Blog, Uncategorized

Fair Trial Principle Training- Key Materials (Thai)

การดำเนินคดีที่เป็นธรรมและการสังเกตุการณ์การพิจารณาคดีในคดีอาญา ความเป็นมาและเหตุผล วัตถุประสงค์และกิจกรรมหลักของมูลนิธิผสานวัฒนธรรมและองค์กรเครือข่ายคือ การดำเนินมาตรการต่างๆให้ประเทศไทยตรากฎหมาย บังคับใช้กฎหมาย และตีความกฎหมายให้เป็นไปตามหลักสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งตามพันธกรณีที่ประเทศไทยมีอยู่ตามสนธิสัญญาด้านสิทธิมนุษยชนและกฎหมายประเพณีระหว่างประเทศ มาตรการทางอาญา เป็นมาตรการที่รัฐบาลใช้ในการจำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชน โดยมีความมุ่งหมายที่จะปกป้องคุ้มครองสิทธิของบุคคล รักษาความสงบสุข ความมั่นคงของสังคม แต่ในทางความเป็นจริง ใยหลายกรณีและในบางสถานการณ์ รัฐบาลได้ใช้มาตรการทางอาญา ลิดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชน โดยไม่ชอบธรรม เช่นการจับ การค้น การตั้งข้อหา ฟ้องและดำเนินคดีโดยไม่ชอบธรรม ทั้งในชั้นสอบสวน สั่งคดีและในชั้นพิจารณาคดี ผู้ปฏิบัติงานองค์กรสิทธเมนุษยชน จึงต้องมีความรู้ความเข้าใจหลักการของการดำเนินคดีและการพิจารณาคดีที่เป็นธรรม (Fair Trial)  เพื่อเผยแพร่ต่อประชาชน และใช้เป็นมาตรฐานในการตรวจสอบ วิพากษ์วิจารณ์ และเสนอแนะ กระบวนการยุติธรรมทางอาญา ทั้งตัวบทกฎหมาย การบังคับใช้กฎหมายและการวินิจฉัยตีความกฎหมายของศาล ว่าเป็นไปตามหลัก Fair Trial หรือไม่ ซึ่งจะส่งผลให้มีการปรับปรุงกระบวนการยุติธรรมทางอาญาต่อไป วัตถุประสงค์ เพื่อให้ผู้ปฏิบัติงานองค์กรสิทธิมนุษยชนมีความเข้าใจหลักการของการดำเนินคดีที่เป็นธรรม และการสังเกตการณ์การพิจารณาคดีอาญา เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ ข้อมูล และประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องระหว่างปู้เข้าร่วมประชุม เพื่อรวบรวมข้อมูลจัดทำเป็นเอกสารคู่มือสำหรับการติดตามและสังเกตการณ์การดำเนินคดีและการพิจารณาคดีอาญา เอกสารประกอบการประชุมเชิงปฎิบัติการ หลักสิทธิมนุษยชนกับการดำเนินคดีที่เป็นธรรม-สมชาย หอมลออ hand book by ICJ Thai version… Continue reading Fair Trial Principle Training- Key Materials (Thai)

Blog, Uncategorized

“ผมนี่แหละเหยื่อ” เสียงจากผู้เสียหายคดีอาชญกรรมร้ายแรง ในวันยุติโทษประหารชีีวิตสากล 10 ตุลาคมของทุกปี โดย อจ.ชำนาญ จันทร์เรือง

“ผมนี่แหละเหยื่อ” เสียงจากผู้เสียหายในวันยุติ โทษประหารชีีวิตสากล 10 ตุลาคมของทุกปี เรืื่อง นายชำนาญ จันทร์เรือง  นักวิชาการอิสระ  อดีตประธานองค์การแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่ลแนล ประเทศไทย เผยแพร่ครั้งแรก https://www.facebook.com/bkkhumans/ “ทุกๆ ครั้งที่มีอาชญากรรมรุนแรงเกิดขึ้น เช่น ทำร้ายคนพิการจนเสียชีวิต ฆ่าข่มขืน กระแสสังคมมักต้องการให้ลงโทษผู้กระทำผิดด้วยการประหารชีวิต เพื่อไม่ให้ความผิดเช่นนั้นเกิดขึ้นอีก แต่จากงานวิจัยจำนวนมากแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า โทษประหารชีวิตไม่มีความเชื่อมโยงใดๆ กับการเพิ่มขึ้นหรือลดลงของอาชญากรรม ผมเคยเข้าไปในคุกบางขวาง คุยกับนักโทษที่โดนตัดสินประหารชีวิต เขาไม่เคยคิดเรื่องโทษเลย สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นอารมณ์ชั่ววูบ ขณะเดียวกัน กระบวนการยุติธรรมทางอาญามีความเสี่ยงที่จะตัดสินผิดพลาด คนถูกลงโทษอาจไม่ใช่คนทำผิด แม้ภายหลังจะสอบสวนจนพบว่าผู้ถูกประหารชีวิตเป็นผู้บริสุทธิ์ แต่เราเรียกชีวิตที่เสียไปกลับมาไม่ได้แล้ว นักโทษที่ถูกประหารชีวิตส่วนใหญ่คือคนยากจน ไม่สามารถว่าจ้างทนายความที่มีความสามารถเพื่อให้ความรู้และแก้ต่างให้กับตนเอง ในฐานะนักสิทธิมนุษยชนที่รณรงค์ให้ยกเลิกโทษประหารชีวิตมาตลอด ผมมองว่าไม่มีใครสมควรถูกประหารชีวิต ซึ่งปัจจุบันมากกว่า 2 ใน 3 ของประเทศทั่วโลกได้ยกเลิกโทษประหารชีวิตในทางกฎหมายแล้ว และโดยภาพรวมมีแนวโน้มดีขึ้นเรื่อยๆ “เวลาผมพูดแบบนี้ เคยมีคนหาว่า ‘คุณเป็นพวกโลกสวย ไม่เคยโดนด้วยตัวเอง จะไปเข้าใจเหยื่อได้ยังไง’ ผมนี่แหละเหยื่อ ตอนผมเรียนอยู่ปีหนึ่ง ที่รัฐศาสตร์ จุฬาฯ พ่อที่เป็นตำรวจตระเวนชายแดนถูกพ่อค้ายาเสพติดยิงเสียชีวิต ตอนเห็นศพถูกยิงที่หัว เสียใจมาก ทำไมต้องทำกันแบบนี้… Continue reading “ผมนี่แหละเหยื่อ” เสียงจากผู้เสียหายคดีอาชญกรรมร้ายแรง ในวันยุติโทษประหารชีีวิตสากล 10 ตุลาคมของทุกปี โดย อจ.ชำนาญ จันทร์เรือง

Blog

The right to participate in public affairs

The right to participate in public affairs สิทธิที่จะมีส่วนร่วมประเด็นสาธารณะ หมายถึงสิทธิที่ประชาชนจะสามารถเข้ามีส่วนร่วมในการดำเนินนโยบายสาธารณะของรัฐได้ โดยเป็นสิทธิโดยชอบธรรมของประชาชนทุกคนพึงมีภายใต้รัฐธรรมนูญของรัฐนั้น ทั้งนี้ประชาชนในทุกรัฐควรได้รับสิทธิในการมีส่วนร่วมประเด็นสาธารณะอย่างเท่าเที่ยมกัน แต่อย่างไรก็ตามสภาพสังคมในปัจจุบันนี้ยังมีข้อจำกัดหลายอย่างที่ทำให้ประชาชนไม่สามารถมีส่วนร่วมในการในการดำเนินนโยบายสาธารณะได้ เช่น การปกครองในระบอบประชาธิปไตยเป็นหัวใจสำคัญของการมีส่วนร่วมในประเด็นสาธารณะ ดังนั้นในประเทศที่ไม่มีประชาธิปไตยประชาชนจะถูกตัดสิทธิขั้นพื้นฐานในการมีส่วนร่วมประเด็นสาธารณะไป คือสิทธิในการเลือกตั้ง นอกจากนี้แม้ประเทศประชาธิปไตยก็จะพบว่านโยบายหรือกฎหมายหลายหลายฉบับที่ออกมาจำกัดสิทธิในการมีส่วนร่วมของประชาชน เช่น การมีกฎหมายห้ามชุมนุมซึ่งเป็นการจำกัดสิทธิและเสรีภาพในการแสดงออก หรือมีการฟ้องคดีเพื่อปิดปากประชาชนหรือเพื่อกีดกันไม่ให้มีหรือเพื่อยุติการมีส่วนร่วมของประชาชน เป็นต้น นอกจากรูปแบบการปกครองประเทศ หรือกฎหมายภายในที่ไม่อำนวยต่อการมีส่วนร่วมของประชาชนแล้ว ยังมีปัจจัยหลายอย่างที่ทำให้ประชาชนไม่สามารถมีส่วนร่วมในประเด็นสาธารณะได้ เช่นโดยสภาพหรือภูมิศาสตร์ของประเทศซึ่งชุมชนตั้งอยู่ห่างไกลต่อการสื่อสารและคมนาคมทำให้ประชาชนบางกลุ่มไม่สามารถมีส่วนร่วมในประเด็นสาธารณะได้ เช่น คนชนเผ่าพื้นเมืองที่มีถิ่นที่อยู่บนภูเขาสูง หรือในทะเล และกลุ่มคนที่มีภาษาของตัวเองใช้โดยเฉพาะและไม่สามารถพูดภาษาทางการของรัฐได้ กรณีตัวอย่างเช่นหากรัฐไม่ยอมรับว่ามีคนชนเผ่าพื้นเมืองอยู่ ก็จะไม่มีการอำนวยความสะดวกให้คนชนเผ่าให้มีสวนร่วมในประเด็นสาธารณะ หรือถูกกีดกันออกจากการมีส่วนร่วมในการจัดการตนเองโดยเจตนา นอกจากนี้ในประเทศที่มีความเหลื่อมล้ำของชนชั้นทางสังคมระหว่างคนรวยและคนจน ก็จะพบความขัดแย้งกันในการใช้ทรัพยากรธรรมชาติโดยคนจนมักจะถูกกีดกันจากกระบวนการในการตัดสินใจในเรื่องดังกล่าว หากรัฐบาลในประเทศนั้นไม่ได้ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย ไม่มีการตรวจสอบถ่วงดุลการอนุญาตให้ใช้ทรัพยากรธรรมชาติต่างๆ มีการคอร์รัปชั่นโดยเจ้าหน้าที่รัฐ ก็จะทำให้กลุ่มนายทุนใช้ศักยภาพทางการเงินที่สูงกว่าเข้าถึงทรัพยากรธรรมชาติได้มากกว่าคนจนที่ไม่มีความรู้และความสามารถ นอกจากนี้ยังมีกลุ่มคนที่เป็นชนกลุ่มน้อยในสังคม เช่นคนที่มีความบกพร่องทางร่างกาย ทางการได้ยิน หรือการมองเห็น ที่ยังไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารต่างๆของรัฐได้เนื่องจากรัฐไม่อำนวยความสะดวกให้เขาได้รับข้อมูลต่างๆอย่างเต็มความสามารถ ทำให้คนกลุ่มน้อยเหล่านี้ไม่สามารถเสนอความคิดเห็นของตนหรือเรียกร้องสิทธิของต้นได้ สิ่งหนึ่งที่รัฐบาลทุกรัฐบาลต้องคำนึงถึงก็คือในทุกประเทศนั้นมีกลุ่มคนที่หลากหลาย ทั้งด้านวัฒนธรรมประเพณี ภาษา ศาสนาและเพศ แต่สิ่งต่างๆเหล่านี้ไม่ควรเป็นข้อยกเว้นที่รัฐจะไม่รับฟังหรือกีดกันการมีส่วนร่วมของประชาชนในการดำเนินนโยบายต่างๆในการพัฒนาประเทศ และทุกคนควรที่จะได้รับโอกาสที่จะเข้าร่วมในการกำหนดนโยบายเหล่านั้น เนื่องจากโครงการสาธารณะนั้นด้วยลักษณะโครงการส่วนมากแล้วจะส่งผลกระทบกับบุคคลหลายฝ่าย ไม่ว่าเศรษฐกิจของรัฐ และชุมชนท้องถิ่น เพื่อให้การดำเนินนโนโยบาย หรือโครงการต่างๆเป็นไปโดยก่อประโยชน์สูงสุดให้ประเทศ… Continue reading The right to participate in public affairs

Blog

พี่หน่อย พรเพ็ญ กับการทำงานเป็นอนุกรรมการในคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน ตอนที่ 2

เมื่อตอนที่แล้วเราได้นำเสนอบทสัมภาษณ์โดยมูลนิธิพัฒนาศักยภาพชุมชน และพี่หน่อยก็ได้พูดถึงบทบาทและความท้าทายในการเป็นอนุฯ ตอนนี้เป็นภาคต่อ และพี่หน่อยได้ตอบคำถามเกี่ยวกับบทบาทของกสม. และแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับความท้าทายในการปฏิบัติการของกสม.   บทบาทของกสม. ควรจะเป็นอย่างไร พรเพ็ญ: ความเป็นอิสระของกสม. สำคัญมาก ซึ่งเราคิดว่าไม่ใช่แค่เพียงตัวคณะกรรมการ เกี่ยวข้องกับเจ้าหน้าที่ในสำนักงานด้วยที่เป็นผู้ที่ปฏิบัติงานทุกคน ดังนั้น ความเป็นอิสระจะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อทุกคนในกสม.เจ้าหน้าที่สำนักงานเอง หรือแม้กระทั่งคนขับรถ หรือใครก็ตาม รู้บทบาทหน้าที่ของตนและรู้หลักการด้านสิทธิมนุษยชนเป็นอย่างดี และพยายามที่จำกัดความเกี่ยวพันของตัวเองกับเรื่องเหล่านั้นออกไปให้ได้ เข้าใจว่าคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติถูกก่อตั้งขึ้นโดยบริบทที่มีข้อจำกัดว่า ระยะแรกเป็นการโอนย้ายเฉพาะข้าราชการ ไม่มีการเปิดรับสมัครผู้เชี่ยวชาญด้านสิทธิมนุษยชนหรือคนที่ทำงานด้านสิทธิมนุษยชนมาเลยในระยะแรก เราไม่รู้สัดส่วน แต่ 2-5 ปีแรก ไม่รับคนอื่นเลยนอกจากข้าราชการ ดังนั้น มันก็เลยเป็นศูนย์รวมของอดีตข้าราชการจากหน่วยงานต่างๆ เยอะแยะมากมาย ซึ่งเราก็ไม่ได้ดูแคลนว่าเขาไม่มีทักษะหรือไม่มีวิธีการทำงานที่ดี เขามีแน่นอนแต่ความเข้าใจหลักการพื้นฐานเรื่องสิทธิมนุษยชนอาจมีน้อยหรือมากต่างกันในแต่ละบุคคลและหน่วยงานเดิม   ยังไม่มีมาตรฐาน เช่นแนวคิดเรื่องการเลือกปฏิบัติ การเลือกปฏิบัติต่อสตรี แนวคิดเรื่องความเท่าเทียม หรือเรื่องความเสมอภาค คือข้าราชการกับราษฎรอยู่ในคนละระดับอยู่แล้ว    ดังนั้นคนที่เข้ามาในระยะแรกๆ ก็เป็นคนที่อาจไม่ได้มีความรู้เรื่องสิทธิมนุษยชนพื้นฐาน แต่อาจเป็นคนที่ใส่ใจ เพราะเขาอาจทำงานแล้วรู้สึกว่าอยากทำงานด้านสิทธิ แต่โดยพื้นฐาน human rights culture ไม่ใช่ของคนในสังคมไทยมาก่อน ดังนั้น ถ้าจะต้องมารับผิดชอบหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการตรวจสอบหรือการเข้าไปมีส่วนในการรับรู้รับเห็นเรื่องการละเมิด บางครั้งอาจจะนึกถึงเพื่อนเราก่อน เพื่อนเราอยู่กรมที่ดิน เพื่อนเราอยู่สถานพินิจ สมมติ เฮ้ย เป็นไรอ่ะ… Continue reading พี่หน่อย พรเพ็ญ กับการทำงานเป็นอนุกรรมการในคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน ตอนที่ 2

Blog

พี่หน่อย พรเพ็ญ กับการทำงานเป็นอนุกรรมการในคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน ตอนที่ 1

เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา มูลนิธิพัฒนาศักยภาพชุมชนได้มีโอกาสสัมภาษณ์พี่หน่อย พรเพ็ญ ของเรา เกี่ยวกับประสบการณ์โดยตรงจากการทำงานเป็นอนุกรรมการในคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน ทั้งชุดที่ 1 และ 2 และแน่นอนว่าเราจะไม่พลาดที่จะส่งต่อความรู้ ประสบการณ์อย่างละเอียดให้ทุกคน เนื่องจากบทสัมภาษณ์ยาวในระดับที่แบ่งเป็นสองตอนได้ เราเลยเลือกนำเสนอตอนแรกก่อน ซึ่งพี่หน่อยได้พูดถึงบทบาทและความท้าทายในการเป็นอนุฯ การทำงานของอนุกรรมการกสม.เป็นอย่างไร พรเพ็ญ:  ได้เป็นอนุกรรมการฯ อยู่ 2 ช่วง ตอนนี้กสม. มี 3 ชุด ได้เป็นชุดที่ 1 กับชุดที่ 2 วัตถุประสงค์หลักของการมีคณะอนุกรรมการฯ และเข้าใจว่าเป็นการชักชวนคนทำงานในหัวข้อที่เกี่ยวข้องมาให้ความเห็นหรือความช่วยเหลือกรรมการสิทธิในการทำงาน เช่น การสืบสวนสอบสวนเรื่องราวต่างๆ อาจจะเป็นว่าคณะกรรมการต้องการความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญบางประเด็นที่เข้ามาช่วยงาน ก็เลยมีการเชิญให้มาเป็นคณะอนุกรรมการฯ บทบาทหน้าที่ก็ขึ้นอยู่กับแต่ละอนุฯ   ในครั้งแรกเป็นอนุฯเกี่ยวกับการต่อต้านการทรมานโดยตรง ซึ่งส่วนตัวสนใจอยู่แล้ว และคณะกรรมการสิทธิชุดนั้นคือเป็นอนุกรรมการของนายวสันต์ พานิช ที่เป็นทนายความ ดังนั้น การทำงานก็เลยมีลักษณะที่เป็นทีม และมีการประสานงานกันอย่างใกล้ชิด และบังเอิญในพื้นที่ 3 จังหวัดที่ ณ ตอนนั้นมีประเด็นปัญหาเรื่องนี้อยู่ค่อนข้างเยอะ ดังนั้น มันก็เลยเกิดพื้นที่ทำงานที่คล้ายๆ กับว่า Active Environment ที่ทุกคนอยากจะลงพื้นที่ อยากจะไปประชุม… Continue reading พี่หน่อย พรเพ็ญ กับการทำงานเป็นอนุกรรมการในคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน ตอนที่ 1