedly said that he didn’t know how to go on with his life.

 

My son was arrested twice. The first time he was detained at the 11th Military Circle in Bangkok while the second time he was sent to the deep south. I didn’t know that he was arrested. I called him but he didn’t pick up the phone. I had no idea where he was. I couldn’t contact him. He just went missing. I was informed about his arrest three days later. The lawyer said the request to visit him had been approved. Later on, a man, known only as “Dr.J”, who said he works at the Southern Border Provinces Administrative Center (SBPAC), managed to bring us in to visit the detainees. I visited my son for the first time on Tuesday.

 

While being detained at the 11th Military Circle, he was blindfolded all night all day. Sometimes the officers spoke nicely to persuade him to confess, but sometimes they covered his head with a black bag and had him stripped naked. I and Mr. A (one of the 13 defendants) had not given a written statement about these incidents to our lawyers, although we had noted them down.

 

When I met my son, both of us burst into tears. During his one-week detention at the 46th Rangers Task Force in Narathivath, he had never been assaulted.  However, when he was in Narathiwat, he was very scared. When he spoke, he dared not to look at the military captain. All other defendants, except Mr. A, had already confessed. He was told that he could face up to 50 years in jail if he refuses to confess.

 

He once wrote a letter to me from the prison, saying he had never thought that he would be in jail. He had never thought he would have to plead guilty.

 

My son told me that when he was detained at the 11th Military Circle, he was blinded all the time even when he used toilet. His eyes hurt badly when he saw the first light after being blinded for a long time. He was in a state of shock when we met for the first time after he was arrested. When I visited my son, I also met the another defendant who had a trace of wound at his leg. The wound resembled a stapler’s puncture.

 

My son suffered seizures when he was detained at the military camp. He has congenital diseases, including kidney disease. He used to have blood infections and has undergone a brain surgery. When he has seizures at home, we would cover his nose and mouth with a plastic bag to help him breathe. He would recover shortly.

 

My son told me that he was jealous of those who stayed outside [the jail]. After he was released [from the first arrest], I brought him to a psychiatrist in Yala province. When he was at home, he asked to have the lights on throughout the night because the officers threatened to come to our house. So, mom and dad decided to sleep in his room to comfort him at night.

 

My son left home to work in Bangkok and he was named an outstanding employee in that company.  My son told me that an officer told him that he was lucky to have a Thai name because had he bore a Malayu name, he would have faced many more hardships. The 1st defendant could neither speak nor understand Thai language, so he confessed to all charges.

 

Note by CrCF team, Contact person:

CrCF: Pornpen Khongkachonkiet Tel. 0639751757 (Thai-English speaking)

CrCF: Nur-sikeen Yusoh  Tel. 099 6296077  (Malayu -Thai- English speaking)

MAC, Muslim Attorney Center:  Sitipong Chantarawiroj Tel. 089873 1626

นัดฟังคำพิพากษาศาลชั้นต้น คดีระเบิดน้ำบูดู ศาลอาญารัชดา 25 กันยายน 2561 ห้อง 808 เวลา 9.00 น.

37290234_2163420263692814_923037632106070016_n

นัดฟังคำพิพากษาศาลชั้นต้น คดีระเบิดน้ำบูดู

ศาลอาญารัชดา 25 กันยายน 2561 ห้อง 808 เวลา 9.00 น.

 

“คดีระเบิดน้ำบูดู” คือชื่อเรียกเหตุการณ์ กวาดจับชายชาวมุสลิมจาก จ.นราธิวาส และ จ.ปัตตานี ที่ที่พักย่านรามคำแหง กว่า 40 คน เมื่อวันที่ 10 ต.ค. 2559  ส่วนใหญ่เป็นเด็กหนุ่มที่ขึ้นมาหางานทำเป็นลูกจ้างรายวันที่กรุงเทพฯ และ จ.สมุทรปราการ เกือบทั้งหมดได้รับการปล่อยตัวหลังจากเสียค่าปรับในความผิดฐานเสพน้ำกระท่อม แต่มี 14 คน ที่ถูกควบคุมตัวต่อหรือถูกจับกุมเพิ่ม เนื่องจากเจ้าหน้าที่สงสัยว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการวางแผนเตรียมก่อเหตุระเบิดที่ย่านรามคำแหงและ จ.สมุทรปราการ

 

ต่อมาทั้ง 14 คน ถูกอัยการสั่งฟ้องในข้อหาร่วมกันเป็นอั้งยี่ ร่วมกันเป็นซ่องโจร และมีวัตถุระเบิดที่นายทะเบียนไม่สามารถออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครองโดยผิดกฎหมาย (คดีดำหมายเลข 561/2560) แต่จากการตรวจค้นห้องพักของจำเลยที่ จ.สมุทรปราการ เจ้าหน้าที่พบเพียงกล่องลังที่ใส่น้ำบูดูและอุปกรณ์ทำข้าวยำเท่านั้น นักสิทธิมนุษยชนและผู้ติดตามคดีนี้จึงเรียกคดีนี้ว่า “คดีระเบิดน้ำบูดู”

 

ประเด็นสำคัญในการเบิกความในชั้นศาลของจำเลยที่ทั้งสิบสี่คนอยู่ที่การถูกซ้อมทรมานขณะถูกควบคุมตัวในค่ายทหารช่วงระหว่างเดือนตุลาคม-พฤศจิกายน 2559 เพื่อให้ยอมรับสารภาพว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการวางแผนก่อเหตุระเบิดในกรุงเทพฯ และ จ.สมุทรปราการ และการบังคับให้ชี้จุดเกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพทั้งที่จำเลยได้ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหาในชั้นสอบสวน

โดยเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงอ้างสาเหตุว่ามีการซ่องสุมและจะก่อเหตุระเบิด ‘คาร์บอม’ จนนำมาสู่การขยายผลจับกุมในจังหวัดสมุทรปราการ และจังหวัดนราธิวาสด้วย พยานหลักฐานมีเพียงกล่องลังที่ใส่น้ำบูดูเท่านั้นที่เจ้าหน้าที่ตำรวจยึดได้จากห้องพัก และต่อมาได้เพิ่มหลักฐานคือสาร PETN ในมือของจำเลยที่ 3

 

นายกิจจา อาลีอิสเฮาะ หนึ่งในทนายความของคดีและเลขานุการมูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิมได้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน[1]ในวันสอบพยานเมื่อเดือนพฤษภาคม ปี 2561 โดยพ.อ.ชัชภณ สว่างโชติ รอง ผอ.ศูนย์สันติวิธี กอ.รมน.ภาค 4 สน ได้เบิกความถึงตอนที่เขาได้รับตัวจำเลยที่ 10-14 มาอยู่ที่ศูนย์สันติวิธีซึ่งมีนโยบายเสริมสร้างความเข้าใจแก่ผู้หลงผิดในมิติศาสนา ซึ่งพยานได้เบิกความที่เป็นประโยชน์แก่จำเลยที่ 10-14 เนื่องจากพยานให้การว่าเชื่อว่าจำเลยทั้ง 5 คนไม่ได้เกี่ยวข้องกับขบวนการแบ่งแยกดินแดนและไม่ได้เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดในคดีนี้ แต่ในทางคดีก็อยู่ที่พนักงานตำรวจว่ามีหลักฐานอะไรอีกนอกเหนือจากนี้   นอกจากนี้พ.อ.ชัชภณ ซึ่งเป็นพยานปากนี้ได้ให้การว่า ทราบว่าจำเลยที่ 10-14 เคยถูกควบคุมตัวที่กรุงเทพฯ แต่ก็ได้รับการปล่อยตัว จากนั้นพ่อแม่ของจำเลยที่ 10-14 ได้ส่งตัวจำเลยที่ 10-14 มาเข้าร่วมโครงการของศูนย์สันติวิธีที่พยานเป็นผู้ดูแลอยู่ ซึ่งตอนนั้นจำเลยที่ 10-14 ก็เชื่อว่าจะไม่ถูกดำเนินคดี แต่พอจำเลยที่ 1-9 ถูกดำเนินคดีเป็นกลุ่มแรก จำเลยที่ 10-14 จึงถูกดำเนินคดีในข้อหาเดียวกันคืออั้งยี่,ซ่องโจร ครอบครองวัตถุระเบิด

 

รายละเอียดของคดี

 

จำเลย 14 คน (ชื่อสีแดงคือจำเลยที่ให้การว่าถูกซ้อมทรมาน)

1.นายตาลมีซีฯ(จำเลยที่ 1)

อายุ 33 ปี อาชีพรับจ้างทั่วไป อ.ศรีสาคร จ.นราธิวาส

2.นายอับดุลบาซิรฯ (จำเลยที่ 2)

อายุ 22 ปี อาชีพรับจ้างทั่วไป อ.ศรีสาคร จ.นราธิวาส

3.นายมูบาห์รีฯ (จำเลยที่ 3)

อายุ 25 ปี อาชีพกรีดยาง อ.ศรีสาคร จ.นราธิวาส

4.นายอุสมานฯ (จำเลยที่ 4)

อายุ 24 ปี อาชีพรับจ้าง อ.ศรีสาคร จ.นราธิวาส

5.นายมีซีฯ(จำเลยที่ 5)

อายุ 21 ปี ชาว อ.ระแงะ จ.นราธิวาส ก่อนถูกจับทำงานเป็น รปภ.ที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในกรุงเทพ

  1. 6. นายปฐมพรฯ (จำเลยที่ 6)

อายุ 21 ปี ชาวอ.จะแนะ จ.นราธิวาส ก่อนถูกจับทำงานเป็น รปภ.ที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในกรุงเทพ  

7.นายอัมรันฯ (จำเลยที่ 7)

อายุ 26 ปี  อาชีพเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย อ.ยะรัง จ.ปัตตานี

8.นายวิรัติฯ  (จำเลยที่ 8)

อายุ 26 ปี เป็นชาว อ.จะแนะ จ.นราธิวาส อาชีพรับจ้างทั่วไป

  1. 9. นายนิเฮงฯ (จำเลยที่ 9)

อายุ 30 ปี อ.ศรีสาคร จ.นราธิวาส อาชีพกรีดยางและรับจ้างทั่วไป

10.นายอัมรีฯ (จำเลยที่ 10)

อายุ 21 ปี อ.ศรีสาคร จ.นราธิวาส อาชีพรับจ้าง

11.นายนุรมันฯ (จำเลยที่ 11)

อายุ 30 ปี อาชีพรับจ้าง อ.ศรีสาคร จ.นราธิวาส

12.นายมูฟตาดินฯ (จำเลยที่ 12)

อายุ 20 ปี อ.ศรีสาคร จ.นราธิวาส อาชีพรับจ้าง

13.นายต่วนฮาฟิตฯ (จำเลยที่ 13)

อายุ 24 ปี ก่อนถูกจับทำงานเป็นพนักงานร้านอาหารฟาสฟู๊ดที่กรุงเทพ

14.นายมูฮัมหมัดซาการียาฯ (จำเลยที่ 14)

อายุ 21 ปี อ.ยะรัง จ.ปัตตานี ทำงานเป็น รปภ.ที่อพาร์ตเมนต์แห่งหนึ่งในกรุงเทพ

 

ลำดับเหตุการณ์การจับกุมและการควบคุมตัว

 

9 ตุลาคม 2559  มีนบุรี กทม.

นายนิเฮง มะยี (จำเลย 9) ถูกตำรวจจับกุมขณะทำงานเป็น รปภ.ที่อพาร์ตเมนต์ย่านมีนบุรี และถูกนำตัวไปที่ สน.มีนบุรี โดยไม่ได้แจ้งข้อกล่าวหา ผ่านไปประมาณ 1 ชม. มีทหารมารับไปที่ มทบ.11

10 ตุลาคม 2559 รามคำแหง กทม.

ตำรวจบุกตรวจค้นและจับกุมผู้ต้องหาที่ห้องพักย่านรามคำแหงช่วงเช้าในข้อหาเสพน้ำกระท่อม หลังถูกจับกุม ถูกนำตัวไปที่ สน.หัวหมาก วันรุ่งขึ้น (11 ต.ค.2559) ถูกนำตัวไปศาลอาญาเพื่อเสียค่าปรับคดีเสพน้ำกระท่อม เวลา 20.00 น. มีเจ้าหน้าที่ทหารมารับตัวจาก สน.หัวหมาก ไปสอบสวนต่อที่ มทบ.11 ถ.นครชัยศรี

1) ตาลมีซี (จำเลย 1) ถูกจับกุมที่ห้องพักของต่วนฮาฟิต (จำเลย 13) ใน ซ.รามคำแหง 53/1

2) อุสมาน (จำเลย 4) ถูกจับกุมที่ห้องพักของต่วนฮาฟิต (จำเลย 13) ใน ซ.รามคำแหง 53/1

3) อัมรี (จำเลย 10) ถูกจับกุมที่ห้องพักของต่วนฮาฟิต (จำเลย 13) ใน ซ.รามคำแหง 53/1

4) นุรมัน (จำเลย 11) ถูกจับกุมที่ห้องพักของต่วนฮาฟิต (จำเลย 13) ใน ซ.รามคำแหง 53/1

5) มูฟตาดิน (จำเลย 12) ถูกจับกุมที่ห้องพักของต่วนฮาฟิต (จำเลย 13) ใน ซ.รามคำแหง 53/1

          6) วิรัติ (จำเลย 8) ถูกจับกุมที่ห้องพักใน ซ.รามคำแหง 49

7) มีซี (จำเลย 5) ถูกจับกุมที่ห้องพักของนายวิรัติ (จำเลย 8) ใน ซ.รามคำแหง 49

8) ปฐมพร (จำเลย 6) ถูกจับกุมที่ห้องพักของนายวิรัติ (จำเลย 8) ใน ซ.รามคำแหง 49

9) มูฮัมหมัดซาการียา (จำเลยที่ 14) ถูกจับกุมที่ห้องพักหมายเลข 108 ใน ซ.รามคำแหง 53/1

10) อัมรัน (จำเลย 7) ถูกจับกุมที่ห้องพักของมูฮัมหมัดซาการียา (จำเลย 14) ซ.รามคำแหง 53/1

17 ตุลาคม 2559 อ.ศรีสาคร จ.นราธิวาส

          -อับดุลบาซิร (จำเลยที่ 2) ถูกเจ้าหน้าที่ทหารพรานจากหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 49 อ.ศรีสาคร จ.นราธิวาส ควบคุมจากบ้านพักใน อ.ศรีสาคร ไปที่ค่ายอิงคยุทธบริหาร จ.ปัตตานี

-มูบาห์รี  (จำเลย 3) ถูกเจ้าหน้าที่ทหารพรานจากหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 49 อ.ศรีสาคร จ.นราธิวาส ควบคุมตัวจากบ้านพักใน อ.ศรีสาคร ไปที่ค่ายอิงคยุทธบริหาร จ.ปัตตานี

พฤษภาคม 2560

          ต่วนฮาฟิต (จำเลย 13) เข้ามอบตัวที่กองปราบปราม หลังจากถูกออกหมายจับ

มีนาคม 2561

มูฮัมหมัดซาการียา (จำเลยที่ 14) ซึ่งเคยถูกจับกุมที่ห้องพักใน ซ.รามคำแหง 53/1 และถูกควบคุมตัวเพื่อสอบสวนที่ มทบ.11 แล้วครั้งหนึ่ง ถูกจับกุมอีกครั้งตามหมายจับที่สถานีรถไฟหาดใหญ่ และถูกพามาแถลงข่าวที่กองปรามปราม

 

ลำดับเหตุการณ์หลังถูกจับกุม

ตุลาคม 2559

หลังจากถูกจับกุมในครั้งแรก จำเลยถูกนำตัวไปสอบสวนที่ค่ายทหาร ได้แก่ มทบ.11 (กรุงเทพฯ),              ค่ายอิงคยุทธบริหาร (อ.หนองจิก จ.ปัตตานี) และหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 49 (อ.ศรีสาคร จ.นราธิวาส) ซึ่งจำเลยส่วนหนึ่งให้การว่าถูกซ้อมทรมานเพื่อให้รับสารภาพในค่ายทหารเหล่านี้ จำเลยถูกควบคุมตัวที่ค่ายทหารประมาณ 1-2 สัปดาห์ เพื่อสอบสวนในข้อหาเตรียมก่อเหตุระเบิด ก่อนจะได้รับการปล่อยตัวระยะสั้นๆ ก่อนจะถูกออกหมายจับและถูกจับกุมอีกครั้ง ช่วงเดือน พฤศจิกายน-ธันวาคม 2559  ยกเว้นต่วนฮาฟิต (จำเลย 13) ที่เข้ามอบตัวพฤษภาคม 2560 และมูฮัมหมัดซาการียา (จำเลย 14) ที่ถูกจับกุมมีนาคม 2561 ทั้งหมดถูกควบคุมตัวที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ นับแต่นั้นมา โดยไม่เคยได้รับการประกันตัว

22 กุมภาพันธ์ 2560

พนักงานอัยการฟ้องตาลมีซี กับพวก รวม 9 คน

16 มิถุนายน 2560

พนักงานอัยการฟ้องอัมรีย์ กับพวก รวม 4 คน

5 เมษายน 2561

พนักงานอัยการฟ้อง มูฮัมหมัดซาการียา

 

พฤษภาคม- 17 กรกฎาคม 2561

ศาลชั้นต้นนัดไต่สวนพยานโจทก์ทั้งหมด 36 ปาก พยานโจทก์ปากสุดท้าย คือ พ.ต.ท.หญิง ดวงมณี พานนาค สารวัตร (สอบสวน) กองกำกับการ 2 กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) ขึ้นให้การเมื่อ 17 กรกฎาคม 2561

31 กรกฎาคม-3 สิงหาคม 2561

ศาลนัดไต่สวนพยานจำเลยทั้งหมด 15 ปาก โดยจำเลยทั้ง 14 คนขึ้นให้การในฐานะพยาน และอีก 1 คนเป็นภรรยาของจำเลย

25 กันยายน 2561

ศาลนัดฟังคำพิพากษา

 

คำให้ของจำเลยเรื่องถูกซ้อมทรมานระหว่างถูกควบคุมตัวในค่ายทหาร

จำเลย 7 จากทั้งหมด 14 คน ให้การต่อศาลระหว่างขึ้นเบิกความในฐานะพยานจำเลยในชั้นศาลว่าถูกข่มขู่ ซ้อมทรมาน โดยเจ้าหน้าที่ทหาร เพื่อให้รับสารภาพระหว่างถูกควบคุมตัวในค่ายทหาร คือ  มทบ.11 (กรุงเทพฯ), ค่ายอิงคยุทธบริหาร (อ.หนองจิก จ.ปัตตานี) และหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 49 (อ.ศรีสาคร จ.นราธิวาส) รูปแบบการซ้อมทรมานและข่มขู่มีทั้งการเอาสายไฟฟ้ามาช็อต ปืนจ่อศีรษะ ใช้รองเท้าบู๊ตทหารทุบที่หลัง ทุบตีที่ศีรษะและลำตัว ล็อกคอ-บีบคอให้หายใจไม่ออก ถีบหน้าอก ใช้เครื่องยิงลวดเย็บกระดาษยิงที่ขา ราดน้ำแล้วน้ำไปขังในห้องที่เย็นจัดเป็นเวลานาน เป็นต้น

หนึ่งในจำเลยยังเปิดเผยชื่อของตำรวจที่มีส่วนในการทำร้ายร่างกายและบังคับให้รับสารภาพด้วย

…………………………..

 

 

[1] https://prachatai.com/journal/2018/05/76920