Category Archives: Blog

CrCF Blog: เรื่องจริงมีอยู่ว่า “โลกไม่ได้สวยขนาดนั้น”

DSC_0012

เรื่องจริงมีอยู่ว่า “โลกไม่ได้สวยขนาดนั้น”

    “บูธนี้มีแต่เรื่องโหดร้ายจังเลยค่ะ” คำนี้เป็นคำพูดสะท้อนจากน้องนักศึกษาหญิงคนหนึ่งหลังจากการเข้าชมบูธ และรับฟังคำอธิบายประกอบรูปภาพนิทรรศการที่ทางผู้จัดงานนำไปจัดในงานวันชนเผ่าพื้นเมือง ที่มหาวิทยาลัยราชฎักเชียงราย ที่ผ่านมา

    งานวันชนเผ่าพื้นเมือง เมื่อวันที่ 8-10 สิงหาคม 2561 ทางมูลนิธิผสานวัฒนธรรมได้มีโอกาสไปจัดนิทรรศการเล็กๆ ที่ประกอบด้วย รูปภาพของปู่คออี้ มีมิ ชาติพันธุ์กระเหรี่ยงบางกลอยที่ได้ถ่ายบัตรประชาชนครั้งแรกขณะที่ตนอายุ 107 ปี และรูปภาพของนายชัยภูมิ ป่าแส นักกิจกรรมเรื่องสิทธิของคนไร้สัญชาติ และแม่ของนายอาเบ แซ่หมู่ ทั้งชัยภูมิและอาเบถูกเจ้าหน้าที่ทำให้เสียชีวิต ในช่วงหนึ่งของการจัดนิทรรศการ มีนักศึกษาหญิงกลุ่มหนึ่งเดินมาชมที่บูธของเรา และถามรายละเอียด ว่า “บุคคลเหล่านี้เป็นใครเหรอคะ?” “ภาพนี้ขายเหรอคะ?” ผู้จัดจึงได้อธิบาย และได้เล่าถึงเรื่องราวของปู่คออี้ มีมิ และกรณีการหายตัวไปของหลานปู่คออี้ คือนายบิลลี่ พอละจี ซึ่งเขาเป็นนักต่อสู้ด้านสิทธิในที่ดินทำกิน ที่ถูกบังคับให้หายตัวไปเกือบ 5 ปีแล้ว น้องจึงกล่าวกลับมาว่า “บูธนี้มีแต่เรื่องโหดร้ายจังเลยค่ะ” แม้งานดังกล่าวจะสิ้นสุดแล้วในปีนี้ แต่คำกล่าวดังกล่าว ยังคงสะท้อนเข้ามาในหัวให้ผู้จัดงานต้องทบทวน และหาเหตุผล เพื่อทำความเข้าใจกับคำพูดดังกล่าวมากยิ่งขึ้น

DSC_0258.jpg

    ผู้เขียนรู้สึกยินดีอย่างยิ่งที่ได้มาเผยแพร่เรื่องราวต่างๆ ให้นักศึกษาหญิงกลุ่มนี้ได้ทราบว่า โลกไม่ได้สวยขนาดนั้น และจากคำพูดดังกล่าวนั้น ผู้เขียนก็รู้สึกยินดียิ่งขึ้นไปอีกที่ได้รับการตอบรับจากผู้ร่วมชมบูธกลับมาด้วยเช่นกัน แต่อย่างไรก็ตาม คำพูดนั้นสะท้อนความเข้าใจเรื่องสิทธิมนุษยชนของคนในสังคม ไว้ดังนี้

    ประการแรก นักศึกษาหญิงกลุ่มนี้ไม่ได้รับรู้ ไม่ได้ติดตามประเด็นเรื่องสิทธิมนุษยชน หรือเพราะการเข้าไม่ถึงข้อมูล เมื่อได้ฟังเรื่องของการฆาตกรรมโดยเจ้าหน้าที่รัฐหรือที่เรียกว่า วิสามัญฆาตกรรม และการบังคับบุคคลให้สูญหาย จึงทำให้ผู้พูดตกใจ และพูดออกมาอย่างนั้น

    ประการที่สอง พื้นที่ที่นักศึกษาหญิงกลุ่มนี้อยู่ไม่ได้ให้ความสนใจ หรือการเผยแพร่ข่าวสารของสื่อยังเข้าไม่ถึงนักศึกษาหญิงกลุ่มนี้ เมื่อได้ฟังจึงมองว่าเป็นเรื่องโหดร้ายสำหรับตนเอง

    ประการที่สาม ความเข้าใจเรื่องสิทธิมนุษยชนมีเพียงเล็กน้อยสำหรับคนในสังคมไทย ทำให้คนส่วนใหญ่ในสังคมไม่ตระหนักถึงสิทธิต่างๆ ที่ตนจะพึงมีพึงได้รับ การละเมิดสิทธิมนุษยชนของบุคคลจึงกลายเป็นเรื่องของคนอื่น ไม่เกี่ยวกับตน ทั้งๆที่สิทธิมนุษยชนแท้จริงแล้ว เป็นสิทธิที่มีอยู่แล้วตามธรรมชาติ และติดตัวของแต่ละคนมาแต่กำเนิด ดังนั้นจึงถือเรื่องของทุกคน ไม่ใช่เรื่องของคนใดคนหนึ่ง

DSC_0499

    ดังเหตุและผลที่กล่าวมาข้างต้นทำให้ผู้เขียนมีความเข้าใจนักศึกษาหญิงกลุ่มนี้มากยิ่งขึ้น และหวังว่าเหตุการณ์บอกเล่าในครั้งนั้นจะทำให้กลุ่มนักศึกษาหญิงหันมาตระหนักในสิทธิของตัวเอง และคนอื่นมากยิ่งขึ้น เพราะโลกเราไม่ได้มีเพียงด้านเดียว ยังคงมีการฆ่า การบังคับคนให้สูญหาย การละเมิดสิทธิของบุคคลอื่นเกิดขึ้นในชีวิตจริง และการไม่รู้สิทธิของตนเอง การไม่เคารพคนอื่น จะนำมาซึ่งการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่เพิ่มมากขึ้นในอนาคต ซึ่งจากที่กล่าวมานี้เป็นเพียงมุมมองเพียงด้านเดียวของผู้เขียนเท่านั้น ไม่ได้มีเจตนาร้ายต่อนักศึกษาหญิงกลุ่มดังกล่าวแต่อย่างใด โดยผู้เขียนถือเป็นการให้ความรู้ และแลกเปลี่ยนประสบการณ์ความโหดร้ายของโลกใบนี้ต่อกันเท่านั้น และจากคำพูดดังกล่าวนี้ ถือเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการวางแผนการทำงานในอนาคตของผู้เขียนเองและทีมผู้จัดนิทรรศการต่อไป เพราะยังมีผู้คนจำนวนอีกไม่น้อยยังคงมองไม่เห็นสิทธิในตัวเอง และเราจะเป็นส่วนหนึ่งเล็กๆที่ทำให้ทุกคนตระหนักและใส่ใจคำว่าสิทธิมนุษยชนมากยิ่งขึ้นต่อไป

Advertisements

CrCF Blog: 10 วันแรกกับมูลนิธิผสานวัฒนธรรม

 

39211584_560792584337402_5983464311815667712_n

หลังจากผลัดมาหนึ่งเดือน ก็ถึงเวลาที่ต้องหันหลังให้กับสายลมและเกรียวคลื่นของทะเลบางแสน แสงแดดที่เคยให้ความอบอุ่นตลอดระยะเวลาสี่ปีที่ผ่านมาวันนี้มันอบอุ่นและเศร้ากว่าวันไหนๆ ตลอดเวลาที่อยู่ที่นี่ทะเลอยู่กับเราทั้งเวลาที่สุขและทุกข์ มีเสียงคลื่นที่คอยปลอบประโลมหัวใจของผมที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มและคราบน้ำตา เวลาเพียงสี่ปีมันเร็วกว่าเสี้ยววินาทีที่ดอกไม้ไฟถูกจุดจากชายหาดจะส่องแสงสีสวยงามบนท้องฟ้า ก่อนจะหายไปเหลือไว้เพียงความมืดของท้องฟ้ายามราตรีเพียงชั่วพริบตานั้น เราก็ไม่อาจเห็นแสงสว่างจากดอกไม้ไฟเสียแล้ว ความทรงจำของผมกว่าครึ่งเกิดขึ้นที่นี่ที่มหาวิทยาลัยเล็กๆ ที่มีลูกระนาดมากกว่าอาคารเรียน ที่ม้าหินอ่อนตัวเก่าหน้าชมรมอาสา ที่ชายหาดที่เราใช้เวลากับมันมากว่าห้องเลคเชอร์ และมันจะยังอยู่ที่นั่นรอให้เรากลับไปเปิดดูและคิดถึงมันอยู่เสมอ แม้ว่าจะไม่อยากเอ่ยคำอำลาแต่ ทุกอย่างก็มีเวลาของมัน นี่เป็นการออกจากห้องครั้งสุดท้ายของผม แล้วคงไม่มีโอกาสที่จะได้เปิดประตูบานนี้ในฐานะนิสิตมหาวิทยาลัยบูรพาอีก ขอบคุณที่คอยสอนเราด้วยความเจ็บปวดและโอบกอดเราด้วยความรัก ลาก่อนบางแสน นี่คือการปิดเพื่อเปิดประตูบานใหม่ที่จะให้ผมได้เข้าไปเรียนรู้โลกจากอีกมุมมองหนึ่ง โลกในมุมมองของอาสาสมัครนักสิทธิรุ่น 13 ผ่านมูลนิธิผสานวัฒนธรรม

38878152_2170758836502880_7298757742242562048_n

ความประทับใจในการทำงานกับองค์กรตลอดสิบวันที่ผ่านมาก็คงจะเป็นเรื่อง Surprise ที่มีเข้ามาตลอด ตั้งแต่วันแรกที่เดินทางไปทำงานตั้งแต่ก้าวแรกที่เดินออกมาจากสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินสุทธิสาร เป็นเช้าของวันพุธที่ 1 ของเดือน สิงหาคม ที่ผมรู้ เข้าใจความรู้สึกของคำว่า การก้าวเดินในทางที่ผิดมันทำให้เสียเวลาในชีวิตกว่าสิบห้านาทีที่เดินในทางผิดก่อนที่ผมจะกลับตัวได้ หลังจากที่ได้เปิดจีพีเอสเวลาก็ได้ล่วงเลยไปเกินกว่าแปดโมงครึ่งแล้ว แต่โชคดีที่เรายังพอมีเวลาได้แวะพักทานอาหารเช้ามื้อแรกในเมืองกรุงก่อนที่จะเข้าไปทำงาน งานแรกของผมคือการเขียนแนะนำตัวเอง นี่เป็นงานเขียนเกี่ยวกับตัวเองเป็นงานแรกของผมแล้วหลังจากวันนั้นเรื่อง Surprise อื่นๆก็ตามมา ในวันที่สองของการทำงานระหว่างอบรมการทำ Info-graphic ในช่วงบ่ายก็มีคำชักชวนจากพี่ที่ทำงานให้เราไปศาลอาญาในวันศุกร์นี้ ความรู้สึกแรกคือเราต้องไปทำอะไรบ้าง การไปที่ศาลต้องทำตัวยังไง แล้วเรามีหน้าที่ที่ต้องทำอะไรและแน่นอนนี่เป็นครั้งแรกที่ผมได้เอาตัวเองเข้าไปใกล้ศาลมากที่สุด มันเป็นประสบการณ์ที่ดีที่เราได้ไปรู้ว่าในห้องพิจารณาเป็นอย่างไร แต่ก็มีความรู้สึกที่ไม่สามารถอธิบายได้หลังจากได้เข้าไปเห็นซึ่งก็ไม่ใช่ความรู้สึกที่ดีแน่ๆ พอถึงตอนบ่ายก็ต้องโยกย้ายจากศาลอาญาไปคุยงานที่ร้านอาหารร้านนึงแถวอารีย์ หลังจากคุยเสร็จก็แยกย้าย ระหว่างทางกลับ ผมเห็นการจราจรที่เร่งรีบฝุ่นและควันจากท่อไอเสียของรถยนต์ร้านค้าแผงลอย ซึ่งส่วนใหญ่แล้วจะขายพระเครื่องตลอดทางก่อนถึงทางเลี้ยวเข้าวัดไผ่ตัน ผมพักอยู่ที่นี่ที่หอพักตรงข้ามวัดไผ่ตัน ที่นี่เป็นอาคารสูงประมาณสามถึงสี่ชั้น ไม่แน่ใจ แต่ที่แน่ๆ คือมีหมาตัวอ้วนกลมสองตัวมาเห่าต้อนรับมนุษย์แปลกหน้าที่พึ่งจะย้ายมาอยู่ได้แค่สามวัน แม้ท่าทางของมันจะไม่ค่อยเป็นมิตรเท่าไรแต่ก็รู้สึกอบอุ่นที่มันออกมา ไม่เป็นไรอีกซักหน่อยเราคงได้เป็นเพื่อนกันไอ้หมาอ้วน

39127252_515042422282507_1773576443888926720_n

หลังจากเข้าไปในห้องแล้ว ผมก็ทำธุระส่วนตัวอาบน้ำและกินข้าวเหนียวหมูที่พึ่งซื้อมาจากปากซอย ก่อนจะเปิดคอมพิวเตอร์ฟังเพลงและอ่านบทความเรื่อยเปื่อยจนกระทั่งตอนดึก ก่อนที่ผมจะเดินออกมาจากโลกโซเชียลก็มีข้อความแปลกประหลาดจากพี่ที่ทำงานส่งมาว่า “เดียไปดูงานกับพี่ที่เชียงรายไหม วันที่ 8-10 เป็นงานชนเผ่าพื้นเมือง” หลังจากคุยรายละเอียดซักพัก ผมก็ตอบตกลงที่จะไปเปิดรับประสบการณ์เกี่ยวกับชนเผ่าพื้นเมือง ทั้งที่ตอนนั้นไม่มีความรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้เลย ในวันเสาร์อาทิตย์ผมใช้เวลากับการพักผ่อนที่จังหวัดกาญจนบุรี ก่อนจะเข้าฟังประชุมประจำเดือนขององค์กรในเช้าวันจันทร์ที่ 6 และพบกับเรื่อง Surprise อีกเรื่องนึงคือเราไม่ได้เดินทางไปเชียงรายวันที่ 8 แต่เป็นวันที่ 7 ทำให้ผมต้องรีบจัดการกับกองเสื้อผ้าที่ทิ้งไว้ตั้งแต่วันศุกร์ที่ผ่านมาภายในคืนนั้น ถึงช่วงการเตรียมตัวจะไม่ค่อยราบรื่นเท่าไรแต่การเดินทางครั้งนี้ก็เป็นไปโดยสวัสดิภาพ

39154797_1107904902708451_5166472780912263168_n

ภายในงานชนเผ่าพื้นเมืองในครั้งนี้ ทำให้ผมได้เห็นความสวยงามของวัฒนธรรมและความลำบากของการเป็นคนชายขอบไปพร้อมกัน การได้พูดคุยกับกลุ่มชาติพันธุ์ รวมถึงบรรยากาศภายในงานทำให้มีแรงบันดาลใจบางอย่าง และได้เก็บมันเข้าไว้ในส่วนที่ผมอยากจะเห็นในอนาคตของประเทศนี้ ก็คือการที่ได้เห็นการยอมรับกลุ่มชาติพันธุ์และเคารพความหลากหลายทางวัฒนธรรม ตลอดจนระบบการคัดสรรตัวแทนประชาชนจากประชาชนทุกกลุ่มอย่างแท้จริง และนี่ก็เป็นงานเขียนเกี่ยวกับตัวผมเองชิ้นที่สอง ขอบคุณความทรงจำดีๆ ตลอดสิบวันที่ผ่านมา

CrCF Blog: Final Reflection

“I especially liked how I got the chance to sit in and listen to the firsthand recounting of the refugees and migrants, as it adds an emotional aspect to the entire thing, and is vastly different from just seeing the interview results on paper. Personally, I feel that this type of work has somewhat of an emotional emphasis, with passion and drive being what fuels this type of organization in the long run. This experience with the interviews simply reinforced this point for me.”- Summer-18 Internship with CrCF

ED519B6C-07DE-476F-B696-7B3C6502F3D9

I first entered this internship with absolutely no idea of what to expect. At that point in time, I had never heard of the CrCF and did not know what they do, apart from the info on their Facebook page. That said, it has been a very enlightening experience, to say the least. The main thing that I have noticed in my time at the CrCF is that, though I am unsure if this is the norm or not, they are very active on the field. While there is a good amount of office work, more often than not there will be someone working under CrCF on the field. There is constantly a team or group of people doing some fieldwork onsite at somewhere of interest, whether that be witnessing some court proceedings or interviewing victims of unjust treatment.

Over the course of this two month internship, I have joined and participated in a number of fieldwork trips. Initially, on the second week I joined a trip to Chaiyaphum to watch some court proceedings for some cases related to land and trespassing. This spanned a total of a week, and was a good experience for me, since I had never been to an actual court before in Thailand.  While a bit daunting at first, considering I am far from the most knowledgeable person in terms of legal documents and vocabulary, I found the experience overall very enlightening. The actual contents of the cases which I witnessed was also relatively intriguing as well. The cases which the CrCF concerns itself with are mainly human rights violations cases in one way or another, which I feel is important and relevant to what I study as well.

F18737B4-9DE3-434B-B5AA-4C80D34EB07B

Later on, I also went on another trip which concerned attending court cases at Prachinburi and then Hua Hin, which were similar in style to the first trip to Chaiyaphum, but the particular cases which I saw on this second trip was more focused on torture and a more direct form of human rights advocacy. This was also an interesting experience, since we got to talk to the actual victims of the treatment in person as well, giving more insight and perspective to the case, and making it seem more realistic.

79714CDC-5DA9-4C37-9BCC-2364F3A9B955

What really sparked my interest however, in terms of relevancy to my studies and passion, was when I got the opportunity to participate in a trip to interview refugees and migrants who suffered unjust treatment when they are detained by officials. While the main reason was due to the fact that there was no legal terms and events which I had to keep track off and be confused by (unlike the previous two trips, which had heavy emphasis on laws and court), the actual interviews with the refugees themselves were more along the lines of what I initially expected fieldwork in an NGO to be like. As a result, I found this activity to be very eye opening and something of a reality check for me, which is exactly what I wanted out of this internship. I especially liked how I got the chance to sit in and listen to the firsthand recounting of the refugees and migrants, as it adds an emotional aspect to the entire thing, and is vastly different from just seeing the interview results on paper. Personally, I feel that this type of work has somewhat of an emotional emphasis, with passion and drive being what fuels this type of organization in the long run. This experience with the interviews simply reinforced this point for me.

Overall my experience at the CrCF was a very pleasant one. The organization does good work, has good goals, and consists of good people. What else is there to say? This was my first ever proper internship experience, and I am glad that I chose to do it here.

CrCF Blog: Her heart

“Yes, I’m fine with it (he being a human rights activist). It’s a good thing that we help other people, and if helping other people would be the cause of our death- it’d still be fine. We should not be afraid because Allah has already determined our fate. Instead we  should remind ourselves of those days where people were helping us.

Now that we are doing ok, we should help other people.”

1f0d7f_b026b35a7e594f68b6c6e870c7888dc4~mv2

For many of us, today was just another typical Wednesday.
But for her, today was a bad dream she didn’t deserve to have.

She is a friend.
She is a mother.
She is a leader.
She is a believer.

She is just like you and me.
She has her dreams. She has her battles.
She falls. She gets up. And she continues.
She does all in her power to raise nice children, with good hearts.
Her children are her precious. You hurt them and you break her heart.

Today her h e a r t was broken.

Truth to be told.
14 years and still counting.

Martial Law, widely and strictly in force in Thailand’s Deep South, allows arrest and detention of suspects without a warrant. Her house was raided by rangers at 4am this morning and they arrested one of her sons who has been through hell and back under Martial Law, and now dedicating himself to helping other people in need despite the danger he is facing.
His fate is still unknown and his family has yet to be informed of his charges.

The operation is clearly arbitrary, and detaining civilians incommunicado at unspecified locations increases the risk of human rights violations e.g. subject to physical or/and mental abuses. Being said, it’s an extremely vulnerable stage and the person’s safety is at stake.

Most of us might go to bed with hope for a better tomorrow.
Whereas she is going to bed knowing that her son is not in his bed tonight.

/with love and respect to the Bueraheng family

มูลนิธิผสานวัฒนธรรม ขอต้อนรับอาสาสมัครรุ่น 13

TVS-100

เดียครับ ไอเดีย นายจอมธนพล ชื่นวัฒนา จบจากคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ สาขาเศรษฐศาสตร์มหาวิทยาลัยบูรพา เป็นคนจังหวัดกาฬสินธุ์

ตอนแรกเลยแทบไม่มีเรื่องสิทธิมนุษยชนในหัวเลยแบบแทบจะเห็นด้วยกับวิธีที่รุนแรงด้วยซ้ำ แต่พอเราโตขึ้นได้รู้อะไรเยอะมากขึ้นเจอเหตุการณ์ทั้งกับตัวเองแล้วก็คนรอบข้าง ทำให้เราเริ่มสนใจสภาวะของสังคมจากด้านเศรษฐกิจและการเมืองก่อน แล้วก็เริ่มไปอ่านหนังสือเกี่ยวกับพวกแนวคิดบ้าง เริ่มทำกิจกรรมเพื่อสังคมในมหาวิทยาลัย เป็นโชคดีของเราด้วยที่ชอบฟังคนอื่นเขาคุยกันเรื่องแนวคิด ความเชื่อและพร้อมรับฟังเปิดรับแล้วก็แลกเปลี่ยน ทำเราได้รู้เรื่องราวในหลายมุมมากขึ้นจริงๆ อย่างเรื่องสำคัญเรื่องนึงเลย คือสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ทำให้แบบเรารู้สึกว่าที่ผ่านมาเรารับรู้ข่าวเข้าแค่ด้านเดียวจริงๆ อาจจะไม่ถึงด้านเลยด้วยซ้ำทำให้เราอยากรู้เรื่องนี้มากขึ้น อยากคุยกับคนที่อยู่ที่นั่นว่าเกิดอะไรขึ้นพอเรามีโอกาสได้คุยกับคนที่นั่นครับ

แรกความรู้สึกคือ จากที่เคยมองภาพว่าต้องเป็นคนโหดร้าย หรืออารมณ์ร้อนมันคือต่างจากที่เราคิดไปเลยมันทำลายกรอบคิดที่มีต่อคนกลุ่มนี้ไปเลย เขาแทบไม่ต่างอะไรจากเราเลยคือเขาก็เป็นคนเหมือนกันกับเรา
มีความรู้สึกเหมือนเรา มีมุมที่ยิ้ม หัวเราะ สนุกกับคนอื่นได้ คือยิ่งทำให้เราอยากรู้ว่าเป็นยังไงที่สามจังหวัด เราอยากรู้แล้วก็อยากคุยกับคนที่นั่นอีกนี่น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ผมนึกถึงสิทธิมนุษยชน
ก็ต้องขอบคุณเพื่อนจากโกงกางที่เข้ามาแนะนำโครงการนักสิทธิของ มอส. ทำให้มีโอกาสในการเรียนรู้เรื่องนี้มากขึ้น ได้เจอกับคนที่เราสามารถแลกเปลี่ยนพูดคุยเรื่องแบบนี้ได้ ก็ต้องยอมรับว่าเรื่องสิทธิ หรือการเมืองศาสนาไม่ใช่เรื่องที่เราจะสามารถคุยกับทุกคนได้เพราะไม่ใช่ทุกคนที่จะเปิดรับ แม้แต่ครอบครัวบางครั้งก็ไม่สามารถพูดเรื่องพวกนี้ได้ แต่เรื่องส่วนใหญ่ก็เกิดในช่วงสี่ปีในมหาวิทยาลัย ผมยังอยากเก็บเกี่ยวความรู้และพัฒนาความรู้ด้านนี้เพิ่มขึ้น

ตรงนี้ต้องขอบคุณมูลนิธิผสานวัฒนธรรมและมูลนิธิอาสาสมัครนักสิทธิมนุษยชน ที่เปิดโอกาสให้เราได้เข้ามาร่วมงานกับมูลนิธิ เพื่อที่ผมจะได้มีโอกาสได้เรียนรู้เกี่ยวกับด้านสิทธิมนุษชนเพิ่มขึ้น
สุดท้ายก็หวังว่าปีนี้จะเป็นหนึ่งในปีที่ดีที่สุดในความทรงจำ และเป็นปัจจัยที่ส่งผลกับการพัฒนากรอบความคิดของผมต่อไป ในอนาคตถึงเราไม่ได้ทำงานในสายงานของสิทธิมนุษยชนโดยตรง แต่ผมเชื่อว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ติดตัวเราและเราสามรถนำความรู้นี้ไปช่วยคนอื่นได้