CrCF: The Internal Security Operations Command (ISOC) withdrew criminal defamation complaint against the three human rights defenders

cropped-cropped-img_6324-1.jpg

Press briefing conference with the ISOC 7th March 2017

The Internal Security Operations Command (ISOC) withdrew criminal defamation complaint against the three human rights defenders

Bangkok- On Tuesday 7th March 2017, the Internal Security Operations Command (ISOC) withdrew the defamation complaint against the three human rights defenders, Somchai Homlaor, Pornpen Khongkachonkiet and Anchana Heemmina, for publishing the report on the torture in the deep south of Thailand, without any conditions.

The report titled “Torture and Other Cruel, Inhuman, or Degrading Treatment in the Deep South Documented in 2014-2015” was conducted by Cross Cultural Foundation and Duay Jai Group to document torture allegations during the custody and interrogation of the 54 suspects in the three southernmost provinces of Thailand. The report was made under the project funded by the United Nations Voluntary Fund for Victims of Torture for the provision of mental health and medical assistance to victims of torture. On 8thJune 2016, the three human rights defenders were informed of a complaint filed against them by the ISOC Region 4 for publicizing false information under the Penal Code and the Computer Crimes Act.  In view of the defent lawyers, the ISOC Region 4 is a unit of the Royal Thai Army operating in the Southern Border Provinces (SPB), thus it should not have standing to take the legal action against the three human rights defenders.

Since the prosecution against the three human rights defenders, there had been a great number of actions and initiatives from both national and international community calling for the Thai government to drop the charges without any conditions. We reiterate that such actions as torture and ill treatment should not have been conducted in the first place as the duty of the state is to protect and promote the people’s human rights. Furthermore, the Thai government should comply with the Convention against Torture and Other Cruel, Inhuman or Degrading Treatment and Punishment (CAT), which Thailand is a state party of, and ensure that nobody is subjected to any act of torture or ill treatment.

Apart from the announcement at the press briefing conference about dropping defamation lawsuit against the three human rights defenders today, the three human rights defenders, along with representatives of the ISOC Region 4, Cross Cultural Foundation, Ministry of Justice, and observers of the OHCHR for Thailand and South-East Asia have discussed future collaboration. There were many initiatives presented by all parties to protect the victims of torture and the effected. The three human rights defenders reaffirmed that the information provided in the report shall not to be used by anyone for political purposes as the ISOC concerned. Further, they demanded a more thorough investigation into all 54 cases in order to conduct legal actions against the guilty, and to provide rehabilitation to the victim. Thus, proposals on a prompt and impartial collaboration between both parties in the future were as the following:

  • The appointment of an independent body to investigate torture allegations of 54 cases documented in the report.

  • To set up mechanism for collaboration between civil society and government in preventing human rights violation in the deep south of Thailand. This includes a review of the current anti-torture legislations and rules.

  • Future report of torture allegations shall be discussed and examined by relevant sectors and including their views and findings in the report before the publication.

Details on how this collaboration shall be pursued will be further discussed in the nearest future. On behalf of the Thai human rights defenders, we wish to reiterate that NGOs have a significant role in speaking for those affected by the unfairness. We do not have the power to conduct an investigation nor an interrogation; therefore we want to be the communicator and to speak for the victims of human rights violation.

Advertisements

สรุปประชุมแถลงการณ์วันที่ ๗ มีนาคม ๒๕๖๐ กอ.รมน. ประกาศยุติการดำเนินคดีอาญาต่อสามนักสิทธิ์

cropped-cropped-img_6324-1.jpg

ประชุมแถลงการณ์วันที่ ๗ มีนาคม ๒๕๖๐

กอ.รมน. ประกาศยุติการดำเนินคดีอาญาต่อสามนักสิทธิ์

กรุงเทพมหานคร วันอังคารที่ ๗ มีนาคม ๒๕๖๐  เวลา ๑๒.๐๐ น. ณ โรงแรมสุโกศล พลโทชินวัฒน์ แม้นเดช รองแม่ทัพภาค ๔ ตัวแทนกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน ภาค ๔ (กอ.รมน. ๔) ประกาศยุติการดำเนินคดีอย่างไม่มีเงื่อนไขต่อสามนักสิทธิมนุษยชน นายสมชาย หอมลออ นางสาวพรเพ็ญ คงขจรเกียรติ และนางสาวอัญชนา หีมมิน๊ะห์ ที่ถูก กอ.รมน. ดำเนินคดีในข้อหาหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาและความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พ.ศ. ๒๕๕๐ จากการที่ได้จัดทำและเผยแพร่รายงานปัญหาการทรมานที่กระทำโดยเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง ในจังหวัดชายแดนภาคใต้

รายงาน  “สถานการณ์การทรมานและการปฏิบัติที่โหดร้ายไร้   มนุษยธรรมหรือย่ำยีศักดิ์ศรีใน จังหวัดชายแดนภาคใต้ ปี ๒๕๕๗-๒๕๕๘” จัดทำและเผยแพร่โดย มูลนิธิผสานวัฒนธรรมและกลุ่มด้วยใจ ซึ่งเป็นองค์กรสิทธิมนุษยชนที่บทบาทในการส่งเสริมการเข้าถึงความยุติธรรมของเหยื่อทรมาน ในจังหวัดชายแดนใต้ สามนักสิทธิมนุษยชนเป็นกรรมการหรือเจ้าหน้าที่ขององค์กรดังกล่าวที่ทำงานตามโครงการเพื่อจัดหาซึ่งการเยียวยาสภาพจิตใจและทางร่างกายให้กับผู้เสียหายจากการทรมานที่สนับสนุนโดย United Nations Voluntary Fund for Victims of Torture  รายงานได้รวบรวมข้อมูลและสะท้อนถึงปัญหาและผลกระทบ ที่ได้จากการสัมภาษณ์ บุคคล ๕๔ คน ที่กล่าวอ้างว่าถูกเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงทรมานหรือปฏิบัติอย่างโหดร้าย ไร้มนุษยธรรมหือย่ำยีศักดิ์ศรี ในขณะตนตกเป็นผู้ต้องสงสัยว่าเกี่ยวข้องกับความไม่สงบและถูกจับกุม ควบคุมตัว และสอบสวน รายงานได้เสนอให้รัฐบาลและ       กอ.รมน. ๔ ตรวจตรวจสอบข้อกล่าวหาดังกล่าวและชดใช้เยียวยาต่อผู้เสียหาย  อย่างไรก็ตามหลังจากทีได้รับรายงานแล้ว กอ.รมน. ได้ออกมาปฏิเสธ โดยกล่าวว่าข้อมูลที่ปรากฎในรายงานเป็นเท็จ และทำให้ กอ.รมน.ได้รับความเสียหาย จึงนำไปสู่การดำเนินคดีสามนักสิทธิมนุษยชนดังกล่าว

การดำเนินคดีต่อสามนักสิทธิมนุษยชนได้ก่อให้เกิดกระแสเรียกร้องทั้งจากในประเทศและระหว่างประเทศให้รัฐบาลไทยยุติคดี โดยให้เหตุผลว่าการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชน เป็นสิ่งที่ประชาชนและนักสิทธิมนุษยชนพึงกระทำได้ โดยรัฐมีหน้าที่ต้องรับฟัง ตรวจสอบ และแก้ไข   โดยเฉพาะปัญหาการทรมาน ซึ่งประเทศไทยมีพันธกรณีที่ต้องป้องกันและแก้ไขปัญหาตามพันธกรณีที่ประเทศไทยมีอยู่ภายใต้อนุสัญญาต่อต้านการทรมานฯ  ในที่สุดรัฐบาลไทย โดย กอ.รมน. ๔ ได้ยุติการดำเนินคดีสามนักสิทธิโดยไม่มีเงื่อนไข

การประชุมที่เกิดขึ้นในวันนี้ นอกจากมีตัวแทนจาก กอ.รมน. ๔ สามนักสิทธิ แล้ว ยังมีตัวแทนจากมูลนิธิผสานวัฒนธรรม กระทรวงยุติธรรม  ครม. ส่วนหน้า เข้าร่วมแล้ว ยังมีตัวแทนจากสำนักงานสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ประจำประเทศไทยและภูมิภาค เข้าร่วมประชุมในฐานะผู้สังเกตการณ์ด้วย ในการประชุมนอกจาก กอ.รมน.จะได้แถลงเรื่องการยุติการดำเนินคดีสามนักสิทธิแล้ว ยังได้หารือกันเกี่ยวกับการประสานงานในการส่งเสริมและปกป้องสิทธิมนุษยชน ซึ่งเป็นเงื่อนของการสร้างสันติสุขในจังหวัดชายแดนใต้ อีกด้วย โดย

  1. จะมีการจัดตั้งคณะกรรมการที่น่าเชื่อถือร่วมกันเพื่อตรวจสอบข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการทรมาน ๕๔ กรณีตามรายงาน

  2. จะมีการจัดตั้งกลไกการประสานงานเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนในจังหวัดชายแดนใต้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทรมาน รวมทั้งการทบทวนและกำหนดกฎ ระเบียบ มาตรการต่างๆในการป้องกันและแก้ไขปัญหาการทรมาน

  3. สำหรับรายงานการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่อาจมีการจัดทำขึ้นในอนาคต จะมีการส่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบข้อเท็จจริงและชี้แจง เพื่อประกอบการเขียนรายงานก่อนเผยแพร่ต่อประชาชน

ทั้งนี้ฝ่ายที่เกี่ยวข้องจะได้ปรึกษาหารือกันในรายละเอียดต่อไป โดยทางสำนักงานสิทธิมนุษยชชนนแห่งสหประชาชาติ (UNOHCHR) ยินดีที่จะให้ความช่วยเหลือและสนับสนุนในทางเท็คนิคเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว

English version: pressbriefing_ eng090317

แพทย์ผู้ทำการชันสูตรพลิกศพ เบิกความคดีไต่สวนการตายนายอนัน เกิดแก้ว แจงสาเหตุการเสียชีวิตของนายอนัน เนื่องจากสมองบาดเจ็บรุนแรงจากการเหวี่ยงกระแทกของศีรษะ สืบพยานต่ออีกสี่ปากวันที่ 24 มีนาคม 2560

14012219_1277640745580557_27411416_n

เผยแพร่วันที่ 9 มีนาคม 2560

ใบแจ้งข่าว

แพทย์ผู้ทำการชันสูตรพลิกศพ เบิกความคดีไต่สวนการตายนายอนัน เกิดแก้ว
แจงสาเหตุการเสียชีวิตของนายอนัน เนื่องจากสมองบาดเจ็บรุนแรงจากการเหวี่ยงกระแทกของศีรษะ

สืบพยานต่ออีกสี่ปากวันที่ 24 มีนาคม 2560

 

เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2560 ผู้พิพากษาศาลจังหวัดนครราชสีมาออกนั่งพิจารณาไต่สวนพยานผู้ร้อง คดี หมายเลขดำที่ ช.3/2559 หรือกรณีนายอนัน เกิดแก้ว เสียชีวิตในระหว่างการควบคุมของเจ้าหน้าที่ตำรวจฝ่ายสืบสวนชุดปราบปรามยาเสพติด ตำรวจภูธรนครราชสีมา โดยพนักงานอัยการจังหวัดนครราชสีมา ผู้ร้องในคดีดังกล่าวได้นำพยานจำนวน 3 ปากเข้าเบิกความต่อศาล ได้แก่     เจ้าหน้าที่ดับเพลิงของสำนักงานบรรเทาสาธารณภัยเทศบาลตำบลจอหอ ใกล้ที่เกิดเหตุ  พนักงานสอบสวน สภ.เมืองนครราชสีมา เจ้าของสำนวนคดีชันสูตรพลิกศพ และแพทย์ผู้ทำการชันสูตรพลิกศพและทำการผ่าศพ นายอนัน เกิดแก้ว

เจ้าหน้าที่ดับเพลิงซึ่งเป็นพยานผู้เห็นเหตุการณ์ เบิกความต่อศาล ถึงวันเกิดเหตุและบรรยายถึงสถานที่เกิดเหตุ โดยกล่าวว่าเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2558 มีเหตุการณ์เจ้าหน้าที่ตำรวจไล่จับผู้ร้ายบริเวณสะพานข้ามคลอง ถนนสุรนารายณ์ ตำบลจอหอ  อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา ทางไปตลาดแม่สมบูรณ์ ซึ่งใกล้กับสถานที่ทำงานของตน ตนได้ทราบจากเจ้าหน้าที่ตำรวจว่ามีผู้ร้ายวิ่งหนีกระโดดลงไปในคลองใต้สะพาน ประกอบกับตนเห็นเจ้าหน้าที่ตำรวจใช้ไฟฉายส่องบริเวณใต้สะพานจุดเกิดเหตุ โดยในวันเกิดเหตุเป็นช่วงที่มีน้ำขึ้นสูงและมืด       ซึ่งตนมองด้วยตาเปล่าก็ไม่เห็นตัวคนร้ายหรือทราบได้ว่ามีผู้ใดกระโดดลงไปบริเวณใต้สะพานจริงหรือไม่ และใต้สะพานดังกล่าวมีน้ำที่ขึ้นสูงทำให้ตนก็ไม่เห็นเช่นกันว่าใต้น้ำนั้นมีวัตถุอะไรอยู่บ้าง ในวันเกิดเหตุ

พนักงานสอบสวนเจ้าของสำนวนคดีชันสูตรพลิกศพ เบิกความต่อศาลว่า ตนได้เข้าร่วมชันสูตรพลิกศพผู้ตายร่วมกับแพทย์ พนักงานอัยการ และพนักงานฝ่ายปกครอง โดยเบิกความถึงสภาพศพผู้ตายในครั้งแรกที่พบที่โรงพยาบาลมหาราช พร้อมทั้งได้สอบสวนพยานที่เกี่ยวข้อง  พร้อมนำภาพถ่ายขณะชันสูตรพลิกศพนายอนันที่โรงพยาบาลมหาราชมาเสนอต่อศาลและยืนยันผลการชันสูตรพลิกศพตามที่แพทย์ทำรายงานไว้

พยานปากสุดท้ายคือ แพทย์ผู้ทำการชันสูตรและผ่าศพนายอนัน เกิดแก้ว ได้เบิกความต่อศาลว่า เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2558 โรงพยาบาลมหาราชได้รับตัวผู้ตายจากหน่วยกู้ภัยในพื้นที่แล้วพบว่าผู้ตายไม่รู้สึกตัว ปรากฏบาดแผลตามร่างกาย ตนเป็นหนึ่งในคณะแพทย์ผู้ตรวจรักษานายอนันด้วย ได้วินิจฉัยและมีความเห็นว่าผู้ตายอาจไม่มีทางรอดหรือถ้ารอดมีชีวิตอยู่นายอนันก็จะไม่รู้สึกตัว ไม่สามารถทำอะไรด้วยตนเองได้ ซึ่งนายอนันเข้ารับการรักษาอยู่ที่โรงพยาบาลได้ประมาณสองวัน ต่อมานายอนันได้เสียชีวิตเมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2558  ตนเป็นแพทย์ผู้ชันสูตรพลิกศพและเป็นผู้ทำการผ่าศพผู้ตาย พบว่าสาเหตุของการเสียชีวิตเนื่องจากสมองบาดเจ็บรุนแรงจากการเหวี่ยงกระแทกของศีรษะกับของแข็งชนิดที่ไม่มีคมหรือผิวขรุขระเนื่องจากมีรอยช้ำที่ศีรษะ ไม่มีบาดแผลภายนอก  แต่กระทบกระเทือนถึงเนื้อสมองและเลือดออกในสมองที่เป็นสาเหตุให้เสียชีวิตในเวลาต่อมา  แพทย์สันนิษฐานว่าผู้ตายได้รับบาดเจ็บมาก่อนที่จะเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลแล้ว 3-5 วัน แต่ก็ไม่ได้ยืนยันว่าบาดแผลที่เป็นสาเหตุแห่งการตาย เกิดจากการถูกทำร้ายหรือไม่

ทั้งนี้ยังมีพยานฝ่ายมารดาผู้ตายซึ่งเป็นผู้ร้องคัดค้านอีกจำนวน 4 ปาก  ได้แก่ มารดาผู้ตาย  น้องสาวผู้ตาย 2 คน และแพทย์ผู้เชี่ยวชาญการผ่าพิสูจน์ศพจากสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงยุติธรรม ซึ่งศาลได้กำหนดนัดไต่สวนพยานทั้งสี่ปากดังกล่าว ในวันที่ 24 มีนาคม 2560 ได้ที่https://voicefromthais.wordpress.com/ ?s=นายอนัน

 

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ นายปรีดา นาคผิว ทนายความมูลนิธิผสานวัฒนธรรม โทร  089-6222474

 

Three youths accused of robbing foreigners submitted evidence to Ministry of Justice Including CCTV footage, oral witness testimonies and other evidence Proving their innocence, unlawful arrests and forced confession Demanding the real perpetrators be brought to justice

17198472_10212837052425006_1473135989_n

For immediate release on 9 March 2017 –English version

Thai version is below

Press Release

Three youths accused of robbing foreigners submitted evidence to Ministry of Justice

Including CCTV footage, oral witness testimonies and other evidence

Proving their innocence, unlawful arrests and forced confession

 Demanding the real perpetrators be brought to justice

 

On 8 March 2017, about 11.00 am at the Office of the Permanent Secretary of the Ministry of Justice, the 7th floor, the Government Complex, Ratchaburi Direkrit (A Building),  Chaeng Watthana Road, Thung Song Hong Subdistrict, Lak Si District, Bangkok, Mr. Natthawatrainatthawat Thanatthikanchana, aka “James Law”, 19 years, Mr. Abhisak Silamud, aka “James Nongkhaem”,  20 years and Mr. Sanyu Sainamkhiao, aka “Man”, 20 years, three young persons and their relatives met with the Deputy Permanent Secretary of the Ministry of Justice, Pol Lt Col Dussadee Arayawuth. There, they would hand over evidence including cctv footage and a list of persons who can act as their alibi to their claim that they were gathered in a different place while the robbery against two foreign tourists took place. A crime against foreign tourists has become a priority issue and the combined forces of police from various agencies have been urgently looking for suspects. The Cross Cultural Foundation (CrCF) has received a complaint since among the targeted suspects are the persons named “James” who live in the area where the crime took place.

Later, the inquiry official has pressed charges against Mr. Natthawatrainatthawat Thanatthikanchana, aka “James Law”, 19 years, alleged defendant no.1, Mr. Abhisak Silamud, aka “James Nongkhaem”,  20 years, alleged defendant no.2, and Mr. Sanyu Sainamkhiao, aka “Man”, 20 years, alleged defendant no.1 for using a vehicle in a robbery and running away using the vehicle. The crime was allegedly committed against Mr. Joseph Benyahun, 26 years, from Italy and Mr. Osman Thissalin, 29 years, from Morocco. They have reported the case to the police at the Sam Roi Yod Police Station that the assailants approached them on motorcycles and physically abused them as well as robber from them their assets. The crime allegedly took place by the Pranburi- Sam Roi Yod highway in Moo 1, Tambon Sam Roi Yod, Sam Roi Yod District, Prachuap Khiri Khan. Initially, Mr. Natthawatrainatthawat has confessed to the charge claiming he was subjected to the unbearable torture and for fear of his life. Later on 19 October 2016, the inquiry official of the Sam Roi Yod Police Station has concluded the investigation and proposed to have Mr. Natthawatrainatthawat prosecuted without even examining all the witnesses proposed by him. Therefore, Mr. Natthawatrainatthawat has submitted a letter of petition with the Hua Hin public prosecutor already.

“In the attempt to promptly conclude investigations in important cases, the authorities might commit a mistake or might get misled. If evidence emerges that the three young persons are innocent, they should be treated fairly. By doing so, it would help the authorities to identify the real perpetrators and such investigation would help to ensure foreign tourists of the effective and fair justice process in Thailand. A crime of robbery can take place in any country. But the arresting and prosecution of a scapegoat would make a mockery of Thailand’s justice process in the eye of foreigners” said Ms. Pornpen Khongkachonkiet, CRCF’s Director. 

On 7 March 2017, the three youths and their families had already submitted another letter of petition to the Attorney General. The evidence given to the police has been used to incriminate the suspects and suspect has already said that the confession had been obtained against his will and that he had been subjected to torture. In addition, he has more evidence to prove his innocence. The public prosecutor should therefore not indict the case against him. The relatives feel so concerned about his and decide to approach the Ministry of Justice for help by meeting them on 8 March. They feel concerned that if the cases are indicted against the three young persons, and the Court accepts to receive them, it would affect the future of the young persons and it would incur them time and resources warranted for their defense. And in fact, the officials should make an attempt to bring to justice the real perpetrators.

 

________________________________________

For more information, please contact:

Ms. Pornpen Khongkachonkiet, Director  of CrCF, 063-975-1757

Ms. Nadthasiri Bergman, attorney CrCF, 089-1208077