วันศุกร์ที่ 24 กพ. 13.00น. สามนักสิทธิมนุษยชนยื่นหนังสือขอความเป็นธรรมต่ออัยการสูงสุด อาคาร A ศูนย์ราชการ แจ้งวัฒนะ

 

IMG_4269

เผยแพร่ 23 กุมภาพันธ์ 2560

ขอเชิญร่วมทำข่าว

 กรณีสามนักสิทธิมนุษยชนยื่นหนังสือขอความเป็นธรรมต่ออัยการสูงสุด

กรณีพนักงานสอบสวนมีความเห็นควรสั่งฟ้อง คดี กอ.รมน.ภาค 4 แจ้งความหมิ่นประมาท

ขอเชิญนักข่าวและผู้สนใจเข้าร่วมสังเกตการณ์นักสิทธิทั้งสามคนจะยื่นหนังสือขอความเป็นธรรมต่ออัยการสูงสุดใน  ในวันศุกร์ที่ 24 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา  13.00 น.ที่สำนักงานอัยการสูงสุด ศูนย์ราชการ ถนนแจ้งวัฒนะ ตึก A  โดยนายสมชาย หอมลออ นางสาวพรเพ็ญ  คงขจรเกียรติ   และนางสาวอัญชนา หีมมิหน๊ะ จะขอให้อัยการสูงสุดอำนวยความยุติธรรม และคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนเพื่อให้ความเป็นธรรมแก่นักสิทธิมนุษยชนทั้งสามโดยคำนึงถึงประโยชน์สาธารณะเป็นสำคัญ

ตามที่ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ภาค 4 ส่วนหน้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อ พ.ต.ท.วิญญู เทียมราช พนักงานสอบสวน สภ.เมืองปัตตานี ให้ดำเนินคดีสามนักสิทธิมนุษยชนคือ นายสมชาย  หอมลออ ที่ปรึกษาและอดีตประธานมูลนิธิผสานวัฒนธรรม นางสาวพรเพ็ญ  คงขจรเกียรติ ผู้อำนวยการมูลนิธิฯ และ นางสาวอัญชนา     หีมมิหม๊ะ ผู้นำกลุ่มด้วยใจ กล่าวหาว่าบุคคลทั้งสามคนได้ร่วมกันจัดพิมพ์และแจกจ่าย   “รายงานสถานการณ์การทรมานและการปฏิบัติที่โหดร้ายไร้มนุษยธรรมหรือย่ำยีศักดิ์ศรีฯ ในจังหวัดชายแดนใต้  ปี 2557 – 2558” และนำรายงานฯ ดังกล่าวเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ทำให้ กอ.รมน. ได้รับความเสียหายนั้น

เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2560 พนักงานสอบสวน สภ.เมืองปัตตานีได้ส่งตัวพร้อมสำนวนการสอบสวนที่เห็นควรสั่งฟ้องใน 2 ข้อหาคือ  1) ร่วมกันหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 328 ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกินสองปีและปรับไม่เกินสองแสนบาท และ 2) นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จโดยประการที่น่าจะก่อให้เกิดความเสียหายต่อผู้อื่น ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14 (1) ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกินห้าปีหรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ โดยที่ยังไม่สอบสวนพยานที่นักสิทธิทั้งสามขอให้สอบสวน ทั้งที่เป็นหน้าที่ตามกฎหมายที่พนักงานสอบสวนต้องดำเนินการรวบรวบพยานหลักฐานทุกชนิดที่สามารถพิสูจน์ความผิดหรือบริสุทธิของผู้ต้องหา เพื่อประกอบในการทำความเห็นในคดี และเพื่อขอให้อัยการสูงสุดมีความเห็นตามสมควรให้พนักงานสอบสวนเจ้าของสำนวนสอบพยานเพิ่มเติมตามที่นักสิทธิทั้งสามได้ยื่นขอไว้ และพิจารณาข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับคดีหมิ่นประมาทนี้ว่า      กอ.รมน.เป็นผู้เสียหายหรือมีสิทธิในการดำเนินคดีต่อนักปกป้องสิทธิทั้งสามหรือไม่

ติดต่อข้อมูลเพิ่มเติม นายสุรพงษ์ กองจันทึก ประธานมูลนิธิผสานวัฒนธรรม โทร 081-6424006

นางณัฐาศิริ เบิร์กแมน ผู้ประสานงานคดีมูลนิธิผสานวัฒนธรรม โทร 081-6424006

Advertisements

E_Book: ความเข้าใจเรื่องสิทธิชุมชนและการจัดการข้อมูลชุมชนด้วย GPS จัดพิมพ์โดยศูนย์พิทักษ์และฟื้นฟูสิทธิชุมชนท้องถิ่นและมูลนิธิผสานวัฒนธรรม

GPS cov.inddคำนำ

สิทธิในการออกแบบและจัดการวิถีการดำรงชีวิต ตลอดจนการใช้ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของชุมชน หรือที่เรียกกันโดยทั่วไปว่าสิทธิชุมชน ถือเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่สำคัญ ซึ่งจะทำให้ชุมชนได้ร้วมกันจัดการทรัพยากรธรรมชาติตลอดถึงสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ของตน ให้มีความเหมาะสมกับสภาพทางภูมิศาสตร์ จารีตประเพณี และวัฒนธรรมในแต่ละพื้นที่ อันจะส่งผลให้บุคคลในชุมชนรับรู้และตระหนักถึงความสำคัญของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่อยู่รายรอบชุมชน จนนำไปสู่การอนุรักษ์และหวงแหนทรัพยากรธรรมชาติมิให้เสื่อมสลายโดยไม่คำนึงถึงลูกหลานที่ดำรงชีวิตอยู่ต่อไปในภายหน้า

สิทธิชุมชน อันเป็นสิทธิมนุษยชนที่สำคัญขั้นพื้นฐานจึงได้ถูกรองรับไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยอย่างเป็นทางการตั้งแต่ พ.ศ. 2540 แต่ทั้งนี้ด้วยความผันผวนทางการเมืองและความไม่แน่นอนในการรับรองสิทธิชุมชนตามกระบวนการยุติธรรม ทำให้แม้เวลาจะผ่านไปเกือบ 20 ปี กฎหมายก็ยังไม่สามารถถรับรองในชุมชนในหลายพื้นที่ทั่วประเทศสามารถดำรงชีวิตและจัดกการทรัพยากรในพื้นที่ของตนได้อย่างถูกต้องตามกฎหมายลำดับรองยังคงอำนาจการจัดการโดยส่วนใหญ่ไว้ที่หน่วยงานรัฐ ความไม่ชัดเจนในการกันแนวเขตพื้นที่ของชุมชนและปัญหาการอ้างพยานหลักฐานที่่จะนำมาพิสูจน์ การดำรงอยู่ของชุมชน ตลอดจนการรัฐประหารและความผันผวนทางการเมืองที่อาจส่งผลต่อการบัญญัติรับรองสิทธิชุมชนในรัฐธรรมนูญและการสนับสนุนจากรัฐบาลซึ่งมีความเข้าใจ อคติ หรือเล็งประโยชน์ที่แตกต่างกันต่อสิทธิชุมชน

ด้วยความผันผวนและความไม่ชัดเจนดังกล่าว ชุมชนจึงต้องสร้างความชัดเจนและความเข็มแข็งในเื้องต้นขึ้นมาด้วยตนเอง โดยเฉพาะกรณีการโต้แย้งเกี่ยวกับประวัติการเข้ามาทำประโยชน์และการกำหนดแนวเขตพื้นที่ที่ชัดเจนระหว่างพื้นที่ของชุมชนและพื้นที่อันเป็นกรรมสิทธิ์ของเอกชนหรือพื้นที่หวงห้ามของหน่วยงานรัฐ ทางศูนย์พิทักษ์และฟื้นฟูสิทธิชุมชนท้องถิ่นด้วยเล็งเห็นความสำคัญของการจัดทำแผนที่ชุมชน จึงจัดทำนังสือคู่มือฉบับนี้ขึ้นเพื่อเป็นอีกเครื่องมือหนึ่งในการสร้างความชัดเจนหรืออำนาจการต่อรองกับหน่วยงานรัฐ โดยในคู่มือจะบรรยายเนื้อหาว่าด้วย สิทธิในการจัดการทรัพยากรของชุมชน รายละเอียดขั้นตอนในการจัดทำแผนที่ชุมชน รวมไปถึงแนะนำการใช้เครื่องมือและอุปกรณ์สำหรับการกำหนดรายละเอียดของแผนที่โดยผู้จัดทำหวังว่าผู้อ่านคงได้รับความรู้จากคู่มือฉบับนี้ไม่มากก็น้อย

ศูนย์พิทักษ์และฟื้นฟูสิทธิชุมชนท้องถิ่น

Download E_ book _click at ebook-gps

 

นายฤทธิรงค์ ชื่นจิตร ถอนฟ้องเจ้าหน้าที่ตำรวจ 2 นาย ภายหลังยอมรับผิด กล่าวขอโทษ และแสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์เมื่อวันที่ 28 มกราคม 2552 ที่ได้ร่วมกันทำร้ายร่างกายโจทก์เพื่อให้รับสารภาพว่าเป็นคนร้ายวิ่งราวทรัพย์

no torture 2

มูลนิธิผสานวัฒนธรรม

เผยแพร่วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2560

ใบแจ้งข่าว

นายฤทธิรงค์ ชื่นจิตร ถอนฟ้องเจ้าหน้าที่ตำรวจ 2 นาย ภายหลังยอมรับผิด กล่าวขอโทษ
และแสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์
เมื่อวันที่ 28 มกราคม 2552
ที่ได้ร่วมกันทำร้ายร่างกายโจทก์เพื่อให้รับสารภาพว่าเป็นคนร้ายวิ่งราวทรัพย์

 

สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2559 ศาลจังหวัดปราจีนบุรีมีคำสั่งรับฟ้องชี้มูลความผิดเจ้าหน้าที่ตำรวจ   4นาย ในคดีหมายเลขดำที่ อ.925/2558 หรือกรณีนายฤทธิรงค์ ชื่นจิตร เป็นโจทก์ยื่นฟ้องตำรวจ 7 นาย ฐานร่วมกันกระทำความผิดอาญาในข้อหาความผิดต่อเจ้าพนักงานในการยุติธรรมความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม   ความผิดต่อร่างกาย และความผิดต่อเสรีภาพ ตามประมวลกฎหมายอาญาจากการที่เจ้าหน้าที่ตำรวจทรมานให้นายฤทธิรงค์รับสารภาพว่าเป็นคนร้ายวิ่งราวทรัพย์

ต่อมาเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 13.00น. ผู้พิพากษาศาลจังหวัดปราจีนบุรีออกนั่งพิจารณานัดพร้อมและนัดสอบคำให้การจำเลย โดยมีเพียงจำเลยที่ 3 และที่ 4 เจ้าหน้าที่ตำรวจยศพันตำรวจโททั้ง 2 นายมาศาลและปฏิเสธคำฟ้องโจทก์

สำหรับจำเลยที่ 5 และที่ 6  ไม่มาศาล สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2560 โจทก์ได้ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 5 และจำเลยที่ 6 ยศปัจจุบันยศดาบตำรวจ และพันตำรวจเอก   โดยจำเลยทั้งสองได้ยอมรับและสำนึกผิดในการกระทำของตน โดยกล่าวขอโทษและแสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ที่ได้ร่วมกันทำร้ายร่างกายโจทก์เพื่อให้รับสารภาพว่าเป็นคนร้ายวิ่งราวทรัพย์ เมื่อวันที่ 28 มกราคม 2552 ณ ห้องสืบสวน กองกำกับการสืบสวนสอบสวน ตำรวจภูธรจังหวัดปราจีนบุรี

ในการสอบคำให้การจำเลย ศาลได้สอบถามจำเลยที่ 3 และจำเลยที่ 4 ว่าจะยอมรับสารภาพว่าเป็นผู้กระทำความผิดตามข้อกล่าวหาในคำฟ้องของโจทก์หรือไม่ ซึ่งจำเลยทั้งสองได้ให้การปฏิเสธ พร้อมทั้งจะขอต่อสู้คดีตามกระบวนการของกฎหมายต่อไป ฝ่ายโจทก์แถลงจะสืบพยานจำนวน 12 ปาก ฝ่ายจำเลยจะสืบพยานจำนวน 16 ปาก

ศาลจังหวัดปราจีนบุรีจึงกำหนดนัดสืบพยานโจทก์ในวันที่ 13, 14, 15 กุมภาพันธ์ 2561 เวลา 09.00 – 16.00นาฬิกา และ 16 กุมภาพันธ์ 2561 เวลา 09.00 – 12.00 นาฬิกา และนัดสืบพยานจำเลยในวันที่ 16 เวลา 13.00 – 16.00 นาฬิกา และวันที่ 20, 21 กุมภาพันธ์ 2561 เวลา 09.00น. – 16.00 นาฬิกา

เรื่องราวของคดีดังกล่าวสามารถสืบค้นข้อมูลได้ที่https://voicefromthais.wordpress.com/ ?s=ฤทธิรงค์

 

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่       

นายปรีดา นาคผิว                             ทนายความ มูลนิธิผสานวัฒนธรรม โทร 089-6222474

นายสัญญา เอียดจงดี                        ทนายความ                                  โทร 087-5894884

นางสาวนันทนา แก้วนวล                ทนายความ                                  โทร 086-3917049

download 2017_02_23_%e0%b9%83%e0%b8%9a%e0%b9%81%e0%b8%88%e0%b9%89%e0%b8%87%e0%b8%82%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a7-%e0%b8%a4%e0%b8%97%e0%b8%98%e0%b8%b4%e0%b8%a3%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b9%8c-%e0%b8%99%e0%b8%b1