แถลงการณ์ คัดค้านร่างกฎหมายควบคุมเสรีภาพสื่อมวลชน

14656422_1844671442429581_3471591510675074759_n

แถลงการณ์ร่วมองค์กรสิทธิมนุษยชน: คัดค้านร่างกฎหมายควบคุมเสรีภาพสื่อมวลชน

ตามที่ร่างพระราชบัญญัติการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน พ.ศ….. ซึ่งกำลังพิจารณาอยู่ในสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศและได้รับการวิพากษ์วิจารณ์จากองค์กรวิชาชีพสื่อมวลชนอย่างกว้างขวางว่าร่างพระราชบัญญัติฯ ดังกล่าวมิได้เป็นการส่งเสริมมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชนแต่กลับเป็นการแทรกแซงและควบคุมการปฏิบัติหน้าที่สื่อมวลชน โดยในร่างพระราชบัญญัติฯ ดังกล่าวระบุให้ “ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน” ต้องได้รับใบอนุญาตโดยคณะกรรมการสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติ มาจากกลุ่มบุคคล ซึ่งมีตัวแทนภาครัฐเข้าร่วมด้วย ซึ่งคณะกรรมการมีอำนาจสั่งเพิกถอนใบอนุญาตวิชาชีพสื่อมวลชนได้อันเถือได้ว่าเป็นการเปิดทางให้มีการแทรกแซงสื่อได้นั้น

สมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน (สสส.)และองค์กรข้างท้ายขอแสดงความคิดเห็นและข้อเสนอแนะต่อการจัดทำกฎหมายเพื่อส่งเสริมสิทธิเสรีภาพและมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน ดังต่อไปนี้

๑. “เสรีภาพของประชาชน” หมายความเชื่อมโยงถึง “เสรีภาพของสื่อมวลชน”ด้วย ถือเป็นหลักการสำคัญของสิทธิเสรีภาพที่สำคัญประการหนึ่งในสังคมประชาธิปไตย ในแง่ที่ว่าหากจะมีการจำกัดเสรีภาพสื่อมวลชนจำเป็นต้องคำนึงถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อสิทธิในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของประชาชน ดังนั้นการส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวล จักต้องคำนึงถึงหลักการเรื่องสิทธิการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของประชาชนด้วยอย่างเคร่งครัด

๒. แนวคิดในการจัดทำกฎหมายเพื่อคุ้มครองเสรีภาพในการเสนอข่าวสารของสื่อมวลชนนั้นจักต้องอยู่บนพื้นฐานร่วมกันว่า สื่อมวลชนมีเสรีภาพควบคู่ไปกับ หรือถูกกำกับภายใต้ความรับผิดชอบที่สื่อมวลชนพึงมีต่อประโยชน์สาธารณะเป็นสำคัญ ซึ่งประชาชนหรือผู้บริโภคสื่อย่อมสามารถใช้วิจารณญาณในฐานะวิญญูชนที่จะวินิจฉัยได้ด้วยตนเอง อันเป็นประเด็นหนึ่งที่ต้องได้รับการพัฒนาเรียนรู้และสร้างมาตรฐานทางจริยธรรมร่วมกันในสังคมนั้นๆเอง

๓.รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๖๐ มีบทบัญญัติคุ้มครองเสรีภาพของสื่อมวลชนไว้ในการเสนอข่าวสาร หรือแสดงความเห็นตามจริยธรรมแห่งวิชาชีพ ซึ่งสอดคล้องกับกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมืองเรื่องเสรีภาพในการรับ แสวงหาและเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารและความคิดเห็น โดยต้องอยู่ภายใต้ความรับผิดชอบต่อการแสดงความคิดเห็น หรือการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารนั้นๆ โดยไม่ขัดต่อกฎหมายและศีลธรรมของสังคม ซึ่งสื่อมวลชนยังต้องได้รับการกำกับภายใต้กฎหมายหลายฉบับ ทั้งประมวลกฎหมายอาญาว่าด้วยการหมิ่นประมาท กฎหมายเกี่ยวกับวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคม กฎหมายเกี่ยวกับการโฆษณา กฎหมายเกี่ยวกับวัฒนธรรม กฎหมายเกี่ยวกับการศึกษา กฎหมายเกี่ยวกับสื่อลามกอนาจาร กฎหมายว่าด้วยคอมพิวเตอร์ กฎหมายด้านการจดแจ้งการพิมพ์ ฯลฯ โดยกฎหมายแต่ละฉบับก็มีเจ้าพนักงานของรัฐกำกับดูแลและควบคุมให้สื่อมวลชนมีความรับผิดชอบต่อบุคคลและต่อสังคมอยู่แล้ว จึงไม่มีความจำเป็นจะต้องมีกฎหมายเฉพาะในการคุ้มครองและส่งเสริมจริยธรรมสื่อมวลชนอีก

ด้วยหลักการและเหตุผลดังกล่าวข้างต้น สสส.และองค์กรท้ายแถลงการณ์นี้ จึงมีข้อเสนอและข้อเรียกร้อง ดังนี้

๑. ให้ทบทวนร่างพระราชบัญญัติการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ  ส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน พ.ศ….. ในประเด็นเรื่อง การออกใบอนุญาตสื่อมวลชน และคณะกรรมการสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติ ให้ปลอดจากการมีหน่วยงานภาครัฐเป็นกรรมการ เพื่อให้การกำกับดูแลจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชนกระทำโดยผู้แทนของสื่อมวลชนด้วยกันเอง

๒. สนับสนุนให้มี “สภาวิชาชีพสื่อมวลชน” ที่เป็นการกำกับดูแลกันเองระหว่างองค์กรวิชาชีพสื่อมวลชน แขนงต่างๆ ให้มาจดแจ้งการเป็นองค์กรสื่อมวลในกลุ่ม หรือแขนงของตนเอง กำกับดูแลจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพภายใต้มาตรฐานเดียวกัน รวมถึงเป็นการจัดระเบียบองค์กรวิชาชีพสื่อมวลชน โดยกำหนดจำนวนองค์กรวิชาชีพขั้นต่ำไว้เพื่อมิให้มีการจดแจ้งองค์กรสื่อมวลชนแขนงต่างๆ มากจนเกินไป จนไม่สามารถกำกับดูแลกันเองได้

๓. สภาวิชาชีพสื่อมวลชนควรมีลักษณะที่แตกต่างจากองค์กรวิชาชีพอื่นที่ไม่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของฝ่ายปกครอง แต่รับการกระจายอำนาจเพียงบางส่วน เพื่อป้องกันการแทรกแซงจากอำนาจฝ่ายต่างๆ ทั้งกลุ่มผลประโยชน์ รัฐ และการเมือง โดยให้ใช้อำนาจศาลในการดำเนินการกำกับดูแลชี้ขาดในการตรวจสอบจริยธรรมขององค์กรวิชาชีพ

การกำกับดูแลด้วยกันเองขององค์กรวิชาชีพสื่อมวลชน ถือเป็นพัฒนาการสำคัญของสังคมประชาธิปไตยที่ประเทศไทยต้องเร่งดำเนินการให้เกิดขึ้น โดยที่รัฐเข้ามาดูแลกำกับน้อยที่สุด รัฐและสังคมต้องให้ความเชื่อมั่นว่าสื่อมวลชนมีศักยภาพ ในการกำกับดูแลกันเอง เพื่อผดุงไว้ซึ่งการเคารพสิทธิเสรีภาพของประชาชนและความรับผิดชอบต่อสาธารณะต่อไป

ด้วยความเชื่อมั่นสิทธิและเสรีภาพของประชาชน

ณ วันที่ ๓๐ เมษายน ๒๕๖๐

สมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน (สสส.)
มูลนิธิเพื่อสิทธิมนุษยชนและการพัฒนา(HRDF)

มูลนิธิผสานวัฒนธรรม(CrCF)

สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน(สนส.)

ศูนย์เผยแพร่และส่งเสริมงานพัฒนา (ผสพ.)

คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน(กป.อพช.)

Advertisements

เด่น คำแหล้ “อยู่อย่างยิ่งใหญ่ ตายอย่างมีเกียรติ” กำหนดการงานครบรอบหนึ่งปี

S__213017

…เด่น คำแหล้ “อยู่อย่างยิ่งใหญ่ ตายอย่างมีเกียรติ”…ขออนุญาตประชาสัมพันธุ์เพื่อเรียนเชิญ ร่วมงานเวทีรำลึกความทรงจำการหายตัว นายเด่น คำแหล้ ณ วัดทุ่งลุยลาย อ.คอนสาร จ.ชัยภูมิ วันที่ 7 – 8 พ.ค.60 ด้วยความเป็นเกียรติยิ่ง.

กล่าวได้ว่าชีวิตช่วงวัยหนุ่มของตู้เด่น หยัดยืนอยู่ท่ามกลางสถานการณ์การต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมทางสังคมมาตลอดช่วงชีวิต ทว่าในขณะเดียวกัน ชาวบ้านธรรมดาคนหนึ่งที่ยึดอาชีพเกษตรกร รับจ้างแบกข้าวโพด เลี้ยงวัว รวมทั้งหาเลี้ยงชีวิตตนเองและภรรยา ด้วยการทำงานรับจ้างที่สุจริตมาโดยตลอด

ผืนดินเพียงน้อยนิดที่เป็นที่ทำกิน เป็นที่พักอาศัย ความอบอุ่นที่มากด้วยคุณค่า ความปกติสุขที่เคยดำรง ความสดใสในชีวิตที่เรียบง่ายของชาวบ้านธรรมดานั้น เริ่มลดน้อยถอยลง ภายหลังถูกประกาศเขตป่าสงวนแห่งชาติภูซำผักหนาม เมื่อปี พ.ศ.2516

กระทั่ง ช่วงปี 2528 เป็นต้นมา ความไม่เป็นธรรมเริ่มเข้ามาเบียดขับแบบเต็มรูปแบบ แผ่นดินที่เป็นชีวิตเลือดเนื้อของชาวบ้าน ถูกแย่งชิงไป จากการปลูกสร้างสวนป่ายูคาฯของหน่วยงานภาครัฐ โดยใช้กำลังเจ้าหน้าที่ที่มีจำนวนมาก และพลังที่เหนือกว่า ทั้งอาวุธ และความไม่ชอบธรรม เข้ามาขับไล่ อพยพชาวบ้านออกจากที่ดินทำกิน

การถูกรัฐแย่งชิงแผ่นดินที่เป็นชีวิตเลือดเนื้ไปออย่างไม่เป็นธรรม “เด่น คำแหล้” เริ่มเข้ามาต่อสู้เรียกร้องสิทธิที่ดินทำกิน เพื่อทวงคืนอธิปไตยที่ถูกแย่งไป มาอย่างต่อเนื่องจวบจนอายุเข้าวัย 65 ปี

ทว่าหลังหมดเทศกาลสงกรานต์ชองปีที่แล้วเพียงวันเดียว วาระสุดท้ายของชีวิตพ่อเด่น กลับมาสูญหายตัวไป ในผืนป่าที่ใช้ชีวิตมาอย่างคุ้นเคย นับแต่สมัยหนุ่มๆ

นับจากนั้น (16 เม.ย.2559) แม้แต่เงาของตู้เด่น ก็ไม่ปรากฏเข้ามาให้เห็น นอกจากการรำลึกถึงความทรงจำบนผืนดินแห่งนี้ ที่พ่อเด่นเป็นแกนนำต่อสู้เพื่อให้ผืนดิน มีความมั่นคง ยั่งยืน ปราศจากการถูกไล่รื้อ ให้มีที่ทำกิน ที่อยู่อาศัย จากรุ่นสู่รุ่น ตกสู่รุ่นลูก รุ่นหลาน สืบไป

ในการนี้ เพื่อเป็นการรำลึกถึงความทรงจำบนเส้นทางประวัติศาสตร์การต่อสู้ด้านสิทธิที่ดิน อันทรงคุณค่าและมีเกียรติยิ่งเกี่ยวกับกับชีวิตและการต่อสู้ของ เด่น คำแหล้ คณะทำงานองค์กรร่วมจัด จึงได้กำหนดจัดงานเวทีรำลึกความทรงจำการหายตัวไปของพ่อเด่น ด้วยความเป็นเกียรติยิ่ง

………..เด่น คำแหล้ “อยู่อย่างยิ่งใหญ่ ตายอย่างมีเกียรติ”

วัตถุประสงค์
 
1.เพื่อรำลึกถึงชีวิตและการต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมทางสังคมของเด่น คำแหล้
2. เพื่อสะท้อนปัญหาการบังคับสูญหายในสังคมไทยให้สังคมได้รับรู้ และเห็นความจำเป็นในการผลักดันร่างพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการซ้อมทรมานและบังคับสูญหาย
3. เพื่อระดมทุนช่วยเหลือครอบครัวเด่น คำแหล้ และนักปกป้องสิทธิมนุษยชน 
4. เพื่อแลกเปลี่ยนสถานการณ์ปัญหาสิทธิที่ดินทำกินของชาวบ้านผู้เดือดร้อนในพื้นที่ต่างๆ
 
วันเวลาสถานที่
 
วันที่  7 – 8  พฤษภาคม 2560  ณ วัดบ้านทุ่งลุยลาย ตำบลทุ่งลุยลาย  อำเภอคอนสาร จังหวัดชัยภูมิ
 
ผลที่คาดว่าจะได้รับ
 
1. เกิดความรับรู้ เข้าใจเกี่ยวกับประวัติชีวิตของเด่น คำแหล้ ปัญหาพิพาทสิทธิที่ดินกรณีสวนป่าโคกยาว และการติดตามค้นหาเด่น คำแหล้ ในช่วง 1 ปี ที่ผ่านมา
2. สังคมเห็นความจำเป็นของร่างพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการซ้อมทรมานและบังคับสูญหาย
3. เกิดกองทุนในการช่วยเหลือครอบครัวเด่น  คำแหล้ และนักปกป้องสิทธิมนุษยชน
 
 
กำหนดการรำลึก 1 ปี การสูญหายของเด่น คำแหล้
วันที่ 7 – 8 พฤษภาคม 2560  ณ วัดทุ่งลุยลาย ต.ทุ่งลุยลาย            อ.คอนสาร  จ.ชัยภูมิ 
 
 
 
วันที่   6  พฤษภาคม   2560
                       ผู้เข้าร่วมงานเดินทางถึงวัดบ้านทุ่งลุยลาย
 
วันที่ 7 พฤษภาคม 2560
08.00  –  09.00  น. ผู้เข้าร่วมลงทะเบียน 
09.00  – 09.30  น.      กล่าวต้อนรับ และบอกเล่าเรื่องราวของชุมชนโคกยาว 
โดย   ตัวแทนชุมชนโคกยาว 
09.30 น. – 12.00 น. เสวนาหัวข้อ  “ชีวิตและการต่อสู้ของเด่น  คำแหล้”
โดย      คุณสุนีย์        ไชยรส
                                                    คุณฤทธิ์        น้องสาวพ่อเด่น  คำแหล้
                                                    แม่สุภาพ        คำแหล้ ภรรยาพ่อเด่น
                                                    นายปราโมทย์  ผลภิญโญ  เครือข่ายปฏิรูปที่ดินภาคอีสาน
     ดำเนินรายการโดย คุณหนูเกณฑ์   จันทาสี    เครือข่ายปฏิรูปที่ดินภาคอีสาน
 
12.00  – 13.00 น. รับประทานอาหารกลางวัน
13.00  – 14.00  น.   บันทึกความทรงจำ 1 ปี ในการค้นหา เด่น คำแหล้
   โดย  คุณอรนุช  ผลภิญโญ  และคุณถนอมศักดิ์  ระวาดชัย  
เครือข่ายปฏิรูปที่ดินภาคอีสาน
 
14.00 -16 .00น.           เสวนาหัวข้อ “จากบิลลี่   พ่อเด่น ถึงชัยภูมิ  กับร่างพ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการซ้อมทรมาน และบังคับให้สูญหาย” 
โดย  คุณมึนอ  รักจงเจริญ ภรรยาบิลลี  รักจงเจริญ
         ตัวแทน มูลนิธิผสานวัฒนธรรม
                                  คุณสุรชา บุญเปี่ยม  บรรณาธิการอาวุโสสำนักข่าวสปริงนิวส์
                                   ตัวแทน    Focus on the global south
                                  
ดำเนินรายการโดย   คุณสมนึก  ตุ้มสุภาพ  ศูนย์ศึกษาและพัฒนานักกฎหมายเพื่อสิทธิมนุษยชน
 
16.00   – 18.00 น. ลงพื้นที่ชุมชนโคกยาว
18.00  – 19.00  น. รับประทานอาหารเย็น
19.00  – 22.00 น. เวทีวัฒนธรรม โดย วงสเลเต     
 
วันที่ 8 พฤษภาคม 2560
 
07.00  –  08.30 น. ทำบุญตักบาตร พิธีสงฆ์  
08.30  – 10.30 น.        เสวนาหัวข้อ  “เด่น  คำแหล้  กับปัญหาที่ดินในสังคมไทย” 
                                โดย   คุณบำรุง  บุญปัญญา  นักพัฒนาอาวุโส
นพ.นิรันดร์  พิทักษ์วัชระ  อดีตคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
            ดำเนินรายการโดย  คุณเหมราช  ลบหนองบัว  เครือข่ายปฏิรูปที่ดินภาคอีสาน
 
10.30 – 12.00 น. บายศรี สู่ขวัญ อ่านบทกวีรำลึกถึงเด่น  คำแหล้ 
12.00 – 13.00 น. รับประทานอาหารกลางวัน  และเดินทางกลับโดยสวัสดิภาพ
 
            หมายเหตุ  :  ในงาน จะมีต้นไม้ “ต้นแสงดาวแห่งศรัทธา”  หนังสือ  และเสื้อรณรงค์ในการระดมทุนด้วย 

 

ที่มา: http://www.esaanlandreformnews.com/news-02/372/%E0%B8%81%E0%B8%B3%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%94%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%A7%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B8%A3%E0%B8%B3%E0%B8%A5%E0%B8%B6%E0%B8%81-1-%E0%B8%9B%E0%B8%B5-%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%AA%E0%B8%B9%E0%B8%8D%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87-%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B9%88%E0%B8%99-%E0%B8%84%E0%B8%B3%E0%B9%81%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B9%89-.html

ใบแจ้งข่าว: ศาลจังหวัดปัตตานีเลื่อนนัดชี้สองสถานคดีนายอับดุลอาซิ สาและ เสียชีวิตระหว่างการควบคุมตัว กรณีนางสาวแยนะ สะอะ มารดานายอับดุลอาซิฯ ฟ้องคดีแพ่งเรียกค่าสินไหมทดแทนจาก สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กองทัพบก และสำนักนายกรัฐมนตรี

เผยแพร่วันที่ 25 เมษายน 2560

                         

    ใบแจ้งข่าว

ศาลจังหวัดปัตตานีเลื่อนนัดชี้สองสถานคดีนายอับดุลอาซิ สาและ เสียชีวิตระหว่างการควบคุมตัว
กรณี
นางสาวแยนะ สะอะ  มารดานายอับดุลอาซิฯ ฟ้องคดีแพ่งเรียกค่าสินไหมทดแทนจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กองทัพบก และสำนักนายกรัฐมนตรี

 

ภายหลังจากเมื่อวันที่ 23 มกราคม 2560 ศาลจังหวัดปัตตานีมีคำสั่งให้ดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ทั้งหมดโดยเริ่มตั้งแต่การยื่นคำฟ้องคดีเข้ามาใหม่ ในคดีที่นางสาวแยนะ สะอะ มารดานายอับดุลอาซิ สาและ (ผู้ตาย) ได้ยื่นฟ้องต่อศาลปกครองสงขลาไว้แล้วตั้งแต่เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2557 เพื่อเรียกค่าสินไหมทดแทนจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กองทัพบก และสำนักนายกรัฐมนตรี ต่อมาเมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2560 นางสาวแยนะ สะอะ มารดานายอับดุลอาซิ สาและ ได้ดำเนินการยื่นคำฟ้องคดีเข้ามาใหม่ ต่อศาลจังหวัดปัตตานี เป็นคดีหมายเลขดำที่ พ.122/2560 โดยมี สำนักงานตำรวจแห่งชาติเป็นจำเลยที่ 1 กองทัพบกจำเลยที่ 2 และสำนักนายกรัฐมนตรีเป็นจำเลยที่ 3 ในวันดังกล่าวศาลได้นัดชี้สองสถานและกำหนดแนวทางการดำเนินคดี ในวันที่ 24 เมษายน 2560

จนกระทั่งต่อมาเมื่อวันที่ 24 เมษายน 2560 ที่ศาลจังหวัดปัตตานีนัดชี้สองสถานและกำหนดแนวทางการดำเนินคดี โจทก์ ทนายความโจทก์ และพนักงานอัยการจังหวัดปัตตานีในฐานะทนายความจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 มาศาล แต่ปรากฎว่าทนายความจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ได้ยื่นคำร้องขอขยายยื่นคำให้การ และศาลอนุญาตตามคำร้องให้จำเลยที่ 1 ขยายระยะเวลายื่นคำให้การถึงวันที่ 11 พฤษภาคม 2560 และอนุญาตให้จำเลยที่ 2 ขยายระยะเวลายื่นคำให้การถึงวันที่ 19 พฤษภาคม 2560    ส่วนจำเลยที่ 3 ได้รับสำเนาคำฟ้องและหมายเรียกของศาลโดยวิธีการแล้วตั้งแต่วันที่ 20 มีนาคม 2560 แต่ไม่มาศาล ไม่ได้ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นคำให้การ และไม่ได้ยื่นคำให้การตามระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด

ด้วยเหตุจำเลยที่ 1 และที่ 2 ยังไม่ได้ยื่นคำให้การ โดยศาลได้อนุญาตขยายระยะเวลายื่นคำให้การให้แก่จำเลยที่ 1  และที่ 2 ดังกล่าวข้างต้น ศาลจังหวัดปัตตานีจึงได้เลื่อนนัดชี้สองสถานและกำหนดแนวทางการดำเนินคดีออกไปอีกเป็นวันที่ 12 มิถุนายน 2560เวลา 09.00 น.  ส่วนในกรณีจำเลยที่ 3 โจทก์จะดำเนินการยื่นคำขอให้ศาลมีคำพิพากษาให้ตนเป็นฝ่ายชนะคดีโดยจำเลยที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การ ในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 3 ต่อไป ขอเชิญสื่อมวลชนและผู้สนใจเข้าร่วมรับฟังการพิจารณีคดีตามวันและเวลาดังกล่าวข้างต้น

และติดตามเรื่องราวที่ผ่านมาของคดีได้ที่ Facebook page: Cross Cultural Foundation(CrCF)หรือ https://voicefromthais.wordpress.com/2017/01/27/ศาลจังหวัดปัตตานีมีคำส/

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่

นายปรีดา นาคผิว                            ทนายความมูลนิธิผสานวัฒนธรรม โทร 098-6222474

นายสากีมัน เบญจเดชา                    ทนายความมูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิมประจำจังหวัดปัตตานี
โทร 086-0374318

ใบแจ้งข่าว: ศาลแพ่งเลื่อนนัดชี้สองสถานคดีนางบุญเรือง สุธีรพันธุ์ มารดาสิบโทกิตติกร สุธีรพันธุ์ ฟ้องคดีแพ่งต่อกองทัพบก จากเหตุการณ์สิบเวรหรือผู้คุมเรือนจำ มณฑลทหารบกที่ 25 กับพวกร่วมกันทำร้ายร่างกาย สิบโทกิตติกร จนเสียชีวิต

เผยแพร่วันที่ 26 เมษายน 2560

ใบแจ้งข่าว

ศาลแพ่งเลื่อนนัดชี้สองสถานคดีนางบุญเรือง สุธีรพันธุ์ มารดาสิบโทกิตติกร สุธีรพันธุ์
ฟ้องคดีแพ่งต่อกองทัพบก จากเหตุการณ์สิบเวรหรือผู้คุมเรือนจำ มณฑลทหารบกที่ 
25
กับพวกร่วมกันทำร้ายร่างกาย สิบโทกิตติกร จนเสียชีวิต

 

ภายหลังจากเมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2560 นางบุญเรือง สุธีรพันธุ์ มารดาสิบโทกิตติกร สุธีรพันธุ์  เป็นโจทก์ยื่นฟ้องกองทัพบกเพื่อเรียกค่าเสียหายจำนวน 18,072,067 บาท ตามพ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2559 ณ เรือนจำมณฑลทหารบกที่ 25 ค่ายวีรวัฒน์โยธิน จังหวัดสุรินทร์ บุตรชายของตนถูกสิบเวรหรือผู้คุมเรือนจำในวันเกิดเหตุ กับพวก ร่วมกันทำร้ายร่างกายจนเสียชีวิต ในขณะที่ตกเป็นผู้ต้องหาและถูกควบคุมตัวระหว่างสอบสวน และศาลได้รับฟ้องคดีดังกล่าวเป็นคดีหมายเลขดำที่ พ. 1131/2560 พร้อมทั้งศาลได้นัดชี้สองสถานและกำหนดแนวทางการดำเนินคดี ในวันที่ 26เมษายน 2560

ต่อมาในวันนี้ (วันที่ 26 เมษายน 2560) ณ ศาลแพ่ง ถ.รัชดาภิเษก นัดชี้สองสถานและกำหนดแนวทางการดำเนินคดี คดีหมายเลขดำที่ พ. 1131/2560 ทนายความโจทก์ และพนักงานอัยการสำนักงานอัยการสูงสุดในฐานะทนายความจำเลยมาศาล โดยในวันดังกล่าวศาลได้ตรวจสำนวนแล้วปรากฎว่ากองทัพบก จำเลย ได้รับหมายเรียก และสำเนาคำฟ้องโดยวิธีปิดหมายแล้วเมื่อวันที่ 28มีนาคม 2560 ซึ่งนับถึงวันนัดชี้สองสถานฯ ยังอยู่ในระยะเวลาที่จำเลยยื่นคำให้การได้ ประกอบกับทนายความจำเลยได้ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นคำให้การเมื่อวันที่ 25 เมษายน 2560 เนื่องจากพนักงานอัยการสำนักงานอัยการสูงสุดได้รับแต่งตั้งให้เป็นทนายความเพื่อแก้ต่างคดีให้กับกองทัพบก จำเลย ในช่วงเวลากระชั้นชิดจึงไม่อาจรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อทำคำให้การได้ทันตามระยะเวลายื่นคำให้การตามกฎหมายหรือคำสั่งศาลได้ ประกอบกับศาลได้สอบถามทนายความโจทก์แล้วไม่ได้คัดค้านประการใด ด้วยเหตุดังกล่าว ศาลจึงอนุญาตตามคำร้องให้ จำเลยขยายระยะเวลายื่นคำให้การถึงวันที่ 26 พฤษภาคม 2560 นอกจากนี้ทนายความโจทก์ได้ยื่นคำร้องขอเพิ่มเติมบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมครั้งที่ 1 ซึ่งมีพยานที่ระบุเพิ่มเติมมาอีกจำนวน 6 ปาก เป็นพยานบุคคลและพยานเอกสารที่มีความสำคัญและเกี่ยวข้องกับการเสียชีวิตของสิบโทกิตติกรฯ

ทั้งนี้ ด้วยเหตุจำเลย ยังไม่ได้ยื่นคำให้การ โดยศาลได้อนุญาตขยายระยะเวลายื่นคำให้การให้แก่จำเลยดังกล่าวข้างต้น ในวันนี้จึงไม่อาจดำเนินกระบวนการพิจารณาต่อไปได้ ศาลแพ่ง ถ.รัชดาภิเษก จึงได้เลื่อนนัดชี้สองสถานและกำหนดแนวทางการดำเนินคดีออกไปอีกเป็น วันที่ 12 มิถุนายน 2560 เวลา 09.00 น. ตามที่โจทก์และจำเลยมีวันว่างตรงกัน

ขอเชิญสื่อมวลชนและผู้สนใจเข้าร่วมรับฟังการพิจารณีคดีตามวันและเวลาดังกล่าวข้างต้น

และติดตามเรื่องราวที่ผ่านมาของคดีได้ที่ Facebook page: Cross Cultural Foundation(CrCF)หรือ https://voicefromthais.wordpress.com/2017/04/21/ใบแจ้งข่าว-ศาลแพ่งนัดพิ/

 

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่

นายปรีดา นาคผิว                            ทนายความมูลนิธิผสานวัฒนธรรม โทร 098-6222474

นางณัฐาศิริ เบิร์กแมน                      ทนายความมูลนิธิผสานวัฒนธรรม โทร 085-1208077

คน… ป่า… กับการมีส่วนร่วม…ภาพและเรื่องโดย รังสี ลิมปิโชติกุล

คน… ป่า… กับการมีส่วนร่วม…

ภาพและเรื่องโดย รังสี ลิมปิโชติกุล

ระยะทางจากตัวอำเภอท่าสองยาง ถึงบ้านขุนแม่เหว่ย ( แม่ปอคี ) แค่ไม่เกิน ๖๐ กิโลเมตร แต่กลับต้องใช้เวลาเดินทาง ไม่ต่ำกว่า ๓ ชั่วโมง โดยเฉพาะระยะทาง เข้า หมู่บ้าน ช่วง ๑๖ กิโลเมตร สุดท้าย ใช้เวลาเดินทางมากว่า ๒ ขั่วโมง ผ่านหมู่บ้านถึง ๔ หมู่บ้าน ลัดเลาะตามแนวเขากว่า ๕ ลูก จึงจะถึงที่หมาย บ้านขุนแม่เหว่ย ( แม่ปอคี )
ชาวบ้านจากหมู่บ้านขุนแม่เหว่ย ( บ้านแม่ปอคี ) ตำบลท่าสองยาง อำเภอท่าสองยาง จังหวัดตาก ร่วมกับ องค์การบริหารส่วนตำบลท่่าสองยาง ผู้ใหญ่บ้าน จาก หมู่ที่ ๔ ๕ ๗ และพระภิกษุสงฆ์ จากวัดขุนแม่เหว่ย ได้ร่วมกันจัดพิธีบวชป่า ที่บริเวณโดยรอบน้ำตกขุนแม่เหว่ย ซึ่งเป็นต้นน้ำขุนแม่เหว่ย เพื่อเป็นการนำพิธีกรรมตามภูมิปัญญาวัฒนธรรมของคนปากเกอะญอมาประยุกต์ใช้ในการปกป้องและพิทักษ์ทรัพยากรป่าไม้ ให้คงอยู่กับชุมชนอย่างยั่งยืน อีกทั้งเป็นการเปิดพื้นที่การเรียนรู้อย่างสร้างสรรค์แก่เยาวชนในหมู่บ้านให้เห็นคุณค่าการดูแลรักษาป่า และเป็นการสร้างความร่วมมือระหว่างชุมชน ภาครัฐ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อพัฒนาชุมชนให้เป็นแหล่งเรียนรู้ในการอยู่ร่วมกันระหว่างคนกับป่า
โดยใช้วิถีภูมิปัญญาของคนในชุมชน ที่สำคัญเป็นการจุดประกายประเด็นความสนใจของชุมชนที่ต้องการหาแนวทางในการบริหารจัดการพื้นที่โดยชุมชนได้มีส่วนร่วม เพื่อหาทางออกในการอยู่ร่วมกันของชุมชนกับพื้นที่เขตป่า โดยที่เขตป่าไม่รุกรานชุมชน และชุมชนไม่บุกรุกเขตป่า เป็นชุมชนที่อยู่กับป่าอย่างยั่งยืนได้
นายพาเหาะ ลำเนาไพร อายุ ๖๕ ปี ผู้นำทางจิตวิญญาณ แห่งหมู่บ้านขุนแม่เหว่ย ( บ้านแม่ปอคี ) ตำบลท่าสองยาง อำเภอท่าสองยาง จังหวัดตาก กล่าวว่า การจัดงานในครั้งนี้เป็นความต้องการของชุมชนที่จะปลุกจิตสำนึกเพื่ออนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ โดยเฉพาะการอยู่ร่วมกันของชุมชนกับเขตป่า ซึ่งชุมชนบ้านขุนแม่เหว่ยนั้นมีประวัติศาสตร์การตั้งชุมชนมากว่า ๑๕๐ ปี เป็นชุมชนชาวปกาเกอะญอที่ยังมีทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ ทั้ง น้ำตก ป่าไม้ สัตว์ป่า โดยเฉพาะในชุมชนมีภูมิปัญญาท้องถิ่น ในการดูแลอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ คือ มีป่าเดป่อทู่ หรือ ป่าสะดือ ที่ดูแลจัดการโดยวิถีชุมชน ที่มีความผูกพันธ์กับป่ามาตั้งแต่เกิด โดยจะมีการนำสายสะดือของเด็กแรกเกิดไปแขวนไว้กับต้นไม้เป็นการผูกสัมพันธ์ระหว่างเด็กกับต้นไม้ให้เจริญเติบโตไปพร้อมกัน โดยห้ามใครตัดต้นไม้ต้นนั้น รวมถึงมีระบบการเกษตรแบบผสมผสาน คือการทำไร่หมุนเวียน เพราะเป็นระบบการเกษตรที่สร้างสมดุลให้ระบบนิเวศน์ และถูกขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางภูมิปัญญา ซึ่งการทำไร่หมุนเวียนนั้น จะมีพิธีกรรมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นพิธีกรรมการบอกกล่าวเจ้าป่า เจ้าเขา เพื่อขอทำไร่ข้าว เมื่อทำเสร็จก็จะมีพิธีส่งคืนให้กับเจ้าป่าเจ้าเขา โดยมีความเชื่อว่าพื้นที่ทั้งหมดนั้นเป็นของเจ้าป่า เจ้าเขา อีกทั้งในพื้นที่ต้นน้ำ ยังมีการทำบุญเลี้ยงเจ้าป่า เจ้าเขาในเขตป่า ซึ่งเป็นความเชื่อ ควมศรัทธา ต่อจิตใจของชาวปาเกอะญอ
นายสุวิชาน พัฒนาไพรวัลย์ รองคณะบดี ฝ่ายเครือข่ายชุมชน วิทยาลัยโพธิวิชชาลัย กล่าวว่าการจัดพิธีบวชป่า ของชุมชนบ้านขุนแม่เหว่ยในครั้งนี้ แสดงให้เห็นว่าชุมชนมีความตั้งใจที่ให้ความสำคัญต่อการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ในพื้นที่ของชุมชนเอง โดยเฉพาะป่าต้นน้ำ ซึ่งป่าต้นน้ำขุนแม่เหว่ย แห่งนี้มีความสำคัญต่อคนในชุมชนและละแวกใกล้เคียงเป็นแหล่งน้ำสำหรับใช้ในการอุปโภค บริโภค แหล่งอาหาร และที่ทำกิน การบวชป่านั้นเป็นการแสดงออกถึงจิตสำนึกของชุมชนในการพิทักษ์ผืนป่าให้คงอยู่ และถือว่าเป็นการเสริมสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของชุมชน ซึ่งีความคิดร่วมกัน คือการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติในชุมชน โดยให้ชาวบ้านเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการทรัพยากรภายในชุมชน อีกทั้งอนาคตต้องมีการร่วมกันคิดว่าจะทำอย่างไรให้ชุมชนสามารถอยู่กับป่าได้อย่างยั่งยืน ซึ่งต้ออาศัยความร่วมมือทั้งจากภาครัฐ คนในชุมชน และส่วนอื่นๆที่เกี่ยวข้อง ร่วมกันส่งเสริมให้เป็นหมู่บ้านนำร่อง ชุมชนสีเขียว โดยมีการประยุกต์ใช้ทั้งภูมิปัญญาชาวปาเกอะญอและองค์ความรู้ใหม่ๆเข้ามาปรับใช้ ซึ่งทางวิทยาลัยโพธิวิชชาลัยเองก็ได้มีการจัดการร่วมกันกับชุมชน ในการจัดทำแหล่งเรียนรู้ สร้างงานวิจัย เพื่อให้ชุมชนเกิดประโยชน์ พร้อมทั้งเสริมสร้างพลังให้ชุมชนมั่นใจในการจัดการชุมชน
นายสุรพงษ์ กองจันทึก ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษากะเหรี่ยงและพัฒนา กล่าวว่า ได้เห็นความตั้งใจของชุมชน บ้านขุนแม่เหว่ย ในการที่จะอยู่ร่วมกับป่า โดยชุมชนเองพยายามที่จะหาแนวทางในการบริหารจัดการพื้นที่โดยที่ชุมชนต้องมีส่วนร่วมกับหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้อง เพื่อหาทางออกในการอยู่ร่วมกันของชุมชนกับพื้นที่เขตป่า โดยที่เขตป่าไม่รุกรานชุมชน และชุมชนไม่บุกรุกเขตป่า เป็นชุมชนที่อยู่กับป่าอย่างยั่งยืนได้ ซึ่งที่ผ่านมา ได้มีมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที ๓ สิงหาคม ๒๕๕๓ เรื่องนโยบายการฟื้นฟูวิถีชาวกะเหรี่ยง โดยมีประเด็นหลักๆ ๕ ด้าน ด้วยกัน ได้แก่
๑ อัตลักษณ์ ชาติพันธุ์และวัฒนธรรม
๒ การจัดการทรัพยากร
๓ สิทธิในสัญชาติ
๔ การสืบทอดมรดกทางวัฒนธรรม
๕ การศึกษา
โดยเฉพาะในเรื่องการจัดการทรัพยากร นั้น มีมาตรการคือ ยุติการจับกุมและให้ความคุ้มครองกับกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงที่เป็นชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิม ที่อยู่ในพื้นที่ที่มีกรณีพิพาทเรื่องที่ทำกินในพื้นที่ดั้งเดิม และให้จัดตั้งคณะกรรมการ หรือกลไกในการทำงานเพื่อกำหนดเขตพื้นที่ในการทำกิน การอยู่อาศัย และการดำเนินชีวิตตามวิถีวัฒนธรรมท้องถิ่นดั้งเดิม