แถลงการณ์ CrCF: สามนักสิทธิมนุษยชนถูกฟ้องยื่นหนังสือร้องเรียนอัยการสูงสุด ยืนยันจัดทำรายงานการละเมิดสิทธิมนุษยชนเพื่อประโยชน์สาธารณะ

cropped-cropped-img_6324-1.jpg

เผยแพร่วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2560

แถลงการณ์

สามนักสิทธิถูกฟ้องยื่นหนังสือร้องเรียนอัยการสูงสุด

ยืนยันจัดทำรายงานการละเมิดสิทธิมนุษยชนเพื่อประโยชน์สาธารณะ

ในวันศุกร์ที่ 24 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา  13.00 น. นายสมชาย หอมลออ นางสาวพรเพ็ญ  คงขจรเกียรติ     และนางสาวอัญชนา หีมมิหน๊ะ นักสิทธิมนุษยชนทั้งสามได้ยื่นหนังสือขอความเป็นธรรมต่ออัยการสูงสุด ที่สำนักงานอัยการสูงสุด ศูนย์ราชการ ถนนแจ้งวัฒนะ ตึก A เพื่อขอให้อัยการสูงสุดที่ทำหน้าที่อำนวยความยุติธรรม และคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนให้ความเป็นธรรมแก่นักสิทธิมนุษยชนทั้งสาม ด้วยการคำนึงถึงประโยชน์สาธารณะเป็นสำคัญ

เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์  2560 นักสิทธิมนุษยชนทั้งสามยังได้ยื่นหนังสือขอความเป็นธรรมต่ออัยการจังหวัดปัตตานี โดยขอให้พนักงานอัยการพิจารณาให้พนักงานสอบสวนทำการสอบสวนพยานบุคคลสำคัญเพิ่มเติม รวมทั้งพิจารณาถึงข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่ว่าคดีดังกล่าวเป็นการฟ้องร้องข้อหาที่นิติบุคคลอาจไม่มีอำนาจฟ้อง โดยที่กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) เป็นหน่วยงานของรัฐ สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรีการปฏิบัติหน้าที่อาจมีผลกระทบต่อประชาชนโดยทั่วไปได้ จึงเป็นหน่วยงานที่พึงถูกตรวจสอบได้โดยประชาชน อีกทั้งประมวลกฎหมายอาญาที่กำหนดความผิดฐานหมิ่นประมาท เป็นกฎหมายที่มุ่งคุ้มครองศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของบุคคลไม่ให้ถูกละเมิด มิได้มุ่งที่จะคุ้มครองนิติบุคคล โดยเฉพาะอย่างยิ่งหน่วยงานของรัฐจากการถูกตรวจสอบและวิพากษ์วิจารณ์ ดังนั้น ในทางกฎหมาย กอ.รมน.จึงมิใช่ผู้เสียหายแต่อย่างใด  โดยทางอัยการจังหวัดปัตตานีนัดฟังคำสั่งในวันที่ 21 มีนาคม 2560

ก่อนหน้านี้นส.พรเพ็ญ คงขจรเกียรติ เคยถูกแจ้งความร้องทุกข์โดยกรมทหารพรานที่ 14 จังหวัดยะลา ในข้อหาหมิ่นประมาท โดยกล่าวหาว่า “ได้กล่าวข้อความทำให้กรมทหารพรานที่ 41 จังหวัดยะลา ได้รับความเสื่อมเสียชื่อเสียง” มาครั้งหนึ่งแล้วเมื่อเดือนสิงหาคม 2557  ในครั้งนั้นพนักงานอัยการจังหวัดยะลาได้เคยมีหนังสือคำสั่งลงวันที่ 17 มิถุนายน 2558 ไม่ฟ้องนางสาวพรเพ็ญ คงขจรเกียรติ    ผู้อำนวยการมูลนิธิผสานวัฒนธรรมและมูลนิธิฯ โดยพนักงานอัยการพิจารณาแล้วเห็นว่า “น่าเชื่อว่าผู้ต้องหามีเจตนาเพียงให้ผู้บังคับบัญชาของผู้กล่าวหาและองค์กรที่เกี่ยวข้องตรวจสอบข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น… เป็นการติชมการทำงานขององค์กรสาธารณชนตามความเข้าใจทั่วๆไป ขาดเจตนาในการกระทำผิด …”

“หากการร้องเรียนเป็นผลให้ผู้ร้องทุกข์ ผู้ร้องเรียน หรือพยานต้องถูกดำเนินคดีย่อมจะส่งผลต่อความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม   การฟ้องร้องคดีต่อนักสิทธิมนุษยชนทั้งสามสะท้อนให้เห็นถึงความพยายามที่จะขัดขวางการทำงานของกลไกอิสระในการตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องร้องเรียนว่ามีการละเมิดสิทธิมนุษยชนและการบังคับใช้กฎหมายพิเศษที่ไม่เป็นธรรมในพื้นที่ มีผลทำให้ประชาชนหวาดกลัวในการใช้สิทธิมากยิ่งขึ้น ส่งผลอย่างร้ายแรงต่อกระบวนการสันติภาพในสามจังหวัดชายแดนใต้”  นายสุรพงษ์ กองจันทึก ประธานมูลนิธิฯ กล่าว

 

ติดต่อข้อมูลเพิ่มเติม  นายสุรพงษ์ กองจันทึก  ประธานมูลนิธิผสานวัฒนธรรม โทร 081-6424006

 

ข้อมูลเพิ่มเติม

 

มูลนิธิผสานวัฒนธรรมได้ดำเนินการกิจกรรมด้านการส่งเสริมความยุติธรรมและการคุ้มครองทางกฎหมาย ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ มาตั้งแต่ปีพ.ศ. 2550 โดยทำงาน ในการให้ความช่วยเหลือทางกฏมายต่อผู้ได้รับผลกระทบจากการทรมานและปฏิบัติอย่างไร้มนุษยธรรม โดยใช้แนวทางกฎหมายและการส่งเสริมความเข้าใจระหว่างประชาชน ผู้ได้รับผลกระทบจากการใช้กฎหมายพิเศษกับเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานให้ความช่วยเหลือทางคดีมีแนวทางเพื่อการค้นหาความจริง การเรียกร้องให้มีการรับผิดทางแพ่งและทางอาญาโดยเจ้าหน้าที่และหน่วยงานที่มีข้อเท็จจริงที่เชื่อถือได้ว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด

กรณีที่ผู้เสียหายร้องเรียนว่ามีการทรมานและการปฏิบัติอย่างไร้มนุษยธรรมก็ได้ดำเนินการทำหนังสือร้องเรียนขอให้ตรวจสอบโดยได้ปฏิบัติงานในการตรวจสอบข้อมูล ทำหนังสือร้องเรียน หนังสือเปิดผนึกและทำการเผยแพร่สื่อมวลชน เพื่อสร้างความเข้าใจในข้อหลักการทางสิทธิมนุษยชนและกฎหมายเพื่อยุติการทรมาน โดยที่ผ่านมาตลอดระยะเวลา 10  ปี ได้รับความร่วมมือจากกรมคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม  กรมองค์การระหว่างประเทศ กระทรวงต่างประเทศ  และรวมทั้งหน่วยงานในสังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี   กอรมน. และสำนักงานตำรวจแห่งชาติเป็นอย่างดีในการปรับเปลี่ยนแนวทาง วิธีการปฏิบัติ การออกกฎระเบียบการควบคุมตัว ทั้งนี้ยังคงมีแก้ไขช่องโหว่ให้มีการทรมานและการเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

กระบวนการการทำงานของมูลนิธิฯ ยึดหลักสิทธิมนุษยชนและหลักกฎหมายเพื่อให้ผู้ถูกละเมิดสามารถเข้าถึงความยุติธรรม การร้องเรียนต่อหน่วยงานดังกล่าถือเป็นขั้นตอนตามกฎมายสามารตรวจสอบได้ทั้งโดยตรงกับหน่วยงานต้นสังกัดและการร้องเรียนต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ มีหน้าที่ตรวจสอบดำเนินการเพื่อร่วมกันแสวงหาข้อเท็จจริงว่ามีการกระทำความผิดเกิดขึ้นจริงหรือไม่ ไม่ได้มีความประสงค์จะทำลายความน่าเชื่อถือของหน่วยงานรัฐแต่อย่างใด

ทั้งนี้เนื่องจากรัฐมีพันธกรณีตามอนุสัญญาว่าด้วยการต่อต้านการทรมานและการปฏิบัติหรือการลงโทษที่โหดร้ายไร้มนุษยธรรมหรือที่ย่ำยีศักดิ์ศรี ในการสอบสวนข้อต้องเรียนเรื่องการทรมานโดยพลัน และมีหน้าที่ในการคุ้มครองผู้ร้องทุกข์และพยานให้ได้รับความคุ้มครองพ้นจากการประทุษร้ายหรือข่มขู่ให้หวาดกลัวอันเป็นผลจากการร้องทุกข์หรือการให้พยานหลักฐานของบุคคลนั้น  หากเมื่อทางหน่วยงานระดับสูงได้รับเรื่องร้องเรียนและหน่วยงานรัฐได้ทำการสอบสวนโดยพลันโดยปราศจากความลำเอียง หากหลักฐานปรากฎไม่ว่าผลการตรวจสอบจะเป็นเช่นใด สิทธิของประชาชนก็จะได้รับความคุ้มครองและประชาชนจะเชื่อมันต่อกระบวนการยุติธรรม

2017_02_24_crcf-statement-pettition-to-ag-final

Advertisements

CrCF Statement: Three human rights defenders urged Attorney General to drop the charges Affirming human rights violation reporting is for public interest

cropped-img_6324-1

Released on 24 Feb 2017

                                                              CrCF Statement

Three human rights defenders urged Attorney General to drop the charges

Affirming human rights violation reporting is for public interest

 

On Friday 24 Feb 2017 at 13.00  the three human rights activists, Somchai Homla-or, Pornpen Khongkachonkiet, and Anchana Heemmina submitted the petition letter to Attorney General urged  to drop the charges at Government Complex Building A, Changwattana. We demanded the public prosecutor to ensure justice and uphold human rights. We further demanded that in performing their duties with regard to prosecution, the public prosecutor should make their decision on the merit of the case and the public interest.

 

On Tuesday 21 Feb 2017, the three HRD demanded that the Pattani prosecutor should make their decision to instruct the inquiry official to examine the evidence and interrogate the witnesses as proposed by the accused. In addition, attention should be given to the fact and legal principle that the Penal Code provides for defamation offence intends to protect dignity of individuals from impairment, while it does not intend to protect a legal entity. The Internal Security Operations Command (ISOC) which is merely a legal entity not a natural person does not have legal standing to take legal action against the three activists. Further, ISOC is a state agency and it’s execution of duties may effect to the rights and liberties of the people, therefore, ISOC shall be subject to scrutinizing and criticism by the people.  Therefore, ISOC is not eligible to accuse the three activists of defamation. The next meeting with the Pattani Prosecutor is scheduled to be 21 Mar 2017 in Pattani

 

Previously, the Yala Provincial Prosecutor issued a non-prosecution order on 17 June 2015 to Ms. Pornpen Khongkachonkiet, Director of the Cross Cultural Foundation (CrCF) and the CrCF on the criminal defamation case. The case was alleged by the 41st Infantry Regiment in Yala. The Prosecutor has found the alleged offenders simply had the intent to urge superior officers of the plaintiff and concerned agencies to investigate the incidence that had happened with one torture victim (withholding name). Her criticism was viewed by the police and the state prosecutor as “an ordinary comment on the performance of an agency with public duties without any intent to breach the law.  In addition, the defamation case was filed by an organization, not as an individual, but no authorization had clearly been made. Thus, the person who had filed the case was not an injured party and had no legal standing to do so”.

 

Therefore, when an in-charge agency has received the complaint and has carried out the inquiry promptly and impartially and if evidence could be found to whatsoever effect, it would ensure that the right of people shall be protected. It will help to increase trust among people toward the justice process.

 

“But if the complaining could land a complainant or witness in a legal wrangle, it would have compromised trust in the justice process. The case that had been filed as defamation and violation of computer crime act  against three human rights defenders reflects how there is a lack of independent mechanisms to review complaints concerning human rights violation and the unfair enforcement of special laws in the Deep South. It has also inflicted fear among people making them feel less inclined toward exercising their rights, the predicament of which is detrimental to peace process in the region” Mr. Surapong Kongchantuk, Chairperson of CrCR said

 

More detail contact. Mr. Surapong Kongchantuk, Chairperson of CrCR Tel. 081-6424006

Ms. Nadthasiri Bergman,    Legal Officer at Tel. 0851208077

 

 

Remarks

 

Since 2007, CrCF has been working to promote justice and legal protection in Thailand’s Deep South to provide legal assistance to victims and those affected by the acts of torture and inhumane treatment. Legal approach has been adopted to harbor mutual understanding among general public, people affected by the enforcement of special laws and operating officers and assistance has been given to establish the truths, to demand civil and criminal liability from concerned officers and agencies should there be facts ascertaining their involvement with the commission of such offences, i.e., in the cases of Imam Yapha Kaseng and Mr. Ashaari Isamaae, the two suspects who had been clearly tortured to death while being held in official custody.

 

As to the complaint that an act of inhumane torture and ill-treatment has been inflicted against torture survivors, after CrCF had received the information, it has issued a letter urging the concerned authorities to investigate the case. The open letter was distributed in public to raise the awareness on human rights principles and laws to combat torture. In the past seven years, CrCF has been receiving good cooperation from agencies under the Internal Security Operations Command (ISOC) and the Royal Thai Police which have been encouraged to change their approaches and treatment and to develop custodial rules and regulations. After all, leeway exists, and the acts of torture continue to be perpetuated.

 

CrCF has been working based on human rights and legal principles to enable the victims to have access to justice. The complaint to the authority has been made according to the publicly available legal procedure. It simply intended for urging the directly concerned authorities to investigate the incidence that had happened with torture survivors and for the National Human Rights Commission (NHRC) to help investigate the information in the case and to establish if the offence had actually been made as claimed. There was no intent whatsoever to inflict damage to the reputation of the state agency. In addition, Thailand is obliged by the Convention Against Torture and other Cruel, Inhuman or Degrading Treatment or Punishment (CAT) to carry out a prompt inquiry into an alleged case of torture and to protect the complainant and the witness ensuring that they are free from violent retaliation and intimidation as a result of their lodging the complaint or their giving supporting evidence.

2017_02_24_crcf-statement-pettition-to-ag-final-english-thai

2017_02_24_crcf-statement-pettition-to-ag

 

SPA Case briefing _as of 24 Feb 2017

The present document provides the details of the complaint of Criminal Defamation and Violation of Computer Crimes Act against Ms. Anchana Heemmina (human rights activist and researcher), Ms. Pornpen Khongkachonkiet (human rights activist) and Mr. Somchai Homlaor (human rights lawyer). It also provides an overview of the context in which the complaints against the three persons have been made.

Facts of the Complaint against Ms. Anchana Heemmina, Ms. Pornpen Khongkachonkiet and Mr. Somchai Homlaor

spa-case-briefing-_-requesting-to-dismiss-the-charges_-based-on-complaint-by-isoc-as-of-24-feb-2017

คำกล่าว งานวันสนันสนุนผู้เสียหายจากการทรมานสากล มิย.2559 : OHCHR แนะให้รัฐบาลไทยใช้มาตรการที่จำเป็นทั้งปวงเพื่อยุติการคุกคามและการทำร้ายนักปกป้องสิทธิมนุษยชนโดยทันที

%e0%b8%94%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%99%e0%b9%8c%e0%b9%82%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%94-1

160629-closing-remarks-for-shivani-29-june-2016_complete-version

คำกล่าวปิดของคุณชีวานี เวอร์มา (Shivani Verma)

เจ้าหน้าที่ด้านสิทธิมนุษยชน

สำนักงานข้าหลวงใหญ่ด้านสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (UN Office of the High Commissioner for Human Rights – UNOHCHR)

สำนักงานภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

 

การสัมมนาในโอกาสวันต่อต้านการทรมานสากลเพื่อสนับสนุนเหยื่อการซ้อมทรมาน

29 มิถุนายน 2559

โรงแรมสุโกศล

ในนามของสำนักงานข้าหลวงใหญ่ด้านสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ สำนักงานภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ก่อนอื่นดิฉันต้องขอบคุณผู้จัดที่เชิญให้เข้าร่วมกิจกรรมที่สำคัญเช่นนี้ ซึ่งสะท้อนพันธกิจของรัฐบาลที่จะเอาผิดทางอาญากับการทรมานและการปฏิบัติที่โหดร้ายในไทย และการให้สัตยาบันรับรองพิธีสารเลือกรับของอนุสัญญาต่อต้านการทรมาน การแสดงพันธกิจเช่นนี้เป็นผลมาจากความร่วมมือกันของทั้งรัฐบาลไทย ภาคประชาสังคม รวมทั้งเหยื่อการซ้อมทรมานและครอบครัว ซึ่งมักมีบทบาทที่สนับสนุนความพยายามเช่นนี้มาตลอด

การทรมานเป็นความผิดอาญาร้ายแรงตามกฎหมายระหว่างประเทศ เป็นการปฏิเสธศักดิ์ศรีที่มีอยู่ในมนุษย์แต่ละคนแต่กำเนิด ทำให้เกิดความทุกข์ทรมานร้ายแรงต่อครอบครัว และทำให้ความเชื่อมั่นศรัทธาต่อรัฐลดลง ตามกฎบัตรสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ การทรมานเป็นข้อห้ามอย่างเบ็ดเสร็จ ไม่มีเหตุผลที่ชอบธรรมไม่ว่าในสภาพการณ์ใดที่จะปล่อยให้มีการทรมาน ทั้งในช่วงที่เกิดสงครามความขัดแย้ง หรือแม้ในช่วงที่มีการคุกคามต่อความมั่นคงของรัฐ

ดังที่ท่านตระหนักดีว่า ที่ผ่านมาในประเทศไทยมีการอภิปรายถกเถียงอย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับประเด็นสิทธิมนุษยชนและความมั่นคงของรัฐ นับเป็นเรื่องน่ายินดีที่วิทยากรในรายการนี้ตระหนักถึงความสำคัญในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน ซึ่งเป็นปัจจัยสนับสนุนให้เกิดความมั่นคงและความสงบสุขที่ยั่งยืนในไทย

 

เพื่อนร่วมงานทุกท่าน,

เราอยู่ร่วมกันในวันนี้เพื่อแสดงความสนับสนุนต่อวันรำลึกเหยื่อการซ้อมทรมานสากลแห่งสหประชาชาติ ในวันที่สำคัญเช่นนี้ เราต่างส่งกำลังใจเพื่อสนับสนุนเหยื่อการซ้อมทรมานทุกคนและสมาชิกในครอบครัวของพวกเขาทั่วโลก ดังที่ข้าหลวงใหญ่ด้านสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติกล่าวไว้ว่า “ผู้เสียหายทุกคนมีความสำคัญ” กองทุนสหประชาชาติเพื่อเหยื่อการซ้อมทรมานซึ่งอยู่ใต้การบริหารงานของสำนักงานข้าหลวงใหญ่ด้านสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ มีอายุครบ 35 ปีในปีนี้ ได้ทำงานช่วยเหลือผู้เสียหายให้ได้รับศักดิ์ศรีกลับคืนมา ทางกองทุนได้ให้ความช่วยเหลือกับผู้เสียหายด้านการฟื้นฟูและเยียวยากรณีที่รัฐไม่ให้การดูแลกับพวกเขาอย่างมากเพียงพอ

ในส่วนที่เกี่ยวกับประเทศไทย ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา กลไกสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติมีข้อเสนอแนะที่สำคัญหลายประการต่อรัฐบาลที่จะตอบสนองตามข้อกังวลเกี่ยวกับการกล่าวหาอย่างต่อเนื่องว่า มีการทรมานและการปฏิบัติที่โหดร้ายระหว่างการควบคุมตัว ทั้งของตำรวจ ทหาร และเจ้าหน้าที่ในเรือนจำทั่วประเทศ มีข้อกังวลเกี่ยวกับความรับผิดเนื่องจากไม่มีกรอบกฎหมายที่ให้ความคุ้มครองสิทธิ เป็นเหตุให้ในช่วงที่ผ่านมาทั้งเหยื่อและครอบครัวต้องประสบความยากลำบากในการเข้าสู่กระบวนการเยียวยาตามกฎหมาย นอกจากนั้น ที่ผ่านมาผู้กระทำความผิดร้ายแรงเช่นนี้ยังไม่ถูกฟ้องร้องดำเนินคดี

ในปี 2557 คณะกรรมการต่อต้านการทรมานมีข้อเสนอแนะให้รัฐบาลออกกฎหมายเอาผิดทางอาญากับการทรมาน และใช้มาตรการที่จำเป็นทั้งปวงเพื่อประกันให้มีการสอบสวนตามข้อกล่าวหาว่ามีการซ้อมทรมานหรือการปฏิบัติที่โหดร้าย โดยทันที อย่างรอบด้าน และอย่างไม่ลำเอียง และให้มีการไต่สวนคดีต่อผู้กระทำตามกระบวนการอันควร ในวันที่ 11 พฤษภาคม 2559 ซึ่งเป็นการทบทวนสถานการณ์สิทธิมนุษยชนตามวาระเป็นครั้งที่สองกรณีประเทศไทย (Universal Periodic Review (UPR) ภาคีสมาชิกหลายประเทศต่างเรียกร้องให้รัฐบาลไทยดำเนินการอย่างจริงจังเพื่อขจัดการทรมานและการปฏิบัติที่โหดร้ายอย่างไม่ชักช้า

คณะกรรมการต่อต้านการทรมานยังได้แสดงข้อกังวลเกี่ยวกับ “ข้อกล่าวหาหลายประการและต่อเนื่องกันว่า มีการตอบโต้และการข่มขู่อย่างร้ายแรงต่อนักปกป้องสิทธิมนุษยชน ผู้สื่อข่าว ผู้นำชุมชนและครอบครัว มีทั้งการโจมตีด้วยคำพูดและการทำร้ายร่างกาย การบังคับบุคคลให้สูญหาย และการทำวิสามัญฆาตกรรม และที่ผ่านมายังไม่มีการให้ข้อมูลเกี่ยวกับการสอบสวนตามข้อกล่าวหาเหล่านั้นเลย” ในปี 2557 คณะกรรมการมีข้อเสนอแนะให้รัฐบาลไทยใช้มาตรการที่จำเป็นทั้งปวงเพื่อยุติการคุกคามและการทำร้ายนักปกป้องสิทธิมนุษยชนโดยทันที มีการเน้นย้ำข้อเสนอแนะดังกล่าวอีกครั้งในระหว่างการทบทวนสถานการณ์สิทธิมนุษยชนตามวาระเป็นครั้งที่สองกรณีประเทศไทย เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2559 ถือเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งในทุกวันนี้สำหรับนักปกป้องสิทธิมนุษยชนในไทยที่ทำงานร่วมกับกองทุนสหประชาชาติเพื่อเหยื่อการซ้อมทรมาน พวกเขาหลายคนถูกฟ้องคดีอาญาโดยเป็นผลมาจากการจัดทำรายงานเปิดเผยข้อมูลว่ามีการทรมานและการปฏิบัติที่โหดร้าย

 

เพื่อนร่วมงานทุกท่าน

ข้อเสนอแนะต่าง ๆ จากกลไกสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติเน้นถึงความจำเป็นที่จะต้องใช้แนวทางอย่างรอบด้านเพื่อคุ้มครองและป้องกันบุคคลทุกคนจากการทรมานและการปฏิบัติที่โหดร้าย ซึ่งหมายถึงว่ารัฐบาลไทยต้องร่วมมืออย่างเต็มที่กับทุกภาคส่วนในประเทศเพื่อบรรลุเป้าหมายดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นผู้ประกอบวิชาชีพต่าง ๆ ทั้งแพทย์นิติวิทยาศาสตร์และเจ้าหน้าที่ในสถานที่กักตัวบุคคลและเรือนจำ นอกจากนั้น การดำเนินคดีกับผู้กระทำความรุนแรงและการเยียวยาผู้เสียหายอาจยังไม่เพียงพอ รัฐยังจำเป็นต้องให้ความคุ้มครองกับนักปกป้องสิทธิมนุษยชนที่ทำงานอย่างใกล้ชิดกับผู้เสียหายและครอบครัวด้วย

อีกครั้งหนึ่ง ดิฉันอยากแสดงความยินดีกับผู้เข้าร่วมทุกท่านที่ได้ให้ความเห็นจนทำให้การประชุมครั้งนี้ประสบความสำเร็จอย่างยิ่ง ดิฉันอยากใช้โอกาสนี้ขอบคุณและแสดงความยินดีกับกระทรวงยุติธรรม แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลประเทศไทย คณะกรรมการนักนิติศาสตร์สากล (International Commission of Jurist) มูลนิธิผสานวัฒนธรรม มูลนิธิความยุติธรรมและสันติภาพ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งการทำงานที่สำคัญของตัวผู้เสียหายและครอบครัว หากร่วมมือกัน เราจะสามารถยุติการซ้อมทรมานในไทยได้

ขอขอบคุณทุกท่านอีกครั้ง