ศาลจังหวัดสกลนครนัดไกล่เกลี่ยคดีบริษัทฟ้องชาวบ้านหมิ่นประมาทบริษัทน้ำตาล ระหว่างบริษัทไทยรุ่งเรืองอุตสาหกรรม จำกัดกับสมาชิกกลุ่มรักษ์น้ำอูน ในวันที่ 1 มิถุนายน 2560

ดาวน์โหลดlogo namum

เผยแพร่วันที่ 31 พฤษภาคม 2560

 

ศาลจังหวัดสกลนครนัดไกล่เกลี่ยคดีบริษัทฟ้องหมิ่นประมาทชาวบ้าน

ระหว่างบริษัทไทยรุ่งเรืองอุตสาหกรรม จำกัดกับสมาชิกกลุ่มรักษ์น้ำอูน ในวันที่ 1 มิถุนายน 2560  

 

สืบเนื่องเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2560 ศาลจังหวัดสกลนครได้กำหนดนัดไต่สวนมูลฟ้องคดีหมายเลขดำที่ 6640/2560 ระหว่างบริษัทไทยรุ่งเรืองอุตสาหกรรม จำกัด โจทก์ กับนางสาวเดือนเพ็ญ สุดไชยา กับพวกรวม 20 คน จำเลย กรณีบริษัทไทยรุ่งเรือง อุตสาหกรรม จำกัด เจ้าของโรงงานน้ำตาล     และโรงไฟฟ้าชีวมวลในจังหวัดสกลนคร ยื่นฟ้องหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาด้วยเอกสารต่อสมาชิกกลุ่มรักษ์น้ำอูน ตำบลอุ่มจาน อำเภอกุสุมาลย์ จังหวัดสกลนคร 20 ราย  กรณีลงชื่อยื่นหนังสือร้องเรียนต่อนายกองค์การบริหารส่วนตำบลอุ่มจาน เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2559 เพื่อขอให้ระงับการดำเนินการบุกเบิกพื้นที่และก่อสร้างระบบสาธารณูปโภคเพื่อรองรับการพัฒนาโครงการโรงงานน้ำตาลทรายและโรงไฟฟ้าชีวมวล ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อทางสาธารณะและลำรางสาธารณะและยื่นหนังสือฉบับที่ 2 เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2559 เพื่อคัดค้านโครงการดังกล่าว

ทั้งนี้เมื่อศาลเรียกผู้เกี่ยวข้องเข้าห้องพิจารณา ทนายความฝ่ายโจทก์ได้ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 11 และที่ 12 โดยอ้างว่า โจทย์ทราบว่าจำเลยที่ 11 และที่ 12 ไม่ได้ร่วมกันกระทำความผิด และแถลงว่าโจทก์ยังไม่ได้พูดคุยกับกลุ่มชาวบ้าน และจำเลยทั้ง 20 คนเกี่ยวกับข้อร้องเรียนคัดค้านการตั้งโรงงานน้ำตาลและโรงไฟฟ้าชีวมวลของบริษัทของโจทก์ จึงขอเลื่อนคดีเพื่อไปทำความเข้าใจเกี่ยวกับปัญหาดังกล่าวกับกลุ่มชาวบ้านก่อนหากตกลงกันได้ก็จะมาแถลงต่อศาลในนัดหน้า ฝ่ายจำเลยไม่ค้าน

โดยทั้งสองฝ่ายจึงตกลงนัดไกล่เกลี่ย ณ ศูนย์ไกล่เกลี่ยประจำศาลจังหวัดสกลนคร ในวันที่ 1 มิถุนายน 2560 นี้ และกำหนดนัดพร้อมในวันที่ 6 กรกฎาคม 2560 เวลา 09.00 น.

กลุ่มรักษ์น้ำอูน หรือศูนย์ประสานงานกลุ่มรักษ์น้ำอูน เป็นกลุ่มประชาชนที่รวมตัวกันด้วยความสมัครใจเข้าร่วมกิจกรรม โดยมีสมาชิกส่วนใหญ่จากบ้านโคกสะอาด ตำบลอุ่มจาน อำเภอกุสุมาลย์   จังหวัดสกลนคร และบ้านหนองลาดน้อย ตำบลดงมะไฟ อำเภอเมือง จังหวัดสกลนคร และได้มีการเชื่อมโยงกับเครือข่ายชุมชน เช่น เครือข่ายอินแปงและประชาสังคมในจังหวัดสกลนครและจังหวัดใกล้เคียง

โดยเริ่มมีการรวมกลุ่มตั้งแต่ปี 2554 ภายหลังจากคณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2554 เรื่องการย้ายสถานที่ตั้งหรือการขอนำกำลังการผลิตไปตั้งที่ใหม่และขยายกำลังการผลิต โดยให้บริษัทไทยรุ่งเรืองอุตสาหกรรม จำกัด ย้ายเครื่องจักรที่มีกำลังการผลิต 2,000 ตันอ้อย/วัน และขยายกำลังการผลิตเป็น 12,500 – 40,000 ตันอ้อย/วัน มาตั้งโรงงานผลิตน้ำตาลทรายอยู่ที่ตำบลอุ่มจาน ซึ่งต่อมาบริษัทได้มาชี้แจงว่าในพื้นที่เดียวกันกับที่ตั้งโรงงานน้ำตาลนั้นจะมีโครงการสร้างโรงไฟฟ้าชีวมวล 40 – 116 เมกะวัตต์ ของบริษัทไทยรุ่งเรืองอุตสาหกรรม จำกัด พร้อมกันด้วย

ในระยะแรกกลุ่มรักษ์น้ำอูมก่อตั้งขึ้นมาเพื่อติดตามข้อมูลข่าวสารและทำหนังสือร้องเรียนให้มีการตรวจสอบโครงการโรงงานน้ำตาลและโรงไฟฟ้าชีวมวล จังหวัดสกลนคร ต่อหน่วยงานต่าง ๆ เช่น ร้องเรียนต่อสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ในปี 2555 (ร้องเพิ่มเติมในปี 2559) ซึ่ง กสม.ได้มีการดำเนินการจัดเวทีตรวจสอบตามที่ได้ร้องไป 2 ครั้ง นอกจากนี้นับตั้งแต่ก่อตั้งกลุ่มมาได้ดำเนินกิจกรรมเพื่อการอนุรักษ์ฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติในลุ่มน้ำอูน อย่างต่อเนื่อง เช่น ร่วมกับโปรแกรมวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี สำรวจความหลากหลายทางชีวภาพพืชพรรณสัตว์น้ำในลุ่มน้ำอูน  เมื่อปี 2557 และได้นำเสนอผลการศึกษาต่อหน่วยอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและศิลปกรรม จังหวัดสกลนคร และองค์การบริหารส่วนตำบลอุ่มจาน ได้ร่วมกับสาขาวัฒนธรรมเพื่อการพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฎสกลนคร สำรวจลักษณะความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมและระบบนิเวศในชุมชนลุ่มน้ำอูน กิจกรมมอนุรักษ์ฟื้นฟูพันธุ์ข้าวพื้นเมือง สามารถรวบรวมฟื้นฟูพันธุ์ข้าวพื้นบ้านกว่า 100 สายพันธุ์  เป็นต้น

ปัจจุบันกลุ่มรักษ์น้ำอูน ได้ดำเนินกิจกรรมอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติอย่างต่อเนื่อง             และกว้างขวางขึ้นกว่าการติดตามตรวจสอบโครงการโรงงานน้ำตาลและโรงไฟฟ้าชีวมวล มีศูนย์ประสานงานกลุ่มรักษ์น้ำอูน ตั้งอยู่ที่ 110 บ้านโคกสะอาด ตำบลอุ่มจาน อำเภอกุสุมาลย์ จังหวัดสกลนคร และยังคงดำเนินกิจกรรมติดตามตรวจสอบโครงการพัฒนาที่อาจจะส่งผลกระทบต่อชุมชน เช่น กลุ่มรักษ์น้ำอูน ได้ร้องขอใช้สิทธิ์ตามมาตรา 11 พระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ ให้มีการประเมินผลกระทบด้านสุขภาพต่อนิเวศวัฒนธรรมในลุ่มน้ำอูน กรณีโครงการโรงงานผลิตน้ำตาล และโรงไฟฟ้าชีวมวล จังหวัดสกลนคร ทำหนังสือร้องเรียนให้มีการตรวจสอบการพิจารณารายงานการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมไปยังสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โครงการไปยังหน่วยงานต่าง ๆ เช่น นายกรัฐมนตรี คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน กระทรวงอุตสาหกรรมฯลฯ ตลอดจนดำเนินกิจกรรมเพื่อการอนุรักษ์ฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติในท้องถิ่นเรื่อยมาจนปัจจุบัน

 

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม

นางสาวบำเพ็ญ ไชยรักษ์      ผู้ประสานงานกลุ่มรักษ์น้ำอูน 089-664-3012

นายทิตศาสตร์ สุดแสน         เสมียนทนาย 089-849-6838

Advertisements

นายฤทธิรงค์ ชื่นจิตร เหยื่อคดีแพะที่ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจซ้อมทรมานเพื่อให้รับสารภาพ ได้ยื่นฟ้องพยานเท็จในคดี ต่อศาลจังหวัดปราจีนบุรี พร้อมฟ้องสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เรียกค่าเสียหายจากการทำละเมิดของเจ้าหน้าที่

no torture 2

เผยแพร่วันที่ 31 พฤษภาคม 2560

 

                                              ใบแจ้งข่าว

 นายฤทธิรงค์ ชื่นจิตร เหยื่อคดีแพะที่ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจซ้อมทรมานเพื่อให้รับสารภาพ ได้ยื่นฟ้องพยานเท็จในคดี ต่อศาลจังหวัดปราจีนบุรี พร้อมฟ้องสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เรียกค่าเสียหายจากการทำละเมิดของเจ้าหน้าที่

 

สืบเนื่องจากเหตุการณ์เมื่อวันที่ 28 มกราคม 2552 ขณะที่นายฤทธิรงค์ ชื่นจิตร อายุ 17  ได้ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองจังหวัดปราจีนบุรีจับกุมในข้อหาวิ่งราวทรัพย์ แล้วส่งตัวนายฤทธิรงค์ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจสืบสวนของตำรวจภูธรจังหวัดปราจีนนำไปควบคุมและได้ร่วมกันซ้อมทรมานให้รับสารภาพว่าเป็นคนวิ่งราวทรัพย์ทั้ง ๆ ที่นายฤทธิรงค์ไม่ได้กระทำความผิดตามข้อกล่าวหา ต่อมาพนักงานอัยการจังหวัดปราจีนบุรีมีคำสั่งไม่ฟ้องนายฤทธิรงค์และคดีถึงที่สุด

เป็นเวลากว่า 6 ปี ที่นายฤทธิรงค์ ชื่นจิตร ได้ร้องเรียนต่อหน่วยงานต่าง ๆ รวมทั้ง คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ  (ป.ป.ท.)  เพื่อให้ดำเนินคดีอาญากับเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ซ้อมทรมานตน แต่ไม่เป็นผล โดยต่อมาคณะกรรมการป้องกันและปราบปราวมการทุจริตในภาครัฐ  (ป.ป.ท.) ได้มีคำสั่งว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่มีความผิด  ต่อมาเมื่อปี 2558 นายฤทธิรงค์ฯ จึงได้ยื่นฟ้องต่อศาลจังหวัดปราจีนบุรีด้วยตนเอง ดำเนินคดีอาญากับเจ้าหน้าที่ตำรวจทั้งหมด 7 คน ได้แก่ เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองจังหวัดปราจีนบุรี 2 คน และเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนของตำรวจภูธรจังหวัดปราจีน 5 คน ในข้อหาความผิดต่อเจ้าพนักงานในการยุติธรรมความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม ความผิดต่อร่างกาย และความผิดต่อเสรีภาพ ตามประมวลกฎหมายอาญา ศาลไต่สวนมูลฟ้องแล้วมีคำสั่งรับฟ้องเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนของตำรวจภูธรจังหวัดปราจีนบุรี 4 คน เป็นจำเลย ส่วนเจ้าหน้าที่ตำรวจอีก 3 คนที่ศาลมีคำสั่งไม่รับฟ้อง นายฤทธิรงค์ฯ โจทก์ ได้ยื่นอุทธรณ์ต่อไป คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นอุทธรณ์  ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจจำนวน 2 ใน 4 คนที่ตกเป็นจำเลย ได้แก่ยศพันตำรวจเอก 1 คน และดาบตำรวจ 1 คน ยอมรับสารภาพผิดว่าตำรวจทั้ง 4 คนที่ศาลรับฟ้องนั้นได้ร่วมกันซ้อมทรมานนายฤทธิรงค์จริงและขอโทษต่อครอบครัวนายฤทธิรงค์ฯ นายฤทธิรงค์จึงถอนฟ้องคดีให้แก่ตำรวจทั้งสองคนดังกล่าว ยังคงเหลือเจ้าหน้าที่ตำรวจอีก 2 คน ที่ศาลจังหวัดปราจีนบุรีรับฟ้องไว้แล้วยังคงปฏิเสธ ศาลจึงนัดสืบพยานในส่วนจำเลยทั้งสองคนนี้ในวันที่ 13 ถึง 16 และ 20 ถึง 21 เดือนกุมภาพันธ์ 2561

ต่อมา เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2560 เวลา 13.00 น. นายฤทธิรงค์ ชื่นจิตร ในฐานะโจทก์ที่ 1 และ นายสมศักดิ์ ชื่นจิตร บิดาโจทก์ที่ 2  พร้อมทนายความจากมูลนิธิผสานวัฒนธรรม  ได้ยื่นฟ้องบุคคลระดับผู้บริหารหน่วยงานปกครองท้องถิ่นคนหนึ่งซึ่งเป็นพยานให้การเท็จเพื่อช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ซ้อมทรมาน ทำให้นายฤทธิรงค์ได้รับความเสียหาย ในคดีที่นายฤทธิรงค์ร้องเรียนต่อ ป.ป.ท. กล่าวหาเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนฯ 5 คนที่ซ้อมทรมานตน   โดยยื่นฟ้องต่อศาลจังหวัดปราจีนบุรี เป็นจำเลย คดีหมายเลขดำที่1009/2560 ในข้อหา ความผิดต่อเจ้าพนักงาน ความผิดต่อเจ้าพนักงานในการยุติธรรม และความผิดเกี่ยวกับเอกสาร   โดยกล่าวหาว่าเมื่อวันที่ 25 กันยายน 2556 พยานคนดังกล่าวได้เข้าให้ถ้อยคำต่อคณะอนุกรรมการไต่สวนข้อเท็จจริงของ ป.ป.ท.  ด้วยข้อความอันเป็นเท็จเพื่อช่วยเหลือตำรวจทั้ง 5 ราย ให้พ้นข้อกล่าวหา เป็นผลทำให้ ป.ป.ท. มีคำสั่ง ที่ 40/2556 ชี้มูลว่าจ้าหน้าที่ตำรวจไม่มีความผิดตามคำร้อง ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ศาลจังหวัดปราจีนบุรีนัดไต่สวนมูลฟ้องคดีนี้ในวันที่ 31 กรกฎาคม 2560 เวลา 13:00 น.

นอกจากนี้ในวันที่ 26 พฤษภาคม 2560 นายฤทธิรงค์  ชื่นจิตร โดยทนายความของมูลนิธิเพื่อผสานวัฒนธรรม ยังได้เป็นโจทก์ฟ้อง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ  เป็นคดีแพ่งต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้ คดีหมายเลขดำที่ พ.949/2560 ในข้อหา ละเมิด เรียกค่าเสียหายตาม พ.ร.บ. ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539  เนื่องจากถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจทั้ง 7 คน ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ในสังกัดของสำนักงานตำรวจแห่งชาติควบคุมตัวโดยมิชอบและทำร้ายร่างกายเพื่อบังคับให้รับสารภาพในคดีซึ่งตนไม่ได้เป็นผู้กระทำความผิด โดยเรียกค่าสินไหมทดแทนทางละเมิดในคดีเป็นจำนวนเงินทั้งหมด 20,800,000 บาท อันเป็นค่าความเสียหายต่อร่างกายจากการถูกทำร้ายร่างกาย ค่าเสียหายจากชื่อเสียงเกียรติยศและ ค่าเยียวยาความเสียหายต่อสิทธิเสรีภาพในร่างกาย พร้อมให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติลบล้างหรือถอนประวัติอาชญากรรมของนายฤทธิรงค์ฯ

โดยในคดีนี้ ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ มีกำหนดนัดไต่สวนคำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลในวันที่ 28 สิงหาคม 2560 เวลา 13:00น.

จึงขอเชิญผู้ที่สนใจหรือสื่อมวลชนเข้าร่วมรับฟังการพิจารณาของศาลแพ่งกรุงเทพใต้และศาลจังหวัดปราจีนบุรี  ตามวันและเวลาดังกล่าวติดตามเรื่องราวที่ผ่านมาได้ที่ https://voicefromthais.wordpress.com/2016/11/04/ศาลจังหวัดปราจีนบุรีนั/

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่        

นายปรีดา นาคผิว            ทนายความ มูลนิธิผสานวัฒนธรรม โทร 098-6222474

นายสัญญา เอียดจงดี         ทนายความ                        โทร 087-5894884

นางสาวนันทนา แก้วนวล    ทนายความ                          โทร 086-3917049

JOINT STATEMENT Government of Thailand and Businesses Should Ensure Guiding Principles on Business and Human Rights are Practiced

JOINT STATEMENT

Government of Thailand and Businesses Should Ensure Guiding Principles on Business and Human Rights are Practiced

(Bangkok, May 31, 2017)—We, the undersigned civil society organizations, urge Thai authorities and business enterprises in the country to uphold the United Nations Guiding Principles on Business and Human Rights.

Today, government agencies, representatives of the National Human Rights Commission of Thailand, business entities, and representatives from the U.N. Development Program participated in a seminar to discuss implementing and promoting the Guiding Principles in Thailand. The participants jointly agreed to raise better awareness and understanding of the public and private sectors’ roles under the framework of the Guiding Principles.

The Guiding Principles—adopted by the U.N. Human Rights Council in 2011—are 31 foundational and operational principles clarifying the duties and responsibilities of states and enterprises to respect and protect human rights and remedy human rights violations and abuses in the context of business activities.

We commend the efforts of the Thai government and business enterprises in Thailand to promote knowledge and understanding of the Guiding Principles. However, we remain concerned about continued abuses allegedly committed by business enterprises and government investment projects with impunity in Thailand.

Human rights defenders continue to be subjected to unchecked reprisals for engaging in legitimate activities to address alleged abuses by business enterprises and state actors. Human rights defenders involved in business and human rights issues have faced attacks, threats, and incidents of harassment, often without adequate protection from Thai authorities. Business enterprises and Thai authorities have brought trumped-up legal proceedings against human rights defenders who are critical of business operations. Thai authorities and business enterprises have used the Thai penal code criminalizing defamation, the Computer-related Crime Act criminalizing aspects of free speech, the Public Assembly Act restricting gatherings, and the broad powers of National Council for Peace and Order (NCPO) Orders to target human rights defenders. These laws and the stiff penalties they impose are inconsistent with international human rights standards.

Moreover, business activities with potentially adverse environmental and human rights impacts often proceed without meaningful consultation or the inclusion of affected communities in decision-making processes. There is also a general lack of transparency in the governance of and investment in business enterprises in Thailand,

Among other obligations, the Guiding Principles provide that states should “protect against human rights abuse within their territory and/or jurisdiction by third parties, including business enterprises,” ensure “the legitimate and peaceful activities of human rights defenders are not obstructed,” and ensure that business enterprises engage in “meaningful consultation with potentially affected groups and other relevant stakeholders, as appropriate to the size of the business enterprise and the nature and context of the operation.”

In line with the Guiding Principles, we call on Thai authorities and business enterprises to:

  • Guarantee meaningful consultation with potentially affected communities in order to gauge environmental, human rights and public health risks with regard to government and business activities or as a result of the government’s business relationships.
  • Protect the legitimate activities of human rights defenders. In particular, Thailand and its business enterprises should prevent unwarranted legal proceedings against human rights defenders working to promote and protect human rights in the context of business operations.
  • Decriminalize all defamation-related offenses and amend domestic laws including the Thailand Penal Code, the Computer-related Crime Act, the Public Assembly Act, and certain NCPO Orders to make them compliant with international standards.
  • Ensure effective access to remedies for adverse environmental, health, and other impacts of business activities as well as human rights violations and abuses. In particular, Thai authorities should ensure affected communities have access to Ministry of Justice mechanisms such as the Justice Fund and benefits provided by the Witness Protection Act that assist in facilitating legal representation and formal protection from potential reprisals.
  • Prevent reprisals, including attacks, threats, and harassment, against human rights defenders. Thailand should also conduct impartial and independent investigations into reported human rights violations and abuses against human rights defenders committed in the context of business operations with a view to holding perpetrators accountable and ensuring effective remedies for victims.
  • Promptly accept requests from the U.N. Special Rapporteur on the Situation of Human Rights Defenders and the U.N. Working Group on the Issue of Human Rights and Transnational Corporations and Other Business Enterprises to conduct official visits to Thailand and fully cooperate with such mechanisms.

 

Signatories:

Amnesty International Thailand

Asia Forum for Human Rights and Development (Forum-Asia)

Asia Institute for Human Rights

Community Resource Centre Foundation (CRC)

Cross Cultural Foundation (CrCF)

Duai Jai Group

ENLAWTHAI Foundation (Enlaw)

Ecological Alert and Recovery – Thailand (EARTH)

Fortify Rights

Human Rights Lawyers Association (HRLA)

Human Rights and Development Foundation (HRDF)

Karen Network for Culture and Environment

Khon Rak Ban Kerd Group (KRBKG)

Migrant Worker Rights Network (MWRN)

Migrant Working Group (MWG)

Protection International

Southern Peasants Federation of Thailand (SPFT)

Union Civil Liberty (UCL)

 

 

รัฐบาลไทยและภาคธุรกิจควรประกันให้มีการปฏิบัติตามหลักปฏิบัติของสหประชาชาติว่าการดำเนินธุรกิจและสิทธิมนุษยชน

แถลงการณ์ร่วม

รัฐบาลไทยและภาคธุรกิจควรประกันให้มีการปฏิบัติตามหลักปฏิบัติของสหประชาชาติว่าการดำเนินธุรกิจและสิทธิมนุษยชน

(กรุงเทพฯ 31 พฤษภาคม 2560) พวกเราซึ่งเป็นองค์กรภาคประชาสังคมที่ลงชื่อด้านท้าย เรียกร้องให้ทางการไทยและภาคธุรกิจในประเทศ ให้ยึดมั่นตามหลักปฏิบัติของสหประชาชาติว่าการดำเนินธุรกิจและสิทธิมนุษยชน (United Nations Guiding Principles on Business and Human Rights)

ในวันนี้ หน่วยงานของรัฐบาล ตัวแทนจากคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ภาคธุรกิจและตัวแทนโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) เข้าร่วมการสัมมนาเพื่ออภิปรายถึงการดำเนินงานตามและการส่งเสริมหลักปฏิบัตินี้ในประเทศไทย ผู้เข้าร่วมต่างเห็นชอบที่จะต้องรณรงค์สร้างความรับรู้และความเข้าใจ ต่อบทบาทของสาธารณะและภาคเอกชนตามกรอบของหลักปฏิบัตินี้

หลักปฏิบัตินี้ ซึ่งได้รับความเห็นชอบจากคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติเมื่อปี 2554 ประกอบด้วยหลักการพื้นฐานและหลักการเชิงปฏิบัติ 31 ข้อ อธิบายถึงหน้าที่และความรับผิดชอบของรัฐและวิสาหกิจต่าง ๆ ที่จะต้องเคารพและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนและเยียวยาเมื่อเกิดการละเมิดและการปฏิบัติมิชอบด้านสิทธิมนุษยชนในบริบทของการดำเนินธุรกิจ

เราชื่นชมกับความพยามของรัฐบาลไทยและหน่วยงานธุรกิจของไทย ในการส่งเสริมให้เกิดการรับรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับหลักปฏิบัตินี้ อย่างไรก็ดี เรายังคงกังวลกับข้อกล่าวหาเรื่องการปฏิบัติมิชอบที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเป็นผลมาจากการกระทำของหน่วยงานธุรกิจและการลงทุนในโครงการต่าง ๆ ของรัฐบาลในไทย โดยที่ยังไม่มีการลงโทษผู้กระทำละเมิด

นักปกป้องสิทธิมนุษยชนยังคงต้องเผชิญกับการตอบโต้โดยไม่มีการตรวจสอบ อันเป็นผลมาจากการที่พวกเขาดำเนินกิจกรรมที่ชอบธรรม เพื่อแก้ปัญหาข้อกล่าวหาว่ามีการปฏิบัติมิชอบที่เกิดขึ้นจากหน่วยงานธุรกิจและตัวแทนของรัฐ นักปกป้องสิทธิมนุษยชนซึ่งทำงานเกี่ยวข้องกับประเด็นปัญหาด้านธุรกิจและสิทธิมนุษยชน ต้องเผชิญกับการโจมตี การข่มขู่ และการคุกคามประการต่าง ๆ โดยมักไม่ได้รับการคุ้มครองอย่างเพียงพอจากทางการไทย หน่วยงานธุรกิจและทางการไทยยังได้แจ้งข้อหาที่กุขึ้นมาอย่างปราศจากความจริง เพื่อเอาผิดกับนักปกป้องสิทธิมนุษยชน ซึ่งวิพากษ์วิจารณ์การดำเนินงานธุรกิจ ทางการไทยและหน่วยงานธุรกิจใช้กฎหมายหมิ่นประมาททางอาญาตามประมวลกฎหมายอาญาของไทย ข้อบัญญัติของพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์เกี่ยวกับเสรีภาพในการแสดงออก พระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะซึ่งจำกัดสิทธิในการรวมตัว รวมถึงใช้อำนาจอย่างกว้างขวางของคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ เพื่อพุ่งเป้าโจมตีนักปกป้องสิทธิมนุษยชน เนื้อหาของกฎหมายเหล่านี้และบทลงโทษที่รุนแรงไม่สอดคล้องกับมาตรฐานสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ

นอกจากนั้น การดำเนินธุรกิจที่คาดว่าจะมีผลกระทบร้ายแรงด้านสิ่งแวดล้อมและสิทธิมนุษยชน มักเดินหน้าต่อไปโดยปราศจากการปรึกษาหารืออย่างจริงจังหรือการมีส่วนร่วมของชุมชนที่ได้รับผลกระทบในกระบวนการตัดสินใจ ทั้งนี้ ยังพบประเด็นเรื่องการขาดความโปร่งใสในการกำกับดูแลกิจการและการลงทุนของหน่วยงานธุรกิจในประเทศไทย

ในบรรดาภาระหน้าที่ต่าง ๆ หลักปฏิบัตินี้ยังกำหนดให้รัฐควร “คุ้มครองไม่ให้เกิดการปฏิบัติมิชอบด้านสิทธิมนุษยชนในดินแดนและ/หรือเขตอำนาจของตน โดยเป็นการกระทำของบุคคลที่สามรวมทั้งหน่วยงานทางธุรกิจ” ประกัน “ไม่ให้มีการขัดขวางการดำเนินงานที่ชอบธรรมและสันติของนักปกป้องสิทธิมนุษยชน” และประกันว่าหน่วยงานด้านธุรกิจจะเข้าร่วม “กับการปรึกษาหารืออย่างจริงจังกับกลุ่มต่าง ๆ ที่อาจได้รับผลกระทบและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอื่น ๆ อย่างเหมาะสมกับขนาดของหน่วยงานธุรกิจและธรรมชาติและลักษณะการดำเนินงานธุรกิจนั้น”

 

ตามหลักปฏิบัตินี้ เราเรียกร้องรัฐบาลไทยและหน่วยงานธุรกิจให้

  • ประกันให้มีการปรึกษาหารืออย่างจริงจังกับชุมชนที่อาจได้รับผลกระทบ ทั้งนี้เพื่อประเมินความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม สิทธิมนุษยชน และสุขภาพ อันเป็นผลมาจากการดำเนินงานของภาครัฐและธุรกิจ หรือมาจากผลความสัมพันธ์ทางธุรกิจของรัฐบาล
  • คุ้มครองการดำเนินงานอย่างชอบธรรมของนักปกป้องสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง รัฐบาลไทยและหน่วยงานธุรกิจควรป้องกันไม่ให้มีการดำเนินคดีโดยไม่จำเป็นต่อนักปกป้องสิทธิมนุษยชนซึ่งทำงานเพื่อส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนในบริบทของการดำเนินธุรกิจ
  • ลดการเอาผิดทางอาญาต่อความผิดฐานหมิ่นประมาทใด ๆ และแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายในประเทศ รวมทั้งประมวลกฎหมายอาญา พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ และพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ และคำสั่งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติบางฉบับ ให้มีเนื้อหาสอดคล้องกับมาตรฐานระหว่างประเทศ
  • รับรองสิทธิการเข้าถึงการเยียวยาอย่างมีประสิทธิผล ในกรณีที่เกิดผลกระทบร้ายแรงด้านสิ่งแวดล้อม สุขภาพ และผลกระทบอื่น ๆ ที่เกิดจากการดำเนินธุรกิจ รวมถึงให้การเยียวยาต่อการละเมิดและการปฏิบัติมิชอบด้านสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ทางการไทยต้องรับรองว่าชุมชนที่ได้รับผลกระทบจะสามารถเข้าถึงกลไกต่าง ๆ ของกระทรวงยุติธรรม เช่น กองทุนยุติธรรม และประโยชน์จากพระราชบัญญัติการคุ้มครองพยานในคดีอาญา ซึ่งจะช่วยสนับสนุนให้มีตัวแทนทางกฎหมายและการคุ้มครองอย่างเป็นทางการจากความเสี่ยงที่จะถูกตอบโต้
  • คุ้มครองไม่ให้เกิดการตอบโต้ ทั้งการโจมตีทำร้าย การข่มขู่และการคุกคามต่อนักปกป้องสิทธิมนุษยชน รัฐบาลไทยควรดำเนินการให้มีการสอบสวนอย่างไม่ลำเอียงและอย่างเป็นอิสระ กรณีที่มีรายงานการละเมิดและการปฏิบัติมิชอบด้านสิทธิมนุษยชนต่อนักปกป้องสิทธิมนุษยชน ในบริบทที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานทางธุรกิจ ทั้งนี้เพื่อนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษและประกันให้มีการเยียวยาอย่างเป็นผลต่อผู้เสียหาย
  • ตอบรับคำขอของผู้รายงานพิเศษแห่งสหประชาชาติด้านสถานการณ์ของนักปกป้องสิทธิมนุษยชน และคณะทำงานของสหประชาชาติด้านสิทธิมนุษยชน บรรษัทข้ามชาติ และกลุ่มธุรกิจ เพื่อมาเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ และให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่กับการดำเนินงานของกลไกดังกล่าว

 

องค์กรที่ร่วมลงนาม:

แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชันแนล ประเทศไทย

สภาเพื่อสิทธิมนุษยชนและการพัฒนาแห่งเอเชีย (ฟอรั่ม—เอเชีย)

สถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งเอเชีย

มูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน

มูลนิธิผสานวัฒนธรรม

กลุ่มด้วยใจ

มูลนิธิบูรณะนิเวศ

มูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม

ฟอร์ติฟายไรท์

มูลนิธิเพื่อสิทธิมนุษยชนและการพัฒนา

สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน

เครือข่ายกะเหรี่ยงเพื่อวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม เขตงานตะนาวศรี

กลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดหกหมู่บ้าน จ.เลย

เครือข่ายเพื่อสิทธิแรงงานข้ามชาติ

เครือข่ายองค์กรด้านประชากรข้ามชาติ

องค์กรโพรเทคชัน อินเตอร์เนชันแนล

สหพันธ์เกษตรกรภาคใต้

โรงน้ำชา

สมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน

โครงการพัฒนาคนรุ่นใหม่เพื่อการเปลี่ยนแปลงสังคม

One day in Nakhon Ratchasima Part I

One day in Nakhon Ratchasima
Part I

After the nearly 4 hour drive from Nakhon Ratchasima Province back to the capital of this country, I was determined to perpetuate memories of my first time ever entering two places no one wishes to go; namely a prison and a court.

There I was in awe of the high concrete used to be white walls in sight on the left-hand side while the car rolling towards the entrance of Klong Phai Central Prison. Never had I imagined I’d finally get to witness what hides behind those walls. Also, not to forget our mission which was to hand over 50kg of dates donated by the Alkwarthar Foundation (thank you!) to what seems to be over 150 Muslim inmates spending their days and nights inside the highly secured compound. However, solely 10 of this number were reportedly given the allowance to greet our arrival.

When done with declaring our intention at the info desk, we were guided to the “education room” filled with bookshelves and a handful of books. The room was decorated simply with beautifully hand painted shelves but what actually caught my attention was the books of other languages than Thai and English- those books were written in Finnish and Danish! The first thing that popped up in my head was the question, “who are these books for?”. Never did that question receive any reply or it was asked out loud.

18814063_1591269770884318_6595636673709764202_n

Minutes went by in that room and we were waiting patiently, and holding good hopes that we would be let into the world behind bars. Unfortunately, the rejection came along because of security reasons (as per usual) but our mission was partly accomplished. They happily accepted the dates. Subsequently we asked to personally give the prison director a couple of publications (1 of them was the revised Minnesota Protocol globally launched last Thursday) that we’d brought with us from Bangkok. The answer was not a candid “no”, so we decided to fill our empty stomachs with food prepared in the kitchen next to the prison walls whilst waiting for the director to finish his meeting.

When I was done with drying my tears from eating the spiciest som tam I’d ever tasted, we went back to meet with the prison director. Again, we were kept waiting for another roughly 15 minutes. In his fairly big office, there were green curtains with small golden tassels hanging half way to the floor, wooden shelves taking up a whole wall and each rack was decorated with sacred statues and a round also wooden conference table suitably for at least 10 people only a few steps from the doors. A 20 minute conversation felt like two hours. We talked (the prison director and the CrCF director), exchanged ideas and shared opinions on things like another introduction of a painting project for the detainees, Ramadan and how healthy the dates are. We thanked the prison director for his friendly reception and left the room.

18813744_1591269737550988_8819832736476961166_n

As much as we wished to return home with a pile of pictures capturing us together with the inmates who were anticipating to have at least 10 minutes of their hours with us, we were still grateful for the officials’ assistance in accepting the donated items. Even though they are unable to celebrate this religious holiday with their loved ones, the significance of their knowing that they are not forgotten ought to be evoked.

To be continued,
T