Newsletters

คำแปลอย่างไม่เป็นทางการ ข้อสังเกตเชิงสรุป (Concluding observations)ขององค์การสหประชาชาติต่อรายงานสถานการณ์สิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) ของประเทศไทย -เผยแพร่ 28 มีนาคม 2560

วันที่ 28 มีนาคม  2560 คณะกรรมการด้านสิทธิมนุษยชน (Human Rights Committee) ได้เผยแพร่ข้อสังเกตเชิงสรุป (Concluding observations) ต่อรายงานตามวาระฉบับที่สองของประเทศไทย โดยรับรองแล้วในที่ประชุมของคณะกรรมการสมัยประชุมที่ 119 (6- 29มีนาคม 2560)คณะกรรมการได้พิจารณารายงานตามวาระฉบับที่สองของประเทศไทย (CCPR/C/THA/2) ในสมัยประชุมที่ 3349 และ 3350 (โปรดดู CCPR/C/SR.3349 และ 3350) ซึ่งมีขึ้นเมื่อวันที่ 13 และ 14 มีนาคม 2560 ในการประชุมครั้งที่ 3364 เมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2560 คณะกรรมการได้รับรองข้อสังเกตเชิงสรุป Download ได้ที่ ฉบับภาษาไทย คำแปลอย่างไม่เป็นทางการ CCPR_C_THA_CO_2_27020_TH_FINAL Word document  CCPR_C_THA_CO_2_27020_TH_FINAL ฉบับภาษาอังกฤษที่CCPR_C_THA_CO_2_27020_E โดยเมื่อวันที่ 13 -14 มีนาคมเป็นวันพิจารณารายงานของประเทศไทย คือ  ณ นครเจนีวา ประเทศสวิสเซอร์แลนด์… Continue reading คำแปลอย่างไม่เป็นทางการ ข้อสังเกตเชิงสรุป (Concluding observations)ขององค์การสหประชาชาติต่อรายงานสถานการณ์สิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) ของประเทศไทย -เผยแพร่ 28 มีนาคม 2560

Advertisements
statement

HRLA/CPCR/CrCF: A joint statement by legal aid organizations: The military’s extrajudicial killing of Mr. Chaiyaphum Pasae, Lahu youth activist

A joint statement by legal aid organizations: The military’s extrajudicial killing of Mr. Chaiyaphum Pasae , Lahu youth activist For immediate release on 29 March 2017               On 17 March 2017, a military official with war weapon has shot dead, the chairperson of an ethnic youth group, ‘Ton Kla’, Mr. Chaiyaphum Pasae. It was… Continue reading HRLA/CPCR/CrCF: A joint statement by legal aid organizations: The military’s extrajudicial killing of Mr. Chaiyaphum Pasae, Lahu youth activist

statement

HRLA/CPCR/CrCF แถลงการณ์ร่วมองค์กรให้ความช่วยเหลือทางกฎหมาย กรณีเจ้าหน้าที่ทหารใช้อาวุธปืนยิงนายชัยภูมิ ป่าแส เสียชีวิต

แถลงการณ์ร่วมองค์กรให้ความช่วยเหลือทางกฎหมาย กรณีเจ้าหน้าที่ทหารใช้อาวุธปืนยิงนายชัยภูมิ ป่าแส เสียชีวิต เผยแพร่ วันที่ 29 มีนาคม 2560 สืบเนื่องจากกรณีเจ้าหน้าที่ทหารใช้อาวุธปืนสงครามยิงนายชัยภูมิ ป่าแส นักกิจกรรมทางสังคม และประธานเครือข่ายเยาวชนต้นกล้าชนเผ่าพื้นเมืองเสียชีวิต เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2560 ที่ผ่านมา และต่อมามีการกล่าวหาว่านายชัยภูมิ ป่าแส มียาเสพติดไว้ และมีวัตถุระเบิดไว้ในครอบครอง ต่อสู้ขัดขวางการจับกุมและพยายามฆ่าเจ้าหน้าที่นั้น มูลนิธิผสานวัฒนธรรม  ศูนย์พิทักษ์และฟื้นฟูสิทธิชุมชนท้องถิ่น  สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน ได้ร่วมกันจัดตั้ง”คณะทำงานเพื่อให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายและคดี” แก่ผู้เสียหายในกรณีดังกล่าวขึ้น  ประกอบด้วยทนายความนักกฎหมายและนักสิทธิมนุษยชน  โดยตระหนักถึงความสำคัญของปัญหาการฆ่านอกระบบกฎหมายโดยเจ้าหน้าที่รัฐ (Extra judicial killings) ซึ่งเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนและหลักนิติธรรมอย่างร้ายแรง ขัดต่อหลักการตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 39 วรรคสอง  ที่บัญญัติว่า “ในคดีอาญา ต้องสันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้ต้องหาหรือจำเลยไม่มีความผิด” (พิจารณาประกอบรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 มาตรา 4)  ตามหลักการดังกล่าวนอกจากเป็นการคุ้มครองสิทธิของผู้ต้องหาหรือจำเลยในคดีอาญา โดยให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้ที่ถูกกล่าวหาหรือดำเนินคดีอาญาเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าจะมีคำพิพากษาของศาลถึงที่สุดว่าเป็นผู้กระทำความผิดแล้ว  ยังเป็นหลักการสำคัญที่กำหนดให้เจ้าหน้าที่ของรัฐต้องนำผู้ที่ถูกกกล่าวหาว่ากระทำความผิดเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม เพื่อพิสูจน์ความผิดหรือความบริสุทธิ์ตามกฎหมาย  และเป็นการป้องกันการใช้อำนาจของเจ้าหน้าที่รัฐกระทำการใดๆ ต่อผู้ต้องสงสัยหรือผู้ถูกกล่าวหาตามอำเภอใจของตน… Continue reading HRLA/CPCR/CrCF แถลงการณ์ร่วมองค์กรให้ความช่วยเหลือทางกฎหมาย กรณีเจ้าหน้าที่ทหารใช้อาวุธปืนยิงนายชัยภูมิ ป่าแส เสียชีวิต

Press Release

นัดไต่สวนการตาย: แพทย์ผู้เชี่ยวชาญการผ่าพิสูจน์ศพจากสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ เบิกความถึงบาดแผลตามร่างกายของ นายอนัน เกิดแก้ว ว่าเข้าลักษณะการถูกทำร้ายร่างกาย

เผยแพร่วันที่ 27 มีนาคม 2560 ใบแจ้งข่าว แพทย์ผู้เชี่ยวชาญการผ่าพิสูจน์ศพจากสถาบันนิติวิทยาศาสตร์  เบิกความถึงบาดแผลตามร่างกายของ นายอนัน เกิดแก้ว ว่าเข้าลักษณะการถูกทำร้ายร่างกาย เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2560 ผู้พิพากษาศาลจังหวัดนครราชสีมาออกนั่งพิจารณาไต่สวนพยานผู้เชี่ยวชาญ ที่ฝ่ายมารดาผู้ตายอ้างนำสืบ ในคดีหมายเลขดำที่ ช.3/2559 คดีไต่สวนการตายนายอนัน เกิดแก้ว ซึ่งเสียชีวิตในระหว่างการควบคุมของเจ้าหน้าที่ตำรวจฝ่ายสืบสวนชุดปราบปรามยาเสพติด ตำรวจภูธรนครราชสีมา พยานผู้เชี่ยวชาญที่เบิกความต่อศาลเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญการผ่าพิสูจน์ศพจากสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงยุติธรรม แพทย์ผู้เชี่ยวชาญฯ ได้เบิกความต่อศาลโดยพิจารณารายละเอียดประวัติการรักษา บันทึก และภาพถ่ายศพตามรายงานการชันสูตรพลิกศพของแพทย์นิติเวชโรงพยาบาลมหาราช จังหวัดนครราชสีมา ที่ทำการผ่าชันสูตรศพ ไว้แล้ว ได้ความว่า บาดแผลที่ปรากฏตามร่างกายนายอนัน เกิดแก้ว ผู้ตาย เข้าลักษณะบาดแผลที่เกิดจากการถูกทำร้ายร่างกายมากกว่าเกิดจากอุบัติเหตุจากการวิ่งหกล้มและตกกระแทกของแข็งเพียงหนึ่งถึงสองครั้ง เนื่องจากตามร่างกายผู้ตายมีรอยช้ำจำนวนมาก และเป็นรอยช้ำที่มีลักษณะเกิดจากการกระแทกโดยของแข็งไม่มีคมซ้ำๆ กันหลายครั้งในระยะเวลาติด ๆ กัน ซึ่งปรากฏรอยช้ำแบบวงกลมติด ๆ กันเป็นจำนวนมาก ที่บริเวณใบหน้า ขมับ และศีรษะ ทั้งยังมีรอยช้ำที่หลังใบหูด้วย เป็นเหตุโดยตรงที่ทำให้ผู้ตายได้รับบาดเจ็บกระทบกระเทือนถึงเยื่อหุ้มสมองและเนื้อสมอง จนเกิดการฉีกขาดของเส้นเลือดดำที่บริเวณใต้เยื่อหุ้มสมอง ทำให้ผู้ตายอยู่ในภาวะเลือดออกใต้เยื่อหุ้มสมอง เมื่อเลือดออกจับกันเป็นลิ่มจะเบียดเนื้อสมองให้เคลื่อนผิดตำแหน่งและกดทับก้านสมอง ระยะแรก ๆ ที่เลือดยังออกไม่มาก… Continue reading นัดไต่สวนการตาย: แพทย์ผู้เชี่ยวชาญการผ่าพิสูจน์ศพจากสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ เบิกความถึงบาดแผลตามร่างกายของ นายอนัน เกิดแก้ว ว่าเข้าลักษณะการถูกทำร้ายร่างกาย

Newsletters

การจัดตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีการละเมิดสิทธิมนุษยชน (การฆ่านอกระบบกฎหมาย)

การจัดตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีการละเมิดสิทธิมนุษยชน 1. หน่วยงานที่จัดตั้งคณะกรรมการนั้นควรเป็นหน่วยงานที่ไม่ได้รับผิดชอบเรื่องการใช้กำลังเพราะเป็นหน่วยงานที่มีส่วนได้ส่วนเสียจากการทำงานของคณะกรรมการโดยตรง ทั้งนี้เพื่อเป็นการสร้างความมั่นใจในเรื่องความเป็นอิสระของคณะกรรมการ หน่วยงานที่จัดตั้งควรจะเป็นองค์กรรัฐฝ่ายพลเรือน เช่น ผู้ว่าราชการจังหวัด อีกหน่วยงานหนึ่งที่มีความเหมาะสมในการดำเนินการในเรื่องนี้คือคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ 2. ในการคัดเลือกกรรมการนั้นควรมีกระบวนการในการปรึกษาหารือกับผู้ได้รับผลกระทบหรือตัวแทนที่เขาไว้วางใจ รายชื่อกรรมการควรได้รับความเห็นชอบจากทั้งหน่วยงานที่จัดตั้งและผู้ได้รับผลกระทบทั้งนี้เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือต่อคณะกรรมการ 3. จำนวนของกรรมการควรจะน้อยลง โดยน่าจะอยู่ที่ประมาณ 5-7 คน โดยเน้นการคัดเลือกผู้ที่มีความรู้ความสามารถในการตรวจสอบข้อเท็จจริงและมีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง และสาธารณะชนทั่วไปและควรมีการแต่งตั้งกองเลขานุการอีกส่วนหนึ่ง กรรมการนั้นไม่ควรมีเจ้าหน้าที่ความมั่นคงเพราะอาจทำให้ผู้ให้ข้อมูลบางรายหวาดกลัวที่จะเปิดเผยข้อมูลซึ่งอาจจะนำอันตรายมาสู่ตนเอง กรรมการไม่ควรจะมีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงกับกรณีนั้นๆ เช่น เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองในอำเภอที่เกิดเหตุ หรือทนายความของผู้ได้รับผลกระทบในกรรีนั้นๆ ทั้งนี้เพื่อป้องกันปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อนและเพื่อให้สามารถที่พิจารณาประเด็นได้อย่างเป็นกลางมากที่สุด เจ้าหน้าที่ความมั่นคงจะเข้ามามีส่วนร่วมในการให้ข้อมูล เมื่อมีการร้องขอจากคณะกรรมการเท่านั้น 4. ควรจัดทำรายชื่อผู้ทรงคุณวุฒิที่มีประสบการณ์ ความรู้ความสามารถในการดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงไว้ โดยติดต่อเพื่อขอความยินยอมในหลักการและขอรายละเอียดการติดต่อไว้ก่อน เช่นอดีตข้าราชการระดับสูง นักวิชาการหรือนักวิชาชีพที่มีประสบการณ์ในการตรวจสอบข้อเท็จจริง ให้นำราชชื่อจากหลักฐานข้อมูลนี้มาพิจารณาว่าผุ้ใดมีความพร้อม เหมาะสมและยินดีที่จะช่วยดำเนินการการตรวจสอบข้อเท็จจริง 5. ควรกำหนดกรอบเวลาการทำงานให้อยู่ระหว่าง 30-90 วันตามระเบียบของราชการ อาจจะกำหนดไว้เบื้องต้นที่ 30 วันและให้ขยายเวลาได้ไม่เกิน 2 ครั้ง โดยควรจะตกลงกับผู้ที่รับเป็นกรรมการให้ชัดเจนว่าเขาจะต้องมีเวลาในการทำงานนี้ได้มากพอสมควร ในส่วนของเจ้าหน้าที่กองเลขานุการนั้นอาจกำหนดให้เจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติจำนวนหนึ่งรับผิดชอบงานนี้แบบเต็มเวลาภายในกรอบเวลาที่กำหนด ทั้งนี้เพื่อให้การทำงานดำเนินไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ 6. ควรกำหนดงบประมาณและทรัพยากรสนับสนุนการทำงานของคณะกรรมการอย่างเพียงพอ ซึ่งควรรวมถึงค่าใช้จ่ายและค่าตอบแทนสำหรับกรรมการในการลงพื้นที่เพื่อแสวงหาข้อเท็จจริงด้วย การดำเนินการของคณะกรรมการการตรวจสอบข้อเท็จจริง 1. ควรจัดให้มีการอบรมกรรมการและ/หรือเจ้าหน้าที่ในเรื่องการประเมินแหล่งข้อมูล การเก็บ จด บันทึกและวิเคราะห์ข้อมูล… Continue reading การจัดตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีการละเมิดสิทธิมนุษยชน (การฆ่านอกระบบกฎหมาย)