Feeds:
Posts
Comments

Archive for the ‘Anti-torture’ Category

25580206-092944.jpg25580206-092856.jpg25580206-092841.jpg25580206-092825.jpg25580206-092754.jpg25580206-092734.jpg25580206-092644.jpg25580206-092707.jpg25580206-092627.jpg25580206-092555.jpg25580206-092327.jpg25580206-092412.jpg25580206-091444.jpg

Read Full Post »

ใบแจ้งข่าว

ตุลาการองค์คณะรับฟังปากคำผู้เสียหายจากการทรมาน

ผู้แถลงคดีฯ เชื่อมีการทำร้ายร่างกายอย่างสาหัสต่อผู้ฟ้องคดี ขณะอายุเพียง ๑๘ ปี

———————————————————————————————————–

เมื่อวันที่ ๒๐ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๘ เวลา ๑๐.๑๕ น. ศาลปกครองสูงสุดออกนั่งพิจารณาคดีครั้งแรก คดีหมายเลขดำที่ อ. ๔๖๔ / ๒๕๕๕ ณ ห้องพิจารณาคดีที่ ๑๒ ชั้น ๓ อาคารศาลปกครอง ศูนย์ราชการ ถนนแจ้งวัฒนะ ในคดีระหว่างนายรายู ดอคอ ผู้ฟ้องคดี กับ กระทรวงกลาโหม กองทัพบก สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ถึง ที่ ๔ ตามลำดับ เรื่อง คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ อันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย

คู่กรณีที่มาศาล ได้แก่ นายรายู ดอคอ ผู้ฟ้องคดี นายปรีดา นาคผิว และนายรัษฎา มนูรัษฎา ผู้รับมอบอำนาจผู้ฟ้องคดี ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสี่ ไม่มาศาล

​บุคคลจากหน่วยงานด้านสิทธิมนุษยชนที่เข้ารับฟังการพิจารณาคดี ได้แก่ ผู้อำนวยการมูลนิธิผสานวัฒนธรรมและเจ้าหน้าที่มูลนิธิฯ ตัวแทนจากองค์การสหประชาชาติและสถานทูตแคนนาดาเข้าร่วมรับฟังการพิจารณาคดี

ตุลาการศาลปกครองสูงสุด(องค์คณะที่ ๕) ออกนั่งพิจารณาคดี โดยตุลาการเจ้าของสำนวนสรุปข้อเท็จจริงและประเด็นของคดีให้คู่กรณีที่มาศาลฟัง แล้วรับฟังปากคำผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นผู้เสียหายจากการทรมาน และรับฟังคำแถลงของตุลาการผู้แถลงคดีฯ

ตุลาการผู้แถลงคดีเชื่อตามข้อเท็จจริงในสำนวนซึ่งผู้ถูกฟ้องคดีไม่มีการโต้แย้งข้อเท็จจริงดังกล่าว โดยเชื่อว่ามีการควบคุมตัวผู้ฟ้องคดีไปแถลงข่าวที่ปราศจากความจริง มีการทำร้ายร่างกายและจิตใจผู้ฟ้องคดีอย่างสาหัส ขณะอายุเพียง ๑๘ ปี ซึ่งยังเป็นเยาวชน นำทั้งยังนำตัวไปควบคุมรวมกันกับผู้ใหญ่ มีผลการตรวจร่างกายปรากฏเป็นหลักฐานตามใบรับรองแพทย์ทั้งแพทย์จากโรงพยาบาลค่ายอิงคยุทธบริหาร และจากองค์กรระหว่างประเทศการฟื้นฟูผู้เสียหายจากการทรมาน ( IRCT) จึงเห็นสมควรให้ผู้ถูกฟ้องที่ ๔ คือสำนักนายกรัฐมนตรีในฐานะหน่วยงานที่กำกับดูแลกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร(กร.รมน.) ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ฟ้องคดี ในความผิดต่อร่างกาย อนามัย จิตใจ และสิทธิเสรีภาพค่าสินไหมทดแทนค่าเสียหายอันทำให้เสียชื่อเสียงจากการนำตัวไปแถลงข่าว เป็น ค่าขาดประโยชน์ ทำมาหาได้ จากการรับจ้างกรีดยางและรับจ้างทั่วไป เป็นจำนวนเงินรวมทั้งสิ้น ๒๓๓,๐๓๖ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปีของต้นเงิน ๒๐๒,๖๔๐ บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยแบ่งเป็นสองประเด็นสรุปได้ดังต่อไปนี้

. ประเด็นที่หนึ่ง ผู้ถูกฟ้องทั้งสี่ ควรชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ฟ้องคดีหรือไม่ วินิจฉัยแล้ว
เห็นว่า การที่ผู้ถูกฟ้องที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๓ (กระทรวงกลาโหม กองทัพบก และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ) ได้บรรจุกำลังพลเข้าสังกัดกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ภาค ๔ ส่วนหน้า (กอ.รมน.ภาค ๔ ส่วนหน้า) ซึ่งสังกัดกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร(กอ.รมน.) และ กอ.รมน. จัดตั้งขึ้นในสังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ การกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่จึงเป็นการกระทำภายใต้สังกัด กอ.รมน. อยู่ในความรับผิดชอบของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ ดังนั้นผู้ถูกฟ้องที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๓ จึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทน แต่เป็นความรับผิดของผู้ถูกฟ้องที่ ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ฟ้อง ในความผิดต่อร่างกาย อนามัย จิตใจ และสิทธิเสรีภาพ

. ประเด็นที่สอง ผู้ถูกฟ้องที่ ๔ อุทธรณ์ต่อศาลว่าค่าสินไหมทดแทนที่ผู้ฟ้องเรียกเป็นเงินสูงเกินไป
หรือไม่ วินิจฉัยแล้วเห็นว่า จากการกระทำของเจ้าหน้าที่ดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย ผู้ฟ้องคดีเป็นเพียงผู้ต้องสงสัย ทั้งเป็นการไม่สมควรที่ควบคุมและกักขังผู้ฟ้องคดีซึ่งเยาวชนรวมกับบุคคลที่เป็นผู้ใหญ่ อีกทั้งยังมีการนำตัวไปแถลงข่าวโดยปราศจากความผิด มีการทำร้ายร่างกายเพื่อให้รับสารภาพ จึงเห็นสมควรกำหนดค่าสินไหมทดแทนค่าเสียหายต่อร่างกายและอนามัย เป็นเงิน ๑๐๐,๐๐๐ บาท และค่าสินไหมทดแทนค่าเสียหายอันทำให้เสียชื่อเสียงจากการนำตัวไปแถลงข่าว เป็นเงิน ๑๐๐,๐๐๐ บาท ค่าขาดประโยชน์ ทำมาหาได้ จากการรับจ้างกรีดยางและรับจ้างทั่วไป เป็น เวลา ๒๒ วัน วันละ ๑๒๐ บาท เป็นเงิน ๒,๖๔๐ บาท

รวมเป็นเงิน ๒๐๒,๖๔๐ บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับจากวันที่ ๑๙ มีนาคม ๒๕๕๑ ซึ่งเป็นวันกระทำละเมิดจนถึงวันฟ้องเป็นเวลา ๒ ปี คิดเป็นเงินจำนวน ๓๐,๓๙๖ บาท รวมค่าสินไหมทดแทนที่ผู้ฟ้องคดีที่ ๔ ต้องชำระให้แก่ผู้ฟ้องคดีเป็นเงินทั้งสิ้น ๒๓๓,๐๓๖ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปีของต้นเงิน ๒๐๒,๖๔๐ บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

ผู้รับมอบอำนาจผู้ฟ้องคดียื่นคำแถลงเป็นหนังสือ และนายรายู ดอคอ ผู้ฟ้องคดี แถลงด้วยวาจาต่อหน้าองค์คณะฯ ยืนยันว่าเจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจ นำกำลังเข้าปิดล้อม ตรวจค้น และควบคุมตัวจากบ้านพักอาศัยของตน ขณะที่ตน มารดา และน้อง ๆ นอนหลับพักผ่อนอยู่ นำตนไปรวมกับคนในครอบครัวอิหม่ามยะผา กาเซ็ง ผู้นำศาสนาในชุมชน แล้วนำไปแถลงข่าว ที่สถานีตำรวจ จากนั้นนำไปคุมขังในรถยนต์บรรทุกผู้ต้องหาของหน่วยงานตำรวจซึ่งจอดอยู่ในค่ายทหารฐานปฏิบัติการทหารพรานหน่วยเฉพาะกิจนราธิวาสที่ ๓๙ ที่ตั้งอยู่ในวัดสวนธรรม ต.รือเสาะ อ.รือเสาะ จ.นราธิวาส ตนถูกเจ้าหน้าที่ทหารทรมานทำร้ายร่างกายจริงด้วยการกระทำที่โหดร้าย ทารุณ ทั้งตบ ต่อย เตะ มัดขาทั้งสองข้างแขวนห้อยหัว ติดต่อกันเป็นระยะเวลาหลายชั่วโมง ใช้เข็มแทงบริเวณใต้ตา เล็บ อวัยวะเพศ สับพริกสดทาหน้าอก นำเบียร์มาสาดรดหน้าอกและใบหน้า ทำให้เกิดความบาดเจ็บทั้งร่างกายและจิตใจ และนายรัษฎา มนูรัษฎา ทนายความ ผู้รับมอบอำนาจผู้ฟ้องคดี ได้ขอแถลงด้วยวาจาเพิ่มเติมต่อจากผู้ฟ้องด้วยในสองประเด็น คือ เหตุการณ์การทรมานเกิดขึ้นพร้อมกับนายยะผา กาเซ็ง ซึ่งเสียชีวิตภายหลังถูกทรมานแสดงให้เห็นถึงความรุนแรงของการกระทำของเจ้าหน้าที่ อยากให้ศาลปกครองพิจารณาคดีนี้เป็นบรรทัดฐานเพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีก และขอให้ศาลปกครองสูงสุดได้โปรดพิจารณาค่าเสียหายจากการถูกทำรายร่างกายและทรมานตามมาตรา ๓๒ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๕๐ และตามอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการต่อต้านการทรมาน

องค์คณะตุลาการศาลปกครองสูงสุดจะได้ประชุมปรึกษาเพื่อพิจารณาและพิพากษาคดีต่อไป โดยศาลจะได้มีหมายแจ้งกำหนดวันนัดฟังคำพิพากษาคดีส่งทางไปรษณีย์ให้คู่กรณีทั้งสองฝ่ายทราบต่อไป

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่​

นายปรีดา นาคผิว ทนายความมูลนิธิผสานวัฒนธรรม ๐๒-๖๙๓๔๙๓๙, ๐๘๙-๖๒๒๒๔๗๔

Read Full Post »

Released on 16 January 2015

Press Release
First Hearing by the Supreme Administrative Court
Victim of Torture, Rayu Dorkor, Seeking to hold Ministry of Defence, Royal Thai Army, Royal Thai Police and Office of the Prime Minister to Account

​The Supreme Administrative Court is scheduled to have the first hearing on 20 January 2558 at 09.30 at Court Room 12, the Office of the Administrative Court, 3rd Floor (Government Complex, Chaeng Wattana Rd.) in the Black Case no. O464/2555. In this case, Mr. Rayu Dorkor, the plaintiff has filed a complaint with the Songkhla Administrative Court on 22 June 2010 asking for compensation from the Ministry of Defence, the Royal Thai Army, and the Royal Thai Police, defendants no.1-3, later, the Songkhla Administrative Court requested that the Office of the Prime Minister be held as the defendant no.4 since the military officials involved in this case worked for Taskforce 39 which was under the charge of Internal Security Operations Command Region 4 Forward and the Internal Security Operations Command Region affiliated to the Office of the Prime Minister.

This is one of the first few case of its kind that a victim who had been subject to torture while being held in custody invoking Martial Law in the Southern Border Provinces has exercised his judicial right to file complaint against state agencies (Royal Thai Army and Ministry of Defende) to hold them accountable for the performance of duties of military officials under their charge in the SBPs who have caused an infringement on civilians, invoking the Tortuous Liability of Officials Act B.E. 2539 (1996). The case was filed with the Civil Court on 14 January 2009 which has led to a dispute on jurisdiction of the case by the two parties. Eventually, both the Civil Court and the Songkhla Administrative Court concurred that the exercise of power invoking Martial Law falls under jurisdiction of the Administrative Court. Thus, the Civil Court has disposed of the case. Mr. Rayu Khordor, the plaintiff, has thus brought the case to the Songhkhla Administrative Court on 22 June 2010 and for over two years, the Court has conducted an inquiry to induce evidence from both parties.

In addition, it is one of the first two cases in Thailand’s justice process whereby medical reports regarding the torture have been submitted as evidence to the Court and shall provide a basis to determine remediation measure as per Section 32 of the Constitution of the Kingdom of Thailand which provides for the right of a person to be free from torture and to be entitled to appropriate remedies according to the arising damage.

Background

From 19 to 21 March 2008, successively, the military and police officials have held in custody Mr. Rayu Dorkor, along with Imam Yapha Kaseng and other individuals and brought to them a press conference during which they were presented as being members of the insurgent group in the Southern Border Provinces. Later, they were detained in a truck for holding illegal offenders which belonged to the Royal Thai Police and located in Taskforce 39 Narathiwat. Several military officials have collectively beaten up Mr. Rayu and Imam Yapha Kaseng forcing them to confess to being members of the insurgent group in the Southern Border Provinces. As a result, Mr. Rayu was inflicted with bodily and mental pain while Imam Yapha Kaseng has succumbed to death.

At the time of interrogation and physical and mental abuse, Mr. Rayu was only 18. As a result of the grave bodily and mental grievances, Mr. Rayu Dorkor has decided to file a case with help from the Cross Cultural Foundation (CrCF) and Muslim Attorney Centre Foundation (MAC) to demand compensation from the agencies in charge of the officials who have caused the infringement and the Songkhla Administrative Court has accepted to hear the case and to allow them to waive the court fee as requested by the plaintiff.

Legal proceeding and the decision of the Songkhla Administrative Court

In this case, Mr. Rayu asked the Administrative Court to hold the defendants no. 1-3 to be held responsible for the following;

1. Defendants no. 1 and 2, together or alternately, provide indemnities for grievances inflicted on the body and health and damage for mental suffering for the amount of 918,750 baht plus 7.5% per annum of interest of the capital of 700,000 baht from the date the case is filed until all payment is made to the plaintiff.

2. Defendant no. 3 provides indemnities for damage done to the reputation for the amount of 306,250 baht plus 7.5% per annum of interest of the capital of 250,000 baht from the date the case is filed until all payment is made to the plaintiff.

3. The three defendants, together or alternately, provide indemnities for a lack of chance to earn one’s living, infringement on the right and liberty, bodily and mental health as a result of being apprehended, held in custody, subject to torture, ill treatment or cruel and inhumane punishment by the officials under the charge of the three defendants for the amount of 773,465 baht plus 7.5% per annum of interest of the capital of 631,400 baht from the date the case is filed until all payment is made to the plaintiff.

In total, the indemnities requested amount to 1,998,465 baht

On 14 March 2012, the Lower Court (Songkhla Administrative Court) asked the Office of the Prime Minister, the defendant no. 4, to provide indemnities for the infringement on the plaintiff covering damage to his body and health and mental grievances, and damage to his rights and liberty for the amount of 200,000 baht and for a lack of chance to earn one’s living 10,800 baht, altogether 210,800 baht. And since the debts incurred from an infringement, the defendant no. 4 is obliged to pay at a default interest rate of 7.5% per annum of the capital in this case counting from 19 March 2008, the day the infringement was committed. The default interest shall be calculated up to 22 June 2010 the day the case was filed with the Court, or 827 days, which would amount to 35,821.56 baht. In addition, the interest incurred from 23 June 2010, the day after the case was filed until all the payment is made has to be paid to the plaintiff as well. All the debts have to be paid off within 60 days since the day the final verdict is delivered. All other requests were dismissed. And defendants no.1, 2 and 3 are acquitted since the Songkhla Administrative Court deems that the offence against the plaintiff was committed by military officials from Taskforce 39 Narathiwat under the charge of defendant no. 4.

Both the plaintiff and the defendant no. 4 have submitted their motions of appeal to the Supreme Administrative Court.

The Supreme Administrative Court will conduct the first hearing of the case on 20 January 2015 at 09.30am. Both parties are entitled to present either oral or written statement or both to the judges.

For more information, please contact CrCF at 02-6934939 or the attorneys, Mr. Manu Manurassada 081-4394938 or Mr. Preeda Nakpew 089-6222474

Remarks

According to international law, torture is a grave criminal act since it is committed by law enforcement officers or state officials. At present, the methods of torture often leave no trace on the body. It has thus made it difficult to prove the damage and it may make a claim for damages impossible. Nevertheless, even without physical trace, a victim of torture certainly suffers a lasting mental trauma. And the mental impact of torture can only be examined by expert physicians.

In this case, Mr. Rayu has been examined physically and mentally and verified to have suffered from Post-Traumatic Stress Disorder (PTSD). The examination report was written by two independent doctors who are members of the International Rehabilitation Council for torture victims (IRCT) based in Copenhagen, Denmark. It aims to work to enhance understanding and apply forensic science and forensic psychiatry to help torture victims worldwide under the Istanbul Protocol: Manual on the Effective Investigation and Documentation of Torture and other cruel, Inhuman or Degrading Treatment of Punishment or Istanbul Protocol. It is an international standard providing a guideline for effective compilation of evidence from torture and how to provide protection and remedies for victims of torture.

Such international mechanism for the protection and prevention of torture shall help to bridge the gap and address shortcomings in the investigation of torture acts in Thailand. While PTSD has not been recognized and developed as a measure to help torture victims, it can still be taken as pertinent evidence to prove the gravity of the mental impact on the victims, which can last much longer than the physical impact. Victims of torture often find it difficult to seek remedies or fair compensation and the officials are encouraged to act arbitrarily provided the impunity they can enjoy. Also, their in charge agencies have failed to provide an effective oversight and as a result of which people’s rights and liberties have been compromised and eventually undermined, particularly those living in the restive area.

25580116-140447.jpg

Read Full Post »

วันที่ 16 มกราคม 2558

ใบแจ้งข่าว

ศาลปกครองสูงสุดนั่งพิจารณาคดีครั้งแรก
คดีนายรายู ดอคอ ผู้เสียหายที่ถูกซ้อมทรมาน ฟ้องกระทรวงกลาโหม กองทัพบก สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และสำนักนายกรัฐมนตรี

​ศาลปกครองสูงสุดกำหนดวันนั่งพิจารณาคดีครั้งแรกวันที่ 20 มกราคม 2558 เวลา 09.30 น. ณ ห้องพิจารณาคดีที่ 12 อาคารศาลปกครองชั้น 3 (ศูนย์ราชการ ถนนแจ้งวัฒนะ) ในคดีของศาลปกครองสูงสุด หมายเลขดำที่ อ.464/2555 ซึ่งคดีดังกล่าว นายรายู ดอคอ ในฐานะผู้ฟ้องคดี ได้ยื่นฟ้องต่อศาลปกครองสงขลา เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2553 เรียกค่าเสียหายจาก กระทรวงกลาโหม กองทัพบก สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ถึง ที่ 3 ตามลำดับ และต่อมาในระหว่างพิจารณาคดี ศาลปกครองสงขลาได้มีคำสั่งเรียกสำนักนายกรัฐมนตรีเข้ามาในคดี เป็นผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4 เนื่องจากพิจารณาแล้วเห็นว่าเจ้าหน้าที่ทหารหน่วยเฉพาะกิจนราธิวาสที่ ๓๙ อยู่ในความควบคุมบังคับบัญชาและรับผิดชอบของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค ๔ ส่วนหน้า กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) ซึ่งสังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี. ศาลปกครองสงขลาได้แสวงหาข้อเท็จจริงทั้งจากผู้ฟ้องคดีและผู้ถูกฟ้องคดีเป็นเวลากว่า2ปี จนมีคำสั่งศาลปกครองสงขลาเมื่อวีนที่14มีนาคม2555

ทั้งผู้ฟ้องคดี และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4 ต่างก็ได้ยื่นอุทธรณ์คดีต่อศาลปกครองสูงสุด
ศาลปกครองสุดสุดจึงได้กำหนดออกนั่งพิจารณาคดีครั้งแรก ในวันที่ 20 มกราคม 2558 เวลา09.30 น. ดังกล่าวข้างต้น ซึ่งในวันนัดดังกล่าวนี้ คู่ความทั้งสองฝ่ายต่างก็มีสิทธิทำคำแถลงเป็นลายลักษณ์อักษรและแถลงด้วยวาจา ต่อองค์คณะตุลาการผู้พิจารณาคดี

คดีนี้เป็นคดีสองคดีแรกที่เหยื่อผู้ถูกควบคุมตัวและซ้อมทรมานตามอำนาจของกฎอัยการศึกในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ใช้สิทธิทางศาลในการฟ้องคดีเพื่อให้หน่วยงานรัฐ(กองทัพบกและกระทรวงกลาโหม) รับผิดชอบในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ในพื้นที่จังหวัดภาคใต้ซึ่งอยู่ในสังกัดของตนที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ประชาชน ตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 โดยยื่นฟ้องเมื่อวันที่ 14 มกราคม 2552 และต่อมาศาลแพ่งได้โอนคดีไปศาลปกครองสงขลา เนื่องจากการใช้อำนาจตามกฎอัยการศึกอยู่ในอำนาจศาลปกครอง ผู้ฟ้องคดี ได้นำคดีมาฟ้องใหม่ที่ศาลปกครองเมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2553 ศาลได้แสวงหาข้อเท็จจริงทั้งจากผู้ฟ้องคดีและผู้ถูกฟ้องคดีเป็นเวลากว่า2ปี จนมีคำสั่งศาลปกครองสงขลาเมื่อวีนที่14มีนาคม2555

อีกทั้งคดีนี้จึงเป็นคดีหนึ่งในสองคดีแรกในกระบวนการยุติธรรมไทยที่มีการยื่นรายงานทางการแพทย์จากการทรมานเพื่อประกอบการพิจารณาของศาลและเป็นแนวทางในการกำหนดมาตรการเยียวยาความเสียหายตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยมาตรา32 ซึ่งบัญญัติถึงสิทธิของบุคคลที่จะไม่ถูกทรมานและสิทธิที่จะได้รับการเยียวยาอย่างเหมาะสม[1] ต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นต่อไป

ข้อมูลเกี่ยวกับเหตุการณ์

เมื่อวันที่ 19 ถึง 21 มีนาคม 2551 ต่อเนื่องกัน เจ้าหน้าที่ทหารและเจ้าหน้าที่ตำรวจ ได้ควบคุมตัวนายรายู ดอคอ รวมทั้งอิหม่ามยะผา กาเซ็ง และบุคคนอื่น ๆ ในครอบครัวอิหม่ามยะผา ไปแถลงข่าวว่าเป็นสมาชิกกลุ่มก่อความไม่สงบในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ แล้วนำตัวไปควบคุมในรถคุมขังผู้ต้องหาของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งจอดอยู่ฐานปฏิบัติการทหารหน่วยเฉพาะกิจนราธิวาสที่ 39 และเจ้าหน้าที่ทหารหลายคนได้ร่วมกันซ้อมทรมานนายรายู และอิหม่ามยะผา เพื่อให้รับสารภาพว่าเป็นผู้ก่อความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นเหตุให้นายรายูได้รับบาดเจ็บต่อร่างกายและความทุกข์ทรมานต่อจิตใจ ส่วนอิหม่ามยะผาถึงแก่ความตาย

นายรายูขณะเกิดเหตุอายุเพียง 18 ปี ขณะถูกนำตัวไปซักถาม และถูกทำร้ายร่างกายและจิตใจ จากการทรมานอย่างทารุณโหดร้ายจนได้รับบาดเจ็บสาหัส เป็นเหตุให้นายรายู ดอคอฟ้องคดีโดยขอความช่วยเหลือทางคดีจากมูลนิธิผสานวัฒนธรรมและมูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิม เรียกค่าเสียหายจากหน่วยงานต้นสังกัดของเจ้าหน้าที่ผู้กระทำละเมิดในระหว่างปฏิบัติหน้าที่ และศาลปกครองสงขลารับคดีไว้พิจารณา โดยศาลได้ไต่สวนและมีคำสั่งอนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลตามที่ผู้ฟ้องคดียื่นคำร้องขอด้วย ​

การดำเนินคดีและผลของคำสั่งศาลปกครองชั้นต้นจังหวัดสงขลา

คดีนี้ นายรายู ได้ฟ้องขอให้ศาลปกครองได้โปรดมีคำพิพากษาให้หน่วยงานของรัฐ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ถึง ที่ 3 รับผิดชอบดังต่อไปนี้

1. ให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินค่าสินไหมทดแทนค่าเสียหาย
ต่อร่างกายและอนามัย ค่าเสียหายอันเกิดจากการได้รับทุกขเวทนาต่อจิตใจ จำนวน จำนวน 918,750 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้องเงินจำนวน 750,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ฟ้องคดี

2. ให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ชำระเงินค่าสินไหมทดแทนค่าค่าเสียหายต่อชื่อเสียงจำนวน
306,250 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 250,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ฟ้องคดี

3. ให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินค่าสินไหมทดแทนค่าขาดไร้
ประโยชน์จากการทำมาหาได้ และค่าเยียวยาความเสียหายต่อสิทธิและเสรีภาพในร่างกาย อนามัย และจิตใจจากการที่ถูกเจ้าหน้าที่ในสังกัดของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสาม จับกุม คุมขัง ทำร้ายร่างกาย ทรมาน ทารุณกรรม หรือการลงโทษด้วยวิธีการโหดร้ายไร้มนุษยธรรม จำนวน 773,465 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 631,400 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ฟ้องคดี
รวมท้ั้งสิ้น

รวมเรียกร้องค่าเสียหายทั้งส้ิน 1,998, 465 บาทรวมดอกเบี้ย

ในวันที่ 14 มีนาคม 2555 ศาลปกครองชั้นต้น(ศาลปกครองสงขลา) ได้มีคำสั่ง
ให้สำนักนายกรัฐมนตรี ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อการละเมิดให้แก่ผู้ฟ้องคดี เป็นค่าเสียหายต่อร่างกายและอนามัย การได้รับความทุกขเวทนาต่อจิตใจ ความเสียหายต่อสิทธิและเสรีภาพ เป็นเงินจำนวน 200,000 บาท ค่าขาดประโยชน์จากการทำมาหาได้ เป็นเงินจำนวน 10,800 บาท รวมเป็นเงินจำนวน 210,800 บาท และเมื่อหนี้ดังกล่าวเกิดจากการกระทำละเมิด ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4 จึงต้องรับผิดชดใช้ดอกเบี้ยผิดนัดในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 19 มีนาคม 2551 ซึ่งเป็นวันกระทำละเมิด โดยดอกเบี้ยดังกล่าวคิดถึงวันที่ 22 มิถุนายน 2553 ซึ่งเป็นวันฟ้องเป็นเวลา 827 วัน เป็นเงิน 35,821.56 บาท และต้องเสียดอกเบี้ยตั้งแต่วันที่ 23 มิถุนายน 2553 ซึ่งเป็นวันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ฟ้องคดีด้วย โดยให้ชำระให้เสร็จภายใน 60 วัน นับแต่วันที่คำพิพากษาถึงที่สุด คำขอนอกจากนี้ให้ยก และให้ยกฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ทั้งนี้เนื่องจากศาลปกครองสงขลาได้วินิจฉัยว่าการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีเกิดจากการที่เจ้าหน้าที่ทหารหน่วยเฉพาะกิจนราธิวาสที่ 39 ซึ่งสังกัดผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4 ทำร้ายร่างกายผู้ฟ้องคดี

รายละเอียดเพิ่มเติมติดต่อ: มูลนิธิผสานวัฒนธรรม 02-6934939 หรือทนายความ – นายรัษฎา มนูรัษฎา 081-4394938, นายปรีดา นาคผิว 089-6222474

หมายเหตุ

การทรมานถือเป็นอาชญากรรมที่ร้ายแรงในทางสากล เนื่องจากเป็นการกระทำโดยผู้มีอำนาจบังคับใช้กฎหมาย หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ รูปแบบการทรมานในปัจจุบันมักไม่ปรากฏร่องรอยทางร่างกาย ทำให้เป็นปัญหาในทางคดีที่ไม่สามารถพิสูจน์ความเสียหายจนไม่สามารถเรียกร้องค่าเสียหายจากการละเมิดได้ อย่างไรก็ตาม เหยื่อการทรมานที่ผ่านสภาพเลวร้ายจากการทรมาน แม้จะไม่ปรากฏร่องรอบทางร่างกาย แต่มีปรากฏร่องรอยผลกระทบทางจิตใจคงอยู่ยาวนาน ดังนั้น ปัญหาผลกระทบจากการทรมานในลักษณะดังกล่าวจึงถูกคลี่คลายลงด้วยการตรวจสอบผลกระทบทางจิตใจจากการผ่านเหตุการณ์เลวร้ายโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ในคดีนี้ นายรายูได้รับการตรวจร่างกายและผลกระทบทางจิตใจหลังผ่านเหตุการณ์เลวร้าย(Post-traumatic stress disorder) หรือ PTSD และจัดทำเป็นรายงานทางการแพทย์โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่มีความเป็นอิสระ 2 ท่านที่เป็นสมาชิกของสภาเพื่อฟื้นฟูผู้ถูกทรมานระหว่างประเทศ (International Rehabilitation Council for torture victims) หรือ IRCT ซึ่งเป็นองค์กรที่ตั้งอยู่ที่กรุงโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก และมีวัตถุประสงค์ในการปฏิบัติงานเพื่อส่งเสริมความเข้าใจและพัฒนาการทำงานด้านนิติวิทยาศาสตร์และนิติจิตเวชศาสตร์ต่อเหยื่อที่ถูกซ้อมทรมานทั่วโลกภายใต้พิธีสารอิสตันบูล ซึ่งเป็นคู่มือสืบสวนสอบสวนและบันทึกข้อมูลหลักฐานอย่างมีประสิทธิภาพกรณีการทรมานหรือการลงโทษอื่นๆ ที่โหดร้ายไร้มนุษยธรรม หรือย่ำยีศักดิ์ศรี (Istanbul Protocol: Manual on the Effective Investigation and Documentation of Torture and other cruel, Inhuman or Degrading Treatment of Punishment) หรือที่เรียกว่าพิธีสารอิสตันบูล เป็นหลักการมาตรฐานสากลในการบันทึกรวบรวมพยานหลักฐานกรณีการทรมานให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และเป็นแนวทางให้ความช่วยเหลือคุ้มครองและเยียวยาเหยื่อผู้เสียหายจากการถูกซ้อมทรมานอย่างมีประสิทธิภาพ

กลไกการคุ้มครองและป้องกันการซ้อมทรมานในระดับสากลจะช่วยลดช่องว่างและข้อบกพร่องในการสืบสวนสอบสวนกรณีการซ้อมทรมานในประเทศไทย และในขณะที่ PTSD ยังไม่ได้ถูกนำมาพัฒนาใช้ในการพิจารณาให้การช่วยเหลือเยียวยาเหยื่อการทรมาน แต่เป็นพยานหลักฐานสำคัญในคดีที่จะสามารถยืนยันความร้ายแรงของการทรมานที่ส่งผลกระทบทางจิตใจของเหยื่ออย่างยาวนานมากกว่าอาการบาดเจ็บทางร่างกาย ส่งผลให้เหยื่อการทรมานไม่สามารถได้รับการเยียวยาหรือชดใช้ค่าเสียหายอย่างเป็นธรรม และยังส่งผลให้เจ้าหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่ตามอำเภอใจเนื่องจากไม่ถูกลงโทษจากความผิดที่ตนกระทำ และหน่วยงานผู้บังคับบัญชาอาจละเลยไม่กำกับดูแลจนหลักประกันสิทธิเสรีภาพของประชาชนภายใต้สถานการณ์ความไม่สงบยิ่งลดน้อยและถูกทำลายลง

25580116-081016.jpg

Read Full Post »

For English please scroll down.

เผยแพร่วันที่ 14 มกราคม 2558

ใบแจ้งข่าว

สรุปคำแถลงการณ์ของตุลาการผู้แถลงคดีในวันนัดนั่งพิจารณาคดีครั้งแรก

คดีนักศึกษายะลาถูกซ้อมทรมาน

หมายเหตุ : เนื่องจากคำแถลงการณ์ของตุลาการผู้แถลงคดี ไม่ใช่คำพิพากษาของศาล และไม่ผูกพันต่อคำพิพากษาของตุลาการเจ้าของสำนวน และคู่ความสามารถขอคัดสำเนาได้เมื่อศาลมีคำพิพากษาแล้ว ดังนั้น สรุปสาระสำคัญของคำแถลงการณ์ดังต่อไปนี้ จึงเป็นเพียงการสรุปความเท่านั้น อาจเกิดความคลาดเคลื่อนไปบ้าง จึงไม่ควรนำไปใช้อ้างอิง

เมื่อวันที่ 13 มกราคม 2558 ศาลปกครองสูงสุดนัดนั่งพิจารณาคดีครั้งแรก ที่ศาลปกครองสูงสุด ชั้น 3 ห้องพิจารณาคดีที่ 12 ในคดีระหว่างนายอิสมาแอ เตะ ผู้ฟ้องคดี ที่ 1 และนายอามีซี มานาก ผู้ฟ้องคดีที่ 2 กับ กองทัพบก ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และกระทรวงกลาโหม ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 กรณีการใช้อำนาจตามพระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พ.ศ.2457 ของเจ้าหน้าที่ทหารในการควบคุมตัวนักศึกษามหาวิทยาลัยสถาบันราชภัฎยะลา

ตุลาการศาลปกครองสูงสุดออกนั่งพิจารณาคดี พร้อมตุลาการผู้แถลงคดี มีผู้ฟ้องคดีที่ 1 ผู้ฟ้องคดีที่ 2 ผู้รับมอบอำนาจผู้ฟ้องคดีทั้งสอง กลุ่มเพื่อนและครอบครัวของผู้ฟ้องคดีกว่า 15 คน เดินทางมาจาก 3 จังหวัดภาคใต้เพื่อเข้าร่วมรับฟังการพิจารณา โดยผู้ฟ้องคดีที่ 1 ได้แถลงด้วยวาจาต่อศาลยืนยันว่าตนเองถูกซ้อมทรมานและทำร้ายร่างกายโดยเจ้าหน้าที่ทหารจริงปรากฏตามใบรับรองแพทย์ จึงขอศาลปกครองสูงสุดได้โปรดพิจารณาค่าเสียหายจากการถูกทำร้ายร่างกายและซ้อมทรมานตามมาตรา 32 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 และตุลาการผู้แถลงคดีได้ชี้แจงด้วยวาจาประกอบคำแถลงการณ์เป็นหนังสือต่อหน้าศาลปกครองสูงสุด สรุปประเด็นได้ดังต่อไปนี้

1. ประเด็นแรก เจ้าหน้าที่ทหารมีอำนาจควบคุมตัวผู้ฟ้องคดีมาตั้งแต่ต้นหรือไม่ นั้น วินิจฉัยว่า

ในส่วนของอำนาจควบคุมตัว วินิจฉัยว่าเจ้าหน้าที่ทหารมีอำนาจควบคุมตัว แม้ตามอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดีทั้งสองจะโต้แย้งว่า เจ้าหน้าที่ทหารไม่ได้แสดงพยานหลักฐานตามที่กล่าวอ้างว่าตรวจพบประกาศกระทรวงกลาโหมเกี่ยวกับการกำหนดชนิดยุทธภัณฑ์ที่ต้องขออนุญาต ข้อมูลเกี่ยวกับอาวุธที่ตรวจควรรู้ เอกสารเกี่ยวกับสถานการณ์การก่อความไม่สงบ ภาพการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ รูปภาพของเจ้าหน้าที่ตำรวจภูธรยะลา ภาพการประกอบระเบิดเคลย์โมร์ และไฟล์การรวบรวมระเบิดต่างๆ มาแสดงต่อศาลตามที่กล่าวอ้าง เนื่องจากมีผู้ที่ถูกออกหมายจับอาศัยอยู่ในบ้านพักที่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองพักอาศัยอยู่ด้วย ก็ถือว่ามีเหตุเพียงพอให้เจ้าหน้าที่ทหารใช้อำนาจตามกฎหมายเข้าตรวจค้นและควบคุมตัวผู้ฟ้องคดีทั้งสองได้

ในส่วนที่สอง การควบคุมของเจ้าหน้าที่ทหารมีอำนาจตามมาตรา 15 ทวิ พระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พ.ศ.2457 ซึ่งกำหนดให้ควบคุมตัวได้ไม่เกิน 7 วัน แต่การควบคุมตัวผู้ฟ้องคดีทั้งสองรวม 9 วัน จึงเป็นการกระทำโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายและเป็นการละเมิดผู้ฟ้องคดีทั้งสอง ทั้งนี้ตามที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 อุทธรณ์โต้แย้งว่าในระหว่างถูกควบคุมตัวพบข้อเท็จจริงใหม่อันเป็นเหตุให้ควบคุมตัวผู้ฟ้องคดีทั้งสองต่อนั้น เห็นว่าฟังไม่ขึ้น เนื่องจากต้องปฏิบัติตามที่กฎหมายกำหนด และที่ผู้ถูกฟ้องคดีอุทธรณ์ว่าตนไม่ต้องรับผิดตามมาตรา 16 นั้น ศาลวินิจฉัยว่า การกระทำที่ได้รับการคุ้มครองตามมาตรา 16 นั้น ต้องเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยชอบตามกฎหมายด้วย เมื่อมีการกักตัวเพื่อซักถามเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด จึงเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ชอบด้วยกฎหมายและไม่ได้รับการคุ้มครองตามมาตรา 16 ถือเป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีทั้งสอง

2. ประเด็นที่สอง ผู้ฟ้องคดีทั้งสองควรได้รับค่าเสียหายเพิ่มเติมตามที่ขอท้ายฟ้องหรือไม่นั้น ศาลวินิจฉัยว่าแม้ศาลปกครองสามารถนำมาตรา 438 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาบังคับใช้ได้โดยอนุโลมและกำหนดค่าเสียหายตามความร้ายแรงแห่งการละเมิดก็ตาม แต่เมื่อพิจารณากฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และอัตราในการจ่ายค่าตอบแทนแก่ผู้เสียหายและค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญา พ.ศ.2546 ข้อ 3 ซึ่งออกตามความในพระราชบัญญัติค่าตอบแทนแก่ผู้เสียหายและค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญา พ.ศ. 2544 อันเป็นกฎหมายที่มีเจตนารมณ์เพื่อแก้ไขเยียวยาและเพื่อสร้างความเป็นธรรมในสังคม จึงนำมาใช้กับคดีนี้ได้เพื่อความเป็นธรรมกับทั้งผู้ฟ้องคดีและผู้ถูกฟ้องคดี จึงเห็นว่า ในระหว่างการกักตัวผู้ฟ้องคดีทั้งสองไว้เพื่อซักถาม ข้อเท็จจริงต้องรับฟังเป็นที่ยุติว่าบาดแผลบริเวณร่างกายของผู้ฟ้องคดีที่ 1 เป็นบาดแผลที่เกิดขึ้นระหว่างการกักตัวไว้เพื่อสอบถามของหน่วยงานราชการ และปรากฏว่าเจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการซักถามจนเกิดบาดแผล ที่ศาลปกครองสงขลาวินิจฉัยว่าเป็นการกระทำละเมิดจึงชอบแล้ว แต่เห็นว่าคำพิพากษาของศาลปกครองสงขลายังคลาดเคลื่อนไปอยู่บ้างในส่วนของการกำหนดค่าเสียหาย จึงพิพากษาแก้เป็นให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 จ่ายค่าเสียหายตามกฎกระทรวงฯ ข้างต้น กล่าวคือ ค่ารักษาพยาบาลและค่าฟื้นฟูสมรรถภาพทางร่างกายและจิตใจเป็นเงินคนละ 30,000 บาท (กฎกระทรวงกำหนดค่ารักษาพยาบาลให้จ่ายตามจริงแต่ไม่เกิน 30,000 บาท และค่าฟื้นฟูสมรรถภาพทางกายและจิตใจไม่เกิน 20,000 บาท) ส่วนค่าเสียหายตามรัฐธรรมนูญมาตรา 32 นั้น เห็นว่าอยู่ในข้อ 3 (4) ค่าตอบแทนค่าเสียหายอื่น กำหนดให้คนละ 15,000 บาท (กฎกระทรวงกำหนดให้จ่ายไม่เกิน 30,000 บาท)

3. ประเด็นที่สาม ที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 อุทธรณ์ว่าค่าเสียหายในการถูกควบคุมตัวเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด ที่ศาลปกครองสงขลากำหนดค่าเสียหายให้ผู้ฟ้องคดีทั้งสองคนละ 250,000 บาทนั้น สูงเกินไปหรือไม่ เห็นว่า

ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองถูกควบคุมตัวเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดเพียง 2 วัน เมื่อพิจารณากฎกระทรวงดังกล่าวข้างต้น ซึ่งกำหนดค่าขาดประโยชน์ทำมาหาได้ในระหว่างที่ไม่สามารถประกอบการงานได้ตามปกติ ให้จ่ายในอัตราวันละไม่เกิน 200 บาท ดังนั้น จึงเห็นควรกำหนดค่าเสียหายในส่วนนี้ให้ผู้ฟ้องคดีทั้งสองคนละ 400 บาท (กฎกระทรวงกำหนดให้จ่ายวันละ 200 บาท เป็นระยะเวลาไม่เกิน 1 ปี)

รวมค่าเสียหายที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ต้องชดใช้แก่ผู้ฟ้องคดีที่ 1 และที่ 2 เป็นเงินคนละ 45,400 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ฟ้องคดีทั้งสอง

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมคดีได้ที่:

สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน : 02-6930682

จันทร์จิรา จันทร์แผ้ว ทนายความ : 083-9072032

For immediate release on 14 January 2015

Public Statement

A summary of the statement by the commissaire du gouvernement during the first hearing on torture against Yala students

Note: The conclusion made by the commissaire du gouvernement is not a verdict made by the Court and it bears no obligation on the verdict to be delivered after the trial and a copy can be obtained by either of the parties. A following summary may thus contain some inaccuracies and it is not purported for any further reference.

On 13 January 2015, the Supreme Administrative Court conducted the first hearing at Court Room 12, 3rd Floor of the Supreme Administrative Court in case between Mr. Isama-ae Tae, plaintiff no.1 and Mr. Amizi Manak, plaintiff no.2 V. the Royal Thai Army, defendant no.1 and Ministry of Defense, defendant no.2 concerning the invocation of the 1914 Martial Law Act by the military to hold the two students from Yala Rajabhat University in custody.

The judges with the commissaire du gouvernement were present with the plaintiffs no.1 and 2 and their legal representatives plus a group of 15 friends and relatives from the three Southern Border Provinces in the court room. The plaintiff no.1made his oral statement affirming the fact that he had been subject to an act of torture and physical assault committed by the military officials as supported by a letter of certificate from a medical doctor and asked the Court to order a payment of damages for the physical assault and the act of torture invoking Section 32 of the 2007 Constitution of the Kingdom of Thailand. It was followed by a conclusion of the case orally and with a written statement made by the commissaire du gouvernement, which can be summarized as follows;

(1) First section, whether the military officials were authorised to hold in custody the plaintiffs since the beginning or not, the commissaire du gouvernement opined that;

As for the power to hold a person in custody, it is decided that the military officials had the power to hold the persons in custody. Even though the two plaintiffs argued in their submitted motion that the military officials had failed to produce to the Court evidence they had claimed to find in the house of the plaintiffs including the Ministry of Defence’s Ministerial Regulation regarding the designation of firearms that warrant permission, information about weapons, documents concerning the unrest situation, photos of the operations of officials, photos of the police officials from Yala Muang Police Station, photos of how to make a Claymore anti-personnel mine and files containing data of various kinds of explosives, but given that there were people under arrest warrants staying in the residence of the two plaintiffs at the time, it sufficed it for the military officials invoke the legal power to conduct a search and to hold the two plaintiffs in custody.

Second section, the holding in custody by the military officials invoking Section 15 bis of the 1914 Martial Law Act which provides for a detention no longer than seven days, but in reality the two plaintiffs had been held in custody for altogether nine days. Therefore, the act of the officials was unlawful and was an infringement on the rights of the two plaintiffs. The defendant no.1 argued that during the holding in custody, new evidence emerged and it had prompted them to lengthen the detention of the two plaintiffs. The Court found the argument unreasonable since they were obliged to act in accordance with the law. Also, the defendant claimed they should not be held liable invoking Section 16, the Court decided that the act that warrants immunity as per Section 16 must be the one that has been conducted lawfully. Since the holding in custody has taken place longer than the time permitted by the law, the act could not be considered legal and shall not warrant any immunity as far as Section 16 is concerned. And therefore, the act was an infringement on the two plaintiffs.

(2) Whether the two plaintiffs should be awarded the damages as per the request in the plaint or not? The Court decided that even though the Administrative Court may apply Section 438 of the Civil and Commercial Code mutatis mutandis and determine the compensation proportionate to the gravity of the infringement. But given that there is an existing Ministerial Regulation to determine the procedures, methods, and rates of compensation to be awarded to aggrieved parties and the accused in criminal cases B.E. 2546, in (3), which has been issued by the virtue of the Act for the Granting of Compensation to Aggrieved Parties and the Accused in Criminal Cases B.E. 2544 (2001), a law which purports to provide remedies and to ensure social justice, and it can be applied in the case to provide for justice of both the plaintiffs defendants. The Court also deemed that it has been settled that during the holding of the two plaintiffs for interrogation, injuries sustained on the body of the plaintiff no. 1 have occurred while he was held in custody by the government agency and it has been proven that while conducting the interrogation, the officials have inflicted the injuries on the plaintiff. That the Songkhla Administrative Court ruled that it was an infringement was already correct, but this Court deemed that the verdict of the Songkhla Administrative Court failed to determine the correct damages that should be awarded. Therefore, the Court decided to alter the verdict of the Songkhla Administrative Court and ordered the defendant no. 1 to provide compensation as required by the aforementioned Ministerial Regulation including 30,000 baht each for medical expense and physical and mental rehabilitation (the Ministerial Regulation stipulates that actual expenses shall be covered, but not more than 30,000 baht and not more than 20,000 baht for physical and mental rehabilitation). As for the damages stipulated in Section 32 of the Constitution, it is cited in 3 (4) regarding other compensation to provide for 15,000 baht each (the Ministerial Regulation provides that no more than 30,000 baht can be paid as compensation.)

(3) That the defendant no.1 argued that they were ordered by the Songkhla Administrative Court to provide the compensation for the amount of 250,000 baht each for the holding in custody of the persons longer than the time permitted by the law and that the compensation was too high or not. This Court deemed that since the two plaintiffs had been held in custody two days longer than the time permitted by law and in light of the aforementioned Ministerial Regulation which determines the compensation for the lack of opportunity to earn one’s living for not more than 200 baht per day, therefore, this Court deemed that the plaintiffs should be awarded the compensation on this regard for 400 baht each (the Ministerial Regulation provides for paying the compensation for 200 baht per day for not longer than one year).

In total, the defendant no.1 is obliged to provide the two plaintiffs with 45,400 baht each plus 7.5% interest per annum from the day the complaint has been filed until all the expenses are paid off.

For more information, please contact:

Human Rights Lawyers Association (HRLA): 02-6930682


สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน (สนส.)
โทรศัพท์ /แฟ๊กซ์ : 02-6930682
อีเมล์ : hrla2008@gmail.com
http://www.naksit.org
………………………………………………..
Human rights Lawyers Association (HRLA)
email : hrla2008@gmail.com tel/fax : 02-6930682
http://www.naksit.org

Read Full Post »

For English please scroll down

สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน

เผยแพร่วันที่ 12 มกราคม 2558

ใบแจ้งข่าว

ศาลปกครองสูงสุดนัดนั่งพิจารณาคดีครั้งแรก คดีนักศึกษายะลาถูกซ้อมทรมาน

วันที่ 13 มกราคม 2558 เวลา 09.30 น. ศาลปกครองสูงสุดนัดนั่งพิจารณาคดีครั้งแรก ที่ศาลปกครองสูงสุด ชั้น 3 ห้องพิจารณาคดีที่ 12 ในคดีระหว่างนายอิสมาแอ เตะ ผู้ฟ้องคดี ที่ 1 และนายอามีซี มานาก ผู้ฟ้องคดีที่ 2 กับ กองทัพบก ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และกระทรวงกลาโหม ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 กรณีการใช้อำนาจตามพระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พ.ศ.2457 ของเจ้าหน้าที่ทหารในการควบคุมตัวนักศึกษามหาวิทยาลัยสถาบันราชภัฎยะลา ซึ่งในวันนั่งพิจารณาคดีครั้งแรกคู่กรณีทั้งสองฝ่ายมีสิทธิยื่นคำแถลงการณ์เป็นลายลักษณ์อักษรต่อศาลและสามารถขออนุญาตศาลเพื่อแถลงด้วยวาจาได้ และในวันนั่งพิจารณาคดีครั้งแรกนี้ตุลาการผู้แถลงคดีจะชี้แจงหรือเสนอคำแถลงการณ์ด้วยวาจาต่อองค์คณะด้วย

คดีนี้ผู้ฟ้องคดีทั้งสองได้ยื่นฟ้องกระทรวงกลาโหมและกองทัพบก ให้รับผิดชอบในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ในจังหวัดภาคใต้ซึ่งอยู่ในสังกัดของตนที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ประชาชน ตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 เนื่องจากการทำร้ายร่างกายและการซ้อมทรมาน โดยเจ้าหน้าที่ทหารพรานและเจ้าหน้าที่ทหารจากหน่วยเฉพาะกิจที่ 11 ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐและเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสอง ผู้ฟ้องคดีทั้งสองจึงฟ้องเรียกค่าเสียหายเป็นค่ารักษาพยาบาลจำนวน 5,000 บาท เครื่องคอมพิวเตอร์ของผู้ฟ้องคดีที่ 1 จำนวน 1 เครื่อง เป็นเงิน 25,000 บาท โทรศัพท์เคลื่อนที่ของผู้ฟ้องคดีที่ 1 ราคา 6,000 บาท และของผู้ฟ้องคดีที่ 2 ราคา 12,000 บาท ค่าเสียหายจากการถูกทำร้ายร่างกายและการใช้ชีวิตอย่างปกติสุขเป็นเงิน 200,000 บาท และค่าเสียหายจากการถูกควบคุมตัวทำให้สูญเสียเสรีภาพและชื่อเสียง คิดเป็นเงินคนละ 500,000 บาท และค่าเสียหายจากการที่ทำให้ต้องเสียศักดิ์ศรี ถูกดูหมิ่นจากเพื่อนบ้านและเพื่อนนักศึกษาคิดเป็นเงินคนละ 500,000 บาท และค่าเสียหายจากการฟ้องต่อศาลเพื่อให้ระงับหรือเพิกถอนการกระทำของเจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองตามรัฐธรรมนูญ คนละ 500,000 บาท

เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2554 ศาลปกครองสงขลาได้อ่านคำพิพากษาคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายระหว่างนายอิสมาแอ เตะ ผู้ฟ้องคดี ที่ 1 และนายอามีซี มานาก ผู้ฟ้องคดีที่ 2 กับ กองทัพบก ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และกระทรวงกลาโหม ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 โดยพิพากษาให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 (กองทัพบก) ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้ฟ้องคดีทั้งสอง โดยชำระเงินแก่ผู้ฟ้องคดีที่ 1 จำนวน 255,000 บาท และผู้ฟ้องคดีที่ 2 จำนวน 250,000 บาท เนื่องจากควบคุมตัวไว้เกินกำหนด 7 วันตามพระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พ.ศ.2457 อีกทั้งเป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายพิเศษอันเป็นกฎหมายที่ลิดรอนสิทธิของบุคคลอื่น จึงควรต้องใช้ด้วยความระมัดระวังและต้องแก้ไขเยียวยาความเสียหายให้แก่บุคคลซึ่งรับผลดังกล่าว กรณีเจ้าหน้าที่ใช้กำลังทำร้ายผู้ฟ้องคดีทั้งสองในระหว่างการจับกุมและควบคุมตัว ผู้ฟ้องคดีที่ 1 ได้ยื่นพยานหลักฐาน จึงน่าเชื่อว่าบาดแผลตามที่แพทย์วินิจฉัยไว้เกิดจากการกระทำของเจ้าหน้าที่ ดังนั้นผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 จึงต้องรับผิดชอบชดใช้ค่ารักษาพยาบาลให้แก่ผู้ฟ้องที่ 1 จำนวน 5,000 บาท ส่วนผู้ฟ้องคดีที่ 2 ไม่ปรากฏพยานหลักฐานใดๆ ว่าถูกการกระทำร้ายร่างกาย ศาลจึงไม่อาจกำหนดค่าเสียหายในส่วนนี้ได้ ส่วนคำขออื่นให้ยก และให้ยกฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 (กระทรวงกลาโหม)

ปัจจุบัน รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ได้ถูกถูกยกเลิกโดยประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 5/2557 เรื่องการสิ้นสุดชั่วคราวของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ลงวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 แต่สิทธิเสรีภาพและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของประชาชนที่ได้รับการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญก็มิได้สิ้นสุดลงด้วยแต่อย่างใด โดยรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 มาตรา 4 บัญญัติว่า “ภายใต้บังคับบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้ ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิ เสรีภาพและความเสมอภาค บรรดาที่ชนชาวไทยเคยได้รับการคุ้มครองตามประเพณีการปกครองประเทศไทยในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และตามพันธกรณีระหว่างประเทศที่ประเทศไทยมีอยู่แล้ว ย่อมได้รับการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญนี้”

ดังนั้น สิทธิเสรีภาพและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และการได้รับการเยียวยาของผู้ฟ้องคดีทั้งสองจากการถูกซ้อมทรมาน ยังคงได้รับการคุ้มครองโดยตรงตามอนุสัญญาต่อต้านการทรมานและการปฏิบัติหรือการลงโทษอื่นที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือที่ย่ำยีศักดิ์ศรี : Convention against Torture and Other Cruel, Inhuman or Degrading Treatment or Punishment (CAT)

แม้เหตุในคดีนี้จะเกิดก่อนที่รัฐธรรมนูญจะถูกยกเลิกโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ แต่คำขอท้ายฟ้องของผู้ฟ้องคดีทั้งสองบางส่วนเป็นการขอให้เยียวยาความเสียหายตามรัฐธรรมนูญมาตรา 32 วรรคห้าโดยตรง เมื่อรัฐธรรมนูญถูกยกเลิก จึงเป็นข้อน่าพิจารณาอย่างยิ่งว่าตุลาการผู้แถลงคดีจะพิจารณาข้อกฎหมายข้างต้นออกมาในลักษณะใด

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมคดีได้ที่:

สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน : 02-6930682

จันทร์จิรา จันทร์แผ้ว ทนายความ : 083-9072032

ผู้ฟ้องคดีไม่เห็นพ้องด้วยกับคำพิพากษาบางส่วน จึงได้ยื่นอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุด เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม2554 โดยมีประเด็นการอุทธรณ์ปรากฏตามลิงค์ https://voicefromthais.wordpress.com/2012/02/10/2012_02_10-yala-students-cases_defendents-and-plaintiffs-appealed-on-the-administrative-court-decision-thai/

ติดตามข้อมูลคดีเพิ่มเติมได้ที่

http://naksit.org/index.php/allcases

For immediate release on 12 January 2015

Public Statement

First hearing on torture against Yala students by the Supreme Administrative Court

On 13 January 2015, 09.30am, the first hearing by the Supreme Administrative Court will be held at Court Room 12, 3rd Floor of the Supreme Administrative Court in case between Mr. Isama-ae Tae, plaintiff no.1 and Mr. Amizi Manak, plaintiff no.2 V. the Royal Thai Army, defendant no.1 and Ministry of Defense, defendant no.2 concerning the invocation of the 1914 Martial Law Act by the military to hold the two students from Yala Rajabhat University in custody. During the first hearing, both parties are entitled to submit their written statements to the Court and may ask for permission to read them out. Also, on the same occasion, the Commissaire du gouvernement or the Judge who make the conclusions will explain the case matters or may deliver a statement to the quorum of judges.

The two plaintiffs have filed a lawsuit against the Ministry of Defense and the Royal Thai Army to hold officials deployed in the Southern Border Provinces under their charge to justice for having inflicted damages to people as per the 1996 Tortuous Liability of Officials Act and to provide compensation for the physical abuse and torture inflicted on them. The physical abuse was conducted by the rangers and military officials from Taskforce 11 who were state officials and were under the charge of the two defendants The two plaintiffs demand 5,000 baht for medical expense and 25,000 baht to compensate for a set of computer belonging to plaintiff no.1, 6,000 baht for the mobile phone belonging to plaintiff no.1 and 12,000 baht for the mobile phone belonging to plaintiff no.2, 200,000 baht for damages from physical abuse and disruption of peaceful living, and 500,000 baht each as damages from being deprived of liberty and the disrepute and another 500,000 baht each for being slighted and discredited among neighbors and fellow students as well as 500,000 baht each for expenses incurred from bringing the case to the Court to stall or annul the act of the two defendants as per the Constitution.

Previously, on 22 November 2011, the Songkhla Administrative Court delivered a decision on alleged breaches committed by administrative agencies or state officials against Mr. Isama-ae Tae, plaintiff no.1 and Mr. Amizi Manak, plaintiff no.2 who brought the case against the Royal Thai Army, defendant no.1 and Ministry of Defense, defendant no.2. The Court instructed the defendant no.1 (Royal Thai Army) to award compensation to the two plaintiffs including 255,000 baht for plaintiff no. 1 and 250,000 baht for plaintiff no. 2 as they had been held in custody longer than seven days as provided for by the 1914 Martial Law Act. In addition, the exercise of power invoking special laws which deprives the rights of other persons must be made carefully and remedies must be provided to those affected by the laws. The officials were alleged to have committed physical assault against the two plaintiffs during the arrest and custody. The plaintiff no.1 presented evidence which was believed to be wounds sustained from the act of the officials and certified by the physician. Therefore, the defendant no.1 is obliged to provide for medical expense of the plaintiff no.1 for the amount of 5,000 baht. Since the plaintiff no.2 presented no evidence to prove that he had been physically abused, the Court could not determine any compensation for him. Other requests were dismissed and the defendant no.2 (Ministry of Defense) was also acquitted.

At present, the 2007 Constitution has been revoked by the National Council for Peace and Order (NCPO) Announcement no. 5/2557 regarding the termination of the Constitution of the Kingdom of Thailand dated 22 May 2014. Despite that the upholding of the rights, freedom and human dignity of people as provided for by the Constitution still remains obligatory. The Constitution of the Kingdom of Thailand (Interim), B.E. 2557 (2014)’s Section 4 provides that “Subject to the provisions of this Constitution, all human dignity, rights, liberties and equality of the people protected by the constitutional convention under a democratic regime of government with the King as the Head of State, and by international obligations bound by Thailand, shall be protected and upheld by this Constitution.”

Therefore, the rights, freedom and human dignity as well as the right to seek remedies of the two plaintiffs who had been subject to the act of torture continue to be protected, directly by the virtue of the UN Convention against Torture and Other Cruel, Inhuman or Degrading Treatment or Punishment (CAT).

Even though the alleged crime in this case has taken place prior to the revocation of the Constitution by the NCPO, and the request in the case to seek remedies is based on Section 32(5) of the terminated Constitution, it is therefore pertinent as to how the Commissaire du gouvernement would juristically approach the case.

For more information, please contact:

Human Rights Lawyers Association (HRLA): 02-6930682

Ms. Junjira Junpaew, lawyer: 083-9072032

Unsatisfied with part of the decision made by the Lower Administrative Court, the plaintiffs have decided to appeal it with the Supreme Administrative Court on 21 December 2011, and the issues of the appeal are in https://voicefromthais.wordpress.com/2012/02/10/2012_02_10-yala-students-cases_defendents-and-plaintiffs-appealed-on-the-administrative-court-decision-thai/

More information can be found here.

http://naksit.org/index.php/allcases

Read Full Post »

Justice for Peace Foundation (JPF)
Amnesty International Thailand
Union for Civil Liberties (UCL)
Cross Cultural Foundation (CrCF)

Released on 19 Dec 2014

Press Release

On 19 December 2014, the Justice for Peace Foundation (JPF), the Amnesty International Thailand, the Union for Civil Liberties (UCL), and the Cross Cultural Foundation (CrCF) have jointly proposed recommendations to the Permanent Secretary of the Ministry of Justice and the Director General of the Rights and Liberties Protection Department regarding the Draft Prevention and Suppression of Torture and Enforced Disappearance Act B.E….., an attempt to ensure that Thailand’s domestic laws are made in compliance with its international obligations. Through this draft law will realize that, both torture and enforced disappearance are to be criminalized as a serious human rights violation and punishment is provided proportionately to the gravity of the offence. The next reviewing session on the Bill is going to be organized by the Ministry of Justice on 22 December.

The recommendations have determined from a public discussion held to review the Bill and the ensuing brainstorming during 1-2 December at TK Palace Hotel among participants from the Muslim Attorney Centre Foundation (MAC), Duay Jai Group, Lahu Human Rights Network, Patani Human Rights Network, Relatives of Victims of Enforced Disappearance, and representatives from various governmental agencies who were there to learn and give their comments. The seven-page document in Thai containing the recommendations has been produced based on the input and submitted to the Permanent Secretary of the Ministry of Justice and the Director General of the Rights and Liberties Protection Department to ensure that the Bill will be written in response to the incumbent realities in Thailand. In summary, the recommendations are that;

1. An act of torture and enforced disappearance is often inflicted on certain vulnerable and marginalize populations including the ethnic groups, political dissidents such as human rights defenders or those living in area where special laws are imposed to, i.e., crack down on narcotic trafficking, suppress terrorism, or suppress influential persons, etc.

2. Attempts to investigate cases concerning torture and enforced disappearance have often been unsuccessful and no cases have been brought to the justice system. This could be attributed to that the competent authorities often fail to exercise their power independently and impartially, or are not keen on resolving the case or fail to carry out a prompt investigation as a result of the interference made by influential persons. It is therefore important that personnel designated with the mandate to carry out the investigation must have proven expertise and received proper training. They should be able to work professionally and independently in order to garner trust from the victims and their relatives.

3. The examination and treatment of victims of torture must be carried out by medical personnel and psychologists with specialized skills on torture examination. In this Bill, there should also be a framework to determine remediation including compensation and physical and mental rehabilitation and training on Manual on Effective Investigation and Documentation of Torture and Other Cruel, Inhuman or Degrading Treatment or Punishment (Istanbul Protocol) should be provided for all concerned officers including medical personnel.

4. In this Bill, a provision must be made to ensure that the case of enforced disappearance shall be promptly, impartially and effectively investigated in order to bring to justice the perpetrators even though the disappeared person even we could not be found and no part of his or her body. It must be recognized that the right to know the facts regarding the plight of the victim must be respected.

5. The current Bill still lacks effective and clear guidelines regarding witness protection. It should be made clear in the Bill that the officials designated to provide witness protection must not come from the same agency which has been accused of committing either the torture or enforced disappearance. This is to ensure that no perpetrator can influence witness protection mechanism.

6. The Bill is still made an exception to allow a denial of request by the relatives or other people for information in relation on holding a person in an undisclosed place, if the information could have given rise to harm to the person and hinder criminal investigation. Such concealment of information can contribute to risk of an act of torture and enforced disappearance. Such a waiver and restriction is conflicting to the absolute prohibition against torture and enforced disappearance and it should be reconsidered.

7. According to international law, a systematic act of torture and enforced disappearance constitutes a crime against humanity. Neither a waiver of punishment nor an amnesty can be offered even during the time an emergency situation is declared.

8. Access to legal support should be promoted among the victims and their relatives. Therefore, the Bill should spell out guidelines through which the persons can have access to help from the Justice Fund and to bring their cases to the Court. This will ensure access for all among the victims who want to pursue the justice process.

For more information, please contact

Angkhana Neelapaijit, JPF phone 084-7280350

Pornpen Khongkachonkiet , CrCF Phone 02-6934939

25571219-191109.jpg

25571219-191208.jpg

Read Full Post »

« Newer Posts - Older Posts »