เรื่องสั้นชุด Kills Are Coated: เสียงที่ถูกคร่า

ณ ชั่วขณะ

**Trigger warning (TW): torture, physical abuse, emotional abuse

….เจ็บ เมื่อไรมันจะจบสักที หนาว น่ากลัว ทำไม                           พ่อจะเป็นยังไง สู้มันสิวะ ต้องพึ่งพาตัวเองแล้ว แล้วไงไม่ใช่เรื่องของเรา เหนื่อย น่ากลัว ทำไม ถ้าจะตายก็ต้องตายคืนนี้ ที่บ้านจะลำบากไหม ลูกเรายังเล็กอยู่เลย เจ็บ อยากกลับบ้าน              ยังไงเขาก็มา มันจะทำอะไรเขาบ้าง ไม่เข้าใจ                     ซักวันกูต้องล้างแค้น        จะทำอะไรได้ทำใจเท่านั้นแหละ เจ็บ ยังอ่านหนังสือสอบไม่จบเลย พูดยังกับเราเป็นโจร ต้องรีบหางาน เขาอยู่ที่ไหน ไม่ชิน ทำไม กูจะทำมึงกลับเหมือนที่มึงทำกู                             แต่ความรุนแรงไม่ช่วยอะไรหรอก นี่เราผิดเหรอ ไม่เข้าใจ น่ากลัว หนาว โชคดีที่ลูกไม่ได้เห็น คงไม่รอดแล้ว เพราะอะไร จะทำยังไงดี ไม่อยากให้แม่คิดมาก แล้วอนาคตเราล่ะ เจ็บ เจ็บ ต้องแก้แค้น จะทำอะไรก็ทำ ไม่ไหวแล้ว                จะยอมรับได้ยังไงก็เราไม่ได้ทำ จะได้กลับมากินข้าวพร้อมหน้ากันอีกไหม นี่มันตี 2 นะ กูจะเอาคืน หนาว ทิ้งลูกไม่ได้หรอก เขาไม่มีพ่อแล้วคนนึงเขาต้องมีแม่ เอาเขาไปทำไม น่ากลัว                             แต่ล้างแค้นไปจะได้อะไร ไม่บอกเขาดีกว่าเดี๋ยวเขาเป็นห่วง ทำไมต้องทำกับเราแบบนี้ เจ็บ ไม่เอา เอาคนที่เรารักไปโดยไม่บอกอะไรเราเลยได้ยังไง กลับบ้านไม่ได้แล้ว หนาว แล้วความฝันของเราล่ะ อยากรอดก็ต้องสู้ กูจะจำหน้ามันไว้ทุกคน ทำไม เจ็บ หนาว พอสักที ไม่เข้าใจ เพราะอะไร ทำไม น่ากลัว กูจะแก้แค้น เจ็บ เจ็บ…

.

.

.

Slenderman

ตัวหนูลอยอยู่ในอากาศ

มันรู้สึกแปลกมาก ตัวหนูเบาหวิว ลอยตรงไปในทิศทางหนึ่งอย่างเร็วจี๋ทั้ง ๆ ที่ยังอยู่ในท่านอน หนูรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นว่าวที่ลอยอยู่บนท้องฟ้า เหมือนที่กำลังฝันอยู่เมื่อกี้ไม่มีผิด

ตาหนูลืมแทบไม่ขึ้นเพราะง่วงมาก ๆ ทุกครั้งที่ฝืนลืมตาขึ้นมาก็เห็นแค่ความมืดและเพดานบ้านที่ไหลไปข้างหลังเหมือนสายน้ำ

 “เร็วๆ! ออกมาให้หมด!!”

หนูขมวดคิ้วทั้งที่ยังหลับตา พยายามกระดิกแขนเพื่อเอามือมาปิดหูตัดรำคาญเสียงตะคอกที่ดังสนั่นเหมือนฟ้าผ่า แต่รู้สึกเหมือนมีใครจับแขนทั้งสองข้างเอาไว้แน่นเลยต้องล้มเลิกไป

ตัวหนูพุ่งตรงไปด้านหน้าเร็วขึ้น และจู่ ๆ ก็กระเด้งกระดอนขึ้นลงจนรู้สึกพะอืดพะอม หนูรู้สึกได้ว่าตัวเองกำลังเคลื่อนที่ลงไปด้านล่าง สติสตังที่เลือนรางเพราะความงัวเงียตื่นตัวขึ้นเล็กน้อย พอเปิดตาขึ้นมาได้หน่อยก็ยังเห็นเป็นเพดานราง ๆ แต่พอจะจำได้ว่าตรงนี้เป็นส่วนบันไดของบ้าน หนูส่งเสียงประท้วงในลำคอเล็กน้อย พยายามจะบอกใครก็ตามที่อยู่รอบตัวว่าตัวเองคิดถึงเตียงนุ่ม ๆ กับผ้าห่มอุ่น ๆ ในห้องนอนใจจะขาด แต่ร่างกายหนูก็ยังพุ่งตรงต่อไปในทิศทางที่น่าจะเป็นประตูหน้าของบ้าน

เมื่อฝืนไม่ไหว หนูจึงหลับตาลง ยอมแพ้ต่อความง่วงและปล่อยให้ร่างกายไหลไปจนปะทะกับลมเย็น ๆ นอกบ้าน ในจังหวะนั้น ตัวหนูเคลื่อนไหวช้าลง เหมือนกับลังเลว่าจะไปทางไหนท่ามกลางเสียงใบไม้เสียดสีกัน เสียงพูดคุย ตะโกน ตะคอก เสียงย่ำเท้ากับพื้นกรวดของผู้คนมากมาย และเสียงเครื่องยนต์รถหลายคันที่ยังติดเครื่องอยู่

หนูได้ยินเสียงพ่อบอกกับแม่แว่ว ๆ ให้ไป ‘รอตรงนู้น’ แล้วตัวหนูก็เริ่มไหลไปตามลมอีกครั้ง 

ร่างกายหนูหยุดเคลื่อนไหวเมื่อมาถึงจุดหนึ่ง มันลอยค้างอยู่นานจนหนูเริ่มอยู่ไม่สุข มีเสียงเหมือนใครบางคนเดินย่ำกรวดเข้ามาใกล้พอดีกับที่ความง่วงของหนูค่อย ๆ หายไป เสียงฝีเท้านั้นหยุดลงตอนที่หนูตัดสินใจลืมตาขึ้นมอง

หนูกะพริบตาสองสามครั้งแล้วหยีตา สิ่งแรกที่เห็นคือท้องฟ้ายามกลางคืน

ตัวหนูลอยค้างอยู่เหนือพื้นกรวดห่างออกมาจากตัวบ้านพอสมควร เมื่อมองตรงขึ้นไปบนท้องฟ้าก็เห็นยอดไม้สีดำและม่านขมุกขมัวที่น่าจะเป็นก้อนเมฆ แต่สิ่งที่สะดุดตาหนูคือวัตถุทรงรีสีดำมะเมื่อมขนาดใหญ่ยักษ์ที่บังพระจันทร์อยู่จนแทบมิด มันวางอยู่บนแท่นทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าที่เหมือนจะมีพื้นผิวตะปุ่มตะป่ำ ดูรูปทรงแล้วเหมือนกำลังโค้งงอลงมาหาหนู หนูตกใจและสับสนจนความง่วงหดหายไปหมด ทำได้แค่พยายามลืมตากว้าง ๆ เพื่อจะดูให้ชัดว่า ‘สิ่งนั้น’ คืออะไร

ต้องรอเวลาอยู่พักหนึ่งกระทั่งสิ่งนั้นเริ่มขยับ ก้อนทรงรีสีดำนั้นยกขึ้นและเคลื่อนห่างออกไปจากตรงหน้าหนู ขณะที่หนูค่อย ๆ ถูกวางลงบนพื้นกรวดหน้าบ้านในท่านั่ง หนูได้ยินเสียงแม่พูดเบา ๆ ข้างหู แต่ไม่แน่ใจว่าแม่กำลังพูดเรื่องอะไร เพราะ ‘สิ่งนั้น’ ที่หนูได้เห็นเต็ม ๆ ตาเป็นครั้งแรกขโมยความสนใจของหนูไปหมด

สิ่งนั้นมีโครงร่างคล้ายคนตัวสูงใหญ่ มีลำตัวหนา มีขาสองข้าง แต่ ‘สิ่งนั้น’ ไม่มีใบหน้า ส่วนที่ควรจะเป็นหัวของสิ่งนั้นเป็นทรงรีสีดำสนิท ไม่มีจมูก ไม่มีปาก ตรงที่ควรจะเป็นตาถูกแทนด้วยกระจกเหลี่ยมสีดำเงาที่สะท้อนภาพของดวงจันทร์ หัวส่วนบนปูดโปนเหมือนดอกเห็ด และที่ผิดปกติที่สุดคือแขนที่สามของสิ่งนั้น แขนนั้นเป็นทรงเหลี่ยมสีดำด้าน ปลายแขนค่อย ๆ หดลีบลงจนส่วนที่ควรเป็นมือมีรูปทรงไม่ต่างจากหลอดดูดชานมไข่มุกที่หนูเพิ่งกินไปเมื่อวันก่อน

สิ่งนั้นเดินไปรวมตัวกับกลุ่มราวสี่สิบห้าสิบร่างที่ยืนล้อมบ้านของหนูอยู่ ดูรวม ๆ กันแล้วไม่ต่างจากปลิงดูดเลือดตัวอ้วนที่กองเบียดเสียดกันอยู่ในหนองน้ำจากภาพในสารคดีที่แม่เปิดให้หนูดูเมื่อวันก่อน ไม่นานนัก หนูก็สังเกตเห็นพ่อกับลุงที่ยืนอยู่ท่ามกลางกลุ่มก้อนสีดำและกำลังคุยกับหนึ่งในสิ่งมีชีวิตกลุ่มนั้น

โคมไฟหน้าบ้านดับสนิท แต่ยังคงพอมองเห็นราง ๆ ว่า พอมายืนเทียบกันแล้ว จริง ๆ ‘สิ่งนั้น’ ก็ไม่ได้สูงไปกว่าพ่อและคุณลุงของหนูสักเท่าไร โครงร่างเองก็คล้ายกันมากจนน่าขนลุก ที่หนูเห็นหัวของสิ่งนั้นใหญ่โตจนบดบังดวงจันทร์ในตอนแรก คงเป็นเพราะเขายื่นหน้าเข้ามาใกล้หนูซะมากกว่า

ทันใดนั้น มือเย็นเฉียบก็ยื่นมากุมมือหนูไว้ หนูสะดุ้งตกใจ แต่ก็ค่อยเบาใจเมื่อหันไปแล้วเห็นว่าเป็นมือของแม่ หนูเงยหน้าขึ้นมองรอบ ๆ ตัวเป็นครั้งแรก และก็พบว่าน้าสาวหนูก็ยืนอยู่ข้าง ๆ แม่ด้วย คงเป็นสองคนนี้นี่เองที่หิ้วขาหิ้วแขนหนูออกมาจากบ้าน

ในจังหวะที่หนูกำลังจะบอกแม่ว่า ‘เที่ยวบิน’ ของหนูเมื่อกี้สนุกขนาดไหน และจะสนุกมากกว่านี้อีกถ้าเราไม่ได้มาเล่นกันในตอนที่หนูกำลังหลับฝันดี แม่ก็ค่อย ๆ เลื่อนมือมากอดหนูเอาไว้แน่น และพยายามจะใช้มืออีกข้างที่เหลือปิดตาหนู หนูดิ้นเล็กน้อยพร้อมกับหันกลับไปมองทางด้านของสิ่งมีชีวิตสีดำด้วยความสนใจใคร่รู้ พยายามใช้นิ้วเล็ก ๆ แงะนิ้วมือของแม่ออกจากตาให้พอเป็นช่องว่างที่มองทะลุได้

ณ ชั่วขณะนั้น หนูก็เห็นภาพที่ไม่มีวันลืมได้ลง

‘มัน’ รุมล้อมและบีบอัดพ่อของหนูจนคุณพ่อผลุบหายไปเป็นส่วนหนึ่งของก้อนสีดำ กลุ่มก้อนกลมที่ประกอบขึ้นจากพวกมันนับสิบขยับขึ้นลงซ้ายขวาใต้แสงจันทร์ ส่งเสียงตุบตับคล้ายหัวใจเต้นทุกครั้งที่เคลื่อนไหว

ในตอนที่หนูยังสับสนอยู่ว่าเกิดอะไรขึ้น ก้อนสีดำนั้นก็เคลื่อนไปยังประตูรถที่เปิดค้างอยู่ และดีดร่างพ่อของหนูออกจากกลุ่มก้อนนั้นเข้าไปในตัวรถก่อนจะกระแทกปิดประตูดังปัง

“อาเยาะ! …อาเยาะ!” หนูตะโกนร้องเรียกพ่อทันทีที่รู้สึกตัว แต่ไม่มีเสียงตอบกลับ ‘มัน’ แตกฝูงกันและทยอยกันโดดขึ้นรถ ตัวหนูเริ่มเย็นลงและสั่นกลัวอย่างควบคุมไม่ได้ ความรู้สึกปั่นป่วนในท้องพุ่งทะลักแผ่กระจายไปทั้งร่างกายเมื่อจู่ ๆ ก็จำได้ขึ้นมาว่าเพื่อน ๆ เคยพูดถึงการมีอยู่ของ ‘มัน’ และเคยเล่าอะไรเกี่ยวกับมันให้ฟังบ้าง

‘มันมาบ้านข้าง ๆ ฉันบ่อยมาก มาเป็นฝูงทุกครั้งเลย’

‘แขนที่สามของมันมีไฟพ่นออกมาได้ด้วยนะ แล้วคนอยู่ตรงข้ามมันก็จะล้มไปเลย ฉันได้ยินผู้ใหญ่คุยกันว่าคนที่ล้มไปพวกนั้นจะได้เจอพระเจ้า แต่คนในครอบครัวจะไม่มีใครได้เจอเขาอีกแล้ว’

‘คนที่โดนมันพาไปบางคนก็ไม่มีใครเห็นอีกเลย บางคนกลับมาแต่ก็ไม่เหมือนเดิมแล้ว อย่างกับโดนมนุษย์ต่างดาวจับไปทดลองเลย…’

“มี้ มี้ มันเอาอาเยาะไปทำไม มันคือตัวอะไร” หนูหันกลับมาหาแม่ เขย่าแขนที่เย็นเฉียบของแม่ ดวงตาเริ่มร้อนผ่าว “อาเยาะจะกลับมาไหม หนูจะได้เจออาเยาะอีกไหม”

แม่ค่อย ๆ เลื่อนสายตาลงมามองหนูที่อยู่ในอ้อมกอด ดวงตาของแม่สะท้อนแสงสีใสมากกว่าทุกครั้ง แม่จับใบหน้าหนูเบา ๆ แล้วดึงหนูที่กำลังตัวสั่นเข้ามากอด รถ 5-6 คันที่บรรทุกฝูงสัตว์ประหลาดเหล่านั้นค่อย ๆ ขับออกไปสู่ถนน กรวดทรายดีดกระเด็นมาโดนแขนขาหนู แต่หนูแทบไม่รู้สึกเจ็บเลย ในหัวมีแต่คำถามมากมายพร้อมก้อนความกลัวสีดำที่ค่อย ๆ แผ่ขยายซึมซาบเข้าไปทั้งสมองและหัวใจ

นับจากวันนั้น แม่ไม่เคยตอบคำถามหนูว่ามันคือตัวอะไร

แต่หนูคิดว่ามันต้องไม่ใช่คนแน่ ๆ

เพราะไม่มีคนที่ทำกับคนด้วยกันได้ขนาดนี้หรอก

.

.

.

คุณแม่มือหนึ่ง

“ไม่เอา หนูไม่กิน!”

เด็กหญิงวัยสามขวบพูดพลางหันหนีคุณแม่ของเธอ

“ไม่เอาไม่ดื้อสิลูก กินหน่อยน้า นี่ข้าวต้มไก่ของโปรดหนูไม่ใช่เหรอคะ” คุณแม่พยายามฉีกยิ้มกว้าง แต่แววตาเหนื่อยล้าอย่างเห็นได้ชัด “แมะป้อนนะ อ้ำๆ”

“ไม่!!”

-ตือดึ๊ง-

เสียงปฏิเสธของลูกดังขึ้นพร้อมกับเสียงแจ้งเตือนจากโทรศัพท์ หญิงสาวหันขวับมองหน้าจอโทรศัพท์ทั้ง ๆ ที่ยังถือช้อนค้างไว้อย่างนั้น

วันนี้จะมาส่งขนมกี่โมงเหรอคะ

คุณแม่วางช้อนกลับลงในชามข้าวต้มที่เลอะเทอะ แล้วใช้นิ้วกดแป้นโทรศัพท์แทน

ไม่…เกิน…11…โมง…ค่ะ…คุณ…

“แมะ! ถุงเท้าหนูอยู่ไหนหมดอ่ะ”

ยังไม่ทันจะพิมพ์เสร็จดี ลูกสาววัย 13 ปีของเธอก็ส่งเสียงตะโกนเรียกดังมาจากห้องนอน เธอส่งเสียงคล้ายคำรามในลำคอเล็กน้อย ก่อนจะตะโกนถามกลับทั้งที่ยังง่วนอยู่กับการตอบแชทลูกค้า

“ในลิ้นชักไม่มีแล้วเหรอ!”

 …ลูก…ค้า…

คุณแม่พิมพ์จนจบประโยคแล้วกดส่ง ก่อนจะหันกลับไปหาลูกคนเล็กแล้วหยิบช้อนขึ้นมาอีกครั้ง “มามะ กินนะ แมะจะได้รีบไปทำงาน”

“ม๊ายยย” ลูกสาวตัวน้อยกรี๊ดเสียงแหลมพร้อมเอามือน้อย ๆ ทุบโต๊ะราวกับไม่รับรู้บรรยากาศความวุ่นวายรอบข้าง ขมับซ้ายของคุณแม่เริ่มเต้นตุบ ๆ ขณะที่ลูกสาวคนรองก็ยังตะโกนออกมาจากห้องนอนไม่หยุด

“ไม่มีอ่ะแมะ!”

เฮ้อ อยากจะมีสักสิบมือจริง ๆ

…หรือมีแค่สองมือเหมือนคนอื่นเขาก็ยังดี

ความคิดนั้นผุดขึ้นในหัวโดยอัตโนมัติ หญิงสาวหลับตาข่มอารมณ์คุกรุ่นของเธอในเสี้ยววินาที ก่อนจะตะโกนตอบลูกสาวคนรอง

“ถ้างั้นก็ลองดูในตะกร้าผ้าหน้าห้อง!”

-ตือดึ๊ง-

เราไม่ได้นัดกันไว้เป็น 10 โมงเหรอคะ

ข้อความที่เด้งขึ้นมาใหม่ทำให้คุณแม่ขมวดคิ้ว เธอรีบวางช้อนลงอีกครั้งและหันไปใช้นิ้วเลื่อนหน้าจอโทรศัพท์ไล่ย้อนดูข้อความที่คุยกับลูกค้าคนดังกล่าวเมื่อวาน เธอจำเวลานัดผิดจริงดังว่า คุณแม่รีบเงยหน้ามองนาฬิกาติดผนัง ตอนนี้เป็นเวลา 7 โมงกว่าแล้ว กว่าจะอบขนม กว่าจะเอาไปส่ง มันจะไปทันได้ยังไงกัน!

ขอ…โทษ…นะ…คะ… จำ…เวลา…ผิด…

“แมะมาดูให้หน่อย หนูหาไม่เจอ!”

ลูกสาวคนรองของเธอยังคงวุ่นวายกับการหาถุงเท้าไม่เลิก คุณแม่กำมือแน่นแล้วระบายลมหายใจออกอย่างข่มอารมณ์ เธอลุกจากโต๊ะแล้วก้าวเดินฉับ ๆ ตรงไปที่ห้องนอนทั้ง ๆ ที่ยังไม่ได้กดส่งข้อความ

เมื่อคุณแม่โผล่หน้าเข้าไปในห้อง สิ่งแรกที่เห็นคือถุงเท้าหนึ่งคู่ที่ตกอยู่ข้าง ๆ ตะกร้าผ้าที่เธอเพิ่งจะบอกให้ลูกสาวลองหาดู เธอหยิบมันขึ้นมาด้วยความขุ่นเคือง ก่อนจะโมโหยิ่งขึ้นไปอีกเมื่อหันไปเห็นว่าลูกสาวตัวดีที่เอาแต่ใช้ปากหาของอยู่เมื่อครู่นี้กำลังหันหลังให้เธอพลางกดหัวใจรัว ๆ ให้รูปใหม่ที่บรรดาเพื่อนของเธอเพิ่งอัพลงโซเชียลมีเดีย คุณแม่เดินตรงไปที่ลูกสาวแล้วฉวยโทรศัพท์มาท่ามกลางเสียงร้องโวยวาย

“แมะจะเอาโทรศัพท์หนูไปไหน!”

“เดี๋ยวนี้ติดโซเชียลเกินไปแล้ว! แมะจะยึดโทรศัพท์ 1 วัน มีอะไรก็ใช้ของพี่โทรมา”

“แมะ!! ทำงี้ไม่ได้นะ!!”

“ไม่ต้องพูดมาก ไม่งั้นพรุ่งนี้แมะก็จะยึดด้วย เอ้านี่ ถุงเท้า จะทิ่มตาอยู่แล้ว”

 หญิงสาวพูดพลางเอาถุงเท้ายัดใส่มือลูกแล้วรีบเดินกลับออกไปที่ห้องครัว ลูกชายวัย 15 ปีที่กินข้าวอย่างเงียบเชียบผิดปกติมาตลอดเช้าวันนี้ดูเหมือนจะกินอิ่มแล้วและกำลังยกจานของตัวเองไปใส่กะละมังรอล้าง เด็กหนุ่มเหลือบมองคุณแม่เล็กน้อย แต่เธอยุ่งเกินว่าจะสังเกตเห็น คุณแม่เดินตรงดิ่งไปที่ลูกคนเล็กแล้วนั่งลงอีกครั้ง ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่ายังไม่ได้ตอบข้อความลูกค้า

ทว่าทันใดนั้น เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นสองครั้งสั้น ๆ หญิงสาวหันขวับไปมอง

“ลูก เสื้อที่ฝากรีดไว้ได้รึยังนะ”

เธอกระพริบตาสองครั้งขณะที่สมองยังประมวลผลไม่ทัน ก่อนจะตอบคุณพ่อของตนกลับไปด้วยน้ำเสียงเกรง ๆ “ยังเลยค่ะ ขอโทษนะคะ เดี๋ยวรีบไปรีดให้นะคะ”

“อืม ขอบใจนะ”

ชายสูงวัยกล่าวแล้วค่อย ๆ พยุงร่างที่เดินไม่ถนัดแล้วกลับออกไป ในขณะที่หญิงสาวหันกลับมาพิมพ์ข้อความตอบลูกค้าต่อโดยไม่มีแม้แต่เวลาจะมองตามว่าคุณพ่อเดินกลับห้องเรียบร้อยดีหรือไม่ แต่ยังไม่ทันทำอะไรถึงไหน เสียงกล้า ๆ กลัว ๆ ของลูกชายที่ดังขึ้นในขณะนั้นก็ทำให้มือที่กำลังจิ้มแป้นพิมพ์บนหน้าจอโทรศัพท์หยุดชะงัก

“เอ่อ… แมะครับ”

หญิงสาวหันมามองด้วยสีหน้าเหนื่อยล้า “อะไรลูก”

“คือ… วันนี้ผมกลับมืดได้ไหมครับ”

คิ้วของคุณแม่ขมวดทันที น้ำเสียงที่ใช้ห้วนขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

“ทำไม ลูกจะไปไหน”

“อ่า… เพื่อนชวนไปนั่งเล่นที่บ้าน–”

-ตือดึ๊ง-

ว่าไงคะ

คุณแม่เหลือบอ่านข้อความที่ลูกค้าส่งมาก่อนจะรีบกดส่งข้อความตอบเท่าที่พิมพ์ไว้แล้ว ขณะที่ลูกชายกำลังชักแม่น้ำทั้งห้าด้วยน้ำเสียงกระวนกระวาย

ขอโทษนะคะ จำเวลาผิด

เธอเงยหน้ากลับขึ้นมามองลูกชาย และกำลังอ้าปากจะพูดต่อ แต่ในฉับพลันนั้นเองลูกสาวของเธอก็โผล่หน้าเข้ามาในห้องครัวพร้อมร้องขัดเสียงแหลม

“แมะ!! เอาโทรศัพท์หนูคืนมาเถอะ หนูต้องใช้นะ!”

“ไม่ได้! อยู่เฉย ๆ อย่าเพิ่งกวน แมะกำลังคุยกับพี่” หญิงสาวปรามเสียงเข้ม ก่อนจะหันกลับไปหาลูกชาย “เพื่อนคนไหน”

เด็กหนุ่มทำหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออก “รุ่นพี่ที่ชมรม–”

“ไม่ได้! แมะบอกแล้วไม่ใช่เหรอว่าให้เลิกคบกับรุ่นพี่พวกนั้นได้แล้ว!”

“แต่–”

“แมะ!! เอาคืนมาเถอะ!!”

เพล้ง!!

ในจังหวะที่สถานการณ์กำลังตึงเครียดถึงขีดสุด เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นราวฟ้าผ่า ทั้งสามแม่ลูกเงียบเสียงในฉับพลันขณะที่หันไปมองต้นเสียงพร้อมกัน ก่อนจะได้เห็นภาพของจานเซรามิกที่แตกกระจาย และพื้นซีเมนต์ที่มีเม็ดข้าวติดหนึบไปทุกทิศทุกทาง หญิงสาวเงยหน้าขึ้นมองลูกสาวตัวน้อยของเธอ และรู้ได้ทันทีจากใบหน้าน้อย ๆ ที่บึ้งตึงและไร้ท่าทีเสียใจนั้นว่าเด็กหญิงตั้งใจโยนจานลงกับพื้น

ก่อนที่จะทันคิดอะไรทั้งนั้น คุณแม่ก็พุ่งตัวตรงไปที่ลูกสาวคนเล็กพร้อมมือที่เงื้อขึ้นสูง ความเครียดและโกรธเกรี้ยวสะสมปะทุขึ้นมาจนใบหน้าของหญิงสาวแดงจัด 

ทว่าขณะที่ฝ่ามือของเธออยู่ในจุดสูงสุด ใบหน้าของลูกน้อยที่ตื่นตกใจก็ทำให้คุณแม่ต้องเปลี่ยนมากำมือแน่นเพื่อสะกดความโกรธของตัวเอง เธอหายใจเข้าลึกขณะที่ริมฝีปากของเด็กหญิงตัวน้อยเริ่มสั่นเครือ สองตาเล็ก ๆ เหมือนมีหยดน้ำใสกองรอจะพรั่งพรูออกมา

เสียงในหัวของเธอดังขึ้นมาว่า ถ้าไม่ตี ลูกจะไม่จำ แต่ความสงสารและความรู้สึกผิดเริ่มกลบความขุ่นเคืองที่เกิดขึ้นก่อนหน้าจนทำให้คุณแม่ลังเล เธอยกมือค้างไว้นานจนเด็กน้อยเริ่มร้องไห้เสียงดัง พอดีกับที่เสียงแตรรถโรงเรียนดังขึ้นสั้น ๆ สองครั้ง เธอจึงลดมือลงและหันกลับมาหยิบกระเป๋านักเรียนยื่นให้ลูก ๆ ทั้งสอง พร้อมกำชับเสียงเข้มกับพี่คนโต

“วันนี้ห้ามกลับค่ำ เรามีเรื่องต้องคุยกัน เข้าใจไหม”

“…ครับ”

กริ๊งงง

ยังไม่ทันจะได้ล่ำลา เสียงโทรศัพท์ของเธอก็ดังขึ้น คุณแม่ปล่อยให้ลูกชายและลูกสาวที่ใบหน้าเศร้าสร้อยพอกันไปขึ้นรถโรงเรียนตามลำพังขณะที่หยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดรับสาย ปลายสายสอบถามด้วยเสียงร้อนใจว่า สรุปแล้วจะมาส่งขนมทันเวลาที่ตกลงกันไว้แต่แรกหรือไม่ คุณแม่ตอบปลายสายอย่างสุภาพพลางขอโทษขอโพยที่มีเสียงร้องไห้งอแงจากลูกสาวหลุดเข้าไปในสายด้วย ความคิดเรื่อยเปื่อยไหลลอยเข้ามาในหัวขณะที่เธอเหม่อมองลูกน้อยวัยสามขวบที่มีน้ำตาไหลอาบสองแก้มและกำลังระเบิดเสียงกรีดร้องอย่างไม่อาย

หากมีมือครบทั้งสองมือ เธอคงโอบกอดลูกขณะที่ทำงานไปด้วยได้

หรือแม้กระทั่งไม่ต้องใช้วิธีตีเพื่อสั่งสอน

แต่จะทำอย่างไรได้สำหรับแม่ที่มีมือเพียงข้างหนึ่ง การค่อย ๆ ประคองลูกให้เดินไปตามเส้นทางที่ถูกต้องด้วยมือเดียวนั้นยากเหลือเกิน ในเมื่อมือข้างนั้นยังต้องใช้ทำงานหาเงิน ดูแลบ้าน ดูแลพ่อแม่ที่แก่เฒ่า ไปพร้อม ๆ กับดูแลลูกทั้งสาม

การดุ ขู่ และตี จึงง่ายกว่าสำหรับแม่มือเดียวอย่างเธอ แต่มันก็สร้างบาดแผลให้ลูก เธอรู้เรื่องนี้ดีกว่าใคร แต่ก็คิดไม่ตกว่าจะต้องทำอย่างไร

เธอวางโทรศัพท์พอดีกับที่ลูกสาวร้องไห้จนเหนื่อยและหยุดร้องไปเอง 

* * *

“ตายแล้ว สองทุ่มกว่าแล้วเหรอเนี่ย”

คุณแม่อุทานขึ้นหลังจากที่มองนาฬิกาติดผนัง กว่าเธอจะนึกได้ว่าวันนี้มีนัดให้สัมภาษณ์ตอนสองทุ่มก็คือตอนที่มีสายเรียกเข้าดังขึ้นในระหว่างที่เธอกำลังพับผ้ากองโต

เธอรีบจัดเสื้อผ้าหน้าผมให้พร้อมแล้วกดรับสาย หน้าจอปรากฏใบหน้าของผู้ขอสัมภาษณ์ เธอกล่าวทักทาย ปลายสายยิ้มตอบอย่างเกรงใจแล้วเอ่ยขอโทษที่รบกวนตอนดึก ทั้งสองแนะนำตัวและพูดคุยทำความรู้จักกันครู่หนึ่ง ก่อนที่อีกฝ่ายจะถามถึงรายละเอียดของเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นในชีวิตเธอ หญิงสาวเล่าเหตุการณ์ดังกล่าวให้ฟังโดยละเอียด ผู้สัมภาษณ์พยักหน้าและนิ่วหน้าตามอย่างขุ่นเคืองในบางช่วงบางตอน ก่อนจะปิดท้ายด้วยคำถามว่า

“รู้สึกยังไงคะหลังจากที่สามีถูกควบคุมตัวไป”

คุณแม่นิ่งคิดไปพักหนึ่ง เธอประสานมือทั้งสองของเธอเข้าด้วยกันในช่วงเวลาแห่งความเงียบงันครู่หนึ่งนั้น ก่อนจะยิ้มเหนื่อย ๆ กลับไป

“รู้สึกเหมือนขาดมือไปข้างนึงเลยค่ะ”

.

.

.

ชายไร้ทรงจำในดินแดนแห่งแสงสว่าง

**TW: PTSD

พวกเราอาศัยในดินแดนแห่งแสงสว่าง ที่ซึ่งความมืด

ถูกขจัดสิ้น พวกเราจดจำได้เพียงบางส่วนเสี้ยวของชีวิต แต่นั่นไม่สำคัญ ในเมื่อ

                    ทุกหนแห่งมีดอกไม้บานสะพรั่ง เราจดจำเพียงความโอบอ้อมอาทร

ของผู้คน และความสุขล้นใต้แสงจ้าที่ไม่เคยดับหาย ปานสวรรค์วิมาน

.

โลกของเรางดงามด้วยสีรุ้งทั้ง 6 : ม่วง คราม น้ำเงิน เขียว เหลือง แสด

ที่พักของเรากว้างขวางโอ่อ่า โปร่งโล่งสบาย

เราทิ้งขยะในตะกร้าสาน ไม่มีวัสดุสังเคราะห์หรอกนะ!

โอ้ ไม่หรอก เราไม่มี

สิ่งของสีแดง

ห้องพักสี่เหลี่ยมแคบเล็ก

ถังน้ำมัน

หรือถุงดำ

.

มีสิ ดินแดนของเรามีกลางคืน

แต่เราจะไม่เห็นมันหรอก เพราะเราทำให้แน่ใจเสมอว่า ทุกที่ที่เราอยู่จะมีไฟติดสว่างไสว

จริงอยู่ เรายังคงสะดุ้งตื่นพร้อมเหงื่อกาฬ ในบางค่ำคืนที่เราได้ยิน

เสียงล้อรถบดขยี้กรวดหิน

เสียงปิดประตูรถที่ดังถี่ติดต่อกันไม่หมดสิ้น

หรือเมื่อแรงสั่นสะเทือนจากผืนดินใต้ขบวนรถนับสิบทำให้ร่างกายของพวกเราโยกคลอน

.

แต่ไม่เป็นไรหรอก เพราะว่า

ทุกครั้ง ณ ชั่วขณะ ที่เราตื่นขึ้นด้วยความหวาดกลัว และถูกโถมทับ

ด้วยความทรงจำสยดสยองที่เรานึกว่าได้ฝังกลบมันไปจนสิ้นแล้ว

แสงสว่างที่เราจุดไว้ในทุกซอกมุม จะช่วยโอบกอดปลอบประโลม และชะล้างเจอจาง

ความทรงจำเหล่านั้นไปอีกครั้ง

.

ด้วยเหตุนี้ เรา เหล่าผู้เลือกหลงลืม จึงพิทักษ์แสงสว่างเหล่านี้ด้วยชีวิต

เพราะหากเราได้เห็น แม้นเพียงเสี้ยวเศษความมืดมิดอีกครั้ง ดินแดนแห่งนี้

จะแตกสลายลงไป

พร้อมกับหัวใจของเรา

%d bloggers like this: