วันแห่งการรำลึกถึงผู้ถูกบังคับสูญหายสากล

เรียน พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ และ นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ

วันแห่งการรำลึกถึงผู้ถูกบังคับสูญหายสากล
(
INTERNATIONAL DAY OF THE VICTIMS OF ENFORCED DISAPPEARANCES)

 

คณะกรรมการนักนิติศาสตร์สากล (International Commission of Jurists) แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล (Amnesty International) ฮิวแมนไรท์วอทช์ (Human Rights Watch) สหพันธ์เพื่อสิทธิมนุษยชนสากล (International Federation for Human Rights – FIDH) ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน (Thai Lawyers for Human Rights) และมูลนิธิผสานวัฒนธรรม (Cross Cultural Foundation) ขอนำส่งจดหมายถึงท่าน ณ วันแห่งการรำลึกถึงผู้ถูกบังคับสูญหายสากล พ.ศ. 2560 นี้ เพื่อแสดงถึงความกังวลเป็นอย่างมากขององค์กรข้างต้นต่อความล่าช้าในการผ่านร่างกฎหมายที่มีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันมิให้มีการกระทำการทรมาน การปฏิบัติที่โหดร้าย และการบังคับให้สูญหาย ตลอดจนปัญหาในด้านการสืบสวนสอบสวนที่ไม่มีความคืบหน้าอย่างชัดเจนในกรณีที่มีการกล่าวอ้างว่ามีผู้ถูกบังคับให้สูญหาย อาทิ กรณี นายสมชาย นีละไพจิตร และ นายพอละจี “บิลลี่” รักจงเจริญ ซึ่งเป็นกรณีการบังคับให้สูญหายที่ยังไม่ได้รับความกระจ่าง แม้จะมีความพยายามจากครอบครัวและกลุ่มสิทธิมนุษยชนไทยและนานาชาติที่เรียกร้องเกี่ยวกับกรณีดังกล่าวอยู่หลายครั้ง ด้วยเหตุนี้ องค์กรผู้มีรายนามข้างท้ายนี้ขอเรียกร้องให้รัฐบาลริเริ่มมาตรการทางกฎหมายและมาตรการทางปกครองที่สอดคล้องกับพันธกรณีด้านสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศของไทยเพื่อให้มีการป้องกันมิให้มีการกระทำให้เกิดการบังคับให้สูญหายขึ้น

องค์การที่มีรายนามข้างท้ายนี้ขอเรียกร้องให้รัฐบาลไทยดำเนินการดังต่อไปนี้

  1. ขอให้รัฐบาลเร่งรัดให้มีการประกาศใช้ร่างพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย[1] (ร่างพระราชบัญญัติฯ) โดยมิชักช้า หลังจากที่ร่างพระราชบัญญัติฯดังกล่าวได้รับการเเก้ไขเพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานทางกฎหมายระหว่างประเทศ และพันธกรณีระหว่างประเทศของประเทศไทยแล้ว[2]
  2. สืบสวนสอบสวนกรณีที่มีการกล่าวอ้างว่าเป็นกรณีที่ถูกบังคับให้สูญหาย ได้แก่ กรณีนายสมชาย นีละไพจิตร นายพอละจี “บิลลี่” รักจงเจริญ และกรณีการบังคับให้สูญหาย  การทรมานและการปฏิบัติที่โหดร้าย กรณีอื่น ๆ ในประเทศไทย อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นกลาง และเป็นอิสระ เพื่อนำตัวผู้กระทำความผิดมารับโทษตามกฎหมายผ่านการพิจารณาคดีที่เป็นธรรม ตลอดจนให้ความช่วยเหลือและเยียวยาความเสียหายแก่ผู้ที่ตกเป็นเหยื่อของการบังคับสูญหายอย่างมีประสิทธิภาพ[3]  และ
  3. ให้สัตยาบันต่ออนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลทุกคนจากการหายสาบสูญโดยถูกบังคับ (International Convention for the Protection of All Persons from Enforced Disappearance (ICPPED)) [4] และพิธีสารเลือกรับของอนุสัญญาว่าด้วยการต่อต้านการทรมาน และการกระทำอื่นๆ ที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือที่ย่ำยีศักดิ์ศรี (the Optional Protocol to the Convention against Torture and other Cruel, Inhuman or Degrading Treatment or Punishment (OPCAT))

ความเป็นมา

มีรายงานว่ามีกรณีการบังคับสูญหายอย่างน้อย 82 กรณีในประเทศไทยนับตั้งเเต่ พ.ศ. 2523 [5] องค์กรภาคประชาสังคมและองค์กรสิทธิมนุษยชนเองก็รายงานกรณีที่มีการอ้างว่ามีการทรมานและการปฏิบัติอย่างโหดร้ายโดยฝ่ายความมั่นคงโดยเฉพาะการควบคุมตัวบุคคลโดยลับในพื้นที่ของกองทัพหลังรัฐประหาร พ.ศ. 2557 และการควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยว่าเป็นผู้ก่อความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้[6] ทั้งนี้ ความเสี่ยงในการถูกบังคับให้สูญหายในสถานที่ควบคุมตัวนั้นถูกทำให้เพิ่มขึ้น ผ่านการให้อำนาจเจ้าหน้าที่ทหารในการควบคุมตัวบุคคลต่าง ๆ ซึ่งรวมถึงคำสั่ง หัวหน้าคสช. ที่ 3/2558 ซึ่งอนุญาตให้มีการควบคุมตัวบุคคลโดยไม่มีการตั้งข้อกล่าวหาเเละโดยไม่ต้องพิจารณาคดีในสถานที่คุมขังอย่างไม่เป็นทางการนานถึงเจ็ดวันโดยไม่มีการกำกับดูแลโดยฝ่ายตุลาการหรือกลไกการป้องกันการทรมานหรือการปฏิบัติที่โหดร้าย[7]

ประเทศไทยมีพันธกรณีทางด้านกฎหมายระหว่างประเทศภายใต้กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) และอนุสัญญาต่อต้านการทรมาน (CAT) ในการสืบสวนสอบสวน ดำเนินคดี ลงโทษ และให้ชดเชยเยียวยาและชดใช้ค่าเสียหายจากอาชญากรรมการทรมาน การปฏิบัติที่โหดร้าย และการบังคับให้สูญหาย[8] ในเดือนมกราคม พ.ศ. 2555 ประเทศไทยได้ลงนามในอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลทุกคนจากการหายสาบสูญโดยถูกบังคับ (ICPPED) ซึ่งเป็นการสะท้อนถึงพันธสัญญาในการป้องกันและห้ามมิให้มีการก่ออาชญากรรมการบังคับให้บุคคลสูญหาย เมื่อวันที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2560 สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ของประเทศไทยได้มีมติเห็นชอบให้มีการให้สัตยาบันแก่ ICPPED[9] อย่างไรก็ตาม รัฐบาลไทยยังไม่ได้ดำเนินการและยังไม่ได้กำหนดกรอบเวลาที่ชัดเจนในการส่งมอบสัตยาบันสารกับเลขาธิการสหประชาชาติตามที่กำหนดไว้[10]

หนึ่งในความท้าทายของผู้ที่ตกเป็นเหยื่อการทรมาน การปฏิบัติที่โหดร้าย และการบังคับให้สูญหายในประเทศไทยในการแสวงหาตัวผู้กระทำผิดมารับโทษนั้นคือประเด็นที่ว่าอาชญากรรมดังกล่าวนั้นยังมิได้ถูกระบุไว้เป็นการเฉพาะว่าเป็นความผิดที่มีโทษทางอาญาในกฎหมายภายในประเทศ ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2560 คณะกรรมการจัดการเรื่องราวร้องทุกข์กรณีถูกกระทำทรมานและถูกบังคับให้หายสาบสูญซึ่งแต่งตั้งขึ้นตามคำสั่งนายกรัฐมนตรีโดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมเป็นประธาน ได้ประชุมครั้งแรกและยืนยันหน้าที่ในการรับเรื่องร้องเรียน ค้นหาข้อเท็จจริง ตรวจสอบตลอดจนให้ความช่วยเหลือ เยียวยา และปกป้องสิทธิของผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการทรมานหรือการบังคับให้สูญหาย[11]แต่ทว่าบทบาทและหน้าที่ของคณะกรรมการดังกล่าวยังคงไม่ชัดเจนและไม่ควรถูกมองว่าเป็นกลไกที่นำมาใช้ทดแทนกฎหมายภายในประเทศที่กำหนดโทษทางอาญาต่อการทรมาน การปฏิบัติที่โหดร้าย และการบังคับให้สูญหาย[12]

เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2560 คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ซึ่งเป็นกลไกติดตามดูการนำกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองเเละสิทธิทางการเมืองไปปฏิบัติโดยรัฐภาคี ได้กล่าวในข้อสังเกตเชิงสรุปแก่ประเทศไทยว่า

“19. คณะกรรมการยังคงกังวลว่ากฎหมายอาญาของรัฐภาคียังไม่ได้มีการรับรองอย่างเพียงพอว่าการกระทำการทรมานและการบังคับให้สูญหายเป็นความผิดอาญาตามที่ระบุไว้ในกติกาฯ และมาตรฐานระหว่างประเทศ คณะกรรมการรู้สึกเสียใจต่อความล่าช้าในการผ่านร่างพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย (ข้อ 2 6-7 9-10 และ 16)

20. รัฐภาคีควรตรวจสอบให้แน่ใจว่ากฎหมายนั้นสอดคล้องกับกติกาฯ โดยสมบูรณ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การห้ามมิให้มีการทรมานและการบังคับให้สูญหายให้เป็นไปตามกติกาฯเเละมาตรฐานสากล รัฐภาคีควรเร่งรัดการออกกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย”[13]

ด้วยเหตุนี้ องค์กรดังรายชื่อแนบท้ายจึงรู้สึกเสียใจเป็นอย่างยิ่งที่รัฐบาลไทยมีความล่าช้าในการแก้ไขปัญหาความบกพร่องของร่างพระราชบัญญัติฯเเละการประกาศให้ร่างพระราชบัญญัติฯเป็นกฎหมาย[14]

ร่างพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย

เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560 สภานิติบัญญัติแห่งชาติประกาศว่าจะไม่มีการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติฯ ซึ่งเป็นร่างที่ผ่านกระบวนการร่างเป็นระยะเวลาหลายปีโดยเจ้าหน้าที่จากกระทรวงยุติธรรมโดยมีการหารือกับองค์กรเอกชนและภาคประชาสังคม รวมถึง คณะกรรมการนักนิติศาสตร์สากล   แอมเนสตี อินเตอร์เนชั่นแนล และ ฮิวแมนไรท์วอทช์[15] ต่อมา มีรายงานว่าร่างพระราชบัญญัติฯดังกล่าว ถูกส่งกลับไปยังคณะรัฐมนตรี “เพื่อรับฟังความเห็นจากฝ่ายต่าง ๆ…ทั้งจากมหาดไทย ตำรวจ ฝ่ายความมั่นคง ทหาร อัยการ”[16]

เมื่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติพิจารณาทบทวนการปฏิบัติตามกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองเเละสิทธิทางการเมืองของประเทศไทยในเดือนมีนาคมปี พ. ศ. 2560 คณะผู้แทนไทยได้ยืนยันว่า ร่างกฎหมายฉบับนี้ “ได้ยื่นต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ซึ่งสนช.ได้ขอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาทบทวนร่างพระราชบัญญัติฯนี้ เพื่อทำการแก้ไขและให้มีการรับฟังความคิดเห็นจากสาธารณะต่อไป”[17]

อนึ่ง ความล่าช้าในการออกกฎหมายนี้ดูเหมือนจะมิใช่เพื่อการรับฟังความคิดเห็นจากสาธารณะ เมื่อคำนึงถึงว่ามีการรับฟังความคิดเห็นจากสาธารณะเกิดขึ้นแล้วอย่างกว้างขวางและสถานะของร่างพระราชบัญญัติฯนั้นถูกผลักดันไปยังระดับการพิจารณาที่สูงแล้ว ดังนั้น องค์กรดังรายชื่อแนบท้ายจึงขอเรียกร้องด้วยความเคารพให้รัฐบาลไทยเร่งรัดการหารือในระดับคณะรัฐมนตรี เพื่อให้ผู้เสียหายจากอาชญากรรมเหล่านี้สามารถเข้าถึงความยุติธรรมได้อย่างทันท่วงที

องค์กรดังรายชื่อแนบท้ายตระหนักดีว่าร่างพระราชบัญญัติฯฉบับล่าสุดยังมีจุดบกพร่องบางอย่างที่เราเชื่อว่าควรได้รับการแก้ไขเพื่อให้สอดคล้องกับพันธกรณีด้านสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศของไทยภายใต้ ICCPR CAT และ ICPPED

ข้อกังวลเหล่านี้รวมถึง แต่ไม่จำกัดเพียงเฉพาะประเด็นดังต่อไปนี้ [18]

  1. นิยาม –  การละเลยองค์ประกอบสำคัญตาม ICPPED และ CAT ในการนิยามการบังคับสูญหายและการทรมานในร่างพระราชบัญญัติฯ โดยบทบัญญัติเหล่านี้ควรได้รับการแก้ไขให้สอดคล้องต้องกัน
  2. ความรับผิดทางอาญานอกเหนือจากการกระทำผิดโดยตรง (ตัวการ)–- ร่างพระราชบัญญัติฯยังไม่มีความชัดเจนเกี่ยวกับความรับผิดทางอาญาที่นอกเหนือไปจากการเป็นผู้กระทำอาชญากรรมการบังคับให้สูญหายและการกระทำทรมานโดยตรง โดยประเด็นนี้ควรได้รับการแก้ไขเพื่อแสดงให้เห็นถึงขอบเขตความรับผิดนอกเหนือจากการกระทำความผิดโดยตรง และมีการกำหนดบทลงโทษที่เหมาะสมแก่ผู้กระทำความผิดในระดับต่าง ๆ
  3. การปฏิบัติหรือการลงโทษที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม และย่ำยีศักดิ์ศรี – ร่างพระราชบัญญัติฯไม่ระบุว่าการปฏิบัติหรือการลงโทษที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม และย่ำยีศักดิ์ศรีเป็นอาชญากรรม ร่างพระราชบัญญัติฯควรได้รับการแก้ไขเพื่อให้การปฏิบัติหรือการลงโทษที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม และย่ำยีศักดิ์ศรีเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายโดยเฉพาะเจาะจง ซึ่งการกระทำดังกล่าวและการทรมานถูกห้ามอย่างชัดเจนภายใต้มาตรา ของกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองเเละสิทธิทางการเมือง ในฐานะสิทธิที่ไม่สามารถละเว้นไม่ปฏิบัติตามได้[19]
  4. การนำข้อมูลที่ได้จากการทรมานมาใช้เป็นหลักฐาน – ร่างพระราชบัญญัติฯมิได้ห้ามใช้คำให้การและข้อมูลอื่น ๆ ที่ได้จากการทรมานหรือการปฏิบัติหรือการลงโทษที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม และย่ำยีศักดิ์ศรี มาเป็นหลักฐานในการดำเนินคดีโดยเฉพาะเจาะจง ร่างพระราชบัญญัติฯฉบับนี้ควรได้รับการแก้ไขให้มีการปฏิเสธการใช้หลักฐานดังกล่าวอย่างชัดเจน และ
  5. การคุ้มครอง – ร่างพระราชบัญญัติฯขาดบทบัญญัติว่าด้วยการป้องกันมิให้เกิดการบังคับให้สูญหาย การทรมานและการปฏิบัติหรือการลงโทษที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม และย่ำยีศักดิ์ศรี ได้แก่ การให้ทนายความและครอบครัวเข้าพบผู้ถูกควบคุมตัว การให้ข้อมูลเกี่ยวกับชะตากรรมและที่อยู่ของผู้ถูกควบคุมตัวต่อทนายความและครอบครัวอยู่เสมอ การอนุญาตให้มีที่ปรึกษาทางกฎหมายเข้าร่วมการสอบปากคำด้วย และการบันทึกวิดีโอและ/หรือการบันทึกเสียงในช่วงการสอบสวนทั้งหมด การคุ้มครองเหล่านี้ควรจะรวมอยู่ในร่างพระราชบัญญัติฯด้วย

องค์กรดังรายชื่อแนบท้ายขอเรียกร้องให้รัฐบาลไทยให้ความสำคัญในการแก้ไขปัญหาเหล่านี้เป็นอันดับต้น ๆ และบังคับใช้ร่างพระราชบัญญัติฯฉบับนี้โดยมิชักช้า การแก้ไขร่างพระราชบัญญัติฯนี้เเละตราเป็นกฎหมายมีความจำเป็นเป็นอย่างยิ่งเพราะความล้มเหลวของเจ้าหน้าที่หลายต่อหลายครั้งในการนำตัวผู้กระทำการบังคับบุคคลอื่นให้สูญหายมารับผิด ซึ่งเห็นได้ชัดจากสองกรณีที่มีการกล่าวอ้างว่ามีการบังคับให้สูญหาย ซึ่งถูกนำมาสู่ความสนใจของทั้งเจ้าหน้าที่ไทยและประชาคมระหว่างประเทศเป็นอันมาก แต่จนกระทั้งปัจจุบัน กรณีดังกล่าวยังไม่ได้รับคำตอบที่ชัดเจน กรณีที่ว่า คือกรณีนายสมชาย นีละไพจิตร และ นายพอละจี “บิลลี่” รักจงเจริญ ซึ่งทั้งผู้เสียหายและครอบครัวของพวกเขาถูกปฏิเสธความยุติธรรม

นายสมชาย นีละไพจิตร

นายสมชาย นีละไพจิตร เป็นทนายความชาวมุสลิมผู้ทำงานเพื่อปกป้องสิทธิของประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้กว่าสองทศวรรษ มีรายงานว่านายสมชาย ถูกดึงออกจากรถและถูกบังคับให้ขึ้นพาหนะอีกคันโดยชายห้าคนในใจกลางกรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2547 หลังจากนั้นนายสมชาย ก็หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย[20]

ในเดือนเมษายน พ.ศ. 2547 ศาลอาญาในกรุงเทพมหานครได้ออกหมายจับเจ้าหน้าที่ตำรวจห้านายซึ่งถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้เกี่ยวข้องกับการปล้นเเละการลักพาตัวนายสมชาย นีละไพจิตร การพิจารณาคดีอาญาต่อเจ้าหน้าที่ทั้งห้าเริ่มต้นขึ้นตั้งเเต่เดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2548[21] ในเดือนมกราคม พ.ศ. 2549 ศาลตัดสินให้เจ้าหน้าที่ตำรวจสี่นายพ้นผิดและเจ้าหน้าที่ตำรวจหนึ่งนายถูกตัดสินลงโทษในข้อหาที่มีโทษสถานเบา คือ ข้อหาบังคับข่มขู่ ต่อมาในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2554 ศาลชั้นอุทธรณ์ตัดสินยกฟ้องเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ถูกตัดสินลงโทษเพียงคนเดียว[22] ในคำพิพากษาเดียวกันนี้ ศาลอุทธรณ์ในกรุงเทพมหานครได้ปฏิเสธคำร้องของนางอังคณา นีละไพจิตร ภรรยาของนายสมชาย นีละไพจิตร ที่ร้องขอให้ตนเองเเละลูก ๆ เป็นโจทก์ร่วมในการดำเนินคดีด้วยเหตุผลว่า “ไม่อาจยืนยันได้โดยสมบูรณ์ว่านายสมชาย นีละไพจิตร ได้รับบาดเจ็บจนไม่สามารถกระทำการใดๆได้ด้วยตัวเองหรือถูกทำร้ายจนเสียชีวิต”[23] โดยศาลอุทธรณ์มีข้อสรุปเช่นนี้ แม้ว่าในปี พ.ศ. 2552 ศาลแพ่งจะได้มีคำสั่งให้นายสมชาย นีละไพจิตรเป็นบุคคลที่ “สาบสูญ”[24] ในวันที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2558 ศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาให้ตำรวจทั้งห้านายพ้นผิด[25]

ในปลาย พ.ศ. 2559 เมื่อครบวาระการสืบสวนสอบสวน 11 ปี เเละสามเดือน กรมสอบสวนคดีพิเศษ (หรือ ดีเอสไอ) ภายใต้กระทรวงยุติธรรมซึ่งรับผิดชอบการสืบสวนสอบสวนคดีนายสมชาย นีละไพจิตร ได้ประกาศยุติการสืบสวนสอบสวนคดี โดยระบุว่า การสืบสวนสอบสวนได้ถูกยุติลงเนื่องจากไม่พบผู้กระทำความผิด[26]

เมื่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติพิจารณาทบทวนการปฏิบัติตามพันธกรณีในกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองเเละสิทธิทางการเมืองของประเทศไทย เมื่อเดือนมีนาคม พ.ศ. 2560 คณะผู้แทนรัฐบาลไทยได้ยืนยันว่า “การสืบสวนสอบสวนคดีของนายสมชาย ได้ยุติลงแล้วเมื่อเดือนกันยายน พ.ศ. 2559 แต่อาจถูกนำกลับมาสืบสวนสอบสวนอีกครั้ง หากมีการระบุตัวผู้กระทำความผิดในภายหลัง”[27] หลังจากนั้นตัวแทนประเทศไทยกล่าวว่า “กระทรวงยุติธรรมได้พิจารณาส่งกรณีของนายสมชาย นีละไพจิตรและนาย พอละจี “บิลลี่” รักจงเจริญ ให้กับคณะกรรมการพิเศษของกรมสอบสวนคดีพิเศษเพื่อติดตามต่อไป”[28]

นายพอละจี “บิลลี่” รักจงเจริญ

เมื่อวันที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2558 นายพอละจี “บิลลี่” รักจงเจริญ นักปกป้องสิทธิมนุษยชนชาวกะเหรี่ยงถูกพบเห็นครั้งสุดท้ายภายใต้การควบคุมตัวของเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจานและหายไปโดยไม่มีผู้ใดพบเห็นอีก ในเวลานั้นบิลลี่ได้ทำงานร่วมกับชาวบ้านชาวกะเหรี่ยงและนักกิจกรรมในการดำเนินคดีต่อกรณีที่มีการกล่าวอ้างว่ามีการเผาบ้านเรือนและทรัพย์สินอื่น ๆ ของชาวบ้านในอุทยานแห่งชาติ เมื่อ พ.ศ. 2553 และ พ.ศ. 2554 เจ้าหน้าที่อุทยานกล่าวว่าได้กักตัวบิลลี่เพราะ”ครอบครองน้ำผึ้งป่าผิดกฎหมาย” และอ้างว่าได้ปล่อยตัวบิลลี่ในวันเดียวกัน[29]

หลังจากนั้นไม่นาน เมื่อวันที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2557 นางสาวพิณนภา พฤกษาพรรณ ภรรยาของบิลลี่ได้ยื่นคำร้องขอไต่สวนการควบคุมตัวโดยมิชอบ (habeas corpus) ต่อศาลจังหวัดเพชรบุรีเพื่อตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของการควบคุมตัวของบิลลี่[30]  ศาลได้มีคำตัดสินเมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2557 หลังจากดำเนินการไต่สวนเป็นเวลาหกวันว่าไม่มีหลักฐานเพียงพอและไม่สามารถที่จะสรุปได้ว่าบิลลี่ยังคงถูกคุมตัวอยู่ในขณะที่หายตัวไป[31] ครอบครัวยื่นอุทธรณ์ต่อศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาแต่ไม่ประสบความสำเร็จในการเปิดเผยข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับชะตากรรมและสถานที่อยู่ของบิลลี่ [32]

เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2558 นางสาวพิณนภา พฤกษาพรรณ ร้องขอให้ดีเอสไอรับคดีของบิลลี่เป็นคดีพิเศษ[33] เมื่อวันที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2560 ดีเอสไอปฏิเสธที่จะรับคดีดังกล่าวเป็นคดีพิเศษโดยให้อยู่ภายใต้การสืบสวนสอบสวนของตำรวจปกติ[34] มีรายงานว่าดีเอสไอได้ชี้แจงไปยังคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติว่ามีเหตุผลสามประการที่เป็นเหตุให้ดีเอสไอไม่รับคดีนี้เป็นคดีพิเศษ ได้แก่ การสืบสวนสอบสวนกรณีดังกล่าวยังไม่สามารถสรุปเรื่องได้ ประกอบกับนางสาว พิณนภา พฤกษาพรรณ ไม่ใช่ภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมายของนายพอละจี จึงไม่สามารถยื่นคำร้องเพื่อขอให้ดีเอสไอตรวจสอบคดีของนายพอละจี ได้[35] และทางดีเอสไอจะดำเนินคดีต่อได้ถ้าหากพบร่างของนายพอละจี [36]

หนึ่งในเหตุผลที่เจ้าหน้าที่มักนำมาใช้หลายครั้งหลายคราเมื่อไม่สามารถนำตัวผู้กระทำความผิดฐานบังคับให้บุคคลสูญหายมาสู่กระบวนการยุติธรรมได้คือการกล่าวว่าไม่สามารถหาศพหรือชิ้นส่วนของร่างกายได้จึงไม่สามารถสรุปว่ามีการตายเกิดขึ้น อย่างไรก็ตาม ในกรณีที่เชื่อว่าการบังคับสูญหายเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตาย การสรุปว่าบุคคลได้เสียชีวิตไปแล้วมิใช่องค์ประกอบที่จำเป็นในการพิสูจน์ความผิดว่าด้วยการบังคับสูญหาย หรือแม้แต่ในกรณีที่ไม่เชื่อว่าการบังคับสูญหายเป็นเหตุให้เสียชีวิต การบังคับให้บุคคลสูญหายในตัวมันเองนั้นเป็นอาชญากรรมที่ควรได้รับการสืบสวนสอบสวน พิธีสารมินนิโซตาว่าด้วยการสืบสวนสอบสวนกรณีที่ต้องสงสัยว่าเป็นการเสียชีวิตที่มิชอบด้วยกฎหมาย (2559) (‘พิธีสารมินนิโซตา) ซึ่งกำหนดมาตรฐานทางกฎหมายระหว่างประเทศว่าด้วยการสืบสวนสอบสวนกรณีที่ต้องสงสัยว่าเป็นการเสียชีวิตโดยมิชอบด้วยกฎหมายระบุว่า “ถ้าพนักงานสอบสวนไม่สามารถหาศพหรือชิ้นส่วนศพได้ พนักงานสอบสวนยังควรที่จะรวบรวมพยานหลักฐานโดยตรงและพยานหลักฐานแวดล้อมอื่น ๆ ที่อาจเพียงพอสำหรับการระบุตัวผู้กระทำความผิดต่อไป” [37]

ทั้งนี้ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติได้กล่าวระหว่างการทบทวนการปฏิบัติตามกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางพลเมืองเเละสิทธิทางการเมืองของไทยในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2560 ว่าเหตุผลที่ประเทศไทยได้ให้ไว้เพื่อที่จะยุติการสืบสวนสอบสวนคดีของนายสมชาย นีละไพจิตรและนายพอละจี “บิลลี” รักจงเจริญ ว่าเป็น “กรณีที่ไม่พบศพหรือชิ้นส่วนศพ หรือคู่สมรสของบุคคลนั้นไม่สามารถแสดงหนังสือรับรองการสมรสได้ … เป็นข้อกล่าวอ้างที่มีน้ำหนักน้อยเกินกว่าที่รัฐภาคีจะปฏิเสธพันธกรณีในการสืบสวนสอบสวนว่ามีการบังคับสูญหายโดยตำแหน่งหน้าที่เกิดขึ้น โดยไม่คำนึงถึงว่ามีการร้องเรียนหรือไม่” [38]

ในการตอบคำถามต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติระหว่างการทบทวนการปฏิบัติตามกติกาฯ คณะผู้แทนรัฐบาลไทยกล่าวว่า “ได้มีการตั้งคณะกรรมการชุดพิเศษเพื่อสืบสวนสอบสวนกรณีของนายพอละจี “บิลลี่” รักจงเจริญ แต่ได้พบหลักฐานไม่เพียงพอที่จะดำเนินคดีอาญาต่อผู้ต้องสงสัย ทั้งนี้ ได้มีความพยายามในการถ่ายโอนคดีจากคณะทำงานสืบสวนสอบสวนในพื้นที่ไปยังกรมสอบสวนคดีพิเศษ แต่กรมสอบสวนคดีพิเศษปฏิเสธที่จะรับเป็นคดีพิเศษ อย่างไรก็ตามประเทศไทยยังคงให้ความช่วยเหลือในการค้นหาตัวนายพอละจี “บิลลี่” รักจงเจริญและการสืบสวนเบื้องต้นต่อไป” [39] ทั้งนี้ ผู้เเทนรัฐบาลไทยกล่าวเพิ่มเติมในภายหลังว่า  “กระทรวงยุติธรรมพิจารณาจะส่งกรณีของนายสมชาย นีละไพจิตรและนายพอละจี “บิลลี่” รักจงเจริญให้กับคณะกรรมการพิเศษของกรมสอบสวนคดีพิเศษเพื่อติดตามต่อไป”[40]

ข้อเสนอแนะ

เนื่องในวันแห่งการรำลึกถึงผู้ถูกบังคับสูญหายสากล คณะกรรมการนักนิติศาสตร์สากล แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ฮิวแมนไรท์วอทช์ สหพันธ์เพื่อสิทธิมนุษยชนสากล ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน และมูลนิธิผสานวัฒนธรรม ขอให้รัฐบาลดำเนินการตามข้อเสนอแนะดังต่อไปนี้

  1. ให้สัตยาบันต่อ ICPPED และ OPCAT
  2. ให้ความสำคัญกับการแก้ไขร่างพระราชบัญญัติฯเพื่อให้สอดคล้องกับกฎหมายระหว่างประเทศและนำมาบังคับใช้โดยไม่ล่าช้า
  3. ให้การประกันว่าดีเอสไอจะปฏิบัติตามพันธกรณีในการดำเนินการสืบสวนสอบสวนเมื่อมีการฟ้องร้องว่ามีการบังคับให้บุคคลสูญหายอย่างมีประสิทธิภาพ เป็นกลาง และเป็นอิสระ ซึ่งรวมถึงกรณีของนายสมชาย นีละไพจิตร ซึ่งเป็นกรณีที่มีการกล่าวอ้างว่าเป็นกรณีถูกบังคับให้สูญหาย จนกว่าจะทราบชะตากรรมหรือสถานที่อยู่ของเขา โดยหากมีบุคคลใดๆที่ทราบชะตากรรมหรือสถานที่อยู่ของนายสมชาย นีละไพจิตร หรือผู้เสียหายจากกรณีที่ต้องสงสัยว่าเป็นการบังคับให้สูญหายกรณีอื่นๆ ข้อมูลเหล่านั้นควรถูกเปิดเผยทันที
  4. ให้การประกันว่าดีเอสไอจะดำเนินการสืบสวนสอบสวนกรณีที่มีลักษณะเป็นการบังคับให้สูญหายอย่างชัดแจ้งของนายพอละจี “บิลลี่” รักจงเจริญ อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นกลาง และเป็นอิสระ จนกว่าจะทราบชะตากรรมหรือสถานที่อยู่ของเขา
  5. ให้การเยียวยาและชดเชยอย่างมีประสิทธิภาพแก่ครอบครัวของผู้เสียหายทั้งสองกรณี ซึ่งรวมไปถึงการให้ข้อมูลเกี่ยวกับความคืบหน้าในการสืบสวนสอบสวนอย่างสม่ำเสมอ
  6. ให้การประกันว่าในกรณีของนายสมชาย นีละไพจิตร และ นายพอละจี “บิลลี่” รักจงเจริญ ถ้าการสืบสวนสอบสวนนำไปสู่พยานหลักฐานที่รับฟังได้เพียงพอที่จะลงโทษจำเลย บุคคลซึ่งเป็นผู้ต้องสงสัยว่าเป็นผู้กระทำความผิดในคดีดังกล่าวต้องได้รับการพิจารณาคดีอย่างเป็นธรรมโดยไม่มีการใช้โทษประหารชีวิต และ
  7. ปฏิบัติตามคำแนะนำของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนตามข้อสังเกตเชิงสรุปที่ให้ไว้แก่ประเทศไทยในปี 2560 ได้แก่ การ“ปรับปรุงเนื้อหาของกฎหมายและการปฏิบัติให้สอดคล้องกับมาตรา 9” ของกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ซึ่งรวมถึงการยุติการคุมขังตามอำเภอใจโดยไม่อนุญาตให้ติดต่อสื่อสารกับบุคคลภายนอก (เป็นการลับ)[41] และให้หลักประกันที่จะ “ไม่ให้มีการคุมขังเป็นการลับตามที่ได้กล่าวถึงในคำแนะนำโดยทั่วไปของคณะกรรมการ ฉบับที่ 35 (2014) ในประเด็นเกี่ยวกับเสรีภาพและความปลอดภัยของบุคคล” [42]

หากท่านมีคำถามหรือข้อคิดเห็นประการใด กรุณาติดต่อกับองค์กรที่มีรายชื่อดังแนบท้ายนี้ได้ทันที องค์กรที่มีรายชื่อดังแนบท้ายนี้ล้วนแต่ยินดีให้ความช่วยเหลือใด ๆ  ตามที่ท่านร้องขอ

ทั้งนี้ ขอขอบคุณเป็นอย่างยิ่งที่ท่าน ให้ความสำคัญประเด็นนี้โดยเร่งด่วน

ขอแสดงความนับถืออย่างสูง

 

นายแมท พอลลาร์ด
ที่ปรึกษากฎหมายอาวุโส
สำนักงานกฎหมายและนโยบาย
คณะกรรมการนักนิติศาสตร์สากล

นายเจมส์ โกเมซ
ผู้อำนวยการภูมิภาค
สำนักงานภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และแปซิฟิก
แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล

นายแบรด อาดัมส์
ผู้อำนวยการภูมิภาคเอเซีย
ฮิวแมนไรท์วอทช์

นายดิมิทริส คริสโตปู
ประธาน
สหพันธ์เพื่อสิทธิมนุษยชนสากล

น.ส. เยาวลักษณ์ อนุพันธ์
หัวหน้า
ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน

น.ส. พรเพ็ญ คงขจรเกียรติ
ผู้อำนวยการ
มูลนิธิผสานวัฒนธรรม

 

Advertisements

International Day of the Victims of Enforced Disappearances

30 August 2017
Dear H.E. General Prawit Wongsuwan and
H.E. Mr. Suwapan Tanyu-wattana,

INTERNATIONAL DAY OF THE VICTIMS OF ENFORCED DISAPPEARANCES

The International Commission of Jurists (ICJ), Amnesty International, Human Rights Watch, the International Federation for Human Rights (FIDH), Thai Lawyers for Human Rights and the Cross Cultural Foundation write to you on this day, the 2017 International Day of the Victims of Enforced Disappearances, to express our serious concern at the ongoing delay in passing legislation aimed at protecting against torture, ill-treatment and enforced disappearance and the apparent lack of progress in investigating alleged enforced disappearances, including the cases of Somchai Neelapaijit and Porlajee “Billy” Rakchongcharoen. These cases of enforced disappearance have not been resolved in spite of the repeated efforts by their families and Thai and international human rights groups to bring attention to them.  We urge that the government institute legal and administrative measures to provide better protection against enforced disappearance in compliance with Thailand’s international human rights obligations.

We urge the Royal Thai government to:

  1. Prioritize the enactment of the Draft Prevention and Suppression of Torture and Enforced Disappearance Act[1] (Draft Act) without further delay, after its provisions have been amended to ensure compliance with international law and Thailand’s international legal obligations;[2]
  2. Effectively, impartially and independently investigate the alleged enforced disappearances of Somchai Neelapaijit and Porlajee “Billy” Rakchongcharoen – and all other cases of enforced disappearance, torture and ill-treatment in Thailand – and hold any identified perpetrators accountable following fair trials and provide victims with effective remedies and reparations;[3] and
  1. Ratify the International Convention for the Protection of All Persons from Enforced Disappearance (ICPPED)[4] and the Optional Protocol to the Convention against Torture and other Cruel, Inhuman or Degrading Treatment or Punishment (OPCAT).

Background

There have been at least 82 reported cases of enforced disappearance in Thailand since 1980.[5] Civil society and human rights organizations have also reported on allegations of torture and ill-treatment perpetrated by security forces, particularly secret military detention after the May 2014 military coup and detention of suspected separatist insurgents in the Southern Border Provinces.[6] The risk of enforced disappearance in detention is also heightened by powers of detention granted to military officials, including under the Head of NCPO Order 3/2015 which allows for the detention of persons without charge or trial in unofficial places of detention for up to seven days, without judicial oversight or safeguards against torture or ill-treatment.[7]

Thailand is bound by international legal obligations under the International Covenant on Civil and Political Rights (ICCPR) and the Convention against Torture (CAT) to investigate, prosecute, punish and provide remedies and reparation for the crimes of torture, ill-treatment and enforced disappearance.[8] In January 2012, Thailand also signed the International Convention for the Protection of All Persons from Enforced Disappearance (ICPPED), reflecting a commitment to prevent and prohibit the crime of enforced disappearance. On 10 March 2017, Thailand’s National Legislative Assembly (NLA) passed a resolution in favour of ratifying the ICPPED.[9] However, the Thai government has yet to do so and has yet to set a clear time frame for depositing the treaty with the United Nations Secretary-General as required.[10]

One of the challenges in seeking accountability for victims of torture, ill-treatment and enforced disappearance in Thailand is the fact that these crimes are not specifically criminalized in domestic law. On 16 June 2017, the Committee to Receive Complaints and Investigate Allegations of Torture and Enforced Disappearance, a Committee established following the Prime Minister’s instruction and chaired by the Minister of Justice, held its first meeting and affirmed its mandate to receive complaints, perform fact-finding, monitor as well as provide assistance and remedies, and protect the rights of people affected by acts of torture or enforced disappearance.[11]  The precise role and function of this Committee however remains unclear and it should not be considered a substitute for domestic legislation criminalizing torture, ill-treatment and enforced disappearance.[12]

On 25 April 2017, the UN Human Rights Committee, the body monitoring implementation of the ICCPR by its State parties, stated in its Concluding Observations on Thailand that:

“19. The Committee remains concerned that the State party’s criminal legislation does not adequately ensure that acts of torture and enforced disappearance, as stated in the Covenant and other internationally established standards, are fully criminalized. The Committee regrets the delay in enacting the draft act on prevention and suppression of torture and enforced disappearance (arts. 2, 6-7, 9-10 and 16).

20. The State party should ensure that legislation fully complies with the Covenant, in particular by prohibiting torture and enforced disappearance in accordance with the Covenant and international standards. The State party should expeditiously enact a law on the prevention and suppression of torture and enforced disappearances.”[13]

We therefore sincerely regret the Royal Thai government’s delay in addressing the shortcomings of the Draft Act and passing the Draft Act into law.[14]

Draft Prevention and Suppression of Torture and Enforced Disappearance Act

In February 2017, the NLA announced it would not at that time enact the Draft Act, which was produced after years of work by officials from the Ministry of Justice in consultation with non-governmental organizations and civil society actors, including the ICJ, Amnesty International and Human Rights Watch.[15] It was further reported that the Draft Act would be returned to the Thai Cabinet “for more consultations… with Interior officials, police authorities, the national security sector, military authorities and prosecutors.”[16]

At the UN Human Rights Committee’s review of Thailand’s compliance with the ICCPR in March 2017, the Thai delegation further confirmed the Draft Law “had been submitted to the National Legislative Assembly, which had requested the Cabinet to further review the bill, with a view to introducing amendments and launching a public consultation process.”[17]

This delay does not appear to be one which was necessary for public consultation purposes, in light of the extensive consultations that have already taken place and the advanced state of the draft of the Draft Act. With respect, we urge the Royal Thai government to expedite consultations at Cabinet level towards the aim of providing timely access to justice for victims of these crimes.

We further recognize that the most recent version of the Draft Act reflects certain shortcomings which we believe should be addressed in order to bring it into line with Thailand’s international human rights obligations under the ICCPR, CAT and the ICPPED.

These concerns include, but are not limited to:[18]

  1. Definition – Omission from the definitions of enforced disappearance and torture in the Draft Act of crucial elements of both crimes as defined in the ICPPED and CAT. These provisions should be amended accordingly;
  2. Criminal liability beyond direct commission – Lack of clarity in the Draft Act regarding the extension of criminal liability beyond direct commission of the crimes of enforced disappearance and torture. This should be rectified to clarify the extent of liability beyond direct commission and dictate appropriately severe penalties to different perpetrators;
  3. Cruel, Inhuman and Degrading Treatment or Punishment (CIDT) – Absence in the Draft Act of explicit criminalization of CIDT. The Draft Act should be modified to specifically criminalize acts of CIDT which is unequivocally prohibited alongside torture under article 7 of the ICCPR as a non-derogable right;[19]
  4. Use of information as evidence obtained by torture – Failure of the Draft Act to specifically bar the use of statements and other information obtained through torture or CIDT as evidence in proceedings. The Draft Act should be amended to dictate unequivocal rejection of such evidence; and
  5. Safeguards – Absence in the Draft Act of the provision of safeguards against enforced disappearance, torture and CIDT, including visits to detainees by their lawyers and relatives, ongoing provision of information about the fate and whereabouts of detainees to their lawyers and relatives, presence of legal counsel during interrogations, and video and/or audio recording of all interrogation sessions. These safeguards should necessarily be included in the Draft Act.

We strongly urge the Royal Thai government to prioritize addressing these concerns and to pass the Draft Act into law without further delay. The need to amend and enact the Draft Act is necessitated by a prolonged failure by authorities to hold to account perpetrators of enforced disappearance. This is evident from two cases of alleged enforced disappearance which have been repeatedly brought to the attention of Thai authorities and the international community, so far without effective result – the cases of Somchai Neelapaijit and Porlajee “Billy” Rakchongcharoen, where justice has been denied to victims and their families in both cases.

Somchai Neelapaijit

Somchai Neelapaijit, a Muslim lawyer who spent approximately two decades defending the rights of people in the Deep South of Thailand, was reportedly pulled from his car and forced into a vehicle by five men in central Bangkok on 12 March 2004, after which he disappeared without trace.[20]

In April 2004, the Criminal Court in Bangkok issued warrants for the arrest of five police officers for their alleged participation in robbing and abducting Somchai Neelapaijit. Their criminal trial commenced in July 2005.[21] Four police officers were acquitted and one was convicted for the relatively minor charge of coercion in January 2006, before that sole conviction was overturned on appeal in March 2011.[22] In the same judgment, the Court of Appeal in Bangkok refused the appeal of Angkhana Neelapaijit, Somchai Neelapaijit’s wife, to include herself and their children as joint plaintiffs in the proceedings on the basis that it “could not be absolutely confirmed that Somchai Neelapaijit had been injured to such an extent that he could not act by himself or had been indeed assaulted to death”.[23] This conclusion was reached despite the fact that in 2009, the Civil Court had declared Somchai Neelapaijit to be a “disappeared” person.[24] On 29 December 2015, the Supreme Court of Thailand confirmed the acquittal of all five policemen.[25]

In late 2016, after 11 years and three months of investigation, the Department of Special Investigation (‘DSI’), under the Ministry of Justice, which had also been investigating the case, declared the investigation of Somchai Neelapaijit closed, stating that investigations were concluded as no culprits had been found.[26]

At the UN Human Rights Committee’s review of Thailand’s compliance with the ICCPR in March 2017, the Thai government delegation confirmed that “(t)he investigation had been closed in September 2016, but could be reopened if a perpetrator was subsequently identified.”[27] The Thai delegation thereafter indicated that “the Ministry of Justice was considering submitting the cases of Somchai Neelapaijit and Porlajee “Billy” Rakchongcharoen to a special committee within the Department of Special Investigation for follow-up.”[28]

Porlajee “Billy” Rakchongcharoen

On 17 April 2014, Porlajee “Billy” Rakchongcharoen, an ethnic minority Karen human rights defender, was last seen in the custody of Kaeng Krachan National Park officials and has not been seen since. At that time, Billy had been working with Karen villagers and activists on legal proceedings concerning the alleged burning of the homes and other property of villagers in the National Park in 2010 and 2011. Park officials who stated that they had detained Billy for “illegal possession of wild honey” claimed that they had released him later the same day.[29]

Soon after, on 24 April 2014, Billy’s wife, Phinnapha Phrueksaphan, filed a habeas corpuspetition at the Petchaburi Provincial Court seeking an inquiry into the lawfulness of Billy’s detention. [30]  The Court decided on 17 July 2014, after a six-day inquiry, that it had insufficient evidence and could not establish that Billy was still in detention at the time of his apparent disappearance.[31] Appeals lodged by the family to the Court of Appeal and Supreme Court were not successful in revealing more information about Billy’s fate or whereabouts.[32]

On 6 August 2015, Phinnapha Phrueksaphan requested the DSI to open a special investigation into Billy’s case.[33] On 30 January 2017, the DSI stated that such investigation would not be opened and that the case would remain under regular police investigation.[34] The DSI reportedly advised the National Human Rights Commission of Thailand that three reasons were the basis upon which it had decided not to open a special investigation; namely, that efforts at investigation had resulted in inconclusive results; that Phinnapha Phrueksaphan was not legally married to Billy and thus had no standing to petition the DSI to investigate his case[35]; and that the DSI’s investigation could proceed if Billy’s body was found.[36]

One of the reasons that has consistently been presented by the authorities for the failure to prosecute someone for enforced disappearance is that a body or remains have not been located and therefore death could not be established. However, conclusively establishing a death is not an element that is necessary to prove the crime of enforced disappearance, in cases where enforced disappearance is believed to have led to a death. Indeed, even in cases where enforced disappearance is not believed to have led to a death, the enforced disappearance itself is a crime in and of itself that should be investigated. In that connection, the Minnesota Protocol on the Investigation of Potentially Unlawful Death (2016) (‘Minnesota Protocol’), which establishes the international legal standards for the investigation of potentially unlawful deaths, has clarified that “if investigators are unable to locate a body or remains, they should continue to gather other direct and circumstantial evidence which may suffice for identifying the perpetrator(s).”[37]

In relation to reasons Thailand has provided in the past for apparent shortcomings in the investigations of the cases of Somchai Neelapaijit and Porlajee “Billy” Rakchongcharoen, the UN Human Rights Committee, in its review of Thailand’s compliance with the ICCPR in March 2017, stated that  “grounds that the victim’s body had (not) been found or that the person’s spouse could not produce a marriage certificate… were too flimsy to outweigh the State party’s obligation to investigate disappearances ex officio, regardless of the existence or otherwise of a complaint.”[38]

In response to the UN Human Rights Committee’s review, the Thai government delegation stated that “A special committee set up to investigate the case of Porlajee Billy Rakchongcharoen had found the evidence insufficient to bring criminal proceedings against the suspected person. An attempt had been made to transfer the case from the local investigating team to the Department of Special Investigation, but the Department had refused to accept it; it would, however, continue to assist with the search for Mr. Rakchongcharoen and the preliminary investigation.”[39] As noted above, the Thai delegation soon after indicated that “the Ministry of Justice was considering submitting the cases of Somchai Neelapaijit and Porlajee “Billy” Rakchongcharoen to a special committee within the Department of Special Investigation for follow-up.”[40]

Recommendations

On this International Day of the Victims of Enforced Disappearances, the ICJ, Amnesty International, Human Rights Watch, FIDH, Thai Lawyers for Human Rights and the Cross Cultural Foundation urge the Royal Thai government to adopt the following recommendations:

  1. Ratify the ICPPED and accede to the Optional Protocol to the Convention against Torture;
  2. Prioritize the amendment of the Draft Act to bring it in line with international law and thereafter enact it without further delay;
  3. Ensure that the DSI effectively implements its obligation to independently, impartially and effectively investigate all reported cases of enforced disappearance, including the alleged enforced disappearance of Somchai Neelapaijit until such time as his fate or whereabouts is established; any individual who has knowledge of the fate or whereabouts of Somchai Neelapaijit or any other alleged victim of enforced disappearance must divulge it immediately;
  4. Ensure that the DSI investigates the case of the apparent enforced disappearance of Porlajee “Billy” Rakchongcharoen independently, impartially and effectively until such time as his fate or whereabouts is established;
  5. Provide the family victims in both cases with access to effective remedies and reparations, including regular updates on the status of the investigations;
  6. Ensure, in the cases of Somchai Neelapaijit and Porlajee “Billy” Rakchongcharoen, that if investigations result in sufficient admissible evidence, those who are reasonably suspected of responsibility are prosecuted in fair proceedings without resort to the death penalty; and
  7. Implement the recommendations of the Human Rights Committee as stated in its Concluding Observations on Thailand in 2017, to “bring its legislation and practices into compliance with article 9” of the ICCPR, including by ending the practice of arbitrarily detaining persons incommunicado[41], and to ensure “guarantees against incommunicado detention enumerated in the Committee’s general comment No. 35 (2014) on liberty and security of person”.[42]

Please do not hesitate to contact us if you have any comments or questions. We stand by to provide any assistance required.

We appreciate your urgent attention to this matter.
Yours faithfully,

Matt Pollard
Senior Legal Adviser
International Commission of Jurists

James Gomez
Regional Director, SE Asia and Pacific
Amnesty International

Brad Adams
Asia Director
Human Rights Watch

Dmitris Christoupolos
President
International Federation for Human Rights

Yaowalak Anuphan
Chief
Thai Lawyers for Human Rights

Pornpen Khongkachonkiet
Director
Cross Cultural Foundation

 

Open_Letter_PDF

ใบแจ้งข่าว: ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ไต่สวนคำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล คดีนายฤทธิรงค์ ชื่นจิตร

เผยแพรวันที่ 29 สิงหาคม 2560

 

ใบแจ้งข่าว

ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ไต่สวนคำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล
คดีนายฤทธิรงค์ ชื่นจิตร ฟ้องสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
เรียกค่าเสียหายจากการทำละเมิดของเจ้าหน้าที่

                  

                   เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2560 นายฤทธิรงค์ ชื่นจิตร ได้เป็นโจทก์ฟ้องสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยนายฤทธิรงค์ฯร้องขอความช่วยเหลือต่อมูลนิธิผสานวัฒนธรรม และมูลนิธิฯได้ให้ความช่วยเหลือในการแต่งตั้งทนายความดำเนินคดี เป็นคดีแพ่งต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้ คดีหมายเลขดำที่ พ.949/2560 ในข้อหาละเมิดเรียกค่าเสียหายตาม พ.ร.บ. ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 จากการถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจ 7 คน ควบคุมตัวโดยมิชอบและทำร้ายร่างกายเพื่อบังคับให้รับสารภาพในคดีซึ่งตนไม่ได้เป็นผู้กระทำความผิด เหตุเกิดเมื่อวันที่ 28 มกราคม 2552 (ต่อมาคดีที่นายฤทธิรงค์ถูกตำรวจตั้งข้อหา พนักงานอัยการมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องคดี) โดยคดีนี้ได้ฟ้องเรียกเสียหายจากการถูกทำร้ายร่างกาย ค่าเสียหายต่อชื่อเสียงเกียรติยศ และค่าเยียวยาความเสียหายต่อสิทธิเสรีภาพในร่างกายตามรัฐธรรมนูญ เป็นจำนวนเงิน 20,800,000บาท พร้อมให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติลบล้างหรือถอนประวัติอาชญากรรมของนายฤทธิรงค์ฯ ออกจากระบบฐานข้อมูลของสำนักงานตำรวจแห่งชาติด้วย  และในการฟ้องคดีดังกล่าว นายฤทธิรงค์ฯ ได้ยื่นคำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล ซึ่งคิดเป็นจำนวนเงิน 200,000 บาท  ศาลจึงนัดวันไต่สวนคำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลในวันที่ 28 สิงหาคม 2560

                   ต่อมาเมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2560 ผู้พิพากษาศาลแพ่งกรุงเทพใต้ได้ทำการไต่สวนคำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล โดยมีโจทก์ ทนายความโจทก์ และทนายความจำเลย มาศาล โจทก์ได้เบิกความถึงฐานะทางเศรษฐกิจ ความเป็นอยู่ ซึ่งจำเป็นต้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล หากต้องชำระค่าธรรมเนียมศาลแล้วโจทก์จะได้รับความเดือดร้อนเกินสมควร รวมทั้งความลำบากในการเรียกร้องความยุติธรรมมาเป็นเวลานานกว่า 8 ปีที่บิดามารดาต้องเสียค่าใช้จ่ายจำนวนมากจนครอบครัวได้รับเดือดร้อนทางเศรษฐกิจ อีกทั้งคดีในการฟ้องร้องคดีนี้ รวมทั้งคดีอาญาต่อศาลจังหวัดปราจีนบุรีที่ตนเป็นโจทก์ฟ้องเจ้าหน้าที่ตำรวจทั้ง 7 นาย กรณีกระทำทรมานตนซึ่งศาลจังหวัดปราจีนบุรีได้รับฟ้องไว้แล้วนั้นหากไม่ได้รับความช่วยเหลือจากมูลนิธิผสานวัฒนธรรมโดยไม่คิดค่าบริการใด ๆ ตนก็คงไม่สามารถที่จะจ้างทนายความมาดำเนินคดีได้ ฝ่ายจำเลยมีพนักงานอัยการเป็นทนายความให้แก่สำนักงานตำรวจแห่งชาติมาถามคัดค้านโจทก์

      เมื่อไต่สวนพยานเสร็จสิ้นแล้ว ศาลแพ่งกรุงเทพใต้จึงกำหนดวันนัดอ่านคำสั่งเรื่องการยกเว้นค่าฤชาธรรมเนียมศาลในวันที่ 5 กันยายน 2560 เวลา 13.30 น.

      ขอเชิญผู้ที่สนใจหรือสื่อมวลชนเข้าร่วมรับฟังการพิจารณาของศาลได้ตามวันและเวลาดังกล่าว

ติดตามเรื่องราวที่ผ่านมาได้ที่ https://voicefromthais.wordpress.com/2017/05/31

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่

นายปรีดา นาคผิว            ทนายความ มูลนิธิผสานวัฒนธรรม โทร 098-6222474

นายสัญญา เอียดจงดี         ทนายความ                        โทร 087-5894884

นางสาวนันทนา แก้วนวล    ทนายความ                          โทร 086-3917049

The Unknown Fate of the Disappeared

The Unknown Fate of the Disappeared

อยู่ที่ไหน ยังมีชีวิตอยู่ไหม สบายดีหรือเปล่า เหงาไหม ตอนนี้หน้าตาเป็นอย่างไร สุขภาพเป็นอย่างไร ทรมานมากไหม ใครพาเธอไป….เราอยากรู้ชะตากรรมของเธอ แต่ไม่มีใครให้คำตอบเราได้เลย…
.
นี่เป็นเพียงบางส่วนของคำถาม ที่ครอบครัวผู้ถูกบังคับให้สูญหายตั้งขึ้นกับตัวเอง ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทุกคนคิดถึงคนที่ตนรัก ทุกคนอยากรู้ชะตากรรมของคนที่ตนรัก แต่การสอบสวนที่ล่าช้า การไร้ซึ่งกฎหมาย ทำให้เกิดสภาวะคลุมเคลือไร้คำตอบ ทำให้ความหวังที่จะได้พบกับคนที่ตนรักอีกสักครั้งค่อยๆลดลงไปตามระยะเวลา
.
จนกว่าจะรู้ชะตากรรมของคนที่ตนรัก ทุกคนที่เกี่ยวข้องกับเหยื่อของการบังคับให้สูญหาย คือเหยื่อของการบังคับให้สูญหาย
.
ใช่แล้ว เรากำลังพูดถึงการบังคับให้บุคคลสูญหาย หรือที่เรียกว่า อุ้มหาย นั้นแหละ
.
การบังคับให้สูญหายเป็นกระบวนการที่เจ้าหน้าที่รัฐหรือกลุ่มคนที่ได้รับอนุญาตจากเจ้าหน้าที่รัฐ ทำการควบคุมตัวหรือทำให้บุคคลใดบุคคลหนึ่งเสียเสรีภาพลง เช่นจับโดยไม่มีหมาย ลักพาตัวไป แล้วปฏิเสธว่าไม่มีการจับกุม ควบคุมตัว หรือลักพาตัวเกิดขึ้น ซึ่งพฤติการณ์เช่นนี้ทำให้ผู้ที่ถูกควบคุมตัวตกอยู่ในภาวะขาดความคุ้มครองตามกฎหมาย เสี่ยงต่อการถูกละเมิดสิทธิต่างๆ เช่น ถูกซ้อมทรมาน ถูกฆ่าปิดปาก เป็นต้น
.
แล้วเจ้าหน้าที่รัฐซึ่งมีหน้าที่บำบัดทุกข์บำรุงสุขให้ประชาชนจะทำเเบบนี้กับประชาชนทำไมหน่ะหรือ ก็บางครั้ง นโยบายบางอย่างละเมิดสิทธิประชาชนจนทำให้ประชาชนต้องออกมาเรียกร้องสิทธิของตน ทำให้เจ้าหน้าที่บางกลุ่มต้องการส่งสัญญาณให้คนในกลุ่มเป้าหมายนั้นกลัว เป็นการเชือดไก่ให้ลิงดู เป็นการปิดปากผู้ที่เห็นต่าง ปิดปากผู้ที่เป็นกระบอกเสียงหรือคนที่เป็นแกนนำของกลุ่มที่เคลื่อนไหวเรียกร้องสิทธิขั้นพื้นฐานในประเด็นต่างๆให้กับชุมชน เพราะความต้องการของเขาเหล่านั้นแตกต่างกับนโยบายของรัฐ
.
เชื่อไหม ทั่วโลกมีเหยื่อของการบังคับให้สูญหายอย่างน้อย 43,250 ราย ในจำนวนนี้มาจากประเทศไทย 82 ราย ตัวเลขนี้มาจากรายงานคณะทำงานด้านการบังคับให้สูญหาย ของสหประชาชาติ ที่ได้เริ่มต้นเก็บข้อมูลมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2533 จนถึงปัจจุบัน แต่ตัวเลขที่แท้จริงน่าจะสูงกว่านี้เยอะ
.
การบังคับให้บุคคลสูญหายเป็นอาชญากรรมต่อมวลมนุษยชาติ เป็นการละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง โดยเฉพาะสิทธิที่จะมีชีวิตอยู่ ดังนั้นทั่วโลกจึงได้พยายามที่จะหาเครื่องมือในการจัดการกับอาชญากรรมร้ายแรงนี้ เพื่อคืนความยุติธรรมให้กับผู้ที่ถูกบังคับให้สูญหายและครอบครัว นำตัวผู้กระทำความผิดมารับโทษ และป้องกันไม่ให้มีการกระทำความผิดเช่นนี้เกิดขึ้นอีก จนกระทั่งได้มีการออก “อนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการป้องกันบุคคลทุกคนจากการหายสาบสูญโดยถูกบังคับของสหประชาชาติ” ซึ่งประเทศไทยก็ได้ลงนามไปแล้วเมื่อวันที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2555
.
ในจำนวน 82 ราย ที่ถูกบังคับให้สูญหายในประเทศไทย จนถึงปัจจุบันยังไม่มีแม้แต่กรณีเดียวที่ผู้กระทำความผิดถูกลงโทษตามกฎหมาย คิดดูนะ พ่อของเราหายไปจากโรงพัก ก. หลังจากที่เจ้าหน้าที่ในโรงพักนั้นควบคุมตัวพ่อเราไป เเต่เจ้าหน้าที่ปฏิเสธว่าไม่ได้จับตัวพ่อเราไป แล้วเราต้องไปแจ้งความกับตำรวจที่โรงพัก ก. นั่นแหล่ะ เพื่อให้ตามหาพ่อของเราและนำตัวคนที่ทำให้พ่อเราหายไปมาลงโทษ คิดออกไหม คือการบังคับให้บุคคลสูญหายมันพิเศษตรงที่คนทำผิดเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ กฎหมายอาญาธรรมดา วิธีพิจารณาความอาญาธรรมดา จึงไม่สามารถเอามาใช้ในกรณีอุ้มหายได้อย่างสมบูรณ์
.
ทำไมนะหรือ ก็ในเมื่อเจ้าหน้าที่รัฐที่มีหน้าที่ในการปกป้องประชาชนทำความผิดเสียเอง เขาก็รู้กฎหมาย รู้วิธีการในการทำลายพยานหลักฐานนะสิ ทำให้การสืบสวนสอบสวนคดีบังคับให้สูญหายยากลำบากมาก ทีนี่เมื่อยังไม่มีกฎหมายภายในประเทศกำหนดให้การบังคับให้บุคคลสูญหายเป็นความผิดอาญา การดำเนินการเกี่ยวกับคดีที่เป็นการบังคับให้สูญหายก็จะเป็นแบบนี้แหล่ะ เรียกได้ว่านอกจากจะตกเป็นเหยื่อของการบังคับให้สูญหายแล้วยังตกเป็นเหยื่อของกระบวนการยุติธรรมซ้ำเข้าไปอีก

.
การลงนามในอนุสัญญาระหว่างประเทศไม่ทำให้อนุสัญญามีผลบังคับใช้ในประเทศ เนื่องจากศาลไทยก็ต้องใช้กฎหมายไทย เพราะสำหรับศาลไทยแล้วกฎหมายระหว่างประเทศก็เป็นแค่ข้อเท็จจริง ซึ่งศาลไทยไม่ได้ถูกบังคับให้ต้อง รู้จะนำมาพิจารณาหรือไม่ก็ได้ หากรัฐมีความจริงใจต้องการให้กฎหมายมีผลบังคับในประเทศจริง รัฐก็ต้องมีการอนุวัติการผ่านกฎหมายเป็นกฎหมายภายในประเทศ
.
โต๊ะอิหม่ามหะยีสุหลง อับดุลกอร์เด โต๊ะมีนา นักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิของชาวมลายูมุสลิมในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ หายไปกว่า 62 ปีแล้ว ครอบครัวยังรอคอยความยุติธรรม
.
คุณทนง โพธิ์อ่าน หายไปช่วงที่เป็นสมาชิกวุฒิสภา ทำงานเพื่อเรียกร้องสิทธิให้แรงงานในประเทศ นับถึงปัจจุบัน หายไปกว่า 26 ปีแล้ว ครอบครัวยังรอคอยความยุติธรรม
.
ทนายสมชาย นีละไพจิตร ทำงานส่งเสริมให้บุคคลได้เข้าถึงความยุติธรรม หายไปกว่า 13 ปีแล้ว ครอบครัวยังรอคอยความยุติธรรม
.
คุณพอละจี รักจงเจริญ นักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิชุมชนชาวบางกลอย หายไปหลังจากถูกเจ้าหน้าที่ควบคุมตัว กว่า 3 ปีแล้ว ครอบครัวยังรอคอยความยุติธรรม
.
พ่อเด่น คำเเหล้ นักเคลื่อนไหวประเด็นสิทธิในที่ดินและสิทธิชุมชน หายไปในป่าปีกว่าแล้ว ถึงปัจจุบันยังไม่สามารถระบุสถานะได้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับเขา
.
ยังมีเหยื่อนิรนามอีกมากมายที่เราไม่สามารถเอ่ยถึงพวกเขาได้ทั้งหมด แต่ตัวเลข 82 รายนี้น่าจะต่ำกว่าความเป็นจริงมาก จำกันได้ไหม สุสานเผานั่งยางในเขตป่าสงวนแห่งชาติกุดจับ หมู่ 3 บ้านคำบอนเวียงชัย ต.หนองแวง อ.บ้านผือ จ.อุดรธานี ที่มีการพบร่องรอยเผานั่งยาง ถึง 23 จุด ทำให้น่าเชื่อว่ามีเหยื่อไม่น้อยกว่า 23 ราย ถ้าจำกันไม่ได้ อ่านข่าวต่อที่นี่ http://www.manager.co.th/Weekend/ViewNews.aspx?NewsID=9590000043766 ครั้งนั้นมีคนมาแจ้งความที่ สภ.บ้านผือ ว่าญาติตัวเองหายไปกว่า 40 ราย แต่หลังจากข่าวเงียบลง การสืบสวนสอบสวนก็เงียบตามไปด้วย

.
ทุกครอบครัวถูกบังคับให้เผชิญชะตากรรมเดียวกันคือ ไม่ทราบชะตากรรมของคนที่ตนรัก และต้องต่อสู้กับกระบวนการสอบสวน 1.0 ที่ยังไม่อัพเกรดและล้าช้า การไร้เจตจำนงทางการเมืองของรัฐที่จะแก้ไขปัญหาการบังคับให้สูญหายอย่างแท้จริง
.
ถึงเวลาแล้วที่รัฐต้องออกกฎหมายเพื่อเอาผิดกับเจ้าหน้าที่รัฐที่ทำผิดกฎหมาย ทำตามอำเภอใจ ละเมิดหลักนิติธรรม ใช้อำนาจมิชอบ เพื่อไม่ให้เขาสามารถลอยนวลทำความผิดซ้ำอีก
.
ถึงเวลาแล้วที่รัฐต้องคืนความยุติธรรมให้ครอบครัวผู้ถูกบังคับให้สูญหาย และชดเชยเยียวยาให้กับความทุกข์ทรมานที่ถูกยัดเยียดให้อย่างไม่เป็นธรรม
.
ถึงเวลาแล้วที่รัฐต้องคืนความจริงให้กับสังคม
.
ถึงเวลาแล้วที่รัฐต้องผ่านร่างพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการบังคับให้บุคคลสูญหาย
.
เพราะความยุติธรรมที่ล่าช้า ยังดีกว่าความยุติธรรมที่สูญหาย
.
ด้วยความเคารพต่อผู้สูญหายและครอบครัว
.
ณัฐาศิริ เบิร์กแมน

“Her”

I remembered, I met “her” for the first time in Yala in 2008 as I got the chance to work closely with Muslim Attorney Center (MAC) that year.

“She” came by the MAC office in Yala with her sister in seek of assistance, because they believed that her brother in law had been abducted during the delivery of a car. They were running a car wash business and it was part of the services that they returned the cars to their customers. He was gone for a while before the family found out that he’d been arrested and charged with national security crime.

Admittedly, “she” and “her” sister had different characteristics than the other families of detainees in national security cases. They showed up in a Honda CRV, whereas most clients at that time were villagers who had to borrow a pickup truck from their acquaintance in order to travel to the city. Regardless of their choice of transportation, everyone was confused, anxious and clueless after they’d found out that someone in their family had been arrested.

Another thing that made these two sisters stand out from the rest was that both of them graduated from Kasetsart University with a degree in forestry studies. Again, most clients were villagers and some of them might have graduated from high school or studied religion. However, I could not remember the educational background of “her” brother in law, but he was working in an area close to her home in Sabayoi District, Songkhla, before he met with “her” sister.

The Forestry Faculty at Kasertsart University in Bangkok, was regarded as a tough faculty where the culture of male dominance permeated the entire system, including the students that only a small number was women. “Her” mother was a teacher, and evidently she had raised two independent and strong women despite the circumstances. Respectfully, both of them managed to maintain such grace in a traditional manner throughout the four years at university, as most women students would be perceived as unconventional.

Our first meet at the office of MAC was brief and it took some time before we saw each other again.

Afterwards, I found out that the Honda CRV had been sold because “she” needed money for business investment as well as for the legal procedure. “Her” brother in law was later released because the court dismissed the case.

“She” was seen at different forums and panel discussions on the topic of “justice”. Subsequently, we became close friends and started to work with each other on a frequent basis only 6 years ago.

The first time I stayed at her place in Sabayoi, with enthusiasm, she took me to the rubber plantation and teach me about the rubber tapping. At that time, the rubber price was not as low as 3 kg/100 THB. “She” was running a small business buying rubber. “She” said that if “she” wanted to help others, “she” first had to stand on her own two feet. “Her” father passed away when “she” was a kid. This is when I saw the strength and the limitless courage from “her” mother in “her”.

Before she leaves home, “she” will always ask for “her” mom’s blessing, and many times I’ve heard “her” on the phone with “her” mom speaking with the Southern accent. “She” always keeps “her” mom posted on where “she” is and lets her know that “she” will be on “her” way home soon. Even late at night, “she” will always make it home to see “her” mom. Sometimes “she” has to drive alone in the dark from Pattani to Songkhla giving the reason that “she” wants to go home because “her” mother is waiting for “her”. The reason that cannot be opposed.
This trait makes us similar: we are close to our moms, and we’ve both got our moms in us.

Another similarity that brought us even closer was that we were accused of defamation and violation of the Computer Crime Act because of the report on torture allegations we released in 2014.

There were many villagers getting arrested and taken to different military bases in the Deep South. They were allegedly exposed to the practice of torture. Some almost died. Some returned to their homes but could not live the same life they had before they got arrested. In 2011, we started to document the cases systematically after receiving the Manual on Effective Investigation and Documentation of Torture and Other Cruel and Inhumane or Degrading Treatment or Punishment, which facilitated our work in the field as the method of in-depth interviews with the affected people was not always easy.
Our work became accepted in 2012 and supported by the United Nations Voluntary Fund for Victims of Torture.

Our approach to reach out to the victims was extremely cautious but after we decided to team up with HAP (Patani Human Rights Organization Network), which was founded by the victim of torture himself in Yala, the number of cases we were documented kept growing, from 82 to 110 and almost 150 in 2017.

“She” became a human rights activist after “her” family member was detained. “She” is well-rounded, goal-motivated, enthusiastic and “she” has a legit understanding of “her” work. “She” is a local and “she” comprehends the customs and life of the community despite her terribly poor Malayu.  “Her” legitimacy and strength empower “her” human rights work. Our work in Bangkok would have been nothing without “her”. “She” is the most significant key in connecting the victims and the national and international human rights mechanisms.

The rumor says that “she” will be exposed to more severe harassment and insult due to “her” work as it’s drawn so much attention from the media during the past three years. Hateful propaganda has been continuously used to discredit her work and defamatory words have been thrown at her on a regular basis.
Another rumor says that “her” brother in law is at risk of getting arrested for the second time under the enforcement of special laws, due to the rising number of disturbing incidents in the area.
They have been warned.

Personally, I believe that there are officers who want the same thing as “her”, who are committed to their work as “her”, and who want peace to be restored as much as “her”. Even though we have different approaches, it does not justify the practice of harassment and degrading treatment that unprofessionally has been utilized to discredit the work of human rights NGOs.

Shouldn’t it be better to respect our differences?
There are people who rely on us, on our work.

This must end. All hateful propaganda. All defamatory words. All degrading acts against human rights activists, including “her”.
We are human beings who eat and sleep, just like you.