16386944_718972414937303_17736566204623898_n

เผยแพร่วันที่ 28 Jan 2017

ศูนย์ศึกษาและพัฒนานักกฎหมายเพื่อสิทธิมนุษยชน ให้ความช่วยเหลือคดีประชาชน 40 คน

ถูกฟ้องขับไล่จากที่ดินสาธารณะโคกหนองสิม จ.ร้อยเอ็ด ฟังคำพิพากษา ๒๒ มีนาคม ๒๕๖๐

“บทพิสูจน์คดีเทศบาลฟ้องขับไล่ราษฎร ๔๐ ราย ออกจากที่ทำนาทำกินตั้งแต่รกรากบรรพบุรุษ”

เมื่อวันที่ ๒๖ มกราคม ๒๕๖๐ ที่ผ่านมาได้มีการสืบพยานจำเลยวันสุดท้าย ในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ๓๘๕๓ / ๒๕๕๘ ของศาลจังหวัดร้อยเอ็ด ระหว่าง เทศบาลตำบลโพนสูงฯ เป็นโจทก์ยื่นฟ้องคดีแพ่ง กับนายสมยศ หม้อแก้ว กับพวกรวม ๔๐ คน ราษฎรในพื้นที่ ตำบลบัวแดง อำเภอปทุมรัตน์ จังหวัดร้อยเอ็ด ตกจำเลยในฐานข้อหาหรือฐานความผิดเรื่อง ขับไล่ ละเมิด โดยในคำขอท้ายฟ้องโจทก์ ให้ศาลมีคำสั่งหรือคำพิพากษาให้จำเลยทั้งหมดพร้อมทั้งบริวารให้ทำการรื้อถอนพืชล้มลุก พืชยืนต้น ทำนา และสิ่งปลูกสร้างอื่นๆออกไป ตลอดทั้งห้ามเข้าไปทำประโยชน์และอยู่อาศัยในที่ดินที่พิพาทดังกล่าว โดยศาลจังหวัดร้อยเอ็ดได้โปรดนัดฟังคำพิพากษา ในวันที่ ๒๒ มีนาคม ๒๕๖๐ เวลา ๙๐.๐๐ นาฬิกาที่จะถึงนี้

ที่มาของปัญหาข้อพิพาทในเรื่องนี้ อันเนื่องมาจากว่า ในราวปี พ.ศ. ๒๔๗๗ หลวงธำนงชัยธวัธ นายอำเภอเกษตรวิสัย (ในขณะนั้น) ได้ทำการสำรวจที่รกร้างว่างเปล่าในเขตพื้นที่ตำบลน้ำอ้อม อำเภอเกษตรวิสัย จังหวัดร้อยเอ็ด และขึ้นทะเบียนประกาศหวงห้ามที่สาธารณะประโยชน์ “โคกหนองสิม” เมื่อวันที่ ๑๗ กันยายน ๒๔๗๗ เป็นที่สาธารณประโยชน์ประเภทเลี้ยงสัตว์ มีเนื้อที่ประมาณ ๘๔ ไร่ ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๕๑๙ สำนักงานที่ดินจังหวัดร้อยเอ็ด สาขาเกษตรวิสัย ดำเนินการสำรวจรังวัดได้ปักแนวเขตที่สาธารณประโยชน์ “โคกหนองสิม” จึงเป็นที่มาของการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง นสล. ฉบับลงวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๕๐

ส่วนการต่อสู้คดีที่ผ่านมานั้น ศูนย์ศึกษาและพัฒนานักกฎหมายเพื่อสิทธิมนุษยชน โดยนายถนอมศักดิ์ ระวาดชัย ทนายความจำเลยได้ให้ข้อมูลว่า การต่อสู้คดีของจำเลยทั้งหมดได้ให้การไปในทำนองเดียวกันว่าในพื้นที่ที่พิพาทดังกล่าวนี้ ราษฎรได้เข้าทำประโยชน์มาก่อนที่จะประกาศการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง(นสล.) ก่อนเป็นคดีนี้ได้มีคณะทำงานพิสูจน์สิทธิในที่ดินของรัฐจังหวัดร้อยเอ็ด โดยที่ประชุมได้มีมติให้แต่งตั้งคณะทำงานตรวจสอบข้อเท็จจริงในกรณีปัญหาที่สาธารณประโยชน์โคกหนองสิมทับซ้อนที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัยของราษฎร ทางคณะทำงานพิสูจน์สิทธิในที่ดินของรัฐจังหวัดร้อยเอ็ด ได้มีการจัดทำกรอบ แนวทาง ขั้นตอน และยังอยู่ในระยะเวลาการดำเนินการแก้ไขปัญหาที่ดินของราษฎรที่อยู่ในที่พิพาทเพื่อดำเนินการพิสูจน์ให้มีความชัดเจนในพื้นที่ที่ทับซ้อน แต่ฝ่ายรัฐกลับฟ้องเป็นคดีแพ่งกับราษฎรเสียก่อน

จากการตรวจสอบข้อมูล พบว่า ภายหลังจากการนำชี้แนวเขตเพื่อออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงมาทับที่นา โดยถูกทางอำเภอปทุมรัตต์ นำชี้แนวเขต นสล. ทับที่นาของราษฎร จากนั้นกลุ่มราษฎรจึงได้รวมตัวกันเพื่อไปยื่นหนังสือร้องเรียนขอความเป็นธรรมต่อหน่วยงานราชการและคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และต่อรัฐบาล ว่าในการนำชี้แนวเขตเพื่อออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงมาทับที่นาของชาวบ้าน จนได้มีการ การเจรจากันและได้มีมติให้รังวัดสำรวจที่นาของชาวบ้านทุกรายที่คัดค้าน ปรากฏตามแผนผังการสำรวจแปลงการครอบครองที่ดินของผู้คัดค้าน นอกจากนี้แล้วยังได้มีข้อตกลงว่า ทางราชการให้ราษฎรยื่นคำคัดค้านการนำการรังวัด เพื่อทำการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง และให้ชะลอการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงไว้ก่อน และได้ตั้งคณะกรรมการเพื่อพิสูจน์สิทธิโดยให้สำนักสำนักงานที่ดินจังหวัดร้อยเอ็ด สาขาปทุมรัตต์ ทำการสอบสวนข้อเท็จจริงและให้ถ้อยคำเกี่ยวกับการครอบครองที่ดินที่มีการคัดค้านจำนวนทั้งหมด ๔๒ ราย

 

ต่อมาในวันที่ ๒๕ สิงหาคม ๒๕๔๙ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดร้อยเอ็ด สาขาปทุมรัตต์ ได้ทำการสอบสวนผู้คัดค้านทั้ง ๔๒ (ซึ่งเป็นจำเลยในคดีนี้) ถึงประวัติการครอบครองที่ดินพิพาท โดยการทำแบบบันทึกถ้อยคำ ( ท.ด.๑๖ ) จำเลยส่วนใหญ่ยืนยันกับพนักงานเจ้าหน้าที่ที่ดินและได้ให้ถ้อยคำว่าได้ที่ดินทำกินสืบต่อมาจากบิดามารดาที่ซื้อมาจากราษฎรชาวบ้านจานใต้ที่ทำกินกันมาก่อนหน้านั้น จากนั้น วันที่ ๑๘ กันยายน ๒๕๕๐ นายอำเภอปทุมรัตต์ได้ลงนามคำสั่ง เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีที่สาธารณประโยชน์โคกหนองสิม จากนั้นเมื่อวันที่ ๑๔ กรกฎาคม ๒๕๕๔ ผู้ว่าราชการจังหวัดร้อยเอ็ด ได้ลงนามคำสั่งคณะอนุกรรมการการแก้ไขปัญหาการบุกรุกที่ดินของรัฐจังหวัดร้อยเอ็ด ที่ ๑๒๗๒/๒๕๕๔ เรื่อง แต่งตั้งคณะทำงานพิสูจน์สิทธิในที่ดินของรัฐจังหวัดร้อยเอ็ด เมื่อมีการตั้งคณะอนุกรรมการการแก้ไขปัญหาการบุกรุกที่ดินของรัฐจังหวัดร้อยเอ็ด แล้วได้มีมติให้ตรวจสอบการครอบครองโดยตรวจจากภาพถ่ายทางอากาศ โดยได้ส่งภายถ่ายทางอากาศให้คณะอนุกรรมการอ่านภาพถ่ายทางอากาศ และผลการแปลภาพถ่ายทางอากาศพบว่าทุกแปลงทั้ง ๔๒ แปลง ณ ปี พ.ศ.๒๔๙๗ มีร่องรอยการทำประโยชน์แล้ว ดังนั้น จะเห็นได้ว่าผลการแปลภาพถ่ายที่ดินของจำเลยทั้งหมดในคดีนี้ มีการครอบครองทำประโยชน์มาตั้งแต่ก่อนปี พ.ศ.๒๔๙๗ แล้ว ซึ่งที่ดินดังกล่าวจึงมิได้เป็นที่สำหรับพลเมืองใช้ร่วม หรือมิได้เป็นทำเลเลี้ยงสัตว์แต่อย่างใด การออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงแปลงพิพาทในคดีนี้จึงเป็นการออกโดยผิดพลาดคลาดเคลื่อน และออกผิดแปลง ออกทับที่นาของจำเลยทั้งหมดในคดีนี้

โดยศาลจังหวัดร้อยเอ็ดได้โปรดนัดฟังคำพิพากษาคดีนี้ ในวันที่ ๒๒ มีนาคม ๒๕๖๐ เวลา ๙๐.๐๐ นาฬิกาที่จะถึงนี้ ซึ่งจะต้องติดตามกันต่อไปว่า “ คดีเทศบาลฟ้องขับไล่ราษฎร ๔๐ ราย ออกจากที่ทำนาทำกินตั้งแต่รกรากบรรพบุรุษ” จะออกมาในรูปแบบใด ส่วนความคืบหน้าทางศูนย์ศึกษาและพัฒนานักกฎหมายเพื่อสิทธิมนุษยชนจะได้นำเรียนเสนอในโอกาสต่อไป

 

ข้อมูลเพิ่มเติม ติดต่อ ถนอมศักดิ์  ระวาดชัย  ทนายความศูนย์ศึกษาและพัฒนานักกฎหมายสิทธิมนุษยชน   081-6663533

Advertisements