ศาลแพ่งมีคำสั่งให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลและรับฟ้องกรณีมารดาสิบโทกิตติกร สุทธีรพันธุ์ ยื่นฟ้องกองทัพบกเรียกค่าเสียหายจากเหตุการณ์บุตรชายถูกซ้อมจนเสียชีวิตระหว่างการควบคุมตัว

cropped-cropped-img_6324-1.jpg

ฉบับแก้ไข

เผยแพร่วันที่ 10 มีนาคม 2560

ใบแจ้งข่าว

ศาลแพ่ง มีคำสั่งให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลและรับฟ้องกรณีมารดาสิบโทกิตติกร สุทธีรพันธุ์

ยื่นฟ้องกองทัพบกเรียกค่าเสียหายจากเหตุการณ์บุตรชายถูกซ้อมจนเสียชีวิตระหว่างถูกควบคุมตัว

 

ในวันที่ 9 มีนาคม 2560 ณ ศาลแพ่ง ถนนรัชดาภิเษก นางบุญเรือง สุธีรพันธุ์ มารดาสิบโทกิตติกร สุธีรพันธุ์ ซึ่งได้รับการช่วยเหลือทางกฎหมายจากมูลนิธิผสานวัฒนธรรม เป็นโจทก์ยื่นฟ้องกองทัพบกเรียกค่าเสียหายจำนวน 18,072,067 บาท ตามพ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 จากเหตุการณ์บุตรชายของตนถูกซ้อมจนเสียชีวิตระหว่างการสอบสวนคดี ในขณะที่ถูกควบคุมตัวภายในเรือนจำค่ายวีรวัฒน์โยธิน จังหวัดสุรินทร์

ในคราวเดียวกันนี้ นางบุญเรือง สุธีรพันธุ์ ได้ยื่นคำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลไว้ด้วย เนื่องจากตนมีฐานะยากจน ไม่มีทรัพย์สินที่พอจะนำมาชำระค่าธรรมเนียมศาลได้ และคดีมีเหตุสมควรฟ้องร้อง  หากต้องชำระค่าธรรมเนียมศาลจะทำให้ต้องเดือดร้อนเกินควร โดยศาลได้ออกไต่สวนคำร้อง ขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลในคดีหมายเลขดำที่ พ. 1131/2560  ระหว่างนางบุญเรือง สุธีรพันธุ์ โจทก์ กับ กองทัพบก จำเลย ณ ห้องพิจารณาที่ 803 ผู้พิพากษาได้ออกนั่งพิจารณา ไต่สวนคำร้อง เห็นถึงฐานะความเป็นอยู่ รายได้ ทรัพย์สิน หนี้สิน และความเดือดร้อนของผู้ร้อง ตามคำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลแล้ว  มีคำสั่งว่า “พิเคราะห์พยานหลักฐานของโจทก์แล้ว  เชื่อว่า มูลเหตุแห่งคดีนี้เกิดจากการที่บุตรชายของโจทก์ถูกกระทำละเมิดโดยเจ้าหน้าที่ในสังกัดของจำเลย ประกอบกับโจทก์ไม่มีทรัพย์สินเพียงพอที่จะเสียค่าธรรมเนียมศาลได้  ศาลจึงอนุญาตให้โจทก์ได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลในการฟ้องคดี”

ดังนั้น จึงถือว่าศาลมีคำสั่งรับฟ้องคดีโดยยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลทั้งหมดให้แก่โจทก์ และศาลได้กำหนดวันนัดชี้สองสถานกำหนดแนวทางการดำเนินคดี หรือสืบพยานโจทก์ในวันที่ 26 เมษายน 2560 เวลา 09.00 นาฬิกา

อนึ่ง ความคืบหน้าคดีดังกล่าวในทางอาญาหลังศาลจังหวัดสุรินทร์ได้อ่านคำสั่งไต่สวนการตายระบุว่า “ผู้ตายคือ สิบโทกิตติกร สุธีรพันธุ์ ตายที่เรือนจำมณฑลทหารบกที่ 25 เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2559 เหตุและพฤติการณ์ที่ตายคือ มีอาการบาดเจ็บที่ศีรษะอย่างรุนแรงร่วมกับกระเพาะอาหารแตก เนื่องจากถูกทำร้ายร่างกาย โดยพลทหารและพลอาสาสมัครจำนวน 4 นาย ร่วมกันทำร้ายจนเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตาย” พนักงานสอบสวนได้ส่งเรื่องของสิบโทกิตติกร ซึ่งถูกทำร้ายร่างจนเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตายไปยังคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐดำเนินการสอบสวนข้อเท็จจริงต่อไป

 

เรื่องราวของคดีดังกล่าวสามารถสืบค้นข้อมูลได้ที่ https://voicefromthais.wordpress.com/?s=กิตติกร

 

ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม

นางณัฐาศิริ เบิร์กแมน 085-1208077 ทนายความมูลนิธิผสานวัฒนธรรมcropped-cropped-img_6324-1.jpg

Advertisements

CrCF/MACคดีปุโละปุโย แพทย์เบิกความยืนยันโจทก์มีอาการป่วยเป็นโรคเครียดหลังประสบเหตุสะเทือนขวัญ(PTSD) จากเหตุการณ์ทหารพรานยิงปืนใส่รถชาวบ้านที่กำลังจะไปละหมาดศพ เมื่อปี 2555

crcf & mac

เผยแพร่วันที่ 9 มีนาคม 2560

ใบแจ้งข่าว
คดีปุโละปุโย แพทย์เบิกความยืนยันโจทก์มีอาการป่วยเป็นโรคเครียดหลังประสบเหตุสะเทือนขวัญ(PTSD) จากเหตุการณ์ทหารพรานยิงปืนใส่รถชาวบ้านที่กำลังจะไปละหมาดศพ เมื่อปี 2555


เมื่อวันที่ 7 และ 8 มีนาคม 2560 ผู้พิพากษาศาลจังหวัดปัตตานี ออกนั่งพิจารณานัดสืบพยานโจทก์และจำเลยคดีแพ่ง หมายเลขดำที่ พ.519/2558 ระหว่าง นายยา ดือราแม กับพวกรวม 5 คน โจทก์ กับ กองทัพบก ที่ 1 และสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 2 จำเลย ซึ่งโจทก์ทั้ง 5 เป็นชาวบ้านผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์เจ้าหน้าที่ทหารพรานยิงรถยนต์ชาวบ้านขณะเดินทางจะไปละหมาดศพ เหตุเกิดเมื่อวันที่ 29 มกราคม 2555 ที่ ต.ปุโละปุโย อ.หนองจิก จ.ปัตตานี เป็นเหตุให้ชาวบ้านเสียชีวิต 4 ราย และโจทก์ทั้ง 5 ได้รับบาดเจ็บ บางคนบาดเจ็บสาหัสถึงขั้นพิการ
โดยเมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2560 ทนายโจทก์ทั้งห้านำแพทย์ผู้รักษาอาการทางจิตใจแก่โจทก์ทั้งห้า ขึ้นเบิกความต่อศาล แพทย์ได้ยืนยันว่าโจทก์ทั้งห้ามีอาการป่วยเป็นโรคเครียดหลังประสบเหตุสะเทือนขวัญ หรือ PTSD (Post-traumatic Stress Disorder) กรณีโจทก์ทั้งห้าเกิดจากประสบเหตุการณ์ทหารพรานยิงปืนใส่รถชาวบ้านที่กำลังจะไปละหมาดศพ เมื่อปี 2555 แพทย์ได้ให้การรักษาทั้งทางร่างกายและจิตใจ ให้ยารับประทาน มีการรักษาต่อเนื่องในช่วงปี 2555 – 2557 หลังจากนั้น มีบางช่วงที่ผู้ป่วยขาดการพบแพทย์ ส่วนใหญ่มีอาการดีขึ้น บางรายยังมีอาการไม่ดีขึ้นแต่ก็ไม่ได้มาพบแพทย์อีก และโจทก์ทั้งห้ามาพบแพทย์ครั้งสุดท้ายในช่วงต้นปี 2559
โจทก์ทั้งห้า ได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์ว่าเป็นโรคเป็นโรคเครียดหลังประสบเหตุการณ์ร้ายแรง (Post Traumatic Stress Disorder / PTSD) ถือว่าเป็นโรคทางจิตเวช ในทางการแพทย์โจทก์ทั้งห้าต้องได้รับการบำบัดรักษาอย่างต่อเนื่อง การพยากรณ์โรค (Prognosis) สำหรับผู้ป่วยแต่ละรายจะแตกต่างกันไป ผู้ป่วยบางรายอาจจะยังไม่อาการโรคเครียดหลังเหตุการณ์สะเทือนขวัญ(PTSD) แต่เวลาผ่านหลายปีอาจเกิดอาการดังกล่าวได้ บางกรณีมีอาการ PTSD ทันทีหลังประสบเหตุการณ์ เรื่องระยะเวลาในการรักษาไม่สามารถระบุได้ชัดเจนว่าจะหายเป็นปกติเมื่อไร ขึ้นอยู่กับปัจจัยก่อนเกิดเหตุการณ์ ขณะเกิดเหตุการณ์ หลังเกิดเหตุการณ์ และสิ่งเร้าต่าง ๆ ที่ผู้ป่วยประสบด้วย เนื่องจากเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ยังคงดำเนินอยู่จนถึงปัจจุบัน การรับรู้หรือเห็นเหตุการณ์คล้าย ๆ กัน กับเหตุการณ์ที่ตนเองเคยประสบมา มีผลต่อสภาวะทางจิตใจที่อาจทำให้ระยะเวลาในการรักษายาวนานขึ้น ซึ่งถ้าผู้ป่วยได้รับการรักษาเยียวยาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญอย่างต่อเนื่องก็จะทำให้ผู้ป่วยมีอาการดีขึ้นตามลำดับ โดยวิธีการรักษาที่เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละรายจะมีรายละเอียดมากน้อยแตกต่างกัน อาจมีทั้งการรับประทานยา การบำบัดทางพฤติกรรมและความคิด การรักษาด้วยการให้ผู้ป่วยเข้าหาและเผชิญหน้ากับเหตุร้ายและสิ่งกระตุ้นนั้นซ้ำแล้วซ้ำอีก (Exposure Therapy) และอื่น ๆ โดยโจทก์ทั้งห้า มีอาการนอนไม่หลับ เบื่อหน่าย ใจสั่น หวาดกลัว หวาดผวา ไม่กล้าเข้าสังคม มีพฤติกรรมหลีกเลี่ยงไม่กล้าเผชิญกับเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่มีลักษณะคล้ายกับที่ตนเคยประสบมา ไม่สามารถดำเนินชีวิตได้อย่างปกติ ด้วยเหตุนี้จึงทำให้โจทก์ทั้งห้ามีความทุกข์ และเกิดผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตเป็นอย่างมาก
ต่อมาเมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2560 ซึ่งเป็นวันนัดสืบพยานจำเลย พนักงานอัยการซึ่งเป็นทนายจำเลยได้แถลงต่อศาลว่าพยานฝ่ายจำเลย เป็นเจ้าหน้าที่ทหาร 5 คน ที่ได้ขอให้ศาลออกหมายเรียกไปแล้วนั้น ไม่สามารถมาศาลได้เนื่องจากติดภารกิจ จึงขอให้ศาลเลื่อนนัดสืบพยานออกไปอีกสักหนึ่งนัด ทนายโจทก์ทั้งห้าแถลงไม่คัดค้านประการใด ผู้พิพากษาพิจารณาแล้วเห็นว่ามีเหตุสมควรจึงได้เลื่อนนัดสืบพยานจำเลยออกไปอีก โดยนัดสืบพยานจำเลย ในวันที่ 22 พฤษภาคม 2560 พร้อมทั้งกำชับทนายจำเลยให้เตรียมพยานมาให้พร้อมสืบตามวันนัดดังกล่าว
เรื่องราวของคดีดังกล่าวสามารถสืบค้นข้อมูลได้ที่ https://voicefromthais.wordpress.com/ ?s=ปุโละปุโย
________________________________________
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
นายปรีดา นาคผิว ทนายความ มูลนิธิผสานวัฒนธรรม โทร. 089-6222474
นายสากีมัน เบญจเดชา ทนายความ มูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิมจังหวัดปัตตานี โทร. 086-0374318

HRLA: ขอเชิญสื่อมวลชนและผู้ที่สนใจร่วมฟังคำพิพากษาศาลฎีกา วันที่ 15 มีค. 2560 คดีคัดค้านการออกกฎหมายของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) หลังรัฐประหาร 2549

17121341_763871540430532_2031125754_o

เผยแพร่วันอังคารที่ 7 มีนาคม 2560

ใบแจ้งข่าว

ขอเชิญสื่อมวลชนและผู้ที่สนใจร่วมฟังคำพิพากษาศาลฎีกา

คดีคัดค้านการออกกฎหมายของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) หลังรัฐประหาร 2549

 

วันพุธที่ 15 มีนาคม 2560 เวลา 09.30 น. ณ ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ขอเรียนเชิญสื่อมวลชนและผู้สนใจเข้าร่วมฟังคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีหมายเลขดำที่ อ.4383/2553 คดีหมายเลขแดงที่ อ.1092/2556   ระหว่างพนักงานอัยการ โจทก์ กับ นายจอน อึ้งภากรณ์ กับพวกรวม 10 คน จำเลย ในความผิดฐานร่วมกันมั่วสุมตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ใช้กำลังประทุษร้าย ก่อความวุ่นวายในบ้านเมือง และร่วมกันทำให้ปรากฏด้วยวาจา อันมิใช่กระทำในความหมายรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่แสดงความคิดเห็นโดยปกติเพื่อให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 116, 215, 362, 364, 365

 

คดีนี้สืบเนื่องจากหลังการรัฐประหาร โดยคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยฯ เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 ได้มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. 2549 และตั้งสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ขึ้นมาทำหน้าที่ในการออกกฎหมาย โดยในช่วงก่อนการเลือกตั้งทั่วไปที่กำหนดขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2550 เพียงไม่กี่วัน สนช. ได้มีการเร่งรีบพิจารณาร่างกฎหมายจำนวนมาก โดยร่างกฎหมายหลายฉบับมีเนื้อหาที่ไม่เป็นธรรม ละเมิดสิทธิเสรีภาพและขาดการมีส่วนร่วมของประชาชน

 

เหตุดังกล่าวทำให้กลุ่มบุคคลและองค์กรภาคเอกชนหลายร้อยคนออกมาเคลื่อนไหวเพื่อแสดงความถึงความไม่เห็นด้วยและคัดค้านการปฏิบัติหน้าที่ของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) รวมทั้งคัดค้านการพิจารณาออกกฎหมายจำนวน 11 ฉบับ อาทิ ร่างกฎหมายการรักษาความมั่นคงในราชอาณาจักร ร่างกฎหมายว่าด้วยเงื่อนไขและหลักเกณฑ์การแปลงสภาพรัฐวิสาหกิจ ร่างกฎหมายมหาวิทยาลัยออกนอกระบบ ฯลฯ โดยได้มีการมาชุมนุมกันที่บริเวณหน้ารัฐสภา และได้มีการปีนเข้าไปในอาคารรัฐสภาเมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2549 เหตุการณ์ดังกล่าวเป็นเหตุให้ผู้ชุมนุม 10 คนประกอบด้วย 1) นายจอน อึ๊งภากรณ์ อดีตประธานมูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม 2) นายสาวิทย์ แก้วหวาน3) นายศิริชัย ไม้งาม 4) นายพิชิต ไชยมงคล 5) นายอนิรุทธ์ ขาวสนิท 6) นายนัสเซอร์ ยีหมะ 7) นายอำนาจ พละมี 8) นายไพโรจน์ พลเพชร 9) นางสาวสารี อ๋องสมหวัง และ 10) นางสาวสุภิญญา กลางณรงค์ ถูกดำเนินคดี

 

เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2556 ศาลอาญามีคำพิพากษา ให้จำคุกและปรับจำเลย แต่ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คนละหนึ่งในสาม และไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสิบเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อนและจำเลยทั้งสิบกระทำความผิดไปโดยมีเจตนาปกป้องผลประโยชน์ของบ้านเมืองเป็นสำคัญ โทษจำคุกจึงให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี จำเลยทั้ง 10 ยื่นอุทธรณ์ต่อสู้คดีว่าการเข้าไปในอาคารรัฐสภาและได้มีการปราศรัยต่อประชาชนนั้นเป็นการสื่อสารเพื่อให้เข้าใจวัตถุประสงค์ของการชุมนุมที่จะคัดค้านการพิจารณากฎหมายที่ไม่ชอบธรรมของ สนช. และการชุมนุมแสดงความคิดเห็นดังกล่าวได้รับการคุ้มครองตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550

 

ต่อมาวันที่ 28 สิงหาคม 2557 ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ เพราะเห็นว่าการกระทำของพวกจำเลยดังกล่าว แม้จะมีการปีนรั้วกระทั่งเข้าไปในอาคารรัฐสภาได้ แต่ก็มีวัตถุประสงค์เพื่อจะคัดค้านการประชุมของ สนช.ที่จำเลยเห็นว่าเร่งรีบพิจารณาออกกฎหมาย ขณะที่การเข้าไปในอาคารดังกล่าว ก็ไม่ได้มีอาวุธหรือเข้าไปทำลายทรัพย์สิน ครอบครองส่วนหนึ่งส่วนใดของอาคารรัฐสภา และไม่ได้ขัดขวางเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานส่วนอื่นของรัฐสภาจนไม่สามารถปฏิบัติงานได้ โดยเมื่อมีการยื่นหนังสือเสนอข้อเรียกร้องแล้วจำเลยและผู้ชุมนุมก็ได้ออกมาจากอาคารรัฐสภาโดยสงบ ซึ่งรัฐธรรมนูญฯ ปี 2550 ได้ให้การคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพการชุมนุมเรียกร้องที่เป็นไปโดยสงบและปราศจากอาวุธ การกระทำของจำเลยดังกล่าวจึงขาดเจตนา ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำคุกจำเลยตามความผิดมาตรา 215 วรรค 3 นั้น ศาลอุทธรณ์ไม่เห็นด้วยพิพากษากลับให้ยกฟ้อง

 

ดังนั้น คำพิพากษาศาลฎีกาที่จะมีขึ้นในวันที่ 15 มีนาคมนี้ จึงเป็นบทพิสูจน์สำคัญเกี่ยวกับบรรทัดฐานเรื่องเสรีภาพการชุมนุมในสังคมไทย ซึ่งเสรีภาพในการชุมนุมถือเป็นกลไกสำคัญในระบอบประชาธิปไตยที่อำนวยให้ประชาชนเข้าถึงสิทธิเสรีภาพและการมีส่วนร่วมในเรื่องต่างๆ ที่ถูกรับรองไว้ในรัฐธรรมนูญได้ อาทิ การมีส่วนร่วมทางการเมือง การออกกฎหมาย การตรวจสอบการทำงานและการใช้อำนาจรัฐ การจัดการทรัพยากร  ตลอดจนการกำหนดวิถีชีวิตของประชาชนเอง เป็นต้น เสรีภาพในการชุมนุมยังถือเป็นกลไกสำคัญในการสื่อสารความคิดเห็นและความเดือดร้อนของประชาชนไปยังรัฐ อันนำไปสู่การแก้ไขปัญหาและพัฒนาสังคมในทิศทางที่เหมาะสม ส่งเสริมให้เกิดความโปร่งใส และความรับผิดชอบในการใช้อำนาจของรัฐด้วย รัฐจึงมีหน้าที่เคารพและคุ้มครองสิทธิเสรีภาพดังกล่าว  โดยไม่ละเมิด  แทรกแซง จำกัด  หรือลิดรอนเสรีภาพในการชุมนุม  นอกเหนือจากที่เป็นไปตามกฎหมายและจำเป็นแก่สังคมประชาธิปไตยเพื่อผลประโยชน์ทางความมั่นคงของชาติ หรือความปลอดภัยสาธารณะ ความสงบเรียบร้อย การสาธารณสุข หรือศีลธรรม หรือการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของบุคคลอื่น ตามที่กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและการเมืองรับรองไว้

 

อ่านคำพิพากษาได้ที่ :

https://drive.google.com/file/d/0B3MHsUTAB5sJcGh1b2VLWWJEU2c/view?usp=sharing

https://drive.google.com/file/d/0B3MHsUTAB5sJMWRBZl8yUGFQdm8/view?usp=sharing

 

รายละเอียดเพิ่มเติม:

http://naksit.net/th/?page_id=224

https://www.facebook.com/naksit.org/

 

 

ข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อ:

คุณนคร  ชมพูชาติ                ทนายความ           081-8473086

คุณวราภรณ์  อุทัยรังษี           ทนายความ           084-8091997

สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน 02-275 3954