Feeds:
Posts
Comments

Archive for the ‘Anti-torture’ Category

For English please scroll down.

เผยแพร่วันที่ 14 มกราคม 2558

ใบแจ้งข่าว

สรุปคำแถลงการณ์ของตุลาการผู้แถลงคดีในวันนัดนั่งพิจารณาคดีครั้งแรก

คดีนักศึกษายะลาถูกซ้อมทรมาน

หมายเหตุ : เนื่องจากคำแถลงการณ์ของตุลาการผู้แถลงคดี ไม่ใช่คำพิพากษาของศาล และไม่ผูกพันต่อคำพิพากษาของตุลาการเจ้าของสำนวน และคู่ความสามารถขอคัดสำเนาได้เมื่อศาลมีคำพิพากษาแล้ว ดังนั้น สรุปสาระสำคัญของคำแถลงการณ์ดังต่อไปนี้ จึงเป็นเพียงการสรุปความเท่านั้น อาจเกิดความคลาดเคลื่อนไปบ้าง จึงไม่ควรนำไปใช้อ้างอิง

เมื่อวันที่ 13 มกราคม 2558 ศาลปกครองสูงสุดนัดนั่งพิจารณาคดีครั้งแรก ที่ศาลปกครองสูงสุด ชั้น 3 ห้องพิจารณาคดีที่ 12 ในคดีระหว่างนายอิสมาแอ เตะ ผู้ฟ้องคดี ที่ 1 และนายอามีซี มานาก ผู้ฟ้องคดีที่ 2 กับ กองทัพบก ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และกระทรวงกลาโหม ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 กรณีการใช้อำนาจตามพระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พ.ศ.2457 ของเจ้าหน้าที่ทหารในการควบคุมตัวนักศึกษามหาวิทยาลัยสถาบันราชภัฎยะลา

ตุลาการศาลปกครองสูงสุดออกนั่งพิจารณาคดี พร้อมตุลาการผู้แถลงคดี มีผู้ฟ้องคดีที่ 1 ผู้ฟ้องคดีที่ 2 ผู้รับมอบอำนาจผู้ฟ้องคดีทั้งสอง กลุ่มเพื่อนและครอบครัวของผู้ฟ้องคดีกว่า 15 คน เดินทางมาจาก 3 จังหวัดภาคใต้เพื่อเข้าร่วมรับฟังการพิจารณา โดยผู้ฟ้องคดีที่ 1 ได้แถลงด้วยวาจาต่อศาลยืนยันว่าตนเองถูกซ้อมทรมานและทำร้ายร่างกายโดยเจ้าหน้าที่ทหารจริงปรากฏตามใบรับรองแพทย์ จึงขอศาลปกครองสูงสุดได้โปรดพิจารณาค่าเสียหายจากการถูกทำร้ายร่างกายและซ้อมทรมานตามมาตรา 32 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 และตุลาการผู้แถลงคดีได้ชี้แจงด้วยวาจาประกอบคำแถลงการณ์เป็นหนังสือต่อหน้าศาลปกครองสูงสุด สรุปประเด็นได้ดังต่อไปนี้

1. ประเด็นแรก เจ้าหน้าที่ทหารมีอำนาจควบคุมตัวผู้ฟ้องคดีมาตั้งแต่ต้นหรือไม่ นั้น วินิจฉัยว่า

ในส่วนของอำนาจควบคุมตัว วินิจฉัยว่าเจ้าหน้าที่ทหารมีอำนาจควบคุมตัว แม้ตามอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดีทั้งสองจะโต้แย้งว่า เจ้าหน้าที่ทหารไม่ได้แสดงพยานหลักฐานตามที่กล่าวอ้างว่าตรวจพบประกาศกระทรวงกลาโหมเกี่ยวกับการกำหนดชนิดยุทธภัณฑ์ที่ต้องขออนุญาต ข้อมูลเกี่ยวกับอาวุธที่ตรวจควรรู้ เอกสารเกี่ยวกับสถานการณ์การก่อความไม่สงบ ภาพการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ รูปภาพของเจ้าหน้าที่ตำรวจภูธรยะลา ภาพการประกอบระเบิดเคลย์โมร์ และไฟล์การรวบรวมระเบิดต่างๆ มาแสดงต่อศาลตามที่กล่าวอ้าง เนื่องจากมีผู้ที่ถูกออกหมายจับอาศัยอยู่ในบ้านพักที่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองพักอาศัยอยู่ด้วย ก็ถือว่ามีเหตุเพียงพอให้เจ้าหน้าที่ทหารใช้อำนาจตามกฎหมายเข้าตรวจค้นและควบคุมตัวผู้ฟ้องคดีทั้งสองได้

ในส่วนที่สอง การควบคุมของเจ้าหน้าที่ทหารมีอำนาจตามมาตรา 15 ทวิ พระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พ.ศ.2457 ซึ่งกำหนดให้ควบคุมตัวได้ไม่เกิน 7 วัน แต่การควบคุมตัวผู้ฟ้องคดีทั้งสองรวม 9 วัน จึงเป็นการกระทำโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายและเป็นการละเมิดผู้ฟ้องคดีทั้งสอง ทั้งนี้ตามที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 อุทธรณ์โต้แย้งว่าในระหว่างถูกควบคุมตัวพบข้อเท็จจริงใหม่อันเป็นเหตุให้ควบคุมตัวผู้ฟ้องคดีทั้งสองต่อนั้น เห็นว่าฟังไม่ขึ้น เนื่องจากต้องปฏิบัติตามที่กฎหมายกำหนด และที่ผู้ถูกฟ้องคดีอุทธรณ์ว่าตนไม่ต้องรับผิดตามมาตรา 16 นั้น ศาลวินิจฉัยว่า การกระทำที่ได้รับการคุ้มครองตามมาตรา 16 นั้น ต้องเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยชอบตามกฎหมายด้วย เมื่อมีการกักตัวเพื่อซักถามเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด จึงเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ชอบด้วยกฎหมายและไม่ได้รับการคุ้มครองตามมาตรา 16 ถือเป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีทั้งสอง

2. ประเด็นที่สอง ผู้ฟ้องคดีทั้งสองควรได้รับค่าเสียหายเพิ่มเติมตามที่ขอท้ายฟ้องหรือไม่นั้น ศาลวินิจฉัยว่าแม้ศาลปกครองสามารถนำมาตรา 438 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาบังคับใช้ได้โดยอนุโลมและกำหนดค่าเสียหายตามความร้ายแรงแห่งการละเมิดก็ตาม แต่เมื่อพิจารณากฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และอัตราในการจ่ายค่าตอบแทนแก่ผู้เสียหายและค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญา พ.ศ.2546 ข้อ 3 ซึ่งออกตามความในพระราชบัญญัติค่าตอบแทนแก่ผู้เสียหายและค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญา พ.ศ. 2544 อันเป็นกฎหมายที่มีเจตนารมณ์เพื่อแก้ไขเยียวยาและเพื่อสร้างความเป็นธรรมในสังคม จึงนำมาใช้กับคดีนี้ได้เพื่อความเป็นธรรมกับทั้งผู้ฟ้องคดีและผู้ถูกฟ้องคดี จึงเห็นว่า ในระหว่างการกักตัวผู้ฟ้องคดีทั้งสองไว้เพื่อซักถาม ข้อเท็จจริงต้องรับฟังเป็นที่ยุติว่าบาดแผลบริเวณร่างกายของผู้ฟ้องคดีที่ 1 เป็นบาดแผลที่เกิดขึ้นระหว่างการกักตัวไว้เพื่อสอบถามของหน่วยงานราชการ และปรากฏว่าเจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการซักถามจนเกิดบาดแผล ที่ศาลปกครองสงขลาวินิจฉัยว่าเป็นการกระทำละเมิดจึงชอบแล้ว แต่เห็นว่าคำพิพากษาของศาลปกครองสงขลายังคลาดเคลื่อนไปอยู่บ้างในส่วนของการกำหนดค่าเสียหาย จึงพิพากษาแก้เป็นให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 จ่ายค่าเสียหายตามกฎกระทรวงฯ ข้างต้น กล่าวคือ ค่ารักษาพยาบาลและค่าฟื้นฟูสมรรถภาพทางร่างกายและจิตใจเป็นเงินคนละ 30,000 บาท (กฎกระทรวงกำหนดค่ารักษาพยาบาลให้จ่ายตามจริงแต่ไม่เกิน 30,000 บาท และค่าฟื้นฟูสมรรถภาพทางกายและจิตใจไม่เกิน 20,000 บาท) ส่วนค่าเสียหายตามรัฐธรรมนูญมาตรา 32 นั้น เห็นว่าอยู่ในข้อ 3 (4) ค่าตอบแทนค่าเสียหายอื่น กำหนดให้คนละ 15,000 บาท (กฎกระทรวงกำหนดให้จ่ายไม่เกิน 30,000 บาท)

3. ประเด็นที่สาม ที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 อุทธรณ์ว่าค่าเสียหายในการถูกควบคุมตัวเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด ที่ศาลปกครองสงขลากำหนดค่าเสียหายให้ผู้ฟ้องคดีทั้งสองคนละ 250,000 บาทนั้น สูงเกินไปหรือไม่ เห็นว่า

ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองถูกควบคุมตัวเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดเพียง 2 วัน เมื่อพิจารณากฎกระทรวงดังกล่าวข้างต้น ซึ่งกำหนดค่าขาดประโยชน์ทำมาหาได้ในระหว่างที่ไม่สามารถประกอบการงานได้ตามปกติ ให้จ่ายในอัตราวันละไม่เกิน 200 บาท ดังนั้น จึงเห็นควรกำหนดค่าเสียหายในส่วนนี้ให้ผู้ฟ้องคดีทั้งสองคนละ 400 บาท (กฎกระทรวงกำหนดให้จ่ายวันละ 200 บาท เป็นระยะเวลาไม่เกิน 1 ปี)

รวมค่าเสียหายที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ต้องชดใช้แก่ผู้ฟ้องคดีที่ 1 และที่ 2 เป็นเงินคนละ 45,400 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ฟ้องคดีทั้งสอง

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมคดีได้ที่:

สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน : 02-6930682

จันทร์จิรา จันทร์แผ้ว ทนายความ : 083-9072032

For immediate release on 14 January 2015

Public Statement

A summary of the statement by the commissaire du gouvernement during the first hearing on torture against Yala students

Note: The conclusion made by the commissaire du gouvernement is not a verdict made by the Court and it bears no obligation on the verdict to be delivered after the trial and a copy can be obtained by either of the parties. A following summary may thus contain some inaccuracies and it is not purported for any further reference.

On 13 January 2015, the Supreme Administrative Court conducted the first hearing at Court Room 12, 3rd Floor of the Supreme Administrative Court in case between Mr. Isama-ae Tae, plaintiff no.1 and Mr. Amizi Manak, plaintiff no.2 V. the Royal Thai Army, defendant no.1 and Ministry of Defense, defendant no.2 concerning the invocation of the 1914 Martial Law Act by the military to hold the two students from Yala Rajabhat University in custody.

The judges with the commissaire du gouvernement were present with the plaintiffs no.1 and 2 and their legal representatives plus a group of 15 friends and relatives from the three Southern Border Provinces in the court room. The plaintiff no.1made his oral statement affirming the fact that he had been subject to an act of torture and physical assault committed by the military officials as supported by a letter of certificate from a medical doctor and asked the Court to order a payment of damages for the physical assault and the act of torture invoking Section 32 of the 2007 Constitution of the Kingdom of Thailand. It was followed by a conclusion of the case orally and with a written statement made by the commissaire du gouvernement, which can be summarized as follows;

(1) First section, whether the military officials were authorised to hold in custody the plaintiffs since the beginning or not, the commissaire du gouvernement opined that;

As for the power to hold a person in custody, it is decided that the military officials had the power to hold the persons in custody. Even though the two plaintiffs argued in their submitted motion that the military officials had failed to produce to the Court evidence they had claimed to find in the house of the plaintiffs including the Ministry of Defence’s Ministerial Regulation regarding the designation of firearms that warrant permission, information about weapons, documents concerning the unrest situation, photos of the operations of officials, photos of the police officials from Yala Muang Police Station, photos of how to make a Claymore anti-personnel mine and files containing data of various kinds of explosives, but given that there were people under arrest warrants staying in the residence of the two plaintiffs at the time, it sufficed it for the military officials invoke the legal power to conduct a search and to hold the two plaintiffs in custody.

Second section, the holding in custody by the military officials invoking Section 15 bis of the 1914 Martial Law Act which provides for a detention no longer than seven days, but in reality the two plaintiffs had been held in custody for altogether nine days. Therefore, the act of the officials was unlawful and was an infringement on the rights of the two plaintiffs. The defendant no.1 argued that during the holding in custody, new evidence emerged and it had prompted them to lengthen the detention of the two plaintiffs. The Court found the argument unreasonable since they were obliged to act in accordance with the law. Also, the defendant claimed they should not be held liable invoking Section 16, the Court decided that the act that warrants immunity as per Section 16 must be the one that has been conducted lawfully. Since the holding in custody has taken place longer than the time permitted by the law, the act could not be considered legal and shall not warrant any immunity as far as Section 16 is concerned. And therefore, the act was an infringement on the two plaintiffs.

(2) Whether the two plaintiffs should be awarded the damages as per the request in the plaint or not? The Court decided that even though the Administrative Court may apply Section 438 of the Civil and Commercial Code mutatis mutandis and determine the compensation proportionate to the gravity of the infringement. But given that there is an existing Ministerial Regulation to determine the procedures, methods, and rates of compensation to be awarded to aggrieved parties and the accused in criminal cases B.E. 2546, in (3), which has been issued by the virtue of the Act for the Granting of Compensation to Aggrieved Parties and the Accused in Criminal Cases B.E. 2544 (2001), a law which purports to provide remedies and to ensure social justice, and it can be applied in the case to provide for justice of both the plaintiffs defendants. The Court also deemed that it has been settled that during the holding of the two plaintiffs for interrogation, injuries sustained on the body of the plaintiff no. 1 have occurred while he was held in custody by the government agency and it has been proven that while conducting the interrogation, the officials have inflicted the injuries on the plaintiff. That the Songkhla Administrative Court ruled that it was an infringement was already correct, but this Court deemed that the verdict of the Songkhla Administrative Court failed to determine the correct damages that should be awarded. Therefore, the Court decided to alter the verdict of the Songkhla Administrative Court and ordered the defendant no. 1 to provide compensation as required by the aforementioned Ministerial Regulation including 30,000 baht each for medical expense and physical and mental rehabilitation (the Ministerial Regulation stipulates that actual expenses shall be covered, but not more than 30,000 baht and not more than 20,000 baht for physical and mental rehabilitation). As for the damages stipulated in Section 32 of the Constitution, it is cited in 3 (4) regarding other compensation to provide for 15,000 baht each (the Ministerial Regulation provides that no more than 30,000 baht can be paid as compensation.)

(3) That the defendant no.1 argued that they were ordered by the Songkhla Administrative Court to provide the compensation for the amount of 250,000 baht each for the holding in custody of the persons longer than the time permitted by the law and that the compensation was too high or not. This Court deemed that since the two plaintiffs had been held in custody two days longer than the time permitted by law and in light of the aforementioned Ministerial Regulation which determines the compensation for the lack of opportunity to earn one’s living for not more than 200 baht per day, therefore, this Court deemed that the plaintiffs should be awarded the compensation on this regard for 400 baht each (the Ministerial Regulation provides for paying the compensation for 200 baht per day for not longer than one year).

In total, the defendant no.1 is obliged to provide the two plaintiffs with 45,400 baht each plus 7.5% interest per annum from the day the complaint has been filed until all the expenses are paid off.

For more information, please contact:

Human Rights Lawyers Association (HRLA): 02-6930682


สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน (สนส.)
โทรศัพท์ /แฟ๊กซ์ : 02-6930682
อีเมล์ : hrla2008@gmail.com
http://www.naksit.org
………………………………………………..
Human rights Lawyers Association (HRLA)
email : hrla2008@gmail.com tel/fax : 02-6930682
http://www.naksit.org

Read Full Post »

For English please scroll down

สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน

เผยแพร่วันที่ 12 มกราคม 2558

ใบแจ้งข่าว

ศาลปกครองสูงสุดนัดนั่งพิจารณาคดีครั้งแรก คดีนักศึกษายะลาถูกซ้อมทรมาน

วันที่ 13 มกราคม 2558 เวลา 09.30 น. ศาลปกครองสูงสุดนัดนั่งพิจารณาคดีครั้งแรก ที่ศาลปกครองสูงสุด ชั้น 3 ห้องพิจารณาคดีที่ 12 ในคดีระหว่างนายอิสมาแอ เตะ ผู้ฟ้องคดี ที่ 1 และนายอามีซี มานาก ผู้ฟ้องคดีที่ 2 กับ กองทัพบก ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และกระทรวงกลาโหม ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 กรณีการใช้อำนาจตามพระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พ.ศ.2457 ของเจ้าหน้าที่ทหารในการควบคุมตัวนักศึกษามหาวิทยาลัยสถาบันราชภัฎยะลา ซึ่งในวันนั่งพิจารณาคดีครั้งแรกคู่กรณีทั้งสองฝ่ายมีสิทธิยื่นคำแถลงการณ์เป็นลายลักษณ์อักษรต่อศาลและสามารถขออนุญาตศาลเพื่อแถลงด้วยวาจาได้ และในวันนั่งพิจารณาคดีครั้งแรกนี้ตุลาการผู้แถลงคดีจะชี้แจงหรือเสนอคำแถลงการณ์ด้วยวาจาต่อองค์คณะด้วย

คดีนี้ผู้ฟ้องคดีทั้งสองได้ยื่นฟ้องกระทรวงกลาโหมและกองทัพบก ให้รับผิดชอบในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ในจังหวัดภาคใต้ซึ่งอยู่ในสังกัดของตนที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ประชาชน ตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 เนื่องจากการทำร้ายร่างกายและการซ้อมทรมาน โดยเจ้าหน้าที่ทหารพรานและเจ้าหน้าที่ทหารจากหน่วยเฉพาะกิจที่ 11 ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐและเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสอง ผู้ฟ้องคดีทั้งสองจึงฟ้องเรียกค่าเสียหายเป็นค่ารักษาพยาบาลจำนวน 5,000 บาท เครื่องคอมพิวเตอร์ของผู้ฟ้องคดีที่ 1 จำนวน 1 เครื่อง เป็นเงิน 25,000 บาท โทรศัพท์เคลื่อนที่ของผู้ฟ้องคดีที่ 1 ราคา 6,000 บาท และของผู้ฟ้องคดีที่ 2 ราคา 12,000 บาท ค่าเสียหายจากการถูกทำร้ายร่างกายและการใช้ชีวิตอย่างปกติสุขเป็นเงิน 200,000 บาท และค่าเสียหายจากการถูกควบคุมตัวทำให้สูญเสียเสรีภาพและชื่อเสียง คิดเป็นเงินคนละ 500,000 บาท และค่าเสียหายจากการที่ทำให้ต้องเสียศักดิ์ศรี ถูกดูหมิ่นจากเพื่อนบ้านและเพื่อนนักศึกษาคิดเป็นเงินคนละ 500,000 บาท และค่าเสียหายจากการฟ้องต่อศาลเพื่อให้ระงับหรือเพิกถอนการกระทำของเจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองตามรัฐธรรมนูญ คนละ 500,000 บาท

เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2554 ศาลปกครองสงขลาได้อ่านคำพิพากษาคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายระหว่างนายอิสมาแอ เตะ ผู้ฟ้องคดี ที่ 1 และนายอามีซี มานาก ผู้ฟ้องคดีที่ 2 กับ กองทัพบก ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และกระทรวงกลาโหม ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 โดยพิพากษาให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 (กองทัพบก) ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้ฟ้องคดีทั้งสอง โดยชำระเงินแก่ผู้ฟ้องคดีที่ 1 จำนวน 255,000 บาท และผู้ฟ้องคดีที่ 2 จำนวน 250,000 บาท เนื่องจากควบคุมตัวไว้เกินกำหนด 7 วันตามพระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พ.ศ.2457 อีกทั้งเป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายพิเศษอันเป็นกฎหมายที่ลิดรอนสิทธิของบุคคลอื่น จึงควรต้องใช้ด้วยความระมัดระวังและต้องแก้ไขเยียวยาความเสียหายให้แก่บุคคลซึ่งรับผลดังกล่าว กรณีเจ้าหน้าที่ใช้กำลังทำร้ายผู้ฟ้องคดีทั้งสองในระหว่างการจับกุมและควบคุมตัว ผู้ฟ้องคดีที่ 1 ได้ยื่นพยานหลักฐาน จึงน่าเชื่อว่าบาดแผลตามที่แพทย์วินิจฉัยไว้เกิดจากการกระทำของเจ้าหน้าที่ ดังนั้นผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 จึงต้องรับผิดชอบชดใช้ค่ารักษาพยาบาลให้แก่ผู้ฟ้องที่ 1 จำนวน 5,000 บาท ส่วนผู้ฟ้องคดีที่ 2 ไม่ปรากฏพยานหลักฐานใดๆ ว่าถูกการกระทำร้ายร่างกาย ศาลจึงไม่อาจกำหนดค่าเสียหายในส่วนนี้ได้ ส่วนคำขออื่นให้ยก และให้ยกฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 (กระทรวงกลาโหม)

ปัจจุบัน รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ได้ถูกถูกยกเลิกโดยประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 5/2557 เรื่องการสิ้นสุดชั่วคราวของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ลงวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 แต่สิทธิเสรีภาพและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของประชาชนที่ได้รับการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญก็มิได้สิ้นสุดลงด้วยแต่อย่างใด โดยรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 มาตรา 4 บัญญัติว่า “ภายใต้บังคับบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้ ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิ เสรีภาพและความเสมอภาค บรรดาที่ชนชาวไทยเคยได้รับการคุ้มครองตามประเพณีการปกครองประเทศไทยในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และตามพันธกรณีระหว่างประเทศที่ประเทศไทยมีอยู่แล้ว ย่อมได้รับการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญนี้”

ดังนั้น สิทธิเสรีภาพและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และการได้รับการเยียวยาของผู้ฟ้องคดีทั้งสองจากการถูกซ้อมทรมาน ยังคงได้รับการคุ้มครองโดยตรงตามอนุสัญญาต่อต้านการทรมานและการปฏิบัติหรือการลงโทษอื่นที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือที่ย่ำยีศักดิ์ศรี : Convention against Torture and Other Cruel, Inhuman or Degrading Treatment or Punishment (CAT)

แม้เหตุในคดีนี้จะเกิดก่อนที่รัฐธรรมนูญจะถูกยกเลิกโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ แต่คำขอท้ายฟ้องของผู้ฟ้องคดีทั้งสองบางส่วนเป็นการขอให้เยียวยาความเสียหายตามรัฐธรรมนูญมาตรา 32 วรรคห้าโดยตรง เมื่อรัฐธรรมนูญถูกยกเลิก จึงเป็นข้อน่าพิจารณาอย่างยิ่งว่าตุลาการผู้แถลงคดีจะพิจารณาข้อกฎหมายข้างต้นออกมาในลักษณะใด

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมคดีได้ที่:

สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน : 02-6930682

จันทร์จิรา จันทร์แผ้ว ทนายความ : 083-9072032

ผู้ฟ้องคดีไม่เห็นพ้องด้วยกับคำพิพากษาบางส่วน จึงได้ยื่นอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุด เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม2554 โดยมีประเด็นการอุทธรณ์ปรากฏตามลิงค์ https://voicefromthais.wordpress.com/2012/02/10/2012_02_10-yala-students-cases_defendents-and-plaintiffs-appealed-on-the-administrative-court-decision-thai/

ติดตามข้อมูลคดีเพิ่มเติมได้ที่

http://naksit.org/index.php/allcases

For immediate release on 12 January 2015

Public Statement

First hearing on torture against Yala students by the Supreme Administrative Court

On 13 January 2015, 09.30am, the first hearing by the Supreme Administrative Court will be held at Court Room 12, 3rd Floor of the Supreme Administrative Court in case between Mr. Isama-ae Tae, plaintiff no.1 and Mr. Amizi Manak, plaintiff no.2 V. the Royal Thai Army, defendant no.1 and Ministry of Defense, defendant no.2 concerning the invocation of the 1914 Martial Law Act by the military to hold the two students from Yala Rajabhat University in custody. During the first hearing, both parties are entitled to submit their written statements to the Court and may ask for permission to read them out. Also, on the same occasion, the Commissaire du gouvernement or the Judge who make the conclusions will explain the case matters or may deliver a statement to the quorum of judges.

The two plaintiffs have filed a lawsuit against the Ministry of Defense and the Royal Thai Army to hold officials deployed in the Southern Border Provinces under their charge to justice for having inflicted damages to people as per the 1996 Tortuous Liability of Officials Act and to provide compensation for the physical abuse and torture inflicted on them. The physical abuse was conducted by the rangers and military officials from Taskforce 11 who were state officials and were under the charge of the two defendants The two plaintiffs demand 5,000 baht for medical expense and 25,000 baht to compensate for a set of computer belonging to plaintiff no.1, 6,000 baht for the mobile phone belonging to plaintiff no.1 and 12,000 baht for the mobile phone belonging to plaintiff no.2, 200,000 baht for damages from physical abuse and disruption of peaceful living, and 500,000 baht each as damages from being deprived of liberty and the disrepute and another 500,000 baht each for being slighted and discredited among neighbors and fellow students as well as 500,000 baht each for expenses incurred from bringing the case to the Court to stall or annul the act of the two defendants as per the Constitution.

Previously, on 22 November 2011, the Songkhla Administrative Court delivered a decision on alleged breaches committed by administrative agencies or state officials against Mr. Isama-ae Tae, plaintiff no.1 and Mr. Amizi Manak, plaintiff no.2 who brought the case against the Royal Thai Army, defendant no.1 and Ministry of Defense, defendant no.2. The Court instructed the defendant no.1 (Royal Thai Army) to award compensation to the two plaintiffs including 255,000 baht for plaintiff no. 1 and 250,000 baht for plaintiff no. 2 as they had been held in custody longer than seven days as provided for by the 1914 Martial Law Act. In addition, the exercise of power invoking special laws which deprives the rights of other persons must be made carefully and remedies must be provided to those affected by the laws. The officials were alleged to have committed physical assault against the two plaintiffs during the arrest and custody. The plaintiff no.1 presented evidence which was believed to be wounds sustained from the act of the officials and certified by the physician. Therefore, the defendant no.1 is obliged to provide for medical expense of the plaintiff no.1 for the amount of 5,000 baht. Since the plaintiff no.2 presented no evidence to prove that he had been physically abused, the Court could not determine any compensation for him. Other requests were dismissed and the defendant no.2 (Ministry of Defense) was also acquitted.

At present, the 2007 Constitution has been revoked by the National Council for Peace and Order (NCPO) Announcement no. 5/2557 regarding the termination of the Constitution of the Kingdom of Thailand dated 22 May 2014. Despite that the upholding of the rights, freedom and human dignity of people as provided for by the Constitution still remains obligatory. The Constitution of the Kingdom of Thailand (Interim), B.E. 2557 (2014)’s Section 4 provides that “Subject to the provisions of this Constitution, all human dignity, rights, liberties and equality of the people protected by the constitutional convention under a democratic regime of government with the King as the Head of State, and by international obligations bound by Thailand, shall be protected and upheld by this Constitution.”

Therefore, the rights, freedom and human dignity as well as the right to seek remedies of the two plaintiffs who had been subject to the act of torture continue to be protected, directly by the virtue of the UN Convention against Torture and Other Cruel, Inhuman or Degrading Treatment or Punishment (CAT).

Even though the alleged crime in this case has taken place prior to the revocation of the Constitution by the NCPO, and the request in the case to seek remedies is based on Section 32(5) of the terminated Constitution, it is therefore pertinent as to how the Commissaire du gouvernement would juristically approach the case.

For more information, please contact:

Human Rights Lawyers Association (HRLA): 02-6930682

Ms. Junjira Junpaew, lawyer: 083-9072032

Unsatisfied with part of the decision made by the Lower Administrative Court, the plaintiffs have decided to appeal it with the Supreme Administrative Court on 21 December 2011, and the issues of the appeal are in https://voicefromthais.wordpress.com/2012/02/10/2012_02_10-yala-students-cases_defendents-and-plaintiffs-appealed-on-the-administrative-court-decision-thai/

More information can be found here.

http://naksit.org/index.php/allcases

Read Full Post »

Justice for Peace Foundation (JPF)
Amnesty International Thailand
Union for Civil Liberties (UCL)
Cross Cultural Foundation (CrCF)

Released on 19 Dec 2014

Press Release

On 19 December 2014, the Justice for Peace Foundation (JPF), the Amnesty International Thailand, the Union for Civil Liberties (UCL), and the Cross Cultural Foundation (CrCF) have jointly proposed recommendations to the Permanent Secretary of the Ministry of Justice and the Director General of the Rights and Liberties Protection Department regarding the Draft Prevention and Suppression of Torture and Enforced Disappearance Act B.E….., an attempt to ensure that Thailand’s domestic laws are made in compliance with its international obligations. Through this draft law will realize that, both torture and enforced disappearance are to be criminalized as a serious human rights violation and punishment is provided proportionately to the gravity of the offence. The next reviewing session on the Bill is going to be organized by the Ministry of Justice on 22 December.

The recommendations have determined from a public discussion held to review the Bill and the ensuing brainstorming during 1-2 December at TK Palace Hotel among participants from the Muslim Attorney Centre Foundation (MAC), Duay Jai Group, Lahu Human Rights Network, Patani Human Rights Network, Relatives of Victims of Enforced Disappearance, and representatives from various governmental agencies who were there to learn and give their comments. The seven-page document in Thai containing the recommendations has been produced based on the input and submitted to the Permanent Secretary of the Ministry of Justice and the Director General of the Rights and Liberties Protection Department to ensure that the Bill will be written in response to the incumbent realities in Thailand. In summary, the recommendations are that;

1. An act of torture and enforced disappearance is often inflicted on certain vulnerable and marginalize populations including the ethnic groups, political dissidents such as human rights defenders or those living in area where special laws are imposed to, i.e., crack down on narcotic trafficking, suppress terrorism, or suppress influential persons, etc.

2. Attempts to investigate cases concerning torture and enforced disappearance have often been unsuccessful and no cases have been brought to the justice system. This could be attributed to that the competent authorities often fail to exercise their power independently and impartially, or are not keen on resolving the case or fail to carry out a prompt investigation as a result of the interference made by influential persons. It is therefore important that personnel designated with the mandate to carry out the investigation must have proven expertise and received proper training. They should be able to work professionally and independently in order to garner trust from the victims and their relatives.

3. The examination and treatment of victims of torture must be carried out by medical personnel and psychologists with specialized skills on torture examination. In this Bill, there should also be a framework to determine remediation including compensation and physical and mental rehabilitation and training on Manual on Effective Investigation and Documentation of Torture and Other Cruel, Inhuman or Degrading Treatment or Punishment (Istanbul Protocol) should be provided for all concerned officers including medical personnel.

4. In this Bill, a provision must be made to ensure that the case of enforced disappearance shall be promptly, impartially and effectively investigated in order to bring to justice the perpetrators even though the disappeared person even we could not be found and no part of his or her body. It must be recognized that the right to know the facts regarding the plight of the victim must be respected.

5. The current Bill still lacks effective and clear guidelines regarding witness protection. It should be made clear in the Bill that the officials designated to provide witness protection must not come from the same agency which has been accused of committing either the torture or enforced disappearance. This is to ensure that no perpetrator can influence witness protection mechanism.

6. The Bill is still made an exception to allow a denial of request by the relatives or other people for information in relation on holding a person in an undisclosed place, if the information could have given rise to harm to the person and hinder criminal investigation. Such concealment of information can contribute to risk of an act of torture and enforced disappearance. Such a waiver and restriction is conflicting to the absolute prohibition against torture and enforced disappearance and it should be reconsidered.

7. According to international law, a systematic act of torture and enforced disappearance constitutes a crime against humanity. Neither a waiver of punishment nor an amnesty can be offered even during the time an emergency situation is declared.

8. Access to legal support should be promoted among the victims and their relatives. Therefore, the Bill should spell out guidelines through which the persons can have access to help from the Justice Fund and to bring their cases to the Court. This will ensure access for all among the victims who want to pursue the justice process.

For more information, please contact

Angkhana Neelapaijit, JPF phone 084-7280350

Pornpen Khongkachonkiet , CrCF Phone 02-6934939

25571219-191109.jpg

25571219-191208.jpg

Read Full Post »

http://www.lepetitjournal.com/bangkok/societe/actualite/201926-cross-cultural-foundation-la-situation-des-droits-de-l-homme-en-thailande-etait-meilleure-au-debut-des-annees-2000-qu-aujourd-hui

On the occasion of the International Day of Human Rights ( 10 December 2014 ) , Ghislain Fishmonger met for Lepetitjournal.com Pornpen Khongkachonkiet ( Noi ) , director of the Thai Association Cross Cultural Foundation. This Thai strives daily to promote and protect human rights in the Kingdom and is concerned about the current situation

Thai born in Bangkok , I am 43 years old , single, no children . I am currently executive director of the association crosss Cultural Foundation. I work in the Thai association based in Bangkok since 2005. I work in the field of human rights, law and development for almost 15 years and have collaborated with Forum Asia . I hold a degree in social sciences from the University of Silapakorn and an MA in History from Thammasat University .

This is a non-governmental organization (NGO) that is Thai for the protection , promotion and evaluation of human rights in Thailand. While we work in partnership with other NGOs such as the Konrad Adenauer Stiftung Foundation , the Center of Muslim Lawyers , the Association for the Prevention of Torture , the International Federation of Human Rights , Amnesty International Thailand , the Union for Civil Liberty , and with institutional bodies such as the Committee on human Rights of ASEAN, that of Thailand , the High Commissioner for Refugees and the International Commission of Jurists.

But we are independent. The association was founded in 2002 , including Somchai Homlaor , a leading student movements against repression in 1973 and 1976 , became one of the most active advocates human rights of the kingdom during the 80s and 90s . He is a lawyer and now a member of the Committee on law reform.

What are the ways of your association?
They are modest. Our team consists of 5 persons at headquarters in Bangkok (one director , two administrative and two lawyers ) and we have correspondents in the field , or small local associations or local volunteers that we pay on time. Our annual budget is about 10 million baht . The funds come from the Thai institutions ( Ministry of Justice , Commission on Human Rights Committee of the Law Reform ) or foreign partners (embassies, UN , international programs , Open Society).

Our actions aimed at fighting against violations of fundamental rights of citizens , particularly in the Muslim south affected by armed conflict, but not only. We want to improve access to justice for citizens and there is still a great flexibility in this area in the kingdom.
For example , minorities who do not speak the Thai language or speak little ( mountain , tribes, southern Muslims , farmers, refugees, migrant workers, undocumented or stateless persons) are systematically discriminated against, particularly in cases of land dispute , agricultural, real estate, on the rights of their community or their social rights. These populations are present mainly in rural and border areas, but not only. Take the example of Cambodian or Burmese workers in the fishing industry : their rights are violated ; they have no right to social protection or labor law; their bosses are very rarely prosecuted both civil and criminal . These populations are also vulnerable in criminal cases , particularly when the perpetrators are members of government forces. Cross Cultural Foundation is striving to provide legal aid and assistance to these populations. Note role can be decisive because the Thai judicial system is very slow ( serious facts dating from 2004 and 2005 have still not been tried today) and difficult to prosecute public officials . So the victims are discouraged and no longer want to take legal action.

Sometimes we get from amicable arrangements during the proceedings that allow at least victims to obtain financial compensation ( illegal employment, abuse, non- payment of wages, damages for unlawful occupation or destruction illegal house) . A victim fund was effectively implemented by the government of Yingluck Shiwanatra .

Our association also encourages victims to defend themselves in court because the strong of Thai society ( people with political, economic or military) do not hesitate to bring charges against the victims who accuse , claims for defamation or dissemination false information. Overall, this leads to discouragement , especially Muslim populations in the South of Thailand : armed incidents , arbitrary arrests, ill-treatment or torture complaints of false accusations , slow pace of justice . All this leads to a great sense of impunity of the powerful and uselessness of justice.

It also organizes say education , information and support to other associations : We offer legal training or support for victims , for lawyers , legal professionals, legal advisors and write textbooks (eg on women’s rights , children’s rights ) . Finally , we carry out advocacy work : for example, we pleaded with the authorities to a deep reform of the police , justice and administration , with better dissemination of standards of human rights. We occasionally got some improvements.

We also conducted a working mobilization and advocacy for the abolition or easing of martial law applied in the Muslim south since 2004 and the Emergency Decree, which has been implemented since 2005. Martial law authorizes the military to detain a person for 7 days without presentation to a judge. Under the emergency decree , the extension of military detention is possible for a period of 30 days. This makes a total of six weeks of holding for without being brought before a judge without charge against you without access to a lawyer , your record , family or doctor . It was only after 6 weeks you are released or brought before a judge to hold a trial. This is a very dangerous law, in complete violation of international conventions ratified by the kingdom. We failed in our advocacy and we are seeing today national consequences today.

That is to say ? How do you connect the situation in the South and that prevailing in the country?
We fought for years for the end of the emergency legislation but people do not feel is not affected by this action. We were told that the situation of armed conflict justified these breaches of the law that the South had particular problems that required these exceptions. Geographical distance , the fact that the local population is Muslim and journalistic coverage sometimes caricatured fed indifference. We see this report today. The emergency legislation that has been ” tested ” and ” refined ” is now used throughout the country to restrict the fundamental rights of all Thais . Martial law which allows detention for seven days is now implemented at national level by the same soldiers who often served in the South and were promoted to national positions since because of their service . This trend is worrying for the future of the kingdom.
In the south, the administrative detention period was used by the police and the military to get information. But this has often led to the collection of misinformation and so after military mistakes, police and even criminal . In total , more than 10,000 people were arrested in this context in the South since 2004. Of course, as in any system without control abuses take place during this period of detention . There is clear evidence of torture and ill-treatment. More than 300 have been documented by us and the Association of Muslim Lawyers . And it is only those documented. There was surely more. This does not mean that the use of torture is common in the Thai army . It is chronic, however, in certain specific units , especially some task force in charge of intelligence, or in paramilitary groups. They attack sometimes journalists, community leaders, miners, defenders of human rights. The army, as a whole, tolerate such practices, or at least does not punish .

How do they react to the military involved allegations of torture and ill-treatment ?

The military suspected of committing such abuses do not just challenge the facts. They consider that it affects their reputation and , more generally, that of the army . Some are determined to act in retaliation. Defamation complaints were filed . Either we defend people , or our employees are directly threatened by these complaints. Cross Cultural Foundation and I are currently subject to a criminal defamation complaint filed in May 2014 by an officer of the paramilitary unit 4 deployed in the south unit that is mentioned in one of our reports to regularly committing abuses. I was heard by the police but no indictment at this stage. It is clear that beyond my personal case , it is to intimidate NGOs working in the field of human rights. If a trial is held , we risk up to two years imprisonment and a 200,000 baht fine.

25571210-172042.jpg

Read Full Post »

ศาสตรจารย์วิทิต มันตราภรณ์ นิติศาสตร์มหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณ์
สิทธิในชีวิต การฆ่านอกระบบกฎหมาย บทบาทของตุลาการ
วันที่ 6 พฤศจิกายน 2557

วันนี้เราไม่มีผู้พิพากษาศาลทหาร ศาลปกครอง ศาลรัฐธรรมนูญในการประชุมของเรา ทำให้เราเห็นว่ามีความจำเป็นต้องรวมทุกฝ่ายเข้าด้วยเพื่อการนำไปสู่การคุ้มครองปกป้องสิทธิฯ

เวลาเราพูดถึงสิทธิในชีวิต การเสียชีวิตที่เกิดขึ้นนอกกรอบกฎหมาย แม้ในกรอบกฎหมายในนามของการประหารชีิวิต ก็ยังมีคำถามว่าเป็นการละเมิดสิทธิในชีวิตหรือไม่ เท่ากับว่าเรากำลังพูดถึง คำว่า blacklists, การตายในสถานที่ควบคุมตัวที่ต้องสงสัย การฆ่าในระหว่างความขัดแย้งทางการเมือง

สิทธิในชีวิต ได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย และไม่มีใครควรถูกพลากชีวิตไปโดยพลการ
ตอนนี้เราพูดถึงการประหารชีวิต ได้รับคำสั่งจากศาลว่าตัดสินโทษประหารชีวิต
ในไทยมีการประหารชีวิตตามกฎหมายตามคำสั่งศาล แต่ไทยเองก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าการประหารชีวิตควรเป็นคดีที่เป็นอาชญกรรมที่ร้ายแรงที่ไม่ควรรวมการค้ายาหรือคดียาเสพติด ประเทศไทยก็ยังไม่มีการยุติโทษประหารชีวิตในคดียาเสพติด แม้ว่าจะยอมรับว่าคดียาเสพติดไม่ใช้คดีร้ายแรงที่สมสัดส่วนในการลงโทษโดยการประหารชีวิต

ในกติการะหว่างประเทศมีหลักการมากมายที่รับร้องสิทธิพื้นฐานนี้ ว่าไม่ควรมีใครถูกฆ่าตายหรือพลากชีวิตไปโดยพลการ

เช่น Code of conduct ระบุว่าจนท.ใช้กำลังได้ แต่ต้องใช้เมื่อจำเป็นเท่านั้น และใช้อย่างสมสัดส่วนและไม่เกินกว่าเหตุ แล้วก็ต้องใช้แนวทางที่ไม่ใช้อาวุธก่อนการใช้อาวุธ การยิงหรือการใช้อาวุธต้องดำเนินการเป็นไปตามขั้นตอน มีการเตือนก่อนว่าจะใช้ความรุนแรง กฎการใช้กำลังต้องสั่งอย่างเป็นทางการ มีระบบการสั่งการเป็นโครงสร้างที่ชัดเจนหรือไม่ หรือให้ใช้อาวุธบางประเภทก่อน แล้วค่อยใช้อาวุธปืนหรืออาวุธรุนแรงอืื่นๆ

การรับคำสั่งการอย่างชัดเจน clear chain of command, มีการแทรกแซงของตุลาการได้หากต้องมีการหยุดหรือห้ามไม่ให้ใช้กำลังไว้ก่อนในบางกรณี เราไม่สามารถส่งให้คนกลับประเทศไปเผชิญกับภัยประหัตประหาร เราต้องมีระบบการไต่สวนการตายหรือการทำการผ่าศพที่เป็นอิสระ และเราต้องการให้มีการชดเชยเยียวยาที่เหมาะสมในกรณีที่มีการละเมิดสิทธิในชีวิต

ถ้าไม่มีการเยียวยาชดเชยในประเทศก็ร้องเรียนผู้แทนพิเศษฯของยูเอ็นได้เพื่อเรียกร้องให้ยูเอ็นเรียกร้องรัฐนั้นๆ ให้ปฏิบัติตามในเรื่องการชดเชยเยียวยาการละเมิดสิทธิในชีวิต
การเรียกร้องสิทธิในการเยียวยาเกิดขึ้นได้ในประเทศโดยการนำคดีเข้าสุ่การพิจารณาในศาลได้หลายประเทศศาลพลเรือน ศาลทหาร ศาลปกครอง ศาลรัฐธรรมนูญ ใครควรขึ้นศาลไหน คดีไหนควรขึ้นศาลไหน ทหารก็ควรขึ้นศาลพลเรือนหาเป็นการกระทำการละเมิดสิทธิในชีวิต เพราะศาลคืออำนาจและอาจเกิดความไม่เป็นธรรม ต้องมีการตรวจสอบกันได้

การสอบสวนคดีการเสียชีวิตในการควบคุมตัวเราต้องเริ่มที่การเปลี่ยนภาระการพิสูจน์ให้เป็นของรัฐ ว่าไม่ได้มีการฆ่าหรือทำให้ตาย มีหลักฐานพยานอะไรที่พิสูจน์ว่า รัฐไม่ได้ทำ
แต่ตอนนี้เรายังใช้วิธีการพิสูจน์ความผิดประเภทนี้แบบอาญาปกติ ให้ญาติพิสูจน์ว่ามีการทำให้ตายในการควบคุมตัว ซึ่งยากมากในบริบทของเรา

มีความท้าทายใหม่ๆ อีกมากมาย ด้วยเช่น การใช้ drones ทำให้เกิดการตาย ที่ไม่จำเป็นหรือไม่ (unnecessary suffering) เป็นการละเมิดสิทธิในชีวิตหรือเปล่า หรือการมีหุ่นยนต์ที่ฆ่าคนได้ไม่ใช่มีแค่ในหนังแล้ว

minisota principle: protocal เรื่อง Burden of proves
ถ้ามีการคำสารภาพของทหารหรือจนท. เราก็สามารถปรับแนวคิดเรื่องการเปลี่ยนภาระการพิสูจน์

ก้าวต่อไป
1. ป้องกันเหตุ
2. ปกป้อง
3. ความรับผิดทางคดี
4. remediation ไม่ใช่แค่เงินค่าชดเชยแต่หมายถึงสิทธิในการรับรู้ความจริง การได้รับคำขอโทษ หรือการยืนยันว่าจะไม่เกิดขึ้นอีก

25571106-131920.jpg

Read Full Post »

> English > News and Events > DisplayNews
9 9 Google +1

Committee against Torture marks the thirtieth anniversary of the Convention against Torture

Committee against Torture

4 November 2014

The Committee against Torture marked today the thirtieth anniversary of the adoption of the Convention against Torture and other Cruel, Inhuman or Degrading Treatment or Punishment, hearing an address by the High Commissioner for Human Rights Zeid Ra’ad Al Hussein and a message from United Nations Secretary-General Ban Ki-Moon. The Committee also held two panel discussions, one on the promotion of the universal ratification of the Convention and another on the implementation of the Convention by States parties.

Zeid Ra’ad Al Hussein, High Commissioner for Human Rights, in his opening remarks said that the Convention against Torture was possibly the most comprehensive and powerful existing instrument of international law but despite the progress, every day and on every continent, women, men and children were deliberately and atrociously tortured by State agents. He stressed continuing challenges to the implementation of the Convention, including the use of unprecedentedly brutal violence against targeted ethnic and religious groups by non-State armed groups and the grim human rights situation of migrants. The Committee should continue its exemplary work in adapting the Convention’s norms to new forms of torture and ill-treatment, including gender-based violence, domestic violence, female genital mutilation and trafficking.

In his message, Secretary-General Ban Ki-Moon said that torture continued across the world with devastating impact on individuals and societies, and stressed the crucial role of civil society in fulfilling the objectives of the Convention against Torture. States should take meaningful steps to eradicate torture and rehabilitate victims; governments had the duty to protect and not oppress people and torture had no place in the society the United Nations was striving to build.

Claudio Grossman, Committee Chairperson, said that all States should ratify the Convention against Torture and should not forget that the absolute prohibition of torture was a norm of customary law. Much remained to be done and the Committee against Torture was particularly concerned about the continuing reports of reprisals against individuals who engaged with treaty bodies.

Essadia Belmir, Committee Vice-Chairperson and moderator of the panel on promoting the universal ratification of the Convention, said that States must overcome their hesitance to ratify the Convention against Torture without reservations and enter into a constructive dialogue with the Committee. It was important to highlight the importance of the Convention against Torture Initiative which encouraged States to ratify the Convention and assisted them in overcoming technical obstacles.

The panellists were Juan Mendez, Special Rapporteur on torture and other cruel, inhuman or degrading treatment or punishment, who addressed the panel in a video message; Carsten Staur, Permanent Representative of Denmark to the United Nations Office at Geneva; Emmanuel Decaux, Chairperson of the Committee on Enforced Disappearances; and Mathew Sands, Legal Adviser, Association for the Prevention of Torture.

Felice Gaer, Committee Vice-chairperson and moderator of the panel discussion on the implementation of the Convention by States parties, said that the challenge today was how to enforce the Convention. Over the years, the Committee had adopted a number of general comments which focused on the implementation of the provisions of the Convention and its Optional Protocol. General comments dealt with issues such as the obligation of States to incorporate the definition of torture in national legislation and investigate all allegations of torture and punish those found guilty, as well as gender-based violence and the seeking of redress by victims of gender-based violence, female genital mutilation, and trafficking.

The panellists in the discussion on the implementation of the Convention by States parties were Mohamed Aujjar, Permanent Representative of Morocco to the United Nations Office at Geneva; Milos Jankovic, Member of the Subcommittee on Prevention of Torture; Mauro Palma, former President of the European Committee for the Prevention of Torture; and Gerald Staberock, Secretary-General of the World Organization Against Torture.

In concluding remarks, Mr. Grossman thanked the panellists, Committee Experts and civil society representatives who had enriched the dialogue today and noted the extraordinary value of the provision in the Convention which allowed individuals to file claims against their States.

Speaking in the discussion today were Brazil, United States, Argentina, Guatemala, France, Germany, Switzerland and China.

The following non-governmental organizations spoke: the International Rehabilitation Council for Torture Victims and the Centre for Civil and Political Rights.

The next public meeting of the Committee will be held at 10 a.m. on Wednesday, 5 November, when it will start its consideration of the sixth periodic report of Ukraine (CAT/C/UKR/6).

Opening Statements

ZEID RA’AD AL HUSSEIN, United Nations High Commissioner for Human Rights, said that 30 years ago the international community, confronted with terrible violations of human rights by military dictatorships, had adopted the Convention against Torture, possibly the most comprehensive and powerful existing instrument of international law. It had strengthened the recognition that torture was a crime so repugnant that its prohibition must be a fundamental norm of international law, binding all States without exception, and it remained one of the few unequivocal obligations that the international community had embraced. The Convention had also established the legal definition of torture and the steps the States must take to eliminate it. Despite the progress made, every day and on every continent, women, men and children were deliberately and atrociously tortured by State agents.

New forms of torture and ill-treatment continued to challenge the Convention: non-State armed groups were using unprecedentedly brutal violence against targeted ethnic and religious groups, and it was essential that accountability for gross human rights violations was established in order to avoid repetition. Secondly, the human rights situation of migrants around the globe was increasingly grim; it was encouraging that the Committee had consistently applied the Convention to those situations and had held that asylum seekers and undocumented migrants should never be detained, or if at all, only as a measure of last resort. Other contemporary forms of torture and ill-treatment included gender-based violence, domestic violence, female genital mutilation and trafficking, and the Committee should continue its exemplary work in adapting the Convention’s norms to such practices and helping victims seek remedies for the injustices they had faced.

BAN KI-MOON, United Nations Secretary-General, in a written message read out by IBRAHIM SALAMA, Director of the Human Rights Treaty Division, Office of the High Commissioner for Human Rights, said that torture continued across the world with devastating impact on individuals and societies. Civil society played a crucial role in fulfilling the objectives of the Convention and the Secretary-General called on States to meet their reporting obligations to the Committee against Torture and take meaningful steps to eradicate torture and rehabilitate victims. Governments had the duty to protect and not oppress people and torture had no place in the society the United Nations was striving to build.

CLAUDIO GROSSMAN, Chairperson of the Committee, in his opening remarks, thanked the High Commissioner for Human Rights and the United Nations Secretary-General and acknowledged the contribution of the Committee Experts to the achievement of the goals of the Convention. Thirty years after the adoption of the Convention, 156 States had ratified the instrument, while positive changes in a number of countries occurred as a result of the consideration of State parties’ reports and the issuance of the Committee’s concluding observations; those changes included the ratification of the Optional Protocol by some countries and the abolition of the death penalty in others. All States should ratify the Convention and should not forget that the absolute prohibition of torture was a norm of customary law. Much remained to be done and the Committee was particularly concerned about the continuing reports of reprisals against individuals who engaged with the Committee. The Committee had undertaken a number of steps to prevent reprisals, including the appointment of a Rapporteur on reprisals, and stressed that it had zero tolerance in dealing with reprisals.

Panel One: Promoting the Universal Ratification of the Convention

Presentation by the Panellists

ESSADIA BELMIR, Vice-Chairperson of the Committee and panel moderator, called on the remaining 39 States to ratify the Convention. Unfortunately, torture and ill-treatment continued and it was the most vulnerable among peoples who were the victims; it was important to state that torture affected not only the victims but also the society that tolerated it. States must overcome their hesitance to ratify the Convention without reservations and enter into a constructive dialogue with the Committee against Torture. It was important to highlight the importance of the Initiative on the Convention against Torture which encouraged States to ratify the Convention and assist them in overcoming technical obstacles.

JUAN MENDEZ, Special Rapporteur on torture and other cruel, inhuman or degrading treatment or punishment, in a video message, stressed that the universal ratification of the Convention had not yet been achieved and it was a question of great concern that torture and ill-treatment had not yet been eradicated, including in the context of the fight against terrorism. The Special Rapporteur expressed his full support to the Convention against Torture Initiative and said that the thirtieth anniversary of the Convention must be used to reinvigorate the commitment and the efforts to eradicate torture. It was important to understand obstacles to the absolute prohibition of torture, and for that a multi-disciplinary and multi-stakeholder approach must be applied.

CARSTEN STAUR, Permanent Representative of Denmark to the United Nations Office at Geneva, said that the prohibition of the use of torture was absolute and that there were no exemptions; it was prohibited in all circumstances, including in a state of conflict or public emergency. The universal ratification of the Convention must be achieved and it was important to understand why some countries hesitated to make this commitment. The Convention against Torture Initiative aimed at universal ratification and implementation of the Convention against Torture within the next 10 years and worked to create renewed attention to the Convention and initiate a dialogue with countries that had still not ratified it. The universal implementation of the prohibition of torture would require a very strong focus on the legal sector in each country over the coming years; police, prosecutors, courts and prisons would largely be at the centre. It would be a major challenge, but the fight against torture was at the heart of the protection of personal integrity and safety, and at the core of their relations with authorities and governments as such.

EMMANUEL DECAUX, Chairperson of the Committee on Enforced Disappearances, said that some 30 States members of the United Nations still were not party to or had not ratified the Convention. Since the Vienna Conference the incentives to ratify the Convention had multiplied and recently the Human Rights Council had introduced a double mechanism to spur ratification of core human rights instruments as a requirement to obtain a seat on the Council. It was not enough to aim for universal ratification of the Convention but to strive to its effective implementation.

MATHEW SANDS, Legal Adviser, Association for the Prevention of Torture, spoke on behalf of MARK THOMSON, Secretary-General of the Association for the Prevention of Torture, saying that governments bore the ultimate responsibility for ensuring international obligations to prevent torture and to address its effects, but it was often civil society organizations which raised awareness of such obligations and which contributed to efforts aimed at ending the practice of torture. The Convention against Torture provided States with detailed provisions which described the essential aspects of effective torture prevention, prohibition, punishment and redress; its ratification demonstrated the willingness of States to end torture and it promoted good governance, the rule of law and security through a system of accountability and international review. Ratification of the Convention against Torture was an important first step in the process to end practices that led to ill-treatment and torture and one which brought with it a number of key benefits.

LAWRENCE MURUGU MUTE, Chairperson of the Committee for the Prevention of Torture in Africa, provided his contribution in writing.

Discussion

Brazil said that it had in place policies on freedom from torture and in 1989 had acceded to the Convention and had created a national system for the prevention and eradication of torture in line with its international obligations. United States said that the Convention against Torture was a core international human rights treaty and affirmed the essential principle that under no circumstances was torture allowed. Argentina had prohibited torture in domestic legislation and said it was vital that States accepted regional and international supervisory mechanisms, including for places of detention. Guatemala was aware of the challenges ahead in the full compliance with the provisions of the Convention against Torture and asked all States to support the important Convention against Torture Initiative. France welcomed the remarkable work done by the Committee and said that combating torture was its priority; torture could not be justified under any circumstances and France would continue to work on its universal prohibition. Germany said it was now time to renew the commitment to combating torture which remained a scourge worldwide, and encouraged States which had not yet done so to ratify the Optional Protocol to the Convention against Torture. The fight against torture was a priority of the human rights policy of Switzerland which remained committed to working towards the universal ratification and effective implementation of the Convention against Torture throughout the world.

Panel Two: Implementation of the Convention by States Parties

Presentation by the Panellists

FELICE GAER, Committee Vice-chairperson and panel moderator, said that the challenge today was how to enforce the Convention; the Committee had adopted a number of general comments which focused on the implementation of the provisions of the Convention and its Optional Protocol. States should incorporate the definition of torture in national legislation, investigate all allegations of torture and punish those found guilty. General comments also addressed the issue of gender-based violence and stated the fact that rules of evidence and procedure must afford equal weight to the testimony of women. The Committee also stated that victims of gender-based violence, female genital mutilation, and trafficking could also come forward and seek redress.

MOHAMED AUJJAR, Permanent Representative of Morocco to the United Nations Office at Geneva, said that the presence of Morocco in the core group of the Convention against Torture Initiative was an additional pledge of the unequivocal and irreversible commitment that Morocco took for the effective promotion and protection of human rights in the context of a strategic vision and a democratic and authentic societal project that placed the preservation of the dignity of the human being and citizen at the centre of the action of the State. In 2013, Morocco decided to accede to the Optional Protocol to the Convention against Torture and its ratification had spurred a profound reflection about the appropriate national preventive mechanism. The National Human Rights Council was fully involved in combating torture and played the role of the national preventive mechanism.

MILOS JANKOVIC, Member of the Subcommittee on the Prevention of Torture, said that the Convention against Torture was exclusively concerned with the eradication of torture and ill-treatment and strived to ensure that all of the 156 States parties of the Convention exercised full jurisdiction over the acts of torture. Countries had clear obligations to investigate all acts of torture and ill-treatment even in the absence of a claim; ending impunity for torture and providing redress to victims was a crucial obligation of each State. Although it had been 30 years since the adoption of the Convention, detainees still faced a number of deficiencies in the procedural safeguards relevant for their protection against torture and ill-treatment. Effective medical and forensic documentation could bring evidence of torture and other ill-treatment to light so that perpetrators might be held accountable, stressed Mr. Jankovic and added that the burdensome lack of resources in the Office of the High Commissioner for Human Rights prevented the Subcommittee on the Prevention of Torture from conducting field visits and so implementing its mandate.

MAURO PALMA, former President of the European Committee for the Prevention of Torture, said that over the past 25 years the field of the Committee’s actions had expanded considerably, also due to the increased number of modalities of deprivation of liberty by a public authority. In their fight against international terrorism, more and more States adopted measures focussed on prolonged police custody, closed their eyes on incommunicado detention in secret places and implemented the expulsion of terrorist suspects to so-called torture countries under diplomatic assurances, so reopening the Pandora’s box and questioning the absoluteness of the prohibition of torture. The preventive system of bodies established at different levels were doing an excellent job to keep this trend under control, but were facing a number of challenges, including the tendency towards less transparent procedures, operations and detentions in the context of the international fight against terrorism, which hindered the positive responsibility of law enforcement officers. Because the credibility of the preventive action against torture was undermined, each time allegations of torture or ill-treatment were not properly investigated and those responsible were not held to account for their actions, impunity for law enforcement officials increased.

GERALD STABEROCK, Secretary-General of the World Organization Against Torture, took up the issue of the implementation gap from the point of view of civil society and took great courage in how civil society had developed over the past 30 years. Torture had many facets but was always a result of policies and laws, which meant that it could be eradicated; the key elements of eradication were a strong legal framework, safeguards and transparency, but the law alone was not sufficient if it did not change the culture of torture – a qualitative change of law must happen. The question of changing institutional cultures and ensuring accountability were of crucial importance and were inter-connected. Nothing prevented better than knowing that there would be sanctions. Re-focusing on accountability required clear political will and commitment, ethical prosecutorial responsibility, and a sea change in the way one looked at accountability and seeing accountability as something positive. Also needed was more evidence-based research on why investigations were hardly ever successful, on factors that impeded investigations and on innovative independent mechanisms of investigations.

Discussion

The International Rehabilitation Council for Torture Victims said that there was an increased focus on putting the victim at the centre of discussion, but action was still missing; the Committee should consider ways to promote the rehabilitation of victims, and ensure that its work was informed by their experiences. China said that it had made important efforts since it had ratified the Convention in 1989 and had made sustained progress in legislation and guaranteeing human rights, justice and institutionalizing civil rights. Centre for Civil and Political Rights raised a number of questions, including the implementation of the Committee’s concluding observations and the adoption of an assessment method to track the implementation.

A Member of Parliament of Uganda and a representative of the National Preventive Mechanism of Torture of Paraguay addressed the meeting in a video message.

Concluding Remarks

CLAUDIO GROSSMAN, Committee Chairperson, thanked the panellists, Committee Experts and civil society representatives who had enriched the dialogue today and noted the extraordinary value of the provision in the Convention that allowed individuals to file claims against their States.

– See more at: http://www.ohchr.org/EN/NewsEvents/Pages/DisplayNews.aspx?NewsID=15249&LangID=E#sthash.aImvMQX4.dpuf

25571105-184558.jpg

Read Full Post »

http://tbinternet.ohchr.org/Treaties/CAT/Shared%20Documents/THA/INT_CAT_NGO_THA_17098_E.pdf

Read Full Post »

« Newer Posts - Older Posts »

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 1,460 other followers