ศาลจังหวัดนครราชสีมามีคำสั่งคดีไต่สวนการตาย ช.3/2559  ชี้ว่านายอนัน เกิดแก้ว ถูกทำร้ายในระหว่างถูกควบคุมตัวจนเป็นเหตุให้เสียชีวิต ญาติติดใจหวังอัยการนำคนผิดมาลงโทษ

torture-e-book-1

เผยแพร่วันที่ 30 กรกฎาคม 2560

                                                           ใบแจ้งข่าว

ศาลจังหวัดนครราชสีมามีคำสั่งคดีไต่สวนการตาย ช.3/2559
ชี้ว่านายอนัน เกิดแก้ว ถูกทำร้ายในระหว่างถูกควบคุมตัวจนเป็นเหตุให้เสียชีวิต

ญาติติดใจหวังอัยการนำคนผิดมาลงโทษ

 

เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2560 ผู้พิพากษาศาลจังหวัดนครราชสีมาออกนั่งพิจารณา นัดอ่านคำสั่งคดีหมายเลขดำที่ ช.3/2559  คดีชันสูตรพลิกศพนายอนัน เกิดแก้ว ศาลเชื่อว่าสาเหตุการเสียชีวิตของนายอนันฯ เนื่องจากถูกทำร้ายร่างกาย ระหว่างอยู่ในความควบคุมของเจ้าพนักงานตำรวจชุดจับกุม

โดยเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2558 เวลาประมาณ 18.10 น. นายอนัน เกิดแก้ว
ได้ถูกเจ้าพนักงานตำรวจชุดปราบปรามยาเสพติดตำรวจภูธรจังหวัดนครราชสีมาจับกุม และควบคุมตัวต่อเนื่องตลอดเวลา  ซึ่งสถานที่ควบคุมตัวนั้นเป็นบ้านพักของเจ้าพนักงานตำรวจในลักษณะที่เรียกว่า “เซฟเฮ้าส์” โดยเจ้าพนักงานตำรวจชุดจับกุมดังกล่าว อ้างว่าควบคุมตัวนายอนันฯ เพื่อทำการสอบสวนขยายผลไปยังผู้ค้ายาเสพติดรายอื่น  หลังจากนั้นจึงได้นำตัวนายอนันฯ ส่งสถานีตำรวจภูธรจอหอ ในวันที่ 11 พฤศจิกายน 2558 เวลาประมาณ 01.00 น. ต่อมาทางญาติได้รับแจ้งว่านายอนันฯ เข้ารับการรักษาตัวที่โรงพยาบาลมหาราช จังหวัดนครราชสีมา โดยไม่แจ้งสาเหตุ เมื่อญาติเดินทางไปถึงโรงพยาบาลฯ ก็พบว่า   นายอนันฯได้รับบาดเจ็บสาหัสไม่สามารถสื่อสารได้ และเสียชีวิตที่โรงพยาบาลดังกล่าวในวันที่ 13 พฤศจิกายน 2558

ต่อมา พนักงานอัยการจังหวัดนครราชสีมายื่นคำร้องขอไต่สวนการตายนายอนัน เกิดแก้ว ต่อศาลจังหวัดนครราชสีมา เป็นคดีหมายเลขดำที่ ช.3/2559 และมารดาผู้ตายได้แต่งตั้งทนายความจากมูลนิธิผสานวัฒนธรรมเข้าไปในคดี เพื่อซักถามพยานของพนักงานอัยการฯและนำพยานหลักฐานของฝ่ายมารดาผู้ตายเข้าไต่สวน  ศาลจังหวัดนครราชสีมานัดไต่สวนพยานครั้งแรกเมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2559 และไต่สวนนัดสุดท้ายจนแล้วเสร็จเมื่อวันที่ 29พฤษภาคม 2560 โดยศาลได้ไต่สวนพยานทั้งหมด 10 ปาก ได้แก่ พยานของพนักงานอัยการผู้ร้อง จำนวน 6 ปาก และพยานของมารดาผู้ตาย จำนวน 4 ปาก

เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2560 ศาลได้มีคำสั่งในคดีดังกล่าว สรุปความได้ว่า เหตุแห่งการเสียชีวิตของนายอนันฯ เนื่องจากสมองบาดเจ็บอย่างรุนแรงจากการเหวี่ยงกระแทกของศีรษะ และพฤติการณ์เกิดจากผู้ตายถูกเจ้าพนักงานตำรวจชุดปราบปรามยาเสพติดตำรวจภูธรจังหวัดนครราชสีมาจับกุมและควบคุมตัว มีการทำร้ายร่างกายผู้ตาย เป็นเหตุให้ได้รับบาดเจ็บ ถูกส่งตัวไปโรงพยาบาลมหาราช จังหวัดนครราชสีมา แล้วถึงแก่ความตาย
โดยศาลพิจารณาจากพยานหลักฐานทั้งหมดแล้ว เชื่อว่าหลังจากนายอนันฯ ถูกจับและอยู่ในความควบคุมของเจ้าพนักงานตำรวจชุดจับกุม ได้ถูกทำร้ายร่างกายด้วย และเป็นสาเหตุให้ถึงแก่ความตาย  ซึ่งศาลได้วินิจฉัยว่า การตายของนายอนันฯ ไม่ได้เกิดจากการหกล้มหรือกระโดดสะพานระหว่างหลบหนีตามคำเบิกความของเจ้าพนักงานตำรวจชุดจับกุม เนื่องจากสภาพศพของนายอนันฯ ปรากฎบาดแผลหลายแห่งที่ศีรษะ ใบหน้า อก ลำตัว มือ ขาและเท้า

โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่บริเวณศีรษะซึ่งเป็นสาเหตุการตาย เพราะสมองได้รับบาดเจ็บอย่างรุนแรงอันเนื่องจากการเหวี่ยงกระแทกของศีรษะ ตามรายงานการชันสูตรพลิกศพและรายงานการตรวจศพประกอบคำเบิกความของแพทย์ผู้ทำการชันสูตรพลิกศพและตามคำเบิกความของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงยุติธรรม ซึ่งยืนยันว่าบาดแผลที่เกิดขึ้นบริเวณศีรษะและใบหน้าของผู้ตายนั้น เกิดจากการถูกทำร้ายร่างกาย ไม่ใช่เกิดจากอุบัติเหตุ

หลังจากผู้พิพากษาได้อ่านคำสั่งคดีดังกล่าวแล้ว ศาลได้แจ้งต่อมารดาและญาติผู้ตาย ว่า จะดำเนินการส่งสำนวนคดีให้พนักงานอัยการเพื่อดำเนินการต่อไป มารดาและญาติของนายอนันฯ ได้กล่าวหลังจากเสร็จสิ้นกระบวนการในศาลแล้วว่า ภายหลังจากศาลได้มีคำสั่งว่าบุตรชายของตนเสียชีวิตจากการถูกทำร้ายในระหว่างการควบคุมของเจ้าพนักงานตำรวจ ตนก็คาดหวังว่ากระบวนการยุติธรรมจะสามารถนำตัวบุคคลที่ทำร้ายบุตรชายของตนจนเป็นเหตุให้เสียชีวิตมาลงโทษได้ และขอขอบคุณมูลนิธิผสานวัฒนธรรมที่ให้ความช่วยเหลือตลอดมา

คดีที่เกี่ยวเนื่องจากกรณีการเสียชีวิตของนายอนันฯ นอกจากคดีชันสูตรพลิกศพดังกล่าวข้างต้นแล้ว ยังมีคดีแพ่ง ที่มารดาและบิดาของนายอนันฯ ได้ฟ้องสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ซึ่งเป็นหน่วยงานต้นสังกัดของเจ้าพนักงานตำรวจชุดจับกุมและควบคุมตัวนายอนันฯ  โดยเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2559 ได้ยื่นฟ้องต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้  เป็นการเรียกค่าเสียหายตาม พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาญาจักรไทย คดีอยู่ระหว่างรอผลการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ในเรื่องการขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล หลังจากนั้นศาลแพ่งกรุงเทพใต้จึงจะนัดพร้อมและพิจารณาคดีต่อไป

 

สำหรับผู้ที่สนใจคดีดังกล่าวสามารถติดตามเรื่องราวเหตุการณ์คดีนี้ได้ที่

https://voicefromthais.wordpress.com/?s=อนัน+เกิดแก้ว หรือFacebook page: Cross Cultural Foundation (CrCF)

Advertisements

ใบแจ้งข่าว: ศาลเลื่อนนัดสืบพยานจำเลย กรณีปุโละปุโยปี 2555 จ.ปัตตานี

cropped-cropped-552108_398432963537329_1563008283_n.jpeg

เผยแพร่วันที่ 27  กรกฎาคม 2560

             ใบแจ้งข่าว

ศาลจังหวัดปัตตานีเลื่อนนัดสืบพยานจำเลย คดีชาวบ้านผู้ได้รับบาดเจ็บ 5 คน
ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากกองทัพบก
 และ สำนักนายกรัฐมนตรี

จากเหตุการณ์ทหารพรานยิงปืนใส่รถชาวบ้านที่กำลังจะไปละหมาดศพ เมื่อปี2555
หรือกรณีปุโละปุโย จ.ปัตตานี

 

เหตุสืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2560 ศาลจังหวัดปัตตานีได้เลื่อนวันนัดชี้สืบพยานจำเลยที่ 1และที่ 2 ไปเป็นวันที่ 24 กรกฎาคม 2560 ด้วยเหตุทนายความของ กองทัพบก และสำนักนายกรัฐมนตรี จำเลยที่ 1 และที่ 2 ตามลำดับ ไม่สามารถนำพยานมาเบิกความต่อศาลตามวันนัดดังกล่าวได้เนื่องจากพยานของจำเลยติดภารกิจอื่น ทนายความของจำเลยจึงได้แถลงต่อศาลเพื่อขอเลื่อนนัดวันสืบพยานจำเลยออกไปอีกสักหนึ่งนัด เป็นวันที่ วันที่ 24 กรกฎาคม 2560

ต่อมาวันที่ 24 กรกฎาคม 2560 ซึ่งเป็นวันนัดสืบพยานจำเลยทั้งสอง  มีโจทก์ทั้งห้าซึ่งเป็นผู้ที่ได้รับความเสียหายจากเหตุการณ์ทหารพรานยิงปืนใส่รถชาวบ้านที่กำลังจะไปละหมาดศพ เมื่อปี 2555 (มีชาวบ้านเสียชีวิต 4 คน และโจทก์ทั้งห้าได้รับบาดเจ็บ)  พร้อมทนายความโจทก์ ซึ่งเป็นทนายความที่ได้รับมอบหมายจากมูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิมจังหวัดปัตตานีและมูลนิธิผสานวัฒนธรรม องค์กรด้านสิทธิมนุษยชนที่รับให้ความช่วยเหลือโจทก์ทั้งห้า และฝ่ายจำเลยมีพนักงานอัยการจังหวัดปัตตานี มาศาล  พนักงานอัยการฯ ได้แถลงต่อศาลว่า พนักงานอัยการคนเดิมซึ่งเป็นทนายความของจำเลยทั้งสองที่รับผิดชอบสำนวนคดีนี้ได้ย้ายไปปฏิบัติราชการที่กรุงเทพมหานครตั้งแต่วันที่ 3 กรกฎาคม 2560 ตนเพิ่งได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบสำนวนคดีนี้ แต่อยู่ระหว่างส่งหนังสือเพื่อให้จำเลยทั้งสองแต่งตั้งเป็นทนายความ จึงขอเลื่อนคดีไปอีกสักนัดเพื่อดำเนินการแต่งตั้งทนายความให้แล้วเสร็จ ตามสำเนาหนังสือคำสั่งสำนักงานอัยการสูงสุดที่ยื่นต่อศาล

ศาลพิจารณาแล้วเห็นว่า กรณีดังกล่าวมีเหตุจำเป็น จึงให้เลื่อนคดีไป นัดสืบพยานจำเลยทั้งสองในวันที่ 19 กันยายน 2560 เวลา 09.00 นาฬิกา พร้อมทั้งกำชับฝ่ายจำเลยให้เตรียมพยานมาให้พร้อม

สำหรับโจทก์ทั้งห้า ซึ่งมีทั้งวัยชราอายุกว่า 80 ปี ไปจนถึงวัยรุ่นที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ  แม้จะรู้สึกว่าการต่อสู้คดีนี้ใช้เวลายาวนานมาก เพราะเพียงแค่ในระดับศาลชั้นต้น นับตั้งแต่ยื่นฟ้องต่อศาลปกครองสงขลาเมื่อปี 2556 และต่อมามีการโอนคดีมายังศาลจังหวัดปัตตานี  จนกระทั่งถึงปัจจุบันรวมระยะเวลานานกว่า 4 ปีแล้ว ก็ยังสืบพยานไม่เสร็จ และยังไม่ทราบว่าศาลชั้นต้นจะกำหนดวันตัดสินคดีได้เมื่อไหร่ ก็ตาม  แต่โจทก์ทั้งห้าก็ยังรอความหวังว่าจะได้รับความเป็นธรรมจากคดีนี้ แม้ว่าบางครั้งจะเกิดความรู้สึกท้อแท้กับความยุติธรรมที่ล่าช้าก็ตาม

ผู้สนใจคดีดังกล่าวสามารถเข้าฟังการพิจารณาคดีได้ที่ ศาลจังหวัดปัตตานี ตามวันและเวลาดังกล่าว

และติดตามเรื่องราวเหตุการณ์คดีนี้ได้ที่ https://voicefromthais.wordpress.com/?s=ปุโละปุโย
หรือ Facebook page: Cross Cultural Foundation(CrCF)

ใบแจ้งข่าว:ศาลนัดไต่สวนคำร้องขอยกเว้นค่าฤชาธรรมเนียม คดีชาวบ้านฟ้องแพ่ง เรียกค่าเสียหาย กรณีผู้เสียชีวิต 4 รายที่บ้านโต๊ะชูด ทุ่งยางแดง

cropped-cropped-552108_398432963537329_1563008283_n.jpeg

เผยแพร่วันที่ 27 กรกฎาคม 2560

           ใบแจ้งข่าว

มารดาและบิดาของผู้ตาย 4 ครอบครัว ฟ้องเรียกค่าเสียหายกว่า 39 ล้านบาท จากกองทัพบก

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และสำนักนายกรัฐมนตรี กรณีเจ้าหน้าที่ิงประชาขนเสียชีวิต 4คน

เหตุเกิดเมื่อปี 2558 ในพื้นที่ ต.พิเทน อ.ทุ่งยางแดง จ.ปัตตานี

 

เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2560 ชาวบ้าน 4 ครอบครัว ซึ่งเป็นมารดาและบิดาของผู้ตาย เป็นโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 8 ยื่นฟ้องคดีแพ่ง เรียกค่าเสียหายรวมเป็นเงินจำนวน 39,076,796บาท (ทุนทรัพย์ที่ฟ้อง) จากกองทัพบก สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3  ในข้อหา ละเมิด ตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 จากกรณีเมื่อปี 2558 เจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจสนธิกำลังปฎิบัติการในพื้นที่บ้านโต๊ะชูด ต.พิเทน อ.ทุ่งยางแดง จ.ปัตตานี แล้วเจ้าหน้าที่ได้ยิงชาวบ้านเสียชีวิต 4 คน ซึ่งในจำนวนผู้เสียชีวิตดังกล่าวเป็นนักศึกษา 2 คน

โจทก์ทั้งแปดได้ยื่นคำร้องขอยกเว้นค่าฤชาธรรมเนียมศาล (ร้อยละ 2 ของจำนวนค่าเสียหายซึ่งเป็นทุนทรัพย์ที่ยื่นฟ้อง) ไปพร้อมกับคำฟ้องด้วย  ศาลกำหนดเป็นคดีหมายเลขดำที่ พ.397/2560 และนัดไต่สวนคำร้องขอยกเว้นค่าฤชาธรรมเนียมศาลในวันที่ 18 กันยายน2560 เวลา 09.00 นาฬิกา  เพื่อศาลจะได้พิจารณาถึงฐานะความเป็นอยู่ของโจทก์ทั้งแปดและมีคำสั่งว่าจะยกเว้นค่าฤชาธรรมเนียมศาลให้แก่โจทก์ทั้งแปดหรือไม่เพียงใดเสียก่อนในการรับฟ้องคดีนี้

เหตุแห่งคดี สืบเนื่องจากเหตุการณ์เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2558 มีการสนธิ่กำลังระหว่างเจ้าหน้าที่ทหารหน่วยเฉพาะกิจปัตตานีที่ 25, หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 41ต.วังพญา อ.รามัน จ.ยะลา กับเจ้าหน้าที่ตำรวจจากศูนย์ปฏิบัติการตำรวนจชายแดนภาคใต้ (ศชต.) จ.ยะลา เข้าปฏิบัติการในพื้นที่หมู่ที่ 6 บ้านโต๊ะชูด ต.พิเทน อ.ทุ่งยางแดง จ.ปัตตานี มีการจับกุมประชาชนจำนวน 22 คน และเจ้าหน้าที่ได้ใช้อาวุธปืนสงครามยิง จนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตจำนวน 4 คน ได้แก่ นายสูไฮมี เซ็นและ นายคอลิด สาแม็ง นายมะดารี แม้เราะ และ นายซัดดัม วานุ  ในจำนวน 4 คนที่เสียชีวิต มี 2 คนเป็นนักศึกษา ได้แก่ นายคอลิด และนายมะดารี เป็นนักศึกษาคณะรัฐประศาสนศาสตร์ ชั้นปีที่ 4 มหาวิทยาลัยฟาฏอนี จังหวัดปัตตานี

ต่อมา ผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานีได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยผลการสอบสวนข้อเท็จจริงสรุปได้ว่า ไม่ปรากฏว่าผู้เสียชีวิตทั้ง 4 คน มีพฤติการณ์เป็นกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงหรือแนวร่วมผู้ก่อความไม่สงบมาก่อน มีเพียงบางรายที่เคยถูกจับเพราะเสพน้ำกระท่อม ก่อนถูกยิงเสียชีวิตในขณะที่วิ่งหลบหนีเจ้าหน้าที่ ไม่ปรากฏว่าผู้ตายทั้ง 4 ราย มีอาวุธปืนแต่อย่างใด จึงเชื่อว่าผู้ตายทั้ง 4 คน ไม่ใช่ผู้ก่อเหตุรุนแรงและไม่ใช่แนวร่วมกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบ ส่วนการปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่นั้น คณะกรรมการฯ มีความเห็นว่าจุดเริ่มต้นของการปฏิบัติการครั้งนี้ น่าเชื่อว่ามีเหตุผลเพียงพอ เนื่องจากมีข้อมูลด้านข่าวกรองและข่าวสารความเคลื่อนไหวของกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงอยู่ในพื้นที่  ส่วนอาวุธที่เจ้าหน้าที่อ้างว่าพบอยู่กับผู้ตาย ไม่มีหลักฐานบ่งชี้เชื่อมโยงกับผู้ตาย และจากการตรวจสอบอาวุธปืนดังกล่าว ไม่พบว่าเคยใช้ในการกระทำความผิดมาก่อน จึงไม่สามารถสรุปได้ คงให้เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ผู้ชำนาญการ แต่น่าเชื่อว่าไม่ใช่เป็นอาวุธของผู้ตายตั้งแต่เริ่มต้น และได้เสนอแนะให้มีการดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่ที่ทำให้ชาวบ้านทั้ง 4 คนเสียชีวิต  ทั้งให้ช่วยเหลือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบตามระเบียบโดยเร็ว  นอกจากนี้ยังเสนอให้มีการปรับปรุงระบบการข่าวกรองให้แม่นยำมากขึ้น การเข้าปิดล้อมตรวจค้นควรมีผู้นำท้องถิ่นเข้าร่วมด้วยเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ผิดพลาดดังกล่าวอีก และถ้าเกิดเหตุคล้าย กับกรณีดังกล่าว ให้ผู้บังคับบัญชาระดับสูงเร่งชี้แจงข้อเท็จจริงโดยเร็ว

ต่อมาวันที่ 6 สิงหาคม 2558 พนักงานอัยการจังหวัดปัตตานีดำเนินการยื่นคำร้องขอไต่สวนการตายนายสูไฮมีฯ กับพวก ต่อศาลจังหวัดปัตตานี เป็นคดีหมายเลขดำที่ ช.11/2558และญาติผู้ตายได้แต่งตั้งทนายความจากมูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิมจังหวัดปัตตานีและมูลนิธิผสานวัฒนธรรม เข้าซักถามพยานของพนักงานอัยการฯ โดยศาลจังหวัดปัตตานีไต่สวนพยานทั้งหมด 21 ปาก ได้แก่พยานของพนักงานอัยการจำนวน 8 ปาก และพยานของร้องซักถาม(ญาติผู้ตาย) จำนวน 13 ปาก จนกระทั่งเมื่อวันที่ 14 กันยายน 2559 ศาลได้มีคำสั่งในคดีการไต่สวนการตาย เป็นคดีหมายเลขแดงที่ ช.12/2559 สรุปความได้ว่า เหตุและพฤติการณ์ที่ตาย คือ ผู้ตายทั้งสี่ถูกเจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจชุดสนธิกำลังปฏิบัติการในพื้นที่ ต.พิเทน อ.ทุ่งยางแดง จ.ปัตตานี ซึ่งอ้างว่าปฏิบัติราชการตามหน้าที่ ใช้อาวุธปืนยิง เป็นเหตุให้ถึงแก่ความตาย

ส่วนคดีอาญากรณีกล่าวหาเจ้าหน้าที่ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายทั้งสี่ ซึ่งพนักงานสอบสวนเป็นผู้ดำเนินการนั้น ยังไม่มีความคืบหน้า ทั้งนี้ญาติของผู้ตายทั้งสี่ยังติดใจและอยู่ระหว่างการพิจารณาว่าจะตัดสินใจฟ้องคดีอาญาเองหรือไม่

ผู้ที่สนใจคดีดังกล่าว สามารถเข้าฟังการพิจารณาคดีได้ที่ ศาลจังหวัดปัตตานี ในวันที่18 กันยายน 2560 เวลา 09.00 นาฬิกา

และติดตามเรื่องราวเหตุการณ์คดีนี้ ได้ที่ https://voicefromthais.wordpress.com/?s=โต๊ะชูด หรือ Facebook page: Cross Cultural Foundation(CrCF)

CrCF on Duty: Interaction, Friendship and Possibility

Processed with VSCO with c1 preset

It took me some times to digest the remainder of my time in the Deep South. Needless to say, it surely is difficult to describe my eternal gratitude for the opportunity that has been handed to me. Reflecting over what these two eyes of mine have witnessed, I consider myself among the luckiest people in the field.
Interaction, friendship and possibility are three main things I’ve learned from my journey in the South. Writing a blog post may not change the situation, but at least I am going to seize any chances to communicate.

E445A06A-A56C-47CB-8BF9-86BF00137FDE.jpg

I had the honor to take part in observing our partner organizations during their home visits. Every detail documented plays a greatly significant role in writing an accurate report, and in taking further actions to restore faith.
To me, it always has been crucial to interact with people- the people I work with especially. Reading news articles is nothing like listening to the stories they frankly shared with us in reality, while sitting under the same roof. Such first-hand experiences emphasize the fact that this is real; they are people, not mere statistics.
The pain in their eyes, the faith in their hearts that has been deprived and the scars in their lives, are r e a l.

Processed with VSCO with c1 preset

Slightly heartbroken, yet extremely grateful to come home with new memories. New bridges are made and the kindness that people have expressed never fails to amaze me. If home is where you heart is, this is the reason why I quickly feel at home anywhere I go because I’ve always got my heart with me.

Processed with VSCO with c1 preset

On my last day, it was finally time for what I was pumped to travel to the South for. Namely, the Reiki rehabilitation. Reiki is a Japanese form of healing method to reduce stress by using one’s “life force energy”. However, to maximize its effectiveness, continuity and suitable environment are the keys. It was their final session where everybody shared their opinions on what had been good and less good as well as the possibilities in the future.

The treatment for our friends is not flawless and there’s so much that needs to be done. Despite the high possibility of relapse when they return home, I saw their willing to give the world another chance.

Our friends also deserve another chance, to live life free of fear.

 

ใบแจ้งข่าว: ศาลจังหวัดฝางอ่านคำพิพากษา ยกฟ้องชาวบ้าน คดีบุกรุกป่าสงวนฯ กรณีชาวบ้านสร้างโฮมสเตย์ตามนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวของรัฐ ที่บ้านขอบด้ง

เผยแพร่วันที่ 24 กรกฎาคม 2560

ใบแจ้งข่าว

ศาลจังหวัดฝาง อ่านคำพิพากษา ยกฟ้องชาวบ้าน คดีบุกรุกป่าสงวนฯ
กรณีชาวบ้านสร้างโฮมสเตย์ตามนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวของรัฐ
ที่บ้านขอบด้ง ต.ม่อนปิ่น อ.ฝาง จ.เชียงใหม่

ทนายความศูนย์พิทักษ์และฟื้นฟูสิทธิชุมชนท้องถิ่นที่ให้ความช่วยเหลือคดีได้ให้ข้อมูลว่าศาลจังหวัดฝางมีคำพิพากษายกฟ้องโจทก์(จำเลยทั้งสองไม่มีความผิด) ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ สว. 8,9/2559 ระหว่าง พนักงานอัยการจังหวัดฝาง โจทก์ กับ นายสุริยา เกิดโอฬาร จำเลยที่ 1 และนายอาจหาญ จตุพรไพร จำเลยที่ 2 ในฐานความผิด บุกรุก ก่นสร้าง แผ้วถาง เผาป่าหรือทำลายด้วยประการใด ๆ อันเป็นการทำลายป่าหรือยึดถือครอบครองป่าโดยไม่ได้รับอนุญาต อันเป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวน

เมื่อวันที่ 26 ถึง 28 เมษายน 2560 และวันที่ 2 ถึง 3 พฤษภาคม 2560 ที่ผ่านมา ศาลจังหวัดฝางได้ทำการพิจารณาสืบพยานโจทก์และจำเลย ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ สว. 8,9/2559 เสร็จสิ้นแล้ว และนัดฟังคำพิพากษาในวันที่ 20 กรกฎาคม 2560 ศาลจังหวัดฝางมีคำพิพากษาในข้อหาบุกรุกป่าสงวนฯ โดยให้เหตุผลว่า พื้นที่เกิดเหตุ สถานีเกษตรหลวงอ่างขางได้ขอใช้พื้นที่กับกรมป่าไม้เพื่อใช้ดำเนินกิจกรรมของโครงการหลวงก่อนแล้ว ทำให้พื้นที่เกิดเหตุไม่หลงเหลือสภาพความเป็นป่าแล้ว จำเลยทั้งสองจึงไม่อาจทำลายหรือทำให้เสื่อมเสียแก่สภาพความเป็นป่าสงวนได้อีก ตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 14 พิพากษายกฟ้องโจทก์ จำเลยทั้งสองไม่มีความผิด

จำเลยทั้งสองในคดีนี้เป็นชาวบ้าน บ้านขอบด้ง ตำบลม่อนปิ่น อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ เป็นผู้ได้รับผลกระทบสืบเนื่องมาจากคำสั่ง คสช. ที่ 64/2557 ตามนโยบายทวงคืนผืนป่า ปัจจุบันอยู่ระหว่างระยะเวลาอุทธรณ์คำพิพากษาซึ่งจะครบในวันที่ 20 สิงหาคม 2560

ความเป็นมาของคดีสืบค้นได้ที่ https://voicefromthais.wordpress.com/2016/07/11/ศาลจังหวัดฝาง-นัดพิจารณ/

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
นายสุทธิเกียรติ ธรรมดุล ทนายความ ศูนย์พิทักษ์และฟื้นฟูสิทธิชุมชนท้องถิ่น 053-230072, 083-6284239
นายปรีดา นาคผิว ทนายความ มูลนิธิผสานวัฒนธรรม 089-6222474