คำแปลอย่างไม่เป็นทางการ ข้อสังเกตเชิงสรุป (Concluding observations)ขององค์การสหประชาชาติต่อรายงานสถานการณ์สิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) ของประเทศไทย -เผยแพร่ 28 มีนาคม 2560

%e0%b8%94%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%99%e0%b9%8c%e0%b9%82%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%94-1

วันที่ 28 มีนาคม  2560 คณะกรรมการด้านสิทธิมนุษยชน (Human Rights Committee) ได้เผยแพร่ข้อสังเกตเชิงสรุป (Concluding observations) ต่อรายงานตามวาระฉบับที่สองของประเทศไทย โดยรับรองแล้วในที่ประชุมของคณะกรรมการสมัยประชุมที่ 119 (6- 29มีนาคม 2560)คณะกรรมการได้พิจารณารายงานตามวาระฉบับที่สองของประเทศไทย (CCPR/C/THA/2) ในสมัยประชุมที่ 3349 และ 3350 (โปรดดู CCPR/C/SR.3349 และ 3350) ซึ่งมีขึ้นเมื่อวันที่ 13 และ 14 มีนาคม 2560 ในการประชุมครั้งที่ 3364 เมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2560 คณะกรรมการได้รับรองข้อสังเกตเชิงสรุป Download ได้ที่

ฉบับภาษาไทย คำแปลอย่างไม่เป็นทางการ CCPR_C_THA_CO_2_27020_TH_FINAL

Word document  CCPR_C_THA_CO_2_27020_TH_FINAL

ฉบับภาษาอังกฤษที่CCPR_C_THA_CO_2_27020_E

โดยเมื่อวันที่ 13 -14 มีนาคมเป็นวันพิจารณารายงานของประเทศไทย คือ  ณ นครเจนีวา ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ จากการที่ทางคณะกรรมการด้านสิทธิมนุษยชนที่ประเทศไทยเป็นรัฐภาคีด้วยนั้น ได้ขอความร่วมมือจากองค์กรที่ทำงานด้านสิทธิมนุษยชนให้ส่งข้อมูลอันเป็นประโยชน์ต่อคณะกรรมการฯ เพื่อนำไปประกอบการพิจารณารายงานความก้าวหน้าของประเทศสมาชิกในกติกาสากลว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง(Convention on Civil and Political Rights-ICCPR) ทางข้าหลวงใหญ่ด้านสิทธิมนุษยชนซึ่งเป็นสำนักงานเลขานุการให้กับคณะกรรมการด้านสิทธิมนุษยชน ได้เผยแพร่รายงานคู่ขนานอย่างน้อยจำนวน 14 ฉบับ จากภาคประชาสังคมในประเทศและต่างประเทศ โดยการพิจารณารายงานสถานการณ์สิทธิของประเทศไทยได้จัดขึ้นที่ตึกสำนักงานข้าหลวงใหญ่ด้านสิทธิมนุษยชน ณ นครเจนีวา ทั้งนี้สามารถติดตามชมย้อนหลังภาพบันทึกการทบทวนรายงานของไทยได้ที่ทางhttp://www.treatybodywebcast.org/

Advertisements

HRLA/CPCR/CrCF: A joint statement by legal aid organizations: The military’s extrajudicial killing of Mr. Chaiyaphum Pasae, Lahu youth activist

17361928_973696722765527_7957748884639515784_n

A joint statement by legal aid organizations:

The military’s extrajudicial killing of Mr. Chaiyaphum Pasae , Lahu youth activist

For immediate release on 29 March 2017

 

            On 17 March 2017, a military official with war weapon has shot dead, the chairperson of an ethnic youth group, ‘Ton Kla’, Mr. Chaiyaphum Pasae. It was reported later that Chaiyaphum Pasae was allegedly having drugs in possession, was resisting the arrest of the official and was making an attempt on the life of the official.

The Cross Cultural Foundation (CrCF), the Center for Protection and Recovery of Local Community Rights (CPRLCR), and the Human Rights Lawyers Association (HRLA)  established a working group on legal aid for the affected persons in this case. Composed of human rights lawyers and human rights defenders, the team realizes the importance of such an extrajudicial killing and how it constitutes a gross violation to human rights and the rule of law and a breach to the Constitution of the Kingdom of Thailand B.E. 2550 (2007)’s Section 39 second paragraph. According to the laws, “everyone charged with a criminal offence shall have the right to be presumed innocent until proved guilty according to the law” (please read this in light of the Constitution of the Kingdom of Thailand (Interim), B.E. 2557 (2014)’s Section 4). According to this principle, apart from protecting the rights of an alleged offender or a defendant in a criminal case by presuming the person is innocent until proven otherwise through the final judgment of the Court, it provides that the authorities are obligated to bring to justice the alleged perpetrators and to have the persons proven their innocence through a legal procedure. It is a safeguard against any abuse of power by the authorities arbitrarily against a suspect or an accused which may have led to an infringement on the rights and liberties of the people. In other word, the principle is there to prevent a ‘kangaroo court’.

The effort to combat narcotic trade by the state and other practices have to be carried out along the legal framework, the rule of law and with respect on human rights. The state by the superior officials or the commanding officials have to oversee how their subordinates behave and should refrain from showing their appreciation or acquiescence to any act of violence or any illegal act. They are also obliged to have their officials prosecuted to ensure the standard practice of their officials and to ensure their officials would carry out their duties with utmost carefulness.

The undersigned human rights organizations and the legal aid team have the following opinions to make;

  1. Eyewitnesses who were present during the extrajudicial killing of Mr. Chaiyaphum Pasae must enjoy protection provided for by the Department of Rights and Liberties Protection and/or the National Human Rights Commission (NHRC). This would make the witnesses feel safe and secure and would be willing to come out to present the account truthfully without fear of any reprisal or harassment. In addition, officials concerned with the incidence have to be removed from the area immediately to show their innocence and to prevent the tampering with evidence.
  2. The military officials should be held accountable to the investigations of independent organizations including the NHRC, etc. An ad hoc inquiry committee must be set up, composed of independent experts with appropriate experience, to look into the case.
  3. After the completion of the autopsy and the reporting of forensic investigation by forensic doctor, Mr. Chaiyaphum Pasae’s mother should have access to such findings without delay. As his mother and as an injured party, she should be informed of the detailed causes of death of her son and other progress as to the investigation and relevant evidence.
  4. The commanding officials or superior officials shall refrain from making any intervention, openly or discreetly, to the investigation by the inquiry official to ensure that the justice process can proceed fairly to all parties and independently.

The human rights organizations and the legal aid team pledge to provide legal aid and legal representation on the case of Mr. Chaiyaphum Pasae through the justice process until all the truths are uncovered and to ensure the protection of people’s rights and liberties.

For more information, please contact

Mr. Sumitchai Huttasan, leader of the litigation team, phone 081-950-7575

Mr. Preeda Nakpiew, attorney, phone 089-622-2474

Thai version: 2017_03_29_ แถลงการณ์ร่วมองค์กรให้ความช่วยเหลือคดีชัยภูมิ ป่าแส-sent

English version: Chaiyaphum Pasae statement CRCF 29 March 17

HRLA/CPCR/CrCF แถลงการณ์ร่วมองค์กรให้ความช่วยเหลือทางกฎหมาย กรณีเจ้าหน้าที่ทหารใช้อาวุธปืนยิงนายชัยภูมิ ป่าแส เสียชีวิต

17361928_973696722765527_7957748884639515784_n

แถลงการณ์ร่วมองค์กรให้ความช่วยเหลือทางกฎหมาย

กรณีเจ้าหน้าที่ทหารใช้อาวุธปืนยิงนายชัยภูมิ ป่าแส เสียชีวิต

เผยแพร่ วันที่ 29 มีนาคม 2560

สืบเนื่องจากกรณีเจ้าหน้าที่ทหารใช้อาวุธปืนสงครามยิงนายชัยภูมิ ป่าแส นักกิจกรรมทางสังคม และประธานเครือข่ายเยาวชนต้นกล้าชนเผ่าพื้นเมืองเสียชีวิต เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2560 ที่ผ่านมา และต่อมามีการกล่าวหาว่านายชัยภูมิ ป่าแส มียาเสพติดไว้ และมีวัตถุระเบิดไว้ในครอบครอง ต่อสู้ขัดขวางการจับกุมและพยายามฆ่าเจ้าหน้าที่นั้น

มูลนิธิผสานวัฒนธรรม  ศูนย์พิทักษ์และฟื้นฟูสิทธิชุมชนท้องถิ่น  สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน ได้ร่วมกันจัดตั้ง”คณะทำงานเพื่อให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายและคดี” แก่ผู้เสียหายในกรณีดังกล่าวขึ้น  ประกอบด้วยทนายความนักกฎหมายและนักสิทธิมนุษยชน  โดยตระหนักถึงความสำคัญของปัญหาการฆ่านอกระบบกฎหมายโดยเจ้าหน้าที่รัฐ (Extra judicial killings) ซึ่งเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนและหลักนิติธรรมอย่างร้ายแรง ขัดต่อหลักการตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 39 วรรคสอง  ที่บัญญัติว่า “ในคดีอาญา ต้องสันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้ต้องหาหรือจำเลยไม่มีความผิด” (พิจารณาประกอบรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 มาตรา 4)  ตามหลักการดังกล่าวนอกจากเป็นการคุ้มครองสิทธิของผู้ต้องหาหรือจำเลยในคดีอาญา โดยให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้ที่ถูกกล่าวหาหรือดำเนินคดีอาญาเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าจะมีคำพิพากษาของศาลถึงที่สุดว่าเป็นผู้กระทำความผิดแล้ว  ยังเป็นหลักการสำคัญที่กำหนดให้เจ้าหน้าที่ของรัฐต้องนำผู้ที่ถูกกกล่าวหาว่ากระทำความผิดเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม เพื่อพิสูจน์ความผิดหรือความบริสุทธิ์ตามกฎหมาย  และเป็นการป้องกันการใช้อำนาจของเจ้าหน้าที่รัฐกระทำการใดๆ ต่อผู้ต้องสงสัยหรือผู้ถูกกล่าวหาตามอำเภอใจของตน ซึ่งจะส่งผลให้เกิดการละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชนโดยเจ้าหน้าที่รัฐอย่างเป็นระบบแทนที่กระบวนการยุติธรรมหรือที่เรียกว่า”ศาลเตี้ย”

ทั้งนี้   การปราบปรามยาเสพติดของเจ้าหน้าที่รัฐ รวมทั้งการปฏิบัติหน้าที่อื่นๆ ต้องดำเนินการภายใต้กรอบแห่งกฎหมาย              หลักนิติธรรมและการเคารพสิทธิมนุษยชน   รัฐโดยผู้บังคับบัญชาหรือหัวหน้าหน่วยงาน ต้องดูแลการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ในสังกัดของตน  และไม่ควรแสดงอาการชื่นชมหรือกล่าวในเชิงให้ท้ายหรือสนับสนุนการใช้วิธีการรุนแรงหรือละเมิดกฎหมาย  และควรมีการสอบสวนดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่ เพื่อรักษามาตรฐานในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่และเพื่อให้การปฏิบัติหน้าที่เป็นไปด้วยความระมัดระวังต่อไป

องค์กรสิทธิมนุษยชนดังมีรายชื่อดังกล่าวข้างต้นและคณะทำงานให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายและคดี มีความเห็นว่า

  1. ประจักษ์พยานผู้เห็นเหตุการณ์การเสียชีวิตของนายชัยภูมิ ป่าแส พึงได้รับการคุ้มครองความปลอดภัย โดยกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชน และ/หรือคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เพื่อให้พยานมีความมั่นใจและอยู่ในสถานการณ์ที่สามารถยืนยันข้อเท็จจริงตามที่ตนรู้เห็นเหตุการณ์ได้โดยปราศจากความหวาดกลัวและการข่มขู่คุกคาม ทั้งให้ย้ายเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ดังกล่าวออกจากพื้นที่โดยทันทีเพื่อแสดงความบริสุทธิ์และไม่ยุ่งเหยิงข่มขู่พยาน
  2.  การกระทำของเจ้าหน้าที่ทหารควรได้รับการตรวจสอบโดยองค์กรอิสระ เช่น คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ฯลฯ ทั้งนี้ โดยการตั้งคณะกรรมการเฉพาะกิจที่มีความเป็นอิสระและมีความรู้ความเชี่ยวชาญที่เหมาะสม
  3. เมื่อมีการผ่าชันสูตรศพและจัดทำรายงานโดยแพทย์นิติเวชแล้ว มารดาของนายชัยภูมิ ป่าแส ควรได้รับสิทธิในการเข้าถึงข้อมูลรายงานการผ่าพิสูจน์ศพของแพทย์โดยเร็ว  ในฐานะที่มารดาและเป็นผู้เสียหายพึงจะได้รับรู้รายละเอียดการตายของบุตรชายตนรวมทั้งความคืบหน้าของคดีและข้อมูลพยานหลักฐานต่างๆตามสมควร
  4.  ผู้บังคับบัญชา หรือเจ้าหน้าที่ระดับสูงจะต้องไม่แทรกแซงทั้งโดยเปิดเผยหรือในทางลับ ต่อการสืบสวนสอบสวนของพนักงานเจ้าหน้าที่ เพื่อให้กระบวนการยุติธรรมสามารถดำเนินการไปได้โดยอิสระเพื่อความเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย

องค์กรสิทธิมนุษยชนและคณะทำงานให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายและคดีจะดำเนินการทางกฎหมายต่อกรณีของนายชัยภูมิ       ป่าแส  ตามระบบกระบวนการยุติธรรมเพื่อให้ความจริงปรากฏและเพื่อคุ้มครองหลักประกันสิทธิเสรีภาพของประชาชนต่อไป

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม นายสุมิตรชัย  หัตถสาร  ทนายความหัวหน้าคณะทำงานฯ  โทร 081-950-7575

นายปรีดา  นาคผิว  ทนายความ  โทร 089-622-2474

2017_03_29_ แถลงการณ์ร่วมองค์กรให้ความช่วยเหลือคดีชัยภูมิ ป่าแส-sent

นัดไต่สวนการตาย: แพทย์ผู้เชี่ยวชาญการผ่าพิสูจน์ศพจากสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ เบิกความถึงบาดแผลตามร่างกายของ นายอนัน เกิดแก้ว ว่าเข้าลักษณะการถูกทำร้ายร่างกาย

14012219_1277640745580557_27411416_n

เผยแพร่วันที่ 27 มีนาคม 2560
ใบแจ้งข่าว
แพทย์ผู้เชี่ยวชาญการผ่าพิสูจน์ศพจากสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ 
เบิกความถึงบาดแผลตามร่างกายของ นายอนัน เกิดแก้ว ว่าเข้าลักษณะการถูกทำร้ายร่างกาย
เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2560 ผู้พิพากษาศาลจังหวัดนครราชสีมาออกนั่งพิจารณาไต่สวนพยานผู้เชี่ยวชาญ ที่ฝ่ายมารดาผู้ตายอ้างนำสืบ ในคดีหมายเลขดำที่ ช.3/2559 คดีไต่สวนการตายนายอนัน เกิดแก้ว ซึ่งเสียชีวิตในระหว่างการควบคุมของเจ้าหน้าที่ตำรวจฝ่ายสืบสวนชุดปราบปรามยาเสพติด ตำรวจภูธรนครราชสีมา พยานผู้เชี่ยวชาญที่เบิกความต่อศาลเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญการผ่าพิสูจน์ศพจากสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงยุติธรรม แพทย์ผู้เชี่ยวชาญฯ ได้เบิกความต่อศาลโดยพิจารณารายละเอียดประวัติการรักษา บันทึก และภาพถ่ายศพตามรายงานการชันสูตรพลิกศพของแพทย์นิติเวชโรงพยาบาลมหาราช จังหวัดนครราชสีมา ที่ทำการผ่าชันสูตรศพ ไว้แล้ว ได้ความว่า บาดแผลที่ปรากฏตามร่างกายนายอนัน เกิดแก้ว ผู้ตาย เข้าลักษณะบาดแผลที่เกิดจากการถูกทำร้ายร่างกายมากกว่าเกิดจากอุบัติเหตุจากการวิ่งหกล้มและตกกระแทกของแข็งเพียงหนึ่งถึงสองครั้ง เนื่องจากตามร่างกายผู้ตายมีรอยช้ำจำนวนมาก และเป็นรอยช้ำที่มีลักษณะเกิดจากการกระแทกโดยของแข็งไม่มีคมซ้ำๆ กันหลายครั้งในระยะเวลาติด ๆ กัน ซึ่งปรากฏรอยช้ำแบบวงกลมติด ๆ กันเป็นจำนวนมาก ที่บริเวณใบหน้า ขมับ และศีรษะ ทั้งยังมีรอยช้ำที่หลังใบหูด้วย เป็นเหตุโดยตรงที่ทำให้ผู้ตายได้รับบาดเจ็บกระทบกระเทือนถึงเยื่อหุ้มสมองและเนื้อสมอง จนเกิดการฉีกขาดของเส้นเลือดดำที่บริเวณใต้เยื่อหุ้มสมอง ทำให้ผู้ตายอยู่ในภาวะเลือดออกใต้เยื่อหุ้มสมอง เมื่อเลือดออกจับกันเป็นลิ่มจะเบียดเนื้อสมองให้เคลื่อนผิดตำแหน่งและกดทับก้านสมอง ระยะแรก ๆ ที่เลือดยังออกไม่มาก ผู้ป่วยจะมีอาการซึม มึนงง กระทั่งลิ่มเลือดใหญ่ขึ้นเบียดเนื้อสมองไปกดทับก้านสมองมากขึ้นก็จะทำให้ผู้ป่วยช็อกและหมดสติได้ ยิ่งระยะเวลานานขึ้นโอกาสที่จะรอดชีวิตก็ยากมากยิ่งขึ้น ซึ่งกรณีนายอนัน เกิดแก้ว ผู้ตาย ไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที จึงเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตาย

เมื่อพยานผู้เชี่ยวชาญเบิกความต่อศาลเสร็จแล้ว ทนายความมารดาผู้ตายแถลงต่อศาลว่า ยังมีพยานฝ่ายมารดาผู้ตายที่ต้องการนำมาสืบอีกจำนวน 3 ปาก ได้แก่ มารดาผู้ตาย น้องสาวผู้ตาย 2 คน ศาลจึงได้กำหนดนัดไต่สวนพยานทั้งสามปากดังกล่าว ในวันที่ 29 พฤษภาคม 2560
นอกจากคดีชันสูตรพลิกศพนายอนัน เกิดแก้ว นี้แล้ว ยังมีคดีที่เกี่ยวเนื่องกับกรณีการตายของนายอนันฯ คือคดีแพ่ง ที่มารดาและบิดาของนายอนันฯ ฟ้องเรียกค่าเสียหายตาม พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๓๙ และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาญาจักรไทย โดยยื่นฟ้องสำนักงานตำรวจแห่งชาติ(สตช.) ต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ซึ่งสตช. เป็นหน่วยงานต้นสังกัดของเจ้าหน้าที่ตตำรวจผู้จับกุมและควบคุมตัวนายอนันฯ จนนำมาซึ่งการตายของนายอนันฯ คดีแพ่งดังกล่าวอยู่ระหว่างรอผลการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ในเรื่องการขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล หลังจากนั้นศาลแพ่งกรุงเทพใต้จึงจะนัดพร้อมและพิจารณาคดีต่อไป
เรื่องราวของคดีสามารถสืบค้นข้อมูลได้ที่https://voicefromthais.wordpress.com/ ?s=นายอนัน
ข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อได้ที่
นายปรีดา นาคผิว ทนายความ มูลนิธิผสานวัฒนธรรม โทร 089-6222474

การจัดตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีการละเมิดสิทธิมนุษยชน (การฆ่านอกระบบกฎหมาย)

17361928_973696722765527_7957748884639515784_n

การจัดตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีการละเมิดสิทธิมนุษยชน

1. หน่วยงานที่จัดตั้งคณะกรรมการนั้นควรเป็นหน่วยงานที่ไม่ได้รับผิดชอบเรื่องการใช้กำลังเพราะเป็นหน่วยงานที่มีส่วนได้ส่วนเสียจากการทำงานของคณะกรรมการโดยตรง ทั้งนี้เพื่อเป็นการสร้างความมั่นใจในเรื่องความเป็นอิสระของคณะกรรมการ หน่วยงานที่จัดตั้งควรจะเป็นองค์กรรัฐฝ่ายพลเรือน เช่น ผู้ว่าราชการจังหวัด อีกหน่วยงานหนึ่งที่มีความเหมาะสมในการดำเนินการในเรื่องนี้คือคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

2. ในการคัดเลือกกรรมการนั้นควรมีกระบวนการในการปรึกษาหารือกับผู้ได้รับผลกระทบหรือตัวแทนที่เขาไว้วางใจ รายชื่อกรรมการควรได้รับความเห็นชอบจากทั้งหน่วยงานที่จัดตั้งและผู้ได้รับผลกระทบทั้งนี้เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือต่อคณะกรรมการ

3. จำนวนของกรรมการควรจะน้อยลง โดยน่าจะอยู่ที่ประมาณ 5-7 คน โดยเน้นการคัดเลือกผู้ที่มีความรู้ความสามารถในการตรวจสอบข้อเท็จจริงและมีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง และสาธารณะชนทั่วไปและควรมีการแต่งตั้งกองเลขานุการอีกส่วนหนึ่ง กรรมการนั้นไม่ควรมีเจ้าหน้าที่ความมั่นคงเพราะอาจทำให้ผู้ให้ข้อมูลบางรายหวาดกลัวที่จะเปิดเผยข้อมูลซึ่งอาจจะนำอันตรายมาสู่ตนเอง กรรมการไม่ควรจะมีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงกับกรณีนั้นๆ เช่น เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองในอำเภอที่เกิดเหตุ หรือทนายความของผู้ได้รับผลกระทบในกรรีนั้นๆ ทั้งนี้เพื่อป้องกันปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อนและเพื่อให้สามารถที่พิจารณาประเด็นได้อย่างเป็นกลางมากที่สุด เจ้าหน้าที่ความมั่นคงจะเข้ามามีส่วนร่วมในการให้ข้อมูล เมื่อมีการร้องขอจากคณะกรรมการเท่านั้น

4. ควรจัดทำรายชื่อผู้ทรงคุณวุฒิที่มีประสบการณ์ ความรู้ความสามารถในการดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงไว้ โดยติดต่อเพื่อขอความยินยอมในหลักการและขอรายละเอียดการติดต่อไว้ก่อน เช่นอดีตข้าราชการระดับสูง นักวิชาการหรือนักวิชาชีพที่มีประสบการณ์ในการตรวจสอบข้อเท็จจริง ให้นำราชชื่อจากหลักฐานข้อมูลนี้มาพิจารณาว่าผุ้ใดมีความพร้อม เหมาะสมและยินดีที่จะช่วยดำเนินการการตรวจสอบข้อเท็จจริง

5. ควรกำหนดกรอบเวลาการทำงานให้อยู่ระหว่าง 30-90 วันตามระเบียบของราชการ อาจจะกำหนดไว้เบื้องต้นที่ 30 วันและให้ขยายเวลาได้ไม่เกิน 2 ครั้ง โดยควรจะตกลงกับผู้ที่รับเป็นกรรมการให้ชัดเจนว่าเขาจะต้องมีเวลาในการทำงานนี้ได้มากพอสมควร ในส่วนของเจ้าหน้าที่กองเลขานุการนั้นอาจกำหนดให้เจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติจำนวนหนึ่งรับผิดชอบงานนี้แบบเต็มเวลาภายในกรอบเวลาที่กำหนด ทั้งนี้เพื่อให้การทำงานดำเนินไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

6. ควรกำหนดงบประมาณและทรัพยากรสนับสนุนการทำงานของคณะกรรมการอย่างเพียงพอ ซึ่งควรรวมถึงค่าใช้จ่ายและค่าตอบแทนสำหรับกรรมการในการลงพื้นที่เพื่อแสวงหาข้อเท็จจริงด้วย

การดำเนินการของคณะกรรมการการตรวจสอบข้อเท็จจริง

1. ควรจัดให้มีการอบรมกรรมการและ/หรือเจ้าหน้าที่ในเรื่องการประเมินแหล่งข้อมูล การเก็บ จด บันทึกและวิเคราะห์ข้อมูล รวมถึงการเขียนรายงานตรวจสอบข้อเท็จจริงให้มีความน่าเชื่อถือ นอกจากนี้ ควรจะมีการอบรมความรู้ที่จำเป็นต่อการวิเคราะห์ข้อเท็จจริง เช่น เรื่อง “กฎการปะทะ” ของเจ้าหน้าที่ความมั่นคง เรื่องกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศและกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ รวมถึงอนุสัญญาระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับสิทธิมนุษยชน เช่นอนุสัญญาต่อต้านการทรมาน (CAT)

2. เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือในข้อมูลทางนิติวิทยาศาสตร์ ควรจะพัฒนาสถาบันนิติวิทยาศาสตร์จังหวัดชายแดนภาคใต้ให้เป็นสถาบันอิสระที่ทำงานอย่างมีมาตรฐานทางวิชาชีพที่รองรับการตรวจพิสูจน์พยานหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ที่มาจากทั้งภาครัฐและภาคเอกชนได้ โดยอาจให้มีคณะกรรมการซึ่งประกอบด้วยเจ้าหน้าที่รัฐ ตัวแทนภาคประชาชน ผู้นำศาสนาและนักวิชาการที่ได้รับความยอมรับเป็นบอร์ดที่ปรึกษา

3. การสื่อสารกับครอบครัวของผู้ได้รับผลกระทบเป็นเรื่องที่มีความสำคัญอย่างมาก สมาชิกครอบครัวของผู้ได้รับผลกระทบควรจะได้รับอนุญาตให้เข้าร่วมในฐานะผู้สังเกตการณ์การประชุมแต่ไม่ควรทำหน้าที่เป็นกรรมการโดยตรงเพราะนับว่าเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย

4. การเก็บข้อมูลที่มีความละเอียดอ่อนควรเลือกใช้วิธีการสัมภาษณ์เชิงลึกแบบปิดลับ โดยไม่เปิดเผยชื่อผู้ที่ให้ข้อมูล ทั้งนี้เพื่อเป็นการปกป้องพยานแต่ในขณะเดียวกัน ควรตรวจสอบและระบุในรายงานว่าแหล่งข้อมูลดังกล่าวมีความน่าเชื่อถือเพียงใด ข้อมูลที่เก็บควรเป็นข้อมูลชั้นต้นมากกว่าข้อมูลที่ได้รับฟังมาอีกต่อหนึ่ง

ผลสรุปของคณะกรรมการการตรวจสอบข้อเท็จจริงและการรณรงค์สืบเนื่อง

1. ในการเขียนรายงานควรจะระบุถึงการจัดตั้งคณะกรรมการ อำนาจหน้าที่ กระบวนการทำงาน การยืนยันความเป็นอิสระในการทำงานและระบุถึงอุปสรรคและข้อจำกัดต่างๆ ในการทำงาน ก่อนที่จะอธิบายถึงข้อค้นพบและข้อสรุปของคณะกรรมการ

2. ควรจะมีการเผยแพร่รายงานผลสรุปอย่างเป็นทางการโดยการจัดแถลงข่าว ทั้งนี้เพื่อให้กรณีดังกล่าวเป็นบทเรียนสำหรับสาธารณะชนและเป็นวิธีหนึ่งในการป้องกันการละเมิดสิทธิมนุษยชนในอนาคต

3. คณะกรรมการควรมีข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อป้องกันมิให้การกระทำผิดหรือความผิดพลาดในลักษณะเดียวกันเกิดขึ้นอีกในอนาคต โดยระบุอย่างชัดเจนว่าหน่วยงานใดควรจะเป็นผู้รับผิดชอบในการดำเนินการดังกล่าว และอาจจะรวมถึงการณรงค์และวางมาตรการติดตามเพื่อให้การดำเนินการในเรื่องนั้นบรรลุผล

4. ควรทบทวนหลักเกณฑ์ในการเยียวยาใหม่ทั้งระบบให้มีความสมดุลกันระหว่างผู้ได้รับผลกระทบในแต่ละประเภท การกำหนดอัตราค่าชดเชยเยียวยาที่มีความแตกต่างกันสูงอาจสร้างความรู้สึกไม่เป็นธรรมทับซ้อนขึ้นไปอีก นอกจากนี้อาจจะมีการวางหลักเกณฑ์ในการแบ่งค่าเยียวยาในกรณีผู้เสียชีวิติด้วยเพื่อป้องกันปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นระหว่างสมาชิกในครอบครัว นอกเหนือจากการเยียวยาเป็นเงินก้อนแล้ว อาจจะมีการวางหลักเกณฑ์การเยียวยาที่คำนึกถึงความต้องการพื้นฐานของแต่ละครอบครัวด้วย เช่น เรื่องการศึกษาบุตร เรื่องกาประกอบอาชีพ การเยียวยาทางจิตใจ

5. แม้ว่าการตรวจสอบข้อเท็จจริงจะเป็นกลไกที่แยกออกมาจากกระบวนการยุติธรรม แต่ควรจะมีการนำผลสรุปไปใช้เป็นแนวทางในการสืบสวนสอบสวนตามกระบวนการยุติธรรมปกติ โดยเฉพาะในกรรีที่รู้ตัวผู้กระทำผิดชัดเจนเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการรณรงค์เพื่อขจัดวัฒนธรรมการไม่ลงโทษผู้กระทำผิด (impunity) นอกจากนี้ ถ้าหากว่าเจ้าหน้าที่รัฐที่กระทำผิดนั้นเป็น “เจ้าหน้าที่ฝ่ายพลเรือน” ซึ่งรวมถึงตำรวจออกนอกพื้นที่ หากผู้กระทำผิดเป็นเจ้าหน้าที่ทหาร ควรส่งรายงานสรุปของคณะกรรมการไปยังหน่วยทหารต้นสังกัด ย้ายเจ้าหน้าที่ผู้นั้นออก

6. ควรพิจารณาเรื่องการจัดเก็บข้อมูลที่ได้มาจากการทำงานของคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างเป็นระบบ ซึ่งเป็นประโยชน์สำหรับการศึกษาวิจัยหรือการกำหนดนโยบายต่างๆ ต่อไปในอนาคต

ที่มา: สรุปจาก “เมื่อความจริงคือจุดเริ่มของความเป็นธรรม กรณีศึกษาคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงในบริบทความขัดแย้งชายแดนใต้ โดยรุ่งรวี เฉลิมศรีภิญโญรัช.