จากปู่โคอี้ ถึงบิลลี่ : การเรียกร้องสิทธิ ชุมชนในป่าและความเป็นธรรมของชุมชนกะเหรี่ยงบางกลอย”

30727001_1655656791148267_5108324943188558916_n

ขอเชิญสื่อมวลชนและผู้สนใจเข้าร่วมเวทีวิชาการ

จากปู่โคอี้ ถึงบิลลี่ : การเรียกร้องสิทธิ ชุมชนในป่าและความเป็นธรรมของชุมชนกะเหรี่ยงบางกลอย

วันที่ 27 เมษายน 2561 เวลา 13.00-16.00 น.

ณ. ห้องประชุมจิตติ ติงศภัทิย์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์

          นายคออี้ หรือโคอี้ มีมิ หรือที่คุ้นเคยในชื่อเรียก “ปู่โคอี้” ปัจจุบันอายุ 106 ปี ปู่ถือเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณและสัญลักษณ์แห่งการต่อสู้เพื่อสิทธิชุมชนและวิถีชีวิตของชาติพันธุ์กะเหรี่ยงแห่งบางกลอย-ใจแผ่นดิน ซึ่งเป็นชุมนุมดั้งเดิมที่มีอยู่ก่อนที่จะมีการประกาศเป็นเขตอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน

          เหตุการณ์ที่ทำให้สาธารณะรับรู้เรื่องราวของชุมชนชาติพันธุ์กะเหรี่ยงแห่งบางกลอย-ใจแผ่นดิน อาจจะต้องย้อนกลับไปเมื่อ 6 ปีที่แล้ว ในเดือนพฤษภาคม 2554 เกิดเหตุการณ์ที่เจ้าหน้าที่รัฐ นำโดยอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ได้ปฏิบัติภารกิจที่พวกเขาเรียกว่า “การปฏิบัติงานโครงการขยายผลการอพยพ ผลักดัน/จับกุม ชนกลุ่มน้อยที่บุกรุกพื้นที่ตามแนวชายแดนไทย-พม่า ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน” เพื่อดำเนินการผลักดันกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงที่ตั้งถิ่นฐานอยู่บริเวณบ้านบางกลอยบนและบ้านใจแผ่นดิน ปฏิบัติการครั้งนั้น มีการบังคับให้ปู่โคอี้และชาวกะเหรี่ยงดั้งเดิมที่เกิดและอาศัยอยู่ในบริเวณดังกล่าวให้ออกไปจากพื้นที่ มีการเข้ารื้อ ทำลาย เผาบ้านที่ทำด้วยไม้ไผ่ หลังคามุงด้วยใบตะคร้ออีกเกือบร้อยหลัง ทรัพย์สินในบ้าน ยุ้งฉาง อุปกรณ์เครื่องมือเครื่องใช้ต่างๆภายในบ้าน รวมถึงเมล็ดพันธุ์พืช ได้สูญหายหรือได้รับความเสียหาย

          เหตุการณ์ไล่รื้อครั้งนั้น เป็นเหตุให้ในปี 2555 ชาวบ้านชาติพันธุ์กะเหรี่ยงที่ได้รับความเสียหายจำนวน     6 คน นำโดย “ปู่โคอี้” ได้ยื่นฟ้องกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมต่อศาลปกครองกลาง  ต่อมา 7 กันยายน 2559 ศาลปกครองกลางก็ได้มีคำพิพากษาว่าผู้ฟ้องคดีเป็น   ผู้บุกรุกพื้นที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน  โดยปฏิเสธสิทธิในการอยู่อาศัยและทำกินในพื้นที่ดั้งเดิมพวกเขา และศาลยังเห็นว่าการเผาทำลายบ้านและยุ้งฉางของชาวกะเหรี่ยงโดยเจ้าหน้าที่นั้นเป็นการดำเนินการที่ถูกต้องเหมาะสมตามหลักความได้สัดส่วนและตามควรแก่กรณีแล้ว แต่ศาลก็กรุณาพิพากษาให้กรมอุทยานแห่งชาติชดใช้ค่าเสียหายที่เผาทรัพย์สิน ให้ผู้ฟ้องคดีคนละ 10,000 บาท เนื่องจากไม่ได้แจ้งชาวบ้านล่วงหน้าเพื่อขนทรัพย์สิ่งของออกไปก่อน ผู้ฟ้องคดีจึงได้อุทธรณ์คำสั่งศาลปกครองกลาง ปัจจุบันคดียังอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลปกครองสูงสุด

        เป็นเวลากว่า 4 ปีแล้วที่ “บิลลี่” พอละจี รักจงเจริญ หลานชายของปู่โคอี้ และผู้นำในการปกป้องสิทธิมนุษยชนให้กับชาติพันธุ์กะเหรี่ยงบางกลอย – ใจแผ่นดิน ซึ่งบิลลี่ทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยทนายความในคดีที่ปู่โคอี้และชาวบ้านชาติพันธุ์กะเหรี่ยงฟ้องศาลปกครองด้วย ได้หายตัวไปหลังจากถูกเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจานควบคุมตัวไว้เมื่อ 17 เมษายน 2557 ซึ่งปัจจุบันครอบครัวก็ยังไม่ทราบชะตากรรมของเขา ที่ผ่านมาทั้งภริยาของบิลลี่ และองค์กรด้านสิทธิมนุษยชนได้มีความพยายามแสวงหาแนวทางด้านกฎหมายมาใช้เพื่อดำเนินการให้มีการสืบหาตัวของบิลลี่และนำผู้กระทำผิดมารับโทษ แต่การดำเนินการเหล่านั้นก็ยังไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร ปัจจุบันกระบวนยุติธรรมได้หยุดอยู่ที่ชั้นสอบสวนเท่านั้น

          นับเป็นเวลานานแล้วที่ชุมชนกระเหรี่ยงบางกลอย-ใจแผ่นดิน และครอบครัวของบิลลี่ยังไม่ได้รับความเป็นธรรม ด้วยเหตุนี้ ผู้เกี่ยวข้องและองค์กรต่างๆที่ได้ติดตามสถานการณ์ ได้แก่ สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน (สนส.), มูลนิธิผสานวัฒนธรรม, ครอบครัวนายพอละจี (บิลลี่) รักจงเจริญ, เครือข่ายกะเหรี่ยงเพื่อวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม เขตงานตะนาวศรี และกลุ่มดินสอสี  จึงร่วมกันจัดเวทีวิชาการ ในหัวข้อ จากปู่โคอี้ ถึงบิลลี่ : การเรียกร้องสิทธิ ชุมชนในป่าและความเป็นธรรมของชุมชนกะเหรี่ยงบางกลอย เพื่อสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับวิถีชีวิตของชาติพันธุ์กะเหรี่ยงและกระตุ้นให้เกิดการแก้ปัญหาและสืบหาตัวบิลลี่ เพื่อนำความยุติธรรมมาสู่ครอบครัวและชุมชนบ้านบางกลอย และเปิดพื้นที่ในการแลกเปลี่ยนและระดมความคิดเห็นจากภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อเป็นการทบทวนบทเรียนและวิเคราะห์สถานการณ์ที่เกิดขึ้นร่วมกันเพื่อจัดทำเป็นข้อเสนอแนะและเป็นประโยชน์ในอนาคตต่อไป

Advertisements