All posts by voicefromthais

มูลนิธิผสานวัฒนธรรม ใบแจ้งข่าว : ศาลจังหวัดหัวหินลงโทษจำคุกจำเลย คดีปล้นทรัพย์นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติจากคำรับสารภาพในชั้นสอบสวน คำรับสารภาพในชั้นสอบสวนเกิดจากการซ้อมทรมาน ห้ามไม่ให้รับฟัง

fresh aquasummit (1)ใบแจ้งข่าว

     ศาลจังหวัดหัวหินลงโทษจำคุกจำเลยคดีปล้นทรัพย์
นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติจากคำรับสารภาพในชั้นสอบสวน
คำรับสารภาพในชั้นสอบสวนเกิดจากการซ้อมทรมาน ห้ามไม่ให้รับฟัง

       เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2561 ศาลจังหวัดหัวหินมีคำพิพากษาคดีหมายเลขดำที่ ทอ.2/2560 ระหว่างพนักงานอัยการจังหวัดหัวหิน โจทก์ นายณัฐวัตร หรือเจมส์ หรือเจมส์หรอ หรือเจมส์หลอ ธนัฏฐิกาญจนา  หรือธนัฎฐิกาญจนา ที่ 1 กับพวกรวมสามคน จำเลย  โดยพิพากษาจำคุกจำเลยทั้งสามคนละ 18 ปี ปรับคนละ 900 บาท คำรับสารภาพของจำเลยที่ 1 ในชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาคดี จึงลดโทษจำเลยที่ 1    คงจำคุก 12 ปี ปรับ 600 บาท

  คดีนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2559 นักท่องเที่ยวชาวอิตาลี และชาวโมรอคโคได้แจ้งความร้องทุกข์ไว้ที่ สภ.สามร้อยยอด ว่าในวันดังกล่าว เวลาประมาณตีสามครึ่งถึงตีสี่.ทั้งสองได้ถูกคนร้ายซึ่งใช้จักรยานยนต์เป็นพาหนะ ร่วมกันทำร้ายร่างกายแล้วปล้นทรัพย์ ณ บริเวณริมถนนปราณบุรี-สามร้อยยอด หมู่ที่ 1 ตำบลสามร้อยยอด อำเภอสามร้อยยอด จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ต่อมาตำรวจชุดจับกุมได้จับกุมจำเลยที่ 1 โดยให้การรับสารภาพและซัดทอดจำเลยอื่น เจ้าหน้าที่จึงจับกุม จำเลยที่ 2 และ 3 ซึ่งให้การปฏิเสธ หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 ปฏิเสธว่าไม่ได้กระทำผิดและได้กลับคำให้การโดยร้องเรียนมูลนิธิผสานวัฒนธรรมว่าตนถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจบางคนในชุดจับกุมซ้อมทรมานให้รับสารภาพ และเพื่อนสาวที่อยู่กับตนในขณะถูกจับกุมก็ถูกชายคนหนึ่งที่ทำงานกับเจ้าหน้าที่ตำรวจลวนลามทางเพศ มูลนิธิฯ จึงได้ส่งเจ้าหน้าที่ของมูลนิธิฯ ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบกรณีร้องเรียนดังกล่าว และพบพยานหลักฐานน่าเชื่อว่าจำเลยที่ 1 ถูกซ้อมทรมานให้รับสารภาพจริง และพยานหลักฐานที่พนักงานสอบสวนนำมากล่าวหาจำเลยทั้งสามมีพิรุธและไม่น่าเชื่อถือ จึงได้ร่วมกับ Innocence Project ให้ความช่วยเหลือจัดหาทนายความให้แก่จำเลยในคดีนี้

ในการพิจารณาคดี ทางนำสืบของโจทก์ไม่พบทรัพย์ของกลางที่ได้จากการปล้นทรัพย์ มีเพียงคำรับสารภาพในชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 และคำให้การของผู้เสียหายที่ 2 ในชั้นสอบสวนและชั้นสืบพยานก่อนฟ้อง ซึ่งในขั้นตอนดังกล่าว ทนายความมูลนิธิฯ และ innocence Project ที่ให้ความช่วยเหลือยังไม่ได้เข้าไปในคดี  โดยคำให้การพยานโจทก์มีข้อพิรุธน่าสงสัยอยู่หลายประการ เช่นคำให้การชั้นสอบสวนและคำเบิกความในชั้นศาลของผู้เสียหายที่ 2  ขัดแย้งกันเอง  พยานโจทก์ซึ่งได้ให้ความช่วยเหลือผู้เสียหายในคืนเกิดเหตุ ก็เบิกความต่อศาลว่าผู้เสียหายทั้งสองมีอาการเมาสุรา

ส่วนจำเลยทั้งสามนำสืบโดยอ้างฐานที่อยู่ โดยมีพยานพยานบุคคลและหลักฐานเป็นกล้องวงจรปิดของโรงแรมซึ่งจำเลยที่ 1 และที่ 3 พักอาศัยอยู่กับพยานซึ่งเป็นหญิงสาวอีก 2 คน ในคืนเกิดเหตุตั้งแต่เวลาก่อนเที่ยงคืนจนกระทั่งถึงเวลา 10 นาฬิกาเศษของวันรุ่งขึ้น  โดยไม่มีภาพปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ที่ 3 ออกไปจากโรงแรมดังกล่าวแต่อย่างใด และพนักงานโรงแรมยังเบิกความยืนยันต่อศาลว่าในคืนเกิดเหตุจำเลยที่ 1 และที่ 3 พักอาศัยอยู่ที่โรงแรมก่อนเที่ยงคืนจนกระทั่งช่วงสายของวันรุ่งขึ้น ส่วนจำเลยที่ 2 มีพยานซึ่งเป็นคนในครอบครัวเบิกความยืนยันฐานที่อยู่

ศาลมีคำพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสาม โดยรับฟังคำรับสารภาพชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 คำซัดทอดของจำเลยที่ 1 ต่อจำเลยที่ 2 ซึ่งให้การปฏิเสธมาแต่แรก โดยเห็นว่าพยานหลักฐานของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ว่าขณะเกิดเหตุอยู่ที่โรงแรมนั้นไม่น่าเชื่อถือ

มูลนิธิผสานวัฒนธรรมและโครงการ Innocent Project ให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายต่อจำเลยที่1และจำเลยที่ 2 นอกจากเนื่องด้วยทั้งสองมีฐานะยากจนแล้ว เราพบว่าคำให้การของจำเลยที่1  ที่ซัดทอดจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 เกิดจากการทำร้ายร่างกายเพื่อให้รับสารภาพ  แม้จะไม่มีหลักฐานทางการแพทย์ที่ตรวจร่องรอยบาดแผลเพราะมีการตรวจร่างกายภายหลังเหตุการณ์ระยะหนึ่ง   การทำร้ายร่างกายเพื่อบังคับให้สารภาพบ่อยครั้งไม่ปรากฏบาดแผลภายนอกจึงต้องการการตรวจพิสูจน์โดยแพทย์นิติเวชที่เชี่ยวชาญไม่ใช่แพทย์อายุรกรรมและเจ้าหน้าที่ฝ่ายพยาบาลของทางราชทัณฑ์ตามที่ในคำพิพากษาได้อ้างว่า ๆ ไม่มีร่องรอยบาดแผลจากการทรมาน

หากศาลกลับระบุในคำพิพากษาว่าการซัดทอดบุคคลหรือคำรับสารภาพที่ถูกทำร้ายร่างกายอยู่ไม่อาจกระทำโดยการโกหกได้นั้นเป็นการกล่าวอ้างที่ขาดหลักการทางนิติจิตเวชศาสตร์โดยไม่มีผู้เชี่ยวชาญมาเบิกความเป็นพยานต่อศาลแต่อย่างไร     คำพิพากษาลดโทษจำเลยที่ 1 แต่เพียงคนเดียวจาก 18 ปี เป็น12 ปี โดยอ้างคำสารภาพประกอบการซัดทอดจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 เป็นประโยชน์ในการพิจารณาคดีจึงเป็นการอ้างที่ขัดกับคำให้การปรากฏในชั้นศาลว่า จำเลยที่ 1 ยืนยันว่าตนเป็นผู้บริสุทธิ์และการซัดทอดเกิดขึ้นเพราะทนความบาดเจ็บจากการถูกทำร้ายร่างกายโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจกลุ่มหนึ่งในชั้นจับกุมไม่ไหว   โดยมีพยานจำเลยรู้เห็นเหตุการณ์ดังกล่าวมาให้การยืนยันสิ่งที่เห็นและได้ยินว่าจำเลยที่ 1 ร้องโอดโอยเพราะได้รับบาดเจ็บในขณะถูกจับกุม  จำเลยทั้งสามเห็นว่าตนไม่ได้รับความเป็นธรรมจากคำพิพากษาดังกล่าวของศาลชั้นต้น จึงจะใช้สิทธิอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลต่อไป

จำเลยทั้งสามเห็นว่าตนไม่ได้รับความเป็นธรรมจากคำพิพากษาดังกล่าวของศาลชั้นต้น จึงจะใช้สิทธิอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลต่อไป

ภายหลังจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาจำคุกและปรับจำเลยทั้งสาม ศาลชั้นต้นส่งคำร้องขอปล่อยชั่วคราวให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาสั่ง โดยศาลอุทธรณ์มีคำสั่งอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวจำเลยทั้งสามโดยกำหนดวงเงินปล่อยชั่วคราวเป็นเงิน 800,000.- บาท เพิ่มจากเดิมที่ศาลชั้นต้นกำหนดวงเงินปล่อยชั่วคราวไว้ 300,000.- บาท โดยไม่ได้ระบุรายละเอียด เหตุผล หรือความจำเป็นในการกำหนดวงเงินที่เพิ่มขึ้นสูงมากดังกล่าว ซึ่งตามข้อบังคับของประธานศาลฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขเกี่ยวกับการเรียกประกันหรือหลักประกันในการปล่อยชั่วคราวผู้ต้องหาหรือจำเลยในคดีอาญา พ.ศ. 2548 ข้อ 6 วรรคสอง กำหนดไว้ว่า  “ในกรณีที่ศาลพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยเกิน ๓ ปี และศาลเห็นสมควรอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวในระหว่างอุทธรณ์ฎีกาได้โดยมีประกันและหลักประกัน หากศาลเห็นว่าสมควรกำหนดวงเงินประกันให้สูงขึ้นจากที่ศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์กำหนดไว้ ก็ให้กำหนดวงเงินประกันเพิ่มขึ้นได้แต่ไม่ควรเพิ่มเกินกึ่งหนึ่ง ซึ่งกรณีดังกล่าวนี้ วงเงินปล่อยชั่วคราวตามข้อบังคับประธานศาลฎีกาจึงไม่ควรเกิน 450,000.- บาท โดยอาจกำหนดต่ำกว่าหรือสูงกว่าจำนวนดังกล่าวได้ แต่พึงอยู่ภายใต้หลักการในข้อบังคับประธานศาลฎีกาฯ ข้อ 4 วรรคสาม ที่กำหนดว่า “ในกรณีที่จำต้องเรียกหลักประกัน ก็ให้พิจารณาว่าหลักประกันนั้นคุ้มกับวงเงินประกันที่กำหนดหรือไม่ โดยให้คำนึงถึงความน่าเชื่อถือของผู้ขอประกัน หลักประกัน และฐานะของผู้ต้องหาหรือจำเลยประกอบด้วย” การกำหนดจำนวนเงินประกันสูงทำให้ หลักทรัพย์ที่จำเลยที่ 2 เคยยื่นไว้ต่อศาลมีมูลค่าไม่เพียงพอ จึงจำต้องขอปล่อยชั่วคราวโดยใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ (กำไล EM) ซึ่งศาลชั้นต้นอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว แต่การติดกำไล EM ที่เท้า อาจทำให้จำเลยที่ 2 ที่ประกอบอาชีพทำประมงประสบอุบัติเหตุแหอวนพันติดกำไล EM ได้

มูลนิธิผสานวัฒนธรรม ให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ตกเป็นเหยื่อของการซ้อมทรมาน ได้ตั้งข้อสังเกตว่า ปัจจุบันมีแนวโน้มการพิพากษาคดีของศาลในหลายคดี ที่ให้น้ำหนักและรับฟังคำรับสารภาพในชั้นสอบสวนเพื่อลงโทษจำเลยมากขึ้น โดยเฉพาะคดีที่กระทำผิดต่อนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศ คดีที่เป็นที่สนใจของสังคม และคดีความมั่นคงที่ศาลรับฟังกระทั่งบันทึกการสอบปากคำผู้ถูกกักตัวตามกฎอัยการศึกและผู้ถูกควบคุมตัวตาม พ.ร.ก. การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ทั้งๆที่บุคคลดังกล่าวยังไม่ตกเป็นผู้ต้องหาแต่อย่างใด คำรับสารภาพดังกล่าวในหลายคดี เกิดจากการถูกทรมาน ข่มขู่ หรือชักจูงโดยเจ้าหน้าที่ ตกอยู่ในภาวะจำยอม  มีปัญหาเรื่องไม่เข้าใจภาษาหรือขาดความเข้าใจกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมทางอาญา ไม่มีทนายความหรือทนายความที่เจ้าหน้าที่จัดให้ขาดความรับผิดชอบหรือขาดประสบการณ์ เกรงใจเจ้าหน้าที่ ทำให้คนจน คนด้อยการศีกษา ผู้ต้องสงสัยว่าเกี่ยวข้องกับคดีนโยบาย คดีความมั่นคง หรือแรงงานข้ามชาติที่ตกเป็นผู้ต้องหาจำนวนมาก ต้องติดคุกทั้งๆที่ไม่ได้กระทำความผิด หรือความผิดที่ตนกระทำไม่ได้ร้ายแรงดังที่ถูกตั้งข้อหา  การที่พนักงานอัยการและศาล รับฟังคำรับสารภาพในชั้นสอบสวนของจำเลย ที่น่าสงสัยว่ามิได้กระทำด้วยความสมัครใจ หรือได้มาโดยมิชอบ ขัดต่อหลักการรับฟังพยานหลักฐานในการพิจารณาคดีที่เป็นธรรม (Fair Trial)

อนึ่ง เป็นที่รับรู้กันทั่วไปว่าคดีที่ผู้ต้องหาหรือผู้ต้องสงสัยถูกเจ้าหน้าที่ซ้อมทรมานเพื่อให้รับสารภาพหรือเพื่อให้ได้ข้อมูลสารสนเทศก์ ยังเกิดขึ้นเป็นประจำ ทั้งในชั้นจับกุมและสอบสวนผู้ต้องหาคดีอาญาและในคดีความมั่นคง ทั้งในจังหวัดชายแดนภาคใต้และคดีการเมืองในที่อื่นๆ แต่เจ้าหน้าที่ที่กระทำผิดมักไม่ถูกลงโทษ ลอยนวลพ้นผิด (Impunity) ทั้งในทางวินัยและทางอาญา ทั้งๆที่ประเทศไทยได้เข้าเป็นภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านการทรมานมาตั้งแต่ปี 2550 แต่จนบัดนี้ประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายอนุวัติการเพื่อปฏิบัติตามพันธกรณีภายใต้อนุสัญญาดังกล่าว ทำให้การสอบสวนและลงโทษเจ้าหน้าที่ที่กระทำผิดไม่ได้ผล

Advertisements

ART IN THE PRISON EP.01 ครั้งที่ 2 กับเรือนจำกลาง จังหวัดระยอง

4THBLVDKICKS (4)ART IN THE PRISON EP.01 ครั้งที่ 2 กับเรืองจำกลางจังหวัดระยอง

มือคู่หนึ่งเอื้อมมาจับที่ไหล่ของผม แล้วลูบลงมาตามตัวล้วงเข้าไปในกระเป๋าเสื้อ และกระเป๋ากางเกงเพื่อเช็คดูความเรียบร้อยก่อนเข้าไปภายในสถานที่ ที่คนทั่วไปไม่อยากเข้ามาสักเท่าไรนักสถานที่จองจำ
และจำกัดเสรีภาพของกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งที่สังคมเรียกพวกเขาว่า ผู้ต้องขัง  นักโทษ หรืออะไรทำนองนั้น
นี่เป็นครั้งที่สองแล้วสำหรับผมที่ได้มีโอกาสเข้าไปในเรือนจำกลางจังหวัดระยอง พร้อมกับอาจารย์ กุ้ง
ศิลปินผู้ที่ถ่ายทอดวิชาความรู้ ด้านงานศิลปะแก่เหล่าผู้ต้องขังของโครงการศิลปะบำบัด ในเรือนจำกลางจังหวัดระยอง หลังจากการตรวจค้นร่างกาย และแลกบัตรเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เจ้าหน้าที่ได้เปิดประตูบานเล็ก ที่เชื่อมระหว่างโลกภายนอก และ โลกหลังลูกกรงเหล็กแห่งนี้

ระหว่างทางเดินไปยังแดนห้าซึ่งเป็นแดน ที่มีการจัดกิจกรรมศิลปะเพื่อการผ่อนคลายผู้ต้องขัง ระหว่างสองข้างทางถูกขนาบด้วยลูกกรงเหล็ก ซึ่งแต่ละฟากฝั่งหลังลูกกรงเป็นลานดินกว้างประมานสนามฟุตบอล มีผู้ต้องขังกำลังวิ่ง และทำกิจกรรมจัดระเบียบแถว กันอย่างแข็งขันท่ามกลางแสงแดดของช่วงสาย ในนี้เขาเรียกกันว่าเข้าฐาน กลุ่มคนเหล่านี้คือผู้ที่มีประวัติกระทำผิดซ้ำ ก่อนจะแยกเข้าแดนจะต้องทำกิจกรรมเข้าฐานเพื่อละลายพฤติกรรมกันเสียก่อน เจ้าหน้าที่เรือนจำตอบคำถามของผม หลังจากเดินต่อมาสักครู่
ผ่านสวนหย่อมไม้พุ่มเตี้ยเล็กๆ เจ้าหน้าที่ก็หยุดอยู่ที่หน้าทางเข้าแดนห้าครู่หนึ่ง เพื่อรอการอนุญาติให้บุคคลจากโลกภายนอกเข้าไปเยี่ยมเยือน ถ้าคุณมีโอกาสได้เข้ามาอยู่ที่นี่… แต่เชื่อเถอะว่าคุณคงไม่อยากเข้ามา
สิ่งแรกที่ได้เห็นก็คงจะเป็นน้ำพุงานปั้นลอยตัวรูปพญานาคขนาดไม่ใหญ่แต่ก็ไม่เล็กเท่าไร ซึ่งบางทีก็มีผู้ต้องขังมากราบไหว้ขอพร เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจที่อ่อนล้า หลังต้องจากลูกเมีย และพ่อแม่มาไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะได้ออกจากที่นี่เสียที ถัดมาก็จะเป็นงานปั้นอื่นๆอีกหลายชิ้นทั้งที่เสร็จแล้วและที่กำลังขึ้นรูปกันอยู่ซึ่งก็ทำโดยผู้ต้องขังเองนั่นแหละ ระหว่างทางเข้ามีกลุ่มผู้ต้องขังชุดดำมาตั้งแถวต้อนรับ และนำทางผมกับอาจารย์กุ้งไปยัง สถานที่ทำการเรียนการสอนซึ่งอยู่บนชั้นสองของอาคารใต้ถุนสูงที่ใช้ทำกิจกรรมของผู้ต้องขัง

ที่ที่เราใช้สอนศิลปะ มีพื้นที่ติดกับโรงนอนของผู้ต้องขังมีเพียงลูกกรมเหล็กั้นเอาไว้เท่านั้น
ทำให้เห็นภายใน…จะเรียกว่าห้องนอนก็คงจะไม่ถูกต้องซะทีเดียว แต่ถ้าไม่ถืออะไรก็พอจะเรียกได้ ถ้ามันสามารถสื่อความหมายถึงสถานที่ที่มีหลังคา และผนังกั้นทำให้เกิดเป็นห้องขึ้นมา เพียงแต่ในที่นี้ไม่ใช่ผนัง แต่เป็นกรงเหล็กที่คล้ายกับไว้ขังสัตว์เท่านั้นเอง ภายในห้องนี้ มีผ้าห่มสีน้ำเงินพับไว้อย่างเป็นระเรียบเรีย
แถวตอนลึก แต่ละกองมีผ้าอยู่สามผืนเห็นจะได้ ห้องนึงก็นอนกันสามสี่ร้อยคน “ก็นอนกันเบียดๆกันแบบนี้แหละครับ ” ผู้ต้องขังรายนึงกล่าว พร้อมกับยกน้ำท่าและขนมทานเล่นมาต้อนรับ เขาดูแลเราดีจนบางครั้งเราก็เกรงใจอยากให้เขาเก็บไว้ทานเองบ้าง  “แขกของหัวหน้าโต ผมก็อยากดูแลให้เต็มที่” รอยยิ้มของผู้ต้องขังทำให้เราใจชื้นขึ้น การมาครั้งนี้ผมได้พูดคุยกับผู้ต้องขังมากขึ้นนิดหน่อยจากที่ครั้งแรก ที่เข้ามานั่งฟัง
อย่างเดียว “ผมไม่ไหวครับ เวลาผมวาดภาพแล้วผมกลัวว่าภาพจะออกมาไม่ดีทำให้ผมปวดหัว ผมเป็นไมเกรนครับตอนนี้ก็รับยาอยู่” หนึ่งในนักเรียนโครงการศิลปะบำบัดที่มาขอลาออกจากโครงการ พูดกับผมด้วยสีหน้ารู้สึกผิดพยายามอธิบายว่าเป็นเพราะตัวของเขาเองที่ต้องการออก ไม่ใช่เพราะผู้สอน ผมขอใช้ชื่อสมมุติเขาว่า เอ็ม แล้วกัน “ แต่ก่อนผมก็ปกติดีนี่แหละครับ จน… เมียเลี้ยว”  ผมพูดคุยกับเอ็ม อยู่ครู่หนึ่ง จึงจับใจความได้ว่า ก่อนเข้ามาอยู่ที่นี่เอ็มมีภรรยาที่คบกันหากับมาหกปีพร้อมทั้งมีลูกด้วยกัน แต่หลังจากเข้ามาอยู่ได้พักนึงก็ถูกภรรยาบอกเลิกโดยให้เหตุผลว่าไม่สามารถรอเขาได้ ในช่วงแรกเอ็มกลายเป็นคนเสียสติ เดินคอตก หลังค่อม พูดคนเดียว เป็นคนคิดมาก ไมเกรน และ โรคซึมเศร้า เวลามีเพื่อนถูกจับเข้ามาในเรือนจำแล้วเล่าเรื่องข้างนอกให้ฟังก็จะอาการทรุดหนัก รับไม่ได้กับเรื่องที่เกิดขึ้นเก็บกดและชอบเก็บไปคิดคนเดียว ไม่มีกำลังใจที่จะทำอะไรต่อ พร้อมทั้งเป็นห่วงว่าลูกจะเป็นยังไง “ ก็ได้หัวหน้าโตนี่แหละครับช่วยไว้ให้กำลังใจ จนอาการผมดีขึ้น ให้คิดถึงหน้าลูก แต่อาการไมเกรนก็ยังไม่หายไปไหนเวลามีอะไรกระทบก็ยังมีอาการตลอด”

มีเรื่องราวอีกมากมายของคนข้างในที่เขาไม่มีโอกาสได้ออกมาบอกกับคนภายนอก ทุกคนที่อยู่ที่นี่มีเรื่องราวและเหตุผลของตัวเอง ซึ่งได้พาพวกเขาเหล่านั้นมาอยู่ที่นี่ เราไม่สามารถรู้ได้ว่าถ้าอยู่ในสภาวะแบบนั้นเราจะตัดสินใจอย่างไร เราจะกลายเป็นคนคิดมากพูดคนเดียวเหมือนเอ็มหรือไม่ มันอาจดูเป็นเรื่องเล็กสำหรับใครหลายๆคน แต่ก็อีกนั่นแหละถ้าเราไม่ได้อยู่จุดเดียวกับเอ็มเราคงไม่เข้าใจ ผมไม่ได้หมายถึงการที่ถูกบอกเลิก เพียงอย่างเดียว แต่หมายรวมถึงเหตุการที่ผ่านเข้ามาทั้งหมดในชีวิตของเขา ที่ผ่านมาหลายครั้งเราใช้ไม้บรรทัดของเราไปวัดความรู้สึกของคนอื่นว่าถ้าเป็นเรา เราไม่ทำแบบนี้หรอก ถ้าเป็นเรานะเราไม่เข้ามาอยู่ในนี้ให้เมียทิ้งหรอก แต่มองกลับกันถ้าเราเป็นเขาหละถ้าเราคือเอ็ม เราโตมาแบบเอ็ม เราอยู่ในสังคมแบบเอ็ม ได้รับการสอนและปัจจัยแวดล้อมทั้งหมดเหมือนเอ็ม ถ้าเราเป็นเอ็ม เราจะเป็นอย่างไรบ้าง และถ้าเราเป็นภรรยาของเอ็ม เหตุผลอะไรทำไมเราถึงต้องเลิกกับคนที่เราคบมาหกปีอีกทั้งยังมีลูกด้วยกัน อะไรบ้างที่หล่อหลอมคนๆนึงให้มาอยู่ที่นี่ ผู้คุมเดินเข้าหมดเวลาทำการเรียนการสอนแล้วเราต้องเดินทางกลับ กรุงเทพมหานคร และปล่อยความสงสัยทิ้งไว้ ที่นี่ รอวันเวลาที่เราจะได้กลับมาถามคำถามนี้กับใครสักคนข้างในนั้นอีก กลับมาฟังเรืองราวของพวกเขานักโทษชายเรือนจำกลางจังหวัดระยอง…..

หมายเหตุ:

โครงการศิลปะบำบัด คือ ส่วนหนึ่งของโครงการนำร่อง ในการฝึกอบรมอาชีพให้ความรู้ด้านงานศิลปะเพื่อเสริมสร้างศักยภาพและสร้างความผ่อนคลายให้กับผู้ต้องขังในเรือนจำ ขอนแก่น คลองไผ่  และระยอง ซึ่งแต่ละเรือนจำ มีเวลาอบรม 2 ครั้งต่อสัปดาห์ เป็นระยะเวลา 3 เดือน โดยที่ มูลนิธิผสานวัฒนธรรม จัดร่วมกับ กลุ่มศิลปิน และทางเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ในเรือนจำดังกล่าว

เมียเลี้ยว คือ เมียเลิกหรือเมียทิ้ง ตอนแรกก็งงอยู่เหมือนกันว่าเราฟังผิดหรือเปล่าแต่ก็ได้ถาม เอ็มว่ามันหมายถึงอะไรก็ได้คำตอบมาตามนี้

Call for attending verdict reading of the case of 14  workers from Narathiwat accused of planning a bomb in Bangkok  

37290234_2163420263692814_923037632106070016_n

call for attending verdict delivery on Budu 14 English

Criminal Black case no. 561/2560

Subject: Call for attending verdict reading of the case of 14  workers from Narathiwat accused of  planning a bomb in Bangkok

 

Defendants: 14 young workers from the Deep South accused of being members of a “secret society” and illegal possession of explosive devices.

 

Verdict delivery date: 25 Sep 2018

 

Court:  Ratchada Criminal Court room 808

 

Detail of the case in Thai: https://voicefromthais.wordpress.com/2018/09/24/%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%9F%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%B3%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B8%9E%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B8%A8%E0%B8%B2%E0%B8%A5%E0%B8%8A%E0%B8%B1%E0%B9%89%E0%B8%99/

 

 

Background of the case:

 

On 10 October 2016, a joint police-military task force raided multiple locations in Bangkok and outskirt areas following reports of a suspected car bombing plot. They arrested at least 50 Malay Muslim people, including 42 men and 8 women. Most of them are Ramkamhaeng University students. The operations were authorized by the NCPO head order issued under Article 44 of the Interim Constitution.

 

 

 

 

 

 

 

 

 

Who are they?

Aged between early 30s to early 20s, most of the arrested students and young workers were released shortly after the raids, but at least 13 faced further detention, including 8 persons at the 11th Military Circle and 6 persons at Hua Mak Police Station at the time of arrest.

 

The detainees are between 20 and 30 years old and from Si Sakhon district of Narathiwat Province in the Deep South; many of them come from the same villages. Economic hardship in the Deep South, partly caused by low rubber price, forced them to travel to Bangkok to find jobs. Most of them ended up working as shop keepers in Bangkok and peripheral provinces.

 

After the arrest, the National Human Rights Commission (NHRC) has assisted them and called for the release of the detainees. The Southern Border Provinces Administrative Centre (SBPAC) supported the families of the arrested students to travel to Bangkok. However, the family members were not given granted any contacted with the detainees.

 

The detainees were later transported and detained at Ingkhayutthaborihan military camp in Pattani’s Nong Chik district and Narathiwat Task Force 46 in Narathiwat province. All of them were released after being detained for 7 days under the Martial Law.

 

About a month later, on 25 November 2016, military officers in the Deep South re-arrested 13 young men after the Criminal Court approved the issuance of arrest warrants against them on charges relating to national security and related charges in Bangkok Criminal Court. [Criminal case no. 561/2560 (2017)]

 

They have been detained at Bangkok Remand Prison since November 2016, now around one year 8 months. The families could not afford to bail them out because the bail amount set by the court is very high. The lawyers have also suggested that the court might not allow those held on national security charges to be bailed out. The Muslim Attorney Center in Bangkok has provided legal assistance to the defendants free of charge.

 

http://englishnews.thaipbs.or.th/10-suspects-apprehended-predawn-raids-hua-mark-ramkhamhaeng/

https://www.chiangraitimes.com/thai-authorities-conduct-massive-raids-following-bomb-alert.html

https://voicefromthais.wordpress.com/2016/10/19/call-for-release-five-individuals-from-arbitrary-detention-immediately-regarding-the-car-bomb-raid-of-people-from-the-southern-border-provinces-who-live-in-bangkok-and-their-further-detention-in-pat/

 

Interview with one of the mother of one of the defendant of this case

 

Mr. A was arrested on 10 October 2017. The day he returned home in Narathivath after two weeks of detention (7 days in Bangkok and 7 days in the deep south), he told me that he was assaulted and beaten while being detained at the 11th Military Circle. When I visited him at Ingkhayutthaborihan military camp, I saw wounds and bruises on his chest, arms, and legs. He was depressed, shaking and barely talked. During the first week after he was released, he suffered paranoia, insomnia, and repeatedly said that he didn’t know how to go on with his life.

 

My son was arrested twice. The first time he was detained at the 11th Military Circle in Bangkok while the second time he was sent to the deep south. I didn’t know that he was arrested. I called him but he didn’t pick up the phone. I had no idea where he was. I couldn’t contact him. He just went missing. I was informed about his arrest three days later. The lawyer said the request to visit him had been approved. Later on, a man, known only as “Dr.J”, who said he works at the Southern Border Provinces Administrative Center (SBPAC), managed to bring us in to visit the detainees. I visited my son for the first time on Tuesday.

 

While being detained at the 11th Military Circle, he was blindfolded all night all day. Sometimes the officers spoke nicely to persuade him to confess, but sometimes they covered his head with a black bag and had him stripped naked. I and Mr. A (one of the 13 defendants) had not given a written statement about these incidents to our lawyers, although we had noted them down.

 

When I met my son, both of us burst into tears. During his one-week detention at the 46th Rangers Task Force in Narathivath, he had never been assaulted.  However, when he was in Narathiwat, he was very scared. When he spoke, he dared not to look at the military captain. All other defendants, except Mr. A, had already confessed. He was told that he could face up to 50 years in jail if he refuses to confess.

 

He once wrote a letter to me from the prison, saying he had never thought that he would be in jail. He had never thought he would have to plead guilty.

 

My son told me that when he was detained at the 11th Military Circle, he was blinded all the time even when he used toilet. His eyes hurt badly when he saw the first light after being blinded for a long time. He was in a state of shock when we met for the first time after he was arrested. When I visited my son, I also met the another defendant who had a trace of wound at his leg. The wound resembled a stapler’s puncture.

 

My son suffered seizures when he was detained at the military camp. He has congenital diseases, including kidney disease. He used to have blood infections and has undergone a brain surgery. When he has seizures at home, we would cover his nose and mouth with a plastic bag to help him breathe. He would recover shortly.

 

My son told me that he was jealous of those who stayed outside [the jail]. After he was released [from the first arrest], I brought him to a psychiatrist in Yala province. When he was at home, he asked to have the lights on throughout the night because the officers threatened to come to our house. So, mom and dad decided to sleep in his room to comfort him at night.

 

My son left home to work in Bangkok and he was named an outstanding employee in that company.  My son told me that an officer told him that he was lucky to have a Thai name because had he bore a Malayu name, he would have faced many more hardships. The 1st defendant could neither speak nor understand Thai language, so he confessed to all charges.

 

Note by CrCF team, Contact person:

CrCF: Pornpen Khongkachonkiet Tel. 0639751757 (Thai-English speaking)

CrCF: Nur-sikeen Yusoh  Tel. 099 6296077  (Malayu -Thai- English speaking)

MAC, Muslim Attorney Center:  Sitipong Chantarawiroj Tel. 089873 1626

นัดฟังคำพิพากษาศาลชั้นต้น คดีระเบิดน้ำบูดู ศาลอาญารัชดา 25 กันยายน 2561 ห้อง 808 เวลา 9.00 น.

คดีระเบิดน้ำบูดู_brief (เผยแพร่ blog) 24 กย 256137290234_2163420263692814_923037632106070016_n

นัดฟังคำพิพากษาศาลชั้นต้น คดีระเบิดน้ำบูดู

ศาลอาญารัชดา 25 กันยายน 2561 ห้อง 808 เวลา 9.00 น.

 

“คดีระเบิดน้ำบูดู” คือชื่อเรียกเหตุการณ์ กวาดจับชายชาวมุสลิมจาก จ.นราธิวาส และ จ.ปัตตานี ที่ที่พักย่านรามคำแหง กว่า 40 คน เมื่อวันที่ 10 ต.ค. 2559  ส่วนใหญ่เป็นเด็กหนุ่มที่ขึ้นมาหางานทำเป็นลูกจ้างรายวันที่กรุงเทพฯ และ จ.สมุทรปราการ เกือบทั้งหมดได้รับการปล่อยตัวหลังจากเสียค่าปรับในความผิดฐานเสพน้ำกระท่อม แต่มี 14 คน ที่ถูกควบคุมตัวต่อหรือถูกจับกุมเพิ่ม เนื่องจากเจ้าหน้าที่สงสัยว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการวางแผนเตรียมก่อเหตุระเบิดที่ย่านรามคำแหงและ จ.สมุทรปราการ

 

ต่อมาทั้ง 14 คน ถูกอัยการสั่งฟ้องในข้อหาร่วมกันเป็นอั้งยี่ ร่วมกันเป็นซ่องโจร และมีวัตถุระเบิดที่นายทะเบียนไม่สามารถออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครองโดยผิดกฎหมาย (คดีดำหมายเลข 561/2560) แต่จากการตรวจค้นห้องพักของจำเลยที่ จ.สมุทรปราการ เจ้าหน้าที่พบเพียงกล่องลังที่ใส่น้ำบูดูและอุปกรณ์ทำข้าวยำเท่านั้น นักสิทธิมนุษยชนและผู้ติดตามคดีนี้จึงเรียกคดีนี้ว่า “คดีระเบิดน้ำบูดู”

 

ประเด็นสำคัญในการเบิกความในชั้นศาลของจำเลยที่ทั้งสิบสี่คนอยู่ที่การถูกซ้อมทรมานขณะถูกควบคุมตัวในค่ายทหารช่วงระหว่างเดือนตุลาคม-พฤศจิกายน 2559 เพื่อให้ยอมรับสารภาพว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการวางแผนก่อเหตุระเบิดในกรุงเทพฯ และ จ.สมุทรปราการ และการบังคับให้ชี้จุดเกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพทั้งที่จำเลยได้ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหาในชั้นสอบสวน

โดยเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงอ้างสาเหตุว่ามีการซ่องสุมและจะก่อเหตุระเบิด ‘คาร์บอม’ จนนำมาสู่การขยายผลจับกุมในจังหวัดสมุทรปราการ และจังหวัดนราธิวาสด้วย พยานหลักฐานมีเพียงกล่องลังที่ใส่น้ำบูดูเท่านั้นที่เจ้าหน้าที่ตำรวจยึดได้จากห้องพัก และต่อมาได้เพิ่มหลักฐานคือสาร PETN ในมือของจำเลยที่ 3

 

นายกิจจา อาลีอิสเฮาะ หนึ่งในทนายความของคดีและเลขานุการมูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิมได้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน[1]ในวันสอบพยานเมื่อเดือนพฤษภาคม ปี 2561 โดยพ.อ.ชัชภณ สว่างโชติ รอง ผอ.ศูนย์สันติวิธี กอ.รมน.ภาค 4 สน ได้เบิกความถึงตอนที่เขาได้รับตัวจำเลยที่ 10-14 มาอยู่ที่ศูนย์สันติวิธีซึ่งมีนโยบายเสริมสร้างความเข้าใจแก่ผู้หลงผิดในมิติศาสนา ซึ่งพยานได้เบิกความที่เป็นประโยชน์แก่จำเลยที่ 10-14 เนื่องจากพยานให้การว่าเชื่อว่าจำเลยทั้ง 5 คนไม่ได้เกี่ยวข้องกับขบวนการแบ่งแยกดินแดนและไม่ได้เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดในคดีนี้ แต่ในทางคดีก็อยู่ที่พนักงานตำรวจว่ามีหลักฐานอะไรอีกนอกเหนือจากนี้   นอกจากนี้พ.อ.ชัชภณ ซึ่งเป็นพยานปากนี้ได้ให้การว่า ทราบว่าจำเลยที่ 10-14 เคยถูกควบคุมตัวที่กรุงเทพฯ แต่ก็ได้รับการปล่อยตัว จากนั้นพ่อแม่ของจำเลยที่ 10-14 ได้ส่งตัวจำเลยที่ 10-14 มาเข้าร่วมโครงการของศูนย์สันติวิธีที่พยานเป็นผู้ดูแลอยู่ ซึ่งตอนนั้นจำเลยที่ 10-14 ก็เชื่อว่าจะไม่ถูกดำเนินคดี แต่พอจำเลยที่ 1-9 ถูกดำเนินคดีเป็นกลุ่มแรก จำเลยที่ 10-14 จึงถูกดำเนินคดีในข้อหาเดียวกันคืออั้งยี่,ซ่องโจร ครอบครองวัตถุระเบิด

 

รายละเอียดของคดี

 

จำเลย 14 คน (ชื่อสีแดงคือจำเลยที่ให้การว่าถูกซ้อมทรมาน)

1.นายตาลมีซีฯ(จำเลยที่ 1)

อายุ 33 ปี อาชีพรับจ้างทั่วไป อ.ศรีสาคร จ.นราธิวาส

2.นายอับดุลบาซิรฯ (จำเลยที่ 2)

อายุ 22 ปี อาชีพรับจ้างทั่วไป อ.ศรีสาคร จ.นราธิวาส

3.นายมูบาห์รีฯ (จำเลยที่ 3)

อายุ 25 ปี อาชีพกรีดยาง อ.ศรีสาคร จ.นราธิวาส

4.นายอุสมานฯ (จำเลยที่ 4)

อายุ 24 ปี อาชีพรับจ้าง อ.ศรีสาคร จ.นราธิวาส

5.นายมีซีฯ(จำเลยที่ 5)

อายุ 21 ปี ชาว อ.ระแงะ จ.นราธิวาส ก่อนถูกจับทำงานเป็น รปภ.ที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในกรุงเทพ

  1. 6. นายปฐมพรฯ (จำเลยที่ 6)

อายุ 21 ปี ชาวอ.จะแนะ จ.นราธิวาส ก่อนถูกจับทำงานเป็น รปภ.ที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในกรุงเทพ  

7.นายอัมรันฯ (จำเลยที่ 7)

อายุ 26 ปี  อาชีพเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย อ.ยะรัง จ.ปัตตานี

8.นายวิรัติฯ  (จำเลยที่ 8)

อายุ 26 ปี เป็นชาว อ.จะแนะ จ.นราธิวาส อาชีพรับจ้างทั่วไป

  1. 9. นายนิเฮงฯ (จำเลยที่ 9)

อายุ 30 ปี อ.ศรีสาคร จ.นราธิวาส อาชีพกรีดยางและรับจ้างทั่วไป

10.นายอัมรีฯ (จำเลยที่ 10)

อายุ 21 ปี อ.ศรีสาคร จ.นราธิวาส อาชีพรับจ้าง

11.นายนุรมันฯ (จำเลยที่ 11)

อายุ 30 ปี อาชีพรับจ้าง อ.ศรีสาคร จ.นราธิวาส

12.นายมูฟตาดิน สาและ (จำเลยที่ 12)

อายุ 20 ปี อ.ศรีสาคร จ.นราธิวาส อาชีพรับจ้าง

13.นายต่วนฮาฟิต ดือมุงกาป๊ะ (จำเลยที่ 13)

อายุ 24 ปี ก่อนถูกจับทำงานเป็นพนักงานร้านอาหารฟาสฟู๊ดที่กรุงเทพ

14.นายมูฮัมหมัดซาการียา ดามุง (จำเลยที่ 14)

อายุ 21 ปี อ.ยะรัง จ.ปัตตานี ทำงานเป็น รปภ.ที่อพาร์ตเมนต์แห่งหนึ่งในกรุงเทพ

 

ลำดับเหตุการณ์การจับกุมและการควบคุมตัว

 

9 ตุลาคม 2559  มีนบุรี กทม.

นายนิเฮง มะยี (จำเลย 9) ถูกตำรวจจับกุมขณะทำงานเป็น รปภ.ที่อพาร์ตเมนต์ย่านมีนบุรี และถูกนำตัวไปที่ สน.มีนบุรี โดยไม่ได้แจ้งข้อกล่าวหา ผ่านไปประมาณ 1 ชม. มีทหารมารับไปที่ มทบ.11

10 ตุลาคม 2559 รามคำแหง กทม.

ตำรวจบุกตรวจค้นและจับกุมผู้ต้องหาที่ห้องพักย่านรามคำแหงช่วงเช้าในข้อหาเสพน้ำกระท่อม หลังถูกจับกุม ถูกนำตัวไปที่ สน.หัวหมาก วันรุ่งขึ้น (11 ต.ค.2559) ถูกนำตัวไปศาลอาญาเพื่อเสียค่าปรับคดีเสพน้ำกระท่อม เวลา 20.00 น. มีเจ้าหน้าที่ทหารมารับตัวจาก สน.หัวหมาก ไปสอบสวนต่อที่ มทบ.11 ถ.นครชัยศรี

1) ตาลมีซี (จำเลย 1) ถูกจับกุมที่ห้องพักของต่วนฮาฟิต (จำเลย 13) ใน ซ.รามคำแหง 53/1

2) อุสมาน (จำเลย 4) ถูกจับกุมที่ห้องพักของต่วนฮาฟิต (จำเลย 13) ใน ซ.รามคำแหง 53/1

3) อัมรี (จำเลย 10) ถูกจับกุมที่ห้องพักของต่วนฮาฟิต (จำเลย 13) ใน ซ.รามคำแหง 53/1

4) นุรมัน (จำเลย 11) ถูกจับกุมที่ห้องพักของต่วนฮาฟิต (จำเลย 13) ใน ซ.รามคำแหง 53/1

5) มูฟตาดิน (จำเลย 12) ถูกจับกุมที่ห้องพักของต่วนฮาฟิต (จำเลย 13) ใน ซ.รามคำแหง 53/1

          6) วิรัติ (จำเลย 8) ถูกจับกุมที่ห้องพักใน ซ.รามคำแหง 49

7) มีซี (จำเลย 5) ถูกจับกุมที่ห้องพักของนายวิรัติ (จำเลย 8) ใน ซ.รามคำแหง 49

8) ปฐมพร (จำเลย 6) ถูกจับกุมที่ห้องพักของนายวิรัติ (จำเลย 8) ใน ซ.รามคำแหง 49

9) มูฮัมหมัดซาการียา (จำเลยที่ 14) ถูกจับกุมที่ห้องพักหมายเลข 108 ใน ซ.รามคำแหง 53/1

10) อัมรัน (จำเลย 7) ถูกจับกุมที่ห้องพักของมูฮัมหมัดซาการียา (จำเลย 14) ซ.รามคำแหง 53/1

17 ตุลาคม 2559 อ.ศรีสาคร จ.นราธิวาส

          -อับดุลบาซิร (จำเลยที่ 2) ถูกเจ้าหน้าที่ทหารพรานจากหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 49 อ.ศรีสาคร จ.นราธิวาส ควบคุมจากบ้านพักใน อ.ศรีสาคร ไปที่ค่ายอิงคยุทธบริหาร จ.ปัตตานี

-มูบาห์รี  (จำเลย 3) ถูกเจ้าหน้าที่ทหารพรานจากหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 49 อ.ศรีสาคร จ.นราธิวาส ควบคุมตัวจากบ้านพักใน อ.ศรีสาคร ไปที่ค่ายอิงคยุทธบริหาร จ.ปัตตานี

พฤษภาคม 2560

          ต่วนฮาฟิต (จำเลย 13) เข้ามอบตัวที่กองปราบปราม หลังจากถูกออกหมายจับ

มีนาคม 2561

มูฮัมหมัดซาการียา (จำเลยที่ 14) ซึ่งเคยถูกจับกุมที่ห้องพักใน ซ.รามคำแหง 53/1 และถูกควบคุมตัวเพื่อสอบสวนที่ มทบ.11 แล้วครั้งหนึ่ง ถูกจับกุมอีกครั้งตามหมายจับที่สถานีรถไฟหาดใหญ่ และถูกพามาแถลงข่าวที่กองปรามปราม

 

ลำดับเหตุการณ์หลังถูกจับกุม

ตุลาคม 2559

หลังจากถูกจับกุมในครั้งแรก จำเลยถูกนำตัวไปสอบสวนที่ค่ายทหาร ได้แก่ มทบ.11 (กรุงเทพฯ),              ค่ายอิงคยุทธบริหาร (อ.หนองจิก จ.ปัตตานี) และหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 49 (อ.ศรีสาคร จ.นราธิวาส) ซึ่งจำเลยส่วนหนึ่งให้การว่าถูกซ้อมทรมานเพื่อให้รับสารภาพในค่ายทหารเหล่านี้ จำเลยถูกควบคุมตัวที่ค่ายทหารประมาณ 1-2 สัปดาห์ เพื่อสอบสวนในข้อหาเตรียมก่อเหตุระเบิด ก่อนจะได้รับการปล่อยตัวระยะสั้นๆ ก่อนจะถูกออกหมายจับและถูกจับกุมอีกครั้ง ช่วงเดือน พฤศจิกายน-ธันวาคม 2559  ยกเว้นต่วนฮาฟิต (จำเลย 13) ที่เข้ามอบตัวพฤษภาคม 2560 และมูฮัมหมัดซาการียา (จำเลย 14) ที่ถูกจับกุมมีนาคม 2561 ทั้งหมดถูกควบคุมตัวที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ นับแต่นั้นมา โดยไม่เคยได้รับการประกันตัว

22 กุมภาพันธ์ 2560

พนักงานอัยการฟ้องตาลมีซี กับพวก รวม 9 คน

16 มิถุนายน 2560

พนักงานอัยการฟ้องอัมรีย์ กับพวก รวม 4 คน

5 เมษายน 2561

พนักงานอัยการฟ้อง มูฮัมหมัดซาการียา

 

พฤษภาคม- 17 กรกฎาคม 2561

ศาลชั้นต้นนัดไต่สวนพยานโจทก์ทั้งหมด 36 ปาก พยานโจทก์ปากสุดท้าย คือ พ.ต.ท.หญิง ดวงมณี พานนาค สารวัตร (สอบสวน) กองกำกับการ 2 กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) ขึ้นให้การเมื่อ 17 กรกฎาคม 2561

31 กรกฎาคม-3 สิงหาคม 2561

ศาลนัดไต่สวนพยานจำเลยทั้งหมด 15 ปาก โดยจำเลยทั้ง 14 คนขึ้นให้การในฐานะพยาน และอีก 1 คนเป็นภรรยาของจำเลย

25 กันยายน 2561

ศาลนัดฟังคำพิพากษา

 

คำให้ของจำเลยเรื่องถูกซ้อมทรมานระหว่างถูกควบคุมตัวในค่ายทหาร

จำเลย 7 จากทั้งหมด 14 คน ให้การต่อศาลระหว่างขึ้นเบิกความในฐานะพยานจำเลยในชั้นศาลว่าถูกข่มขู่ ซ้อมทรมาน โดยเจ้าหน้าที่ทหาร เพื่อให้รับสารภาพระหว่างถูกควบคุมตัวในค่ายทหาร คือ  มทบ.11 (กรุงเทพฯ), ค่ายอิงคยุทธบริหาร (อ.หนองจิก จ.ปัตตานี) และหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 49 (อ.ศรีสาคร จ.นราธิวาส) รูปแบบการซ้อมทรมานและข่มขู่มีทั้งการเอาสายไฟฟ้ามาช็อต ปืนจ่อศีรษะ ใช้รองเท้าบู๊ตทหารทุบที่หลัง ทุบตีที่ศีรษะและลำตัว ล็อกคอ-บีบคอให้หายใจไม่ออก ถีบหน้าอก ใช้เครื่องยิงลวดเย็บกระดาษยิงที่ขา ราดน้ำแล้วน้ำไปขังในห้องที่เย็นจัดเป็นเวลานาน เป็นต้น

หนึ่งในจำเลยยังเปิดเผยชื่อของตำรวจที่มีส่วนในการทำร้ายร่างกายและบังคับให้รับสารภาพด้วย

…………………………..

 

 

[1] https://prachatai.com/journal/2018/05/76920

Joint statement: Drop Charges against Page Administrator and Twelve other Individuals for Posting Alleged Koh Tao Tourist Sexual Assault

26758490_1840186955992597_3676277274502242215_o

Joint Statement

Review and Drop Charges against Page Administrator and Twelve other Individuals for Posting Alleged Koh Tao Tourist Sexual Assault

Pursuant to the media coverage that arrest warrants from Samui Provincial Court, No. 65-77/2561, dated 3rd September 2018, have been issued for the CSI LA Facebook page administrator and other people, totally, twelve individuals, who shared information regarding Samui sexual assault allegation, for dishonesty or deceitfully bringing into a computer system computer data which is distorted or forged, either in whole or in part, or computer data which is false, in such a manner likely to cause damage to the maintenance of national security. The officials have arrested eleven people in the arrest warrants. They could be handed over the inquiry official at Koh Samui, within 5th September 2018.

The arrest warrants were issued after the CSI LA Facebook page posted a message on 25th August 2018, about a 19-year-old British female tourist claimed that she was raped at Sairee Beach, Koh Tao Sub-district, Koh Phangan District, Surat Thani Province, on the night of 26th  June 2018.

Subsequently, on 28th August 2018, police officers surveyed the alleged location. Officials said the information has impacted the country’s tourism images. They also stated they will trigger a litigation against “Samui Times” and “CSI LA” web pages, that spread the news. On 31 August 2018, there was news that the police decided to end an investigation into the rape allegation, because of lack forensic evidence and affidavits that indicated drugged rape, despite the alleged victim has not been introduced to a police inquiry. Finally, the police make a motion for the court to issue the arrest warrants to twelve people as mentioned above.

Government agencies or state officials has the duty to protect people’s human rights without discrimination. Agencies and officials are also subject to scrutiny from the people. Pressing a charge through the police or prosecuting anyone for scrutinizing officials or government agencies’ performance, deliberately to end the investigation or to curb public dissemination on factual information on the alleged crime, while the authority knows that the use of online media is a genuine exercise of the people’s lawful and legitimate rights and that eventually the prosecutor will drop the charge or the court will dismiss the case, is a Strategic Litigation Against People Participation (SLAPP) The action should be considered unauthentic exercise of the right to access justice, or coming to the equity with “unclean hands.”

Making people criminal defendants, by an application for the court issued arrest warrants, requires a strict investigation into the merit of the circumstances, owing to the fact that the process is critical. Also, the officials that made an arbitrary and baseless claim for national security will undoubtedly corrupt the credibility of the authority. Moreover, the judiciary has an obligation to duly and cautiously review the applications for arrest warrants, ensuring that there should be a thorough examination if the fact and the circumstances of the information dissemination will undermine national security, given the 2007 Computer Crimes Act was heavily criticized for being used as a tool to control and block freedom of expression. The easy issuance of an arrest warrant by the judiciary against the people using the online media to express opinions or sharing the content will inevitably result in the people and the public loss of trust and confidence to state agencies, the judicial, and independent organizations. In addition, the police’s initiative to conduct the criminal justice process using the Computer Crimes Act for defamation against the people may be perceived as using criminal justice systems to gag the freedom of expression, which should not happen in a democratic society.

In this case, the undersigned human rights organizations considered that the Royal Thai Police Headquarters’ Commander in Chief has a vital role to supervise his subordinates’ operation. The police officials must focus on the people’s role to assist the authorities in fact-finding and reporting useful information as evidence to bring perpetrators to justice. Ultimately, the practice will collectively promote social justice and sustainable public security.

For these reasons above, the undersigned human rights organizations, have the following recommendations.

  1. Review and drop the prosecution against the twelve individuals, CSI LA page administrator, people who shared the information, and other people who previously criticized government agencies and officials. The use of SLAPP to gag public opinion have negative impacts on the state’s image, moreover, it demonstrates that transparency and check and balance are not possible. SLAPP against the people is incoherence with a democratic approach in the society, that should tolerate free expression, unconstitutional under the Thai Constitution, and violates international obligations.
  2. The police officials and the inquiry officials must treat the accused/the arrestees in conformity with the rights under the Constitution and the Criminal Procedure Code, in particular, the officials must respect the principle of the presumption of innocence, that the accused must not be brought to a press conference, the right to have legal representatives present with them in an inquiry, and the right to provisional release, either with or without collateral.
  3. In the long term, the 2007 Computer Crime Act should be reviewed and revised, both the enforcement and legal provision. The amendment should pay particular attention to Section 14, which is often used as a tool to censor public opinion.

With respect to human dignity and people’s freedom and liberties.

Human Rights Lawyers Association (HRLA)

Cross-Cultural Foundation (CrCF)

Community Resources Center Foundation (CRC)

Union for Civil Liberties (UCL)