All posts by voicefromthais

เปิดตัว ชุดความรู้เรื่องความเป็นธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน วีดีโอ 6 ชุดโดย Asia Justice and Rights (AJAR) เครือข่ายเอเซียเพื่อความเป็นธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน และ มูลนิธิผสานวัฒนธรรม

 

34411591_10217069972525363_592061181624057856_n

ที่มาของโครงการ

Asia Justice and Rights (AJAR)

เครือข่ายเอเซียเพื่อความเป็นธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน

เครือข่ายเอเซียเพื่อความเป็นธรรมในระยะเปลี่ยนผ่านส่งเสริมความริเริ่มในการเรียนรู้และการสร้างองค์ความรู้เกี่ยวกับความเป็นธรรมในระยะเปลี่ยนผ่านในภูมิภาคเอเซีย

 

AJAR เป็นองค์กรสิทธิมนุษยชน มีสำนักงานที่กรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย ทำงานเพื่อเสริมศักยภาพขององค์กรในระดับท้องถิ่นและในระดับชาติในการต่อต้านการลอยนวลพ้นผิดและเสริมสร้างวัฒนธรรมที่เป็นพื้นฐานของความรับผิด ความยุติธรรม และความเต็มใจที่จะเรียนรู้จากสาเหตุอันเป็นรากเหง้าของการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรงในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก โดยสามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับองค์กรได้ที่ http://www.asia-ajar.org.

 

ในประเทศไทยAJAR ทำงานร่วมกับมูลนิธิผสานวัฒนธรรม    มูลนิธิฯก่อตั้งขึ้นในปี  2545 ทำงานส่งเสริมและปกป้องความยุติธรรม และติดตามสอดส่องสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย โดยมีหลักปรัชญาและกิจกรรมมุ่งที่การสร้างความเข้มแข็งให้แก่สิทธิมนุษยชนและการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมในสังคมอย่างยั่งยืน โดยเน้นกลุ่มคนชายขอบ รวมทั้งชนกลุ่มน้อย คนไร้รัฐ แรงงานข้ามชาติและเหยื่อของความขัดแย้ง โดยสามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://voicefromthais.wordpress.com

AJAR’s YouTube channel:

Fact sheet on TRANSITIONAL JUSTICE

ความเป็นธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน

ในช่วงที่ประเทศต้องตกอยู่ในความมืดมิดภายใต้เผด็จการและความขัดแย้ง การละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรงกว้างขวาง โดยที่ความจริงจะถูกปิดบังซ่อนเร้นและถูกบิดเบือน  แม้หลังจากการเปลี่ยนผ่านไปสู่ประชาธิปไตยผู้กระทำความผิดจำนวนมากยังมักได้รับการปกป้องให้ลอยนวลพ้นผิด  ในหลายกรณีพวกเขายังคงอยู่ในอำนาจและใช้อำนาจในการบิดเบือนเรื่องราวของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

 

สถาบันที่มีอำนาจหน้าที่ในการปกป้องคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิเสรีภาพของประชาชนก็อ่อนแอหรือพิกลพิการ ดังนั้นเพื่อที่จะสร้างประชาธิปไตยที่เสรีและมีความรับผิดชอบจะต้องมีการสอบสวนและเผยแพร่ความจริงว่าได้เกิดอะไรขึ้นและต้องนำตัวผู้กระทำความผิดเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ผู้เสียหายต้องได้รับการช่วยเหลือและเชิดชู  ทั้งต้องมีการปฏิรูปกฎหมายและสถาบันต่างๆ เพื่อว่าการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรงกว้างขวางจะไม่เกิดขึ้นซ้ำอีก

 

กรอบความคิดเรื่องความเป็นธรรมในระยะเปลี่ยนผ่านเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยให้เกิดการจัดทำและนำยุทธศาสตร์ไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพกับประวัติศาสตร์ของการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรงกกว้างขวาง  โดยทั่วไปสามารถแบ่งเป็นองค์ประกอบที่สำคัญ 4 ด้านคือ  การค้นหาความจริง    การนำผู้กระทำความผิดมาลงโทษ     การช่วยซ่อมสร้างชีวิตและศักดิศรีของผู้เสียหาย (การชดใช้เยียวยา)  และการสร้างหลักประกันว่าการละเมิดสิทธิ์เหล่านั้นจะไม่เกิดขึ้นซ้ำอีก (การปฏิรูปเชิงสถาบัน) ปัจจัยต่างๆเหล่านั้นต่างเชื่อมโยงและส่งผลต่อกันและกัน ดังนั้นวิธีการที่มีประสิทธิภาพประการหนึ่งคือ การพิจารณาจากองค์รวมแล้วตามมาด้วยการพิจารณาจากด้านต่างๆเพื่อให้เหมาะสมกับแต่ละบริบท   เช่นการพิจารณาถึงความอ่อนไหวทางเพศสภาวะ (Gender) มีความจำเป็นสำหรับการทำความเข้าใจว่าการละเมิดสิทธิมนุษย์ชนนั้นส่งผลที่แตกต่างกันอย่างไรต่อผู้หญิงและผู้ชาย และทำให้แน่ใจถึงการมีส่วนร่วมของผู้ที่ด้อยโอกาสและคนชายขอบด้วยเป็นต้น

อ่านต่อที่ Transitional Justice – THAI3

Advertisements

CrCF ft. other CSOs: Extra-judicial killing: Seeking Justice for Chaiyaphum Pasae and Abe Saemu

36691839_2048281738516450_4757983148673859584_n

งานเสวนาวิสามัญฆาตกรรมและ
ปริศนาความยุติธรรมทางอาญาที่ยังไม่เกิด

องค์กรโพรเทคชั่น อินเตอร์เนชั่นแนล (Protection International) มูลนิธิผสานวัฒนธรรม (Cross-Cultural Foundation) คณะกรรมการนักนิติศาสตร์สากล (International Commission of Jurists) สำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งองค์การสหประชาชาติ (UN Office of High Commissioner for Human Rights – OHCHR) มูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม กลุ่มดินสอสี และองค์กรภาคีเครือข่ายขอเรียนเชิญสื่อมวลชนและประชาชนทั่วไปเข้าร่วมงานเสวนาเชิงวิชาการและงานนิทรรศการศิลปะ เรื่อง วิสามัญฆาตกรรมและปริศนาความยุติธรรมทางอาญาที่ยังไม่เกิด: คดีนายชัยภูมิ ป่าแส และนายอาเบ แซ่หมู่ ในวันเสาร์ที่ 14 กรกฎาคม 2561 ณ สำนักกลางนักเรียนคริสเตียนสถานีบีทีเอสราชเทวี เวลา 13.00 น. เป็นต้นไป

การวิสามัญฆาตกรรม หมายถึง คดีฆาตกรรมซึ่งความตายเกิดขึ้นโดยการกระทำของเจ้าพนักงานซึ่งอ้างว่าปฏิบัติราชการตามหน้าที่ หรือเสียชีวิตในระหว่างอยู่ในความควบคุมของเจ้าพนักงานซึ่งอ้างว่าปฏิบัติราชการตามหน้าที่ โดยเมื่อทราบหรือควรทราบถึงการเสียชีวิตในลักษณะดังกล่าวแล้ว หน้าที่สืบสวนสอบสวนของรัฐเพื่อพิจารณาว่าการกระทำและปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่นั้นเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่จะเริ่มต้นขึ้นทันที โดยการสืบสวนสอบสวนดังกล่าวต้องเป็นไปโดนรวดเร็ว มีประสิทธิภาพ เป็นกลาง เป็นอิสระ และโปร่งใส ตามกฎหมายและมาตรฐานทั้งในประเทศและระหว่างประเทศ

หนึ่งในคดีวิสามัญฆาตกรรมที่เกิดขึ้นเมื่อปีที่แล้วและสังคมยังคงให้ความสนใจรวมถึงยังกังขาถึงข้อเท็จจริงในคดีดังกล่าวจนถึงปัจจุบัน คือ กรณีนายชัยภูมิ ป่าแส นักกิจกรรมเยาวชนชาติพันธุ์ลาหู่ ซึ่งถูกเจ้าหน้าที่ทหารที่ตั้งจุดตรวจค้นยาเสพติดบริเวณด่านตรวจบ้านรินหลวง ต.เมืองนะ อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ ยิงเสียชีวิตเมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2560

ความจริงเกี่ยวกับการตายของนายชัยภูมิ ป่าแส ยังคงมีความคลุมเครือ และสร้างความเคลือบแคลงใจให้แก่ฝ่ายญาติผู้ตายและสังคมไทย และตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา มีประเด็นที่ถูกพูดถึงและเรียกร้องมาตลอดจากทางฝ่ายญาติผู้ตายและสาธารณชน คือ การขอให้มีการเปิดเผยภาพจากกล้องวงจรปิดในวันเกิดเหตุ แต่จนถึงปัจจุบันก็ยังไม่ได้มีการเปิดเผยภาพวงจรปิดดังกล่าวแต่อย่างใด

อีกกรณีคือการเสียชีวิตของนายอาเบ แซ่หมู่ ซึ่งถูกวิสามัญโดยเจ้าหน้าที่ทหารซึ่งประจำอยู่ที่ด่านตรวจบ้านรินหลวง ต.เมืองนะ อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2560 หนึ่งเดือนก่อนการวิสามัญฆาตกรรมนายชัยภูมิ ป่าแส โดยเจ้าหน้าที่อ้างว่านายอาเบ จะขว้างอาวุธระเบิดใส่เจ้าหน้าที่ จึงจำเป็นต้องใช้อาวุธปืนยิงสังหารเพื่อป้องกันตัว และนายอาเบมียาเสพติดซุกซ่อนอยู่ในกระเป๋า โดยศาลจะนัดฟังคำสั่งการไต่สวนการเสียชีวิตของนายอาเบ แซ่หมู่ ในวันที่ 26 กรกฎาคม 2561 นี้

จากที่กล่าวมาข้างต้น เครือข่ายติดตามความคืบหน้าคดีวิสามัญฆาตกรรมนายชัยภูมิ ป่าแส มูลนิธิผสานวัฒนธรรม (Cross-Cultural Foundation) องค์กรโพรเทคชั่น อินเตอร์เนชั่นแนล (Protection International) คณะกรรมการนักนิติศาสตร์สากล (International Commission of Jurists) สำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งองค์การสหประชาชาติ (UN Office of High Commissioner for Human Rights – OHCHR) มูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม กลุ่มดินสอสี จึงดำเนินการจัดการเสวนาเชิงวิชาการและงานนิทรรศการศิลปะในครั้งนี้ขึ้นในวันเสาร์ที่ 14 ก.ค.นี้ เวลา 13.00 น.เป็นต้นไปที่สำนักงานกลางนักเรียนคริสเตียนติดกับ BTS ราชเทวี เพื่อพูดคุยแลกเปลี่ยนถึงความคืบหน้าในคดีที่เป็นที่จับตามองในสังคมไทยทั้งคดีนายชัยภูมิ ป่าแส และคดีนายอาเบ แซ่หมู่ และอภิปรายกันถึงภาพรวมสถานการณ์การวิสามัญฆาตกรรมในประเทศไทย หลักกฎหมายและมาตรฐานระหว่างประเทศ และกลไกในกฎหมายไทยทั้งการไต่สวนการเสียชีวิตโดยศาลซึ่งเป็นกระบวนการทางกฎหมายที่เป็นจุดเริ่มต้นแห่งการค้นหาความจริงและการค้นหาสาเหตุของความตายเพื่อพิสูจน์ว่าผู้ตายเป็นใคร ตายที่ไหน ตายเมื่อใด สาเหตุ และพฤติการณ์แห่งความตาย

ปัญหาการจัดการกับพื้นที่เกิดเหตุอาชญากรรม วิธีการชันสูตรพลิกศพ การรวบรวมพยานหลักฐานที่จะนำมาใช้ในการดำเนินคดี การสืบสวนสอบสวน การพิจารณาคดี รวมถึงบทบาทของเจ้าหน้าที่ตำรวจ พนักงานอัยการ และผู้พิพากษาในกระบวนการยุติธรรม สิทธิของญาติผู้เสียชีวิต สิทธิและหน้าที่ของทนายความ รวมถึงความท้าทายในการดำเนินความยุติธรรม เพื่อรวบรวมแนวคิดและหนทางแก้ไขปัญหาต่อไป ทั้งนี้ ในการเสวนาครั้งนี้จะมีญาติและครอบครัวของนายชัยภูมิ ป่าแส และคดีนายอาเบ แซ่หมู่ และวิทยากรผู้เชี่ยวชาญมาบรรยายและแลกเปลี่ยนกับผู้เข้าร่วมงานด้วย

Facebook event: https://www.facebook.com/events/189991761677168/

มูลนิธิผสานวัฒนธรรม ใบแจ้งข่าว: ศาลจังหวัดหัวหินนัดสืบพยานจำเลย คดีสามเยาวชนถูกซ้อมทรมานให้รับสารภาพและตกเป็นจำเลยคดีปล้นทรัพย์นักท่องเที่ยวต่างชาติ นัดสุดท้าย ในวันที่ 5 กรกฎาคม 2561

เผยแพรวันที่ 6 กรกฎาคม 2561

ใบแจ้งข่าว

ศาลจังหวัดหัวหินนัดสืบพยานจำเลย คดีสามเยาวชนถูกซ้อมทรมานให้รับสารภาพ
และตกเป็นจำเลยคดีปล้นทรัพย์นักท่องเที่ยวต่างชาติ
นัดสุดท้าย
ในวันที่ 5 กรกฎาคม 2561

สืบเนื่องจากที่ นายณัฐวัตร หรือเจมส์ ธนัฏฐิกาญจนา จำเลยที่ 1 และนายอดิศักดิ์ หรือเจมส์ สีละมุด จำเลยที่2 กล่าวหาว่า ระหว่างที่ถูกควบคุมตัวโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ ได้ถูกเจ้าหน้าที่บางคนทำร้ายร่างกายเพื่อให้สารภาพว่าตนกับพวกเป็นผู้กระทำผิด กรณีนักท่องเที่ยวชาวอิตาลี และชาวโมรอคโค ได้แจ้งความร้องทุกข์ไว้ที่ สภ.สามร้อยยอด ว่าทั้งสองได้ถูกคนร้ายซึ่งใช้จักรยานยนต์เป็นพาหนะ ร่วมกันทำร้ายร่างกายแล้วปล้นทรัพย์ ในวันที่ 26 กรกฎาคม 2559 ณ บริเวณริมถนนปราณบุรี-สามร้อยยอด หมู่ที่ 1 ตำบลสามร้อยยอด อำเภอสามร้อยยอด จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ต่อมาพนักงานอัยการได้ฟ้องบุคคลทั้งสามเป็นจำเลยในคดีดังกล่าวต่อศาลจังหวัดหัวหินคดีหมายเลขคดีดำที่ ทอ.2/2560 โดยศาลได้ สืบพยานโจทก์ เมื่อวันที่ 20-23 กุมภาพันธ์ 2561 และสืบพยานจำเลยวันที่ 13-15 มีนาคม 2561 แต่ยังไม่แล้วเสร็จ จึงได้เลือนนัดสืบพยานจำเลยอีก 3 ปากมาสืบในที่ 5-6 กรกฎาคม 2561 นั้น

ในวันที่ 5 กรกฎาคม 2561 ทนายความจำเลยทั้งสามได้นำพยานจำเลยเบิกความต่อศาลทั้งหมด 3ปาก ได้แก่ 1 ช่างเทคนิคที่ได้เข้าไปเก็บภาพถ่ายวีดีโอที่สถานที่อยู่ของจำเลยที่ 1 และ3 ในเวลาเกิดเหตุ ซึ่งอยู่กันคนละสถานที่กับที่เกิดเหตุ 2 ประจักษ์พยานซึ่งเป็นเด็กหญิงอายุต่ำกว่า 18 ปี ซึ่งยืนยันว่าตนอยู่กับจำเลยที1 และ 3 ในเวลาเกิดเหตุ ซึ่งเป็นคนละสถานที่กับที่เกิดเหตุ และ 3 เจ้าหน้าที่ตำรวจข้าราชการบำนาญ ซึ่งได้ให้ความช่วยเหลือจำเลยในการแสวงหาความเป็นธรรมจากการถูกดำเนินคดี โดยศาลได้เชิญนักจิตวิทยา เข้ามาพูดคุยและอยู่กับพยานเด็กในห้องที่ทางศาลจัดหาไว้ให้ขณะที่มีการสืบพยานด้วย ตามกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา เป็นอันเสร็จสิ้นการสืบพยานจำเลยทั้ง 3ปาก ภายใน 1 วัน

ทนายความจำเลยแถลงต่อศาลขอส่งคำแถลงปิดคดีภายใน 30 วัน ศาลพิเคราะห์แล้วอนุญาต และมีคำสั่งให้มาฟังคำพิพากษาในวันที่ 19 กันยายน 2561 เวลา 09.00 น. ณ ศาลจังหวัดหัวหิน

มูลนิธิผสานวัฒนธรรม ใบแจ้งข่าว: ศาลจังหวัดปราจีนบุรีเริ่มสืบพยาน คดีนายฤทธิรงค์ฯ เป็นโจทก์ฟ้องคดีอาญา กล่าวหาเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนสอบสวนซ้อมทรมานตน

เผยแพร่วันที่ 5 กรกฎาคม 2561

ใบแจ้งข่าว

      ศาลจังหวัดปราจีนบุรีเริ่มสืบพยาน คดีนายฤทธิรงค์ฯ เป็นโจทก์ฟ้องคดีอาญา

กล่าวหาเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนสอบสวนซ้อมทรมานตน

สืบเนื่องจากคดีหมายเลขดำที่ อ.925/2558 กรณีนายฤทธิรงค์ ชื่นจิตร เป็นโจทก์ฟ้องเจ้าหน้าที่ตำรวจสังกัด กองกำกับการสืบสวน ตำรวจภูธรจังหวัดปราจีนบุรี ว่าเมื่อวันที่ 28 มกราคม 2552 ได้ร่วมกันซ้อมทรมานเพื่อให้ตนรับสารภาพในข้อหาวิ่งราวทรัพย์ ซึ่งตนไม่ได้เป็นผู้กระทำผิด ศาลจังหวัดปราจีนบุรีได้กำหนดนัดสืบพยานโจทก์จำเลยในวันที่ 3-4 กรกฎาคม และวันที่ 28-31 สิงหาคม 2561

เมื่อวันที่ 3 และวันที่ 4 กรกฎาคม 2561 ศาลจังหวัดปราจีนบุรีได้ออกนั่งพิจารณาสืบพยานโจทก์จำนวน 4 ปาก ได้แก่ 1.นายฤทธิรงค์ฯ ตัวโจทก์ 2.บิดานายฤทธิรงค์ 3. เพื่อนของนายฤทธิรงค์ฯ ซึ่งเป็นประจักษ์พยานในวันเกิดเหตุ และ 4. เจ้าหน้าที่ตำรวจซึ่งเป็นหนึ่งในชุดสืบสวนเช่นเดียวกับจำเลยในคดีนี้ ประจักษ์พยานในวันเกิดเหตุเช่นกัน

ฝ่ายโจทก์ยังคงมีประเด็นข้อเท็จจริงที่จะสืบพยานอีกหลายปากเพื่อพิสูจน์ถึงเรื่องที่โจทก์ได้ถูกจำเลยซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจทำร้ายร่างกายโดยวิธีทรมาน ทั้งนี้ฝ่ายโจทก์จะนำพยานเข้าเบิกความต่อศาลอีก 5 ปาก ประกอบไปด้วยแพทย์ผู้ทำการตรวจร่างกายนายฤทธิรงค์ และบุคคลอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องในวันเกิดเหตุ  โดยศาลนัดสืบพยานโจทก์ครั้งต่อไปในวันที่ 28 และ 29 สิงหาคม 2561 เวลา 09.00น. เป็นต้นไป ณ ศาลจังหวัดปราจีนบุรี

 

Statement by Buddhists Network for Peace: เครือข่ายชาวพุทธเพื่อสันติภาพ แถลงการณ์ ประณามการก่อเหตุอย่างโหดร้ายและไร้มนุษยธรรม

logo Thai buddhist

เครือข่ายชาวพุทธเพื่อสันติภาพ

แถลงการณ์ ประณามการก่อเหตุอย่างโหดร้ายและไร้มนุษยธรรม

เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2561 เกิดเหตุ นางสาววิภาวรรณ ปลอดแก่นทอง อายุ 33 ปี ม.1 บ้านแค่   ต.ตาชี อ.ยะหา จ.ยะลา ขณะออกไปกรีดยางในสวนยางพารา เหยียบกับระเบิดทำให้ขาซ้ายขาดใต้หัวเข่าบาดเจ็บสาหัส ในขณะเข้าไปกรีดยาง

วันที่ 30 มิถุนายน 2561 เวลา 05.20 น. นายชุติพนธ์ นามวงค์ อายุ 48 ปี ชาวบ้าน ต.ลำพะยา อ.เมืองยะลา ขณะกำลังกรีดยาง โดนระเบิดของคนร้ายบาดเจ็บสาหัส

วันที่ 2 กรกฎาคม 2561 เวลา 07.30 น. นายสุทิน แห้วขุนทด อายุ 60 ปี เลขที่ 1/7 หมู่ 2 ต.สะเอะ           อ.กรงปินัง จ.ยะลา เกิดเหตุระเบิดบริเวณใต้โคนต้นยางพารา ปลายเท้าขวาขาดอาการสาหัส

วันที่ 4 กรกฎาคม 2561 เวลา 06.30 น. นายสุโข คำแก้ว อายุ 46 ปี บ้านเลขที่ 6/1 หมู่ 6 ต.ตาเนาะปูเต๊ะ อำเภอบันนังสตา จ.ยะลา ได้รับบาดเจ็บจากเหตุคนร้ายลอบวางระเบิดในสวนยางพารา บ้านกาสังใน

จากเหตุการณ์ดังกล่าว มีข้อสังเกตว่า ผู้ได้รับบาดเจ็บทั้งหมดเป็นชาวไทยพุทธในพื้นที่สวนยางที่ชาวบ้านประกอบสัมมาอาชีพตามปกติ การกระทำดังกล่าวอาจมีเจตนาแอบแฝง ไม่ใช่แต่เพียงสร้างความเดือดร้อนเสียหายแกชาวพุทธในพื้นที่ซึ่งเป็นประชากรส่วนน้อย แต่ยังอาจหมายถึงการสร้างความแตกแยกในหมู่ประชาชนในพื้นที่เพื่อหวังผลในการสร้างความเกลียดชังทางชาติพันธุ์ต่อกัน

เครือข่ายชาวพุทธเพื่อสันติภาพ ขอประณามการก่อเหตุที่โหดร้ายและไร้มนุษยธรรม พร้อมมีข้อเสนอดังต่อไปนี้

  1. กลุ่มผู้ก่อการ หรือกลุ่มใดๆ ควรยุติการกระทำอันโหดร้ายและไร้มนุษยธรรมต่อพลเรือน
  2. กลุ่มผู้ก่อการ หรือกลุ่มใดๆ ควรยุติการใช้ทุ่นระเบิดต่อการสังหารบุคคลและยุติการโจมตีพลเรือนทันที “การวางทุ่นระเบิดบนพื้นที่ปลูกยางพาราและเส้นทางที่ชาวบ้านใช้เป็นสิ่งที่โหดร้าย”
  3. กลุ่มผู้ก่อการ หรือกลุ่มใดๆ ควรปฏิบัติตามสนธิสัญญาห้ามทุ่นระเบิดในปี พ.ศ. 2540 ซึ่งประเทศไทยได้ให้สัตยาบันเมื่อปี พ.ศ. 2544 ห้ามมิให้มีการสังหารหมู่เนื่องจากไม่สามารถแยกแยะระหว่างพลเรือนและพลรบ

และขอเรียกร้องให้

  1. ให้นักสิทธิมนุษยชน ลงพื้นที่เพื่อเยี่ยมเหยื่อผู้ได้รับผลกระทบ พร้อมรับข้อร้องเรียนโดยด่วน
  2. ให้รัฐบาล และคู่พูดคุย เร่งดำเนินงานให้กลุ่มที่ไม่เห็นด้วยกับการพูดคุยทั้งสองฝ่าย เข้าร่วมกระบวนการพูดคุยโดยด่วน
  3. ให้องค์กรภาคประชาสังคมออกมาแสดงถึงการไม่เห็นด้วยต่อการกระทำอันโหดร้ายและ ไร้มนุษยธรรมต่อพลเรือน
  4. หน่วยงานของรัฐและภาคประชาสังคมที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการป้องกันและปกป้องไม่ให้การกระทำดังกล่าวเกิดซ้ำ โดยการสร้างพื้นที่การพูดคุยระหว่างกัน เพื่อเป็นการลดอคติต่อกัน
  5. รัฐเร่งนำผู้กระทำผิดเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมอย่างโปร่งใสและเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย

เครือข่ายชาวพุทธเพื่อสันติภาพ
4 กรกฎาคม 2561

องค์กรที่เข้าร่วม

  1. สมาคมไทยพุทธรักชาติ
  2. สมาคมฟ้าใสส่งเสริมสุขภาวะเด็กและเยาวชนชายแดนใต้
  3. ชมรมพุทธรักษาจังหวัดชายแดนใต้
  4. กลุ่มรวมพลังไทยพุทธ
  5. กลุ่มจ้าวสมุทร
  6. กลุ่มพิทักษ์ไทย