แถลงการณ์ CrCF: รัฐบาลตัดสินใจผิดพลาดในการยุติการพักการประหารชีวิต  การประหารชีวิตโดยรัฐก็เป็นการฆ่าผู้อื่นอย่างทารุณโหดร้ายเช่นกัน

มูลนิธิผสานวัฒนธรรม

เผยแพร่วันที่ 19 มิถุนายน 2561

 

รัฐบาลตัดสินใจผิดพลาดในการยุติการพักการประหารชีวิต

                             การประหารชีวิตโดยรัฐก็เป็นการฆ่าผู้อื่นอย่างทารุณโหดร้ายเช่นกัน

 

ตามที่กรมราชทัณฑ์ โดย พ.ต.อ.ณรัชต์ เศวตนันทน์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่18 มิถุนายน พ.ศ.2561 เวลา 15.00–18.00 น. กรมราชทัณฑ์ ได้ดำเนินการบังคับโทษตามคำพิพากษาของศาลด้วยการประหารชีวิตนักโทษเด็ดขาดหนึ่งราย (ขอสงวนชื่อนามสกุล) อายุ 26 ปี ผู้ต้องขังในคดีฆ่าผู้อื่นอย่างทารุณโหดร้ายเพื่อชิงทรัพย์ เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2555 โดยการฉีดยาพิษ

 

มูลนิธิผสานวัฒนธรรมขอแสดงความเสียใจต่อการตัดสินใจของรัฐบาลไทยในการยุติการพักการประหารชีวิตในทางปฏิบัติครั้งนี้หลังจากได้มีการประหารชีวิตด้วยการฉีดยาสารพิษครั้งสุดท้ายเมื่อเดือนสิงหาคม พ.ศ.2552  ทั้งที่เหลือเวลาอีกเพียง 14  เดือนที่ประเทศไทยจะได้รับการยอมรับว่าได้พักการประหารชีวิตในทางปฏิบัติติดต่อกันเป็นเวลา10 ปี   ทำให้ประเทศไทยพลาดโอกาสได้รับการประกาศว่าเป็นประเทศที่ยกเลิกโทษประหารชีวิตในทางปฏิบัติ  ทั้งนี้การยกเลิกโทษประหารชีวิตเป็นเจตจำนงที่ระบุไว้ในแผนปฏิบัติการแม่บทว่าด้วยสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ฉบับที่ 3 ที่จะออกกฎหมายให้ยกเลิกโทษประหารชีวิตในท้ายที่สุด และพันธกรณีตามกฎหมายระหว่างประเทศคือ กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ทั้งสวนทางกับคำประกาศของรัฐบาลไทยที่กำหนดให้สิทธิมนุษยชนเป็นวาระแห่งชาติ อันจะมีผลทำให้คำมั่นสัญญาและสัจวาจาที่รัฐบาล ค.ส.ช. ให้ไว้กับประชาชนและนานาชาติขาดความน่าเชื่อถือ

การประหารชีวิตในครั้งนี้ หลังจากได้พักการประหารชีวิตมาเกือบ 10 ปี ทำให้ประเทศไทยถูกจัดว่าเป็นประเทศที่ล้าหลังประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียนหลายประเทศ โดยประเทศกัมพูชาและฟิลิปปินส์ ได้ยกเลิกกฎหมายที่ให้มีโทษประหารชีวิตสำหรับความผิดทางอาญาทุกประเภทไปหลายปีแล้ว ส่วนลาว พม่า และบรูไน ได้ยกเลิกโทษประหารชีวิตในทางปฏิบัติ ประเทศไทยยังล้าหลังในระดับสากล กล่าวคือ ประเทศไทยเป็นหนึ่งใน 57 ประเทศที่ยังคงบทลงโทษประหารชีวิต ในขณะที่ 141 ประเทศในโลกได้ยกเลิกโทษประหารชีวิตในทางกฎหมายหรือในทางปฏิบัติ[1]  โดยเฉพาะประเทศในสหภาพยุโรปทุกประเทศได้ยกเลิกโทษประหารชีวิตและมีการรณรงค์อย่างกว้างขวางในการยุติโทษประหารชีวิตในประเทศอื่นทั่วโลก  เช่น สหราชอาณาจักรที่มีเป็นสำนักงานใหญ่ของการเคลื่อนไหวขององค์การแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลที่กรุงลอนดอน หรือการรณรงค์ของรัฐบาลสาธารณรัฐฝรั่งเศสที่มีการสนับสนุนการรณรงค์การต่อต้านโทษประหารชีวิตผ่านสถานทูตทั่วโลกเป็นต้น

 

นายสุรพงษ์ กองจันทึก ประธานมูลนิธิฯกล่าวว่า “การที่กรมราชทัณฑ์กล่าวอ้างว่าสหรัฐอเมริกาและจีนยังเป็นประเทศที่มีการบังคับใช้โทษประหารชีวิต เป็นสิ่งที่น่าอับอาย  ด้วยเหตุผลเป็นการปกป้องสังคมและพลเมืองส่วนใหญ่ให้พ้นจากการตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมมากกว่าเน้นสิทธิเสรีภาพของปัจเจกบุคคลที่กระทำผิดกฎหมายนั้น เป็นเหตุผลที่ฟังไม่ขึ้น เนื่องด้วยการลงโทษด้วยการจำคุกตลอดชีวิตที่ไทยดำเนินมาเกือบ 9 ปีก็เป็นการแยกบุคคลที่กระทำความผิดออกมาเพื่อปกป้องสังคมและให้พลเมืองพ้นจากการเป็นเหยื่ออาชญากรรม ตลอดจนเป็นการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลนั้นอยู่แล้ว  การเดินทางไปสหราชอาณาจักรและสาธารณรัฐฝรั่งเศสในระหว่างวันที่ 20-25 มิถุนายนนี้ของนายกรัฐมนตรีของไทยนั้น อาจต้องไปตอบคำถามถึงการตัดสินใจประหารชีวิตผู้ต้องโทษอายุ 26 ปีนี้และอาจเป็นเงื่อนไขให้การร่วมมือในกิจการต่างๆ ถูกกดดันจากทั้งตัวแทนรัฐบาลและภาคประชาสังคมของทั้งสองประเทศ”

 

“ขอให้รัฐบาลเปลี่ยนแนวคิดว่าการประหารชีวิตจะเป็นการปกป้องสังคม เพราะการประหารชีวิตแม้กระทำโดยรัฐ ก็เป็นการฆ่าผู้อื่นโดยการทารุณโหดร้ายและละเมิดศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์เช่นเดียวกับทีกระทำโดยอาชญากรเช่นกัน การประหารชีวิตไม่มีผลในการยุติการก่ออาชญากรรม ในทางตรงกันข้ามกลับอีกทั้งสร้างวงจรความเกลียดชังและความรุนแรงในสังคมอย่างไม่จบสิ้น” นายสุรพงษ์ กองจันทึก กล่าวเสริม

ติดต่อข้อมูลเพิ่มเติม โทร 02-1015481- 2

 

[1] https://www.amnesty.or.th/our-work/death-penalty/

2018_07_19_anti-death panelty- final2

Advertisements