ศาลแพ่งนัดวันสืบพยานโจทก์และจำเลยเดือนมิถุนายน 2560 คดีมารดาและภรรยา ร้อยตรีสนาน ฟ้องต่อกองทัพบก เรียกค่าเสียหายจากเหตุการณ์ร้อยตรีสนาน ทองดีนอก เสียชีวิตในระหว่างฝึกหลักสูตรทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์ (UKBT) รุ่นที่ 11

img_6324-1

เผยแพร่วันที่ 30 มกราคม  2560

ใบแจ้งข่าว

ศาลแพ่งนัดวันสืบพยานโจทก์และจำเลยเดือนมิถุนายน 2560

คดีมารดาและภรรยา ร้อยตรีสนาน ฟ้องต่อกองทัพบก เรียกค่าเสียหายจากเหตุการณ์ร้อยตรีสนาน ทองดีนอก เสียชีวิตในระหว่างฝึกหลักสูตรทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์ (UKBT) รุ่นที่ 11

 

เมื่อวันที่ 27 มกราคม 2560 เวลา 13.30น. ผู้พิพากษาศาลแพ่งออกนั่งพิจารณานัดชี้สองสถานคดีหมายเลขดำที่ พ.2580/2559 คดีระหว่าง นางหวาน ทองดีนอก โจทก์ที่ 1  นางสาวธัญญารัตน์ วรรณสถิตย์  โจทก์ที่ 2  กับ กองทัพบก จำเลย กรณีพิพาทเรียกค่าเสียหายจากเหตุการณ์ร้อยตรีสนาน ทองดีนอก เสียชีวิตในระหว่างฝึกหลักสูตรทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์ (UKBT) รุ่นที่ 11 โดยหลักสูตรดังกล่าวได้จัดให้มีการทดสอบความสามารถโดยการว่ายน้ำ โดยมีเจ้าหน้าที่ในสังกัดของกองทัพบกเป็นครูฝึกและมีหน้าที่ในการกำกับดูแลการฝึก ขณะเกิดเหตุร้อยตรีสนานได้ถูกบังคับให้ว่ายน้ำไป-กลับ ภายในสระว่ายน้ำโดยไม่มีการหยุดพักหลายสิบรอบ ซึ่งเกินกำลังความสามารถที่ร่างกายจะรับได้ เป็นเหตุให้ร้อยตรีสนานจมลงไปก้นสระเป็นเวลานาน โดยที่ครูฝึกซึ่งมีหน้าที่ดูแลความปลอดภัยและสวัสดิภาพของผู้เข้ารับการฝึกกลับปล่อยปละละเลยไม่เข้าช่วยเหลืออย่างทันท่วงที

โดยในระหว่างการพิจารณา ผู้พิพากษาศาลแพ่งได้สอบถามคู่ความทั้งสองฝ่ายว่าสามารถตกลงกันไกล่เกลี่ยกันได้หรือไม่ ซึ่งคู่ความแถลงร่วมกันว่าไม่สามารถตกลงกันได้ ขอให้ศาลดำเนินกระบวนการพิจารณาคดีต่อไป ศาลได้ตรวจคำฟ้องและคำให้การแล้ว พิเคราะห์แล้วเห็นว่า คดีมีประเด็นข้อพิพาทดังนี้

  1. จำเลย (กองทัพบก) กระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสอง (มารดาและภรรยาร้อยตรีสนานฯ) ทั้งสองหรือไม่
  2. จำเลย ต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ทั้งสองหรือไม่ เพียงใด

ประเด็นข้อพิพาททั้งสองดังกล่าว โจทก์ทั้งสองเป็นฝ่ายกล่าวอ้าง ภาระการพิสูจน์จึงเป็นหน้าที่ของโจทก์ทั้งสอง ในการนำสืบข้อเท็จจริงเพื่อให้ทราบว่าการเสียชีวิตของร้อยตรีสนานฯ เสียชีวิตด้วยสาเหตุใดและการเสียชีวิตของร้อยตรีสนานฯเป็นผลโดยตรงจากการกระทำของครูฝึกซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐผู้ใต้บังคับบัญชาของจำเลย ในระหว่างการปฏิบัติหน้าที่ จำเลยได้ให้การปฏิเสธต่อข้อกล่าวอ้างของโจทก์จึงให้นำสืบพยานแก้ต่างภายหลังโจทก์นำสืบพยานเสร็จสิ้น

ฝ่ายโจทก์แถลงต่อศาลขอสืบพยานรวม 14 ปาก ใช้เวลาสืบพยาน 4 นัด โดยสาเหตุที่สืบพยานหลายนัดเนื่องจากพยานปากที่เป็นแพทย์นิติเวชของโรงพยาบาลตำรวจ และแพทย์นิติเวชของสถาบันนิติวิทยาศาสตร์นั้น โจทก์ทั้งสองต้องใช้เวลาในการสอบถามข้อเท็จจริงจำนวนมากถึงสาเหตุของการเสียชีวิตของผู้ตาย

ฝ่ายจำเลยแถลงต่อศาลขอสืบพยานรวม 9 ปาก ซึ่งเป็นครูฝึกหลักสูตรทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์ รุ่นที่ 11 ใช้เวลาสืบพยาน 2 นัด

โดยกำหนดนัดสืบพยานโจทก์ในวันที่ 13, 14, 15 และ 16 มิถุนายน 2560 เวลา 9.00-16.30 นาฬิกา  สืบพยานจำเลยในวันที่ 20 และ 21 มิถุนายน 2560 เวลา 9.00-16.30 นาฬิกา ณ ห้องพิจารณาคดีที่ 517ศาลแพ่ง (ถ.รัชดาภิเษก)

ผู้ที่สนใจคดีดังกล่าวสามารถเข้าร่วมรับฟังการพิจารณาคดีได้ตามวันและเวลาดังกล่าวข้างต้น และติดตามเรื่องราวเหตุการณ์คดีนี้ได้ที่  https://voicefromthais.wordpress.com/?s=ร้อยตรีสนาน

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่

นายปรีดา นาคผิว          ทนายความมูลนิธิผสานวัฒนธรรม โทร 098-6222474

%e0%b9%83%e0%b8%9a%e0%b9%81%e0%b8%88%e0%b9%89%e0%b8%87%e0%b8%82%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%aa%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%af-3

Advertisements

ศาลแพ่งนัดชี้สองสถาน พร้อมกำหนดนัดวันสืบพยานโจทก์และจำเลย คดีมารดาและภรรยา ร้อยตรีสนาน ฟ้องต่อกองทัพบก เรียกค่าเสียหายจากเหตุการณ์ร้อยตรีสนาน ทองดีนอก เสียชีวิตในระหว่างฝึกหลักสูตรทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์ (UKBT) รุ่นที่ 11

เผยแพร่วันที่ 30 มกราคม  2560

unnamed (1)

ใบแจ้งข่าว

ศาลแพ่งนัดชี้สองสถาน พร้อมกำหนดนัดวันสืบพยานโจทก์และจำเลย คดีมารดาและภรรยา ร้อยตรีสนาน ฟ้องต่อกองทัพบก เรียกค่าเสียหายจากเหตุการณ์ร้อยตรีสนาน ทองดีนอก เสียชีวิตในระหว่างฝึกหลักสูตรทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์ (UKBT) รุ่นที่ 11

 เมื่อวันที่ 27 มกราคม 2560 เวลา 13.30น. ผู้พิพากษาศาลแพ่งออกนั่งพิจารณานัดชี้สองสถานคดีหมายเลขดำที่ พ.2580/2559 คดีระหว่าง นางหวาน ทองดีนอก โจทก์ที่ 1  นางสาวธัญญารัตน์ วรรณสถิตย์  โจทก์ที่ 2  กับ กองทัพบก จำเลย กรณีพิพาทเรียกค่าเสียหายจากเหตุการณ์ร้อยตรีสนาน ทองดีนอก เสียชีวิตในระหว่างฝึกหลักสูตรทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์ (UKBT) รุ่นที่ 11 โดยหลักสูตรดังกล่าวได้จัดให้มีการทดสอบความสามารถโดยการว่ายน้ำ โดยมีเจ้าหน้าที่ในสังกัดของกองทัพบกเป็นครูฝึกและมีหน้าที่ในการกำกับดูแลการฝึก ขณะเกิดเหตุร้อยตรีสนานได้ถูกบังคับให้ว่ายน้ำไป-กลับ ภายในสระว่ายน้ำโดยไม่มีการหยุดพักหลายสิบรอบ ซึ่งเกินกำลังความสามารถที่ร่างกายจะรับได้ เป็นเหตุให้ร้อยตรีสนานจมลงไปก้นสระเป็นเวลานาน โดยที่ครูฝึกซึ่งมีหน้าที่ดูแลความปลอดภัยและสวัสดิภาพของผู้เข้ารับการฝึกกลับปล่อยปละละเลยไม่เข้าช่วยเหลืออย่างทันท่วงที

โดยในระหว่างการพิจารณา ผู้พิพากษาศาลแพ่งได้สอบถามคู่ความทั้งสองฝ่ายว่าสามารถตกลงกันไกล่เกลี่ยกันได้หรือไม่ ซึ่งคู่ความแถลงร่วมกันว่าไม่สามารถตกลงกันได้ ขอให้ศาลดำเนินกระบวนการพิจารณาคดีต่อไป ศาลได้ตรวจคำฟ้องและคำให้การแล้ว พิเคราะห์แล้วเห็นว่า คดีมีประเด็นข้อพิพาทดังนี้

  1. จำเลย (กองทัพบก) กระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสอง (มารดาและภรรยาร้อยตรีสนานฯ) ทั้งสองหรือไม่
  2. จำเลย ต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ทั้งสองหรือไม่ เพียงใด

ประเด็นข้อพิพาททั้งสองดังกล่าว โจทก์ทั้งสองเป็นฝ่ายกล่าวอ้าง ภาระการพิสูจน์จึงเป็นหน้าที่ของโจทก์ทั้งสอง ในการนำสืบข้อเท็จจริงเพื่อให้ทราบว่าการเสียชีวิตของร้อยตรีสนานฯ เสียชีวิตด้วยสาเหตุใด และการเสียชีวิตของร้อยตรีสนานฯเป็นผลโดยตรงจากการกระทำของครูฝึกซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐผู้ใต้บังคับบัญชาของจำเลย ในระหว่างการปฏิบัติหน้าที่ จำเลยได้ให้การปฏิเสธต่อข้อกล่าวอ้างของโจทก์จึงให้นำสืบพยานแก้ต่างภายหลังโจทก์นำสืบพยานเสร็จสิ้น

ฝ่ายโจทก์แถลงต่อศาลขอสืบพยานรวม 14 ปาก ใช้เวลาสืบพยาน 4 นัด โดยสาเหตุที่สืบพยานหลายนัดเนื่องจากพยานปากที่เป็นแพทย์นิติเวชของโรงพยาบาลตำรวจ และแพทย์นิติเวชของสถาบันนิติวิทยาศาสตร์นั้น โจทก์ทั้งสองต้องใช้เวลาในการสอบถามข้อเท็จจริงจำนวนมากถึงสาเหตุของการเสียชีวิตของผู้ตาย

ฝ่ายจำเลยแถลงต่อศาลขอสืบพยานรวม 9 ปาก ซึ่งเป็นครูฝึกหลักสูตรทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์ รุ่นที่ 11 ใช้เวลาสืบพยาน2 นัด

โดยกำหนดนัดสืบพยานโจทก์ในวันที่ 13, 14, 15 และ 16 มิถุนายน 2560 เวลา 9.00-16.30 นาฬิกา  สืบพยานจำเลยในวันที่20 และ 21 มิถุนายน 2560 เวลา 9.00-16.30 นาฬิกา ณ ห้องพิจารณาคดีที่ 517 ศาลแพ่ง (ถ.รัชดาภิเษก)

ผู้ที่สนใจคดีดังกล่าวสามารถเข้าร่วมรับฟังการพิจารณาคดีได้ตามวันและเวลาดังกล่าวข้างต้น และติดตามเรื่องราวเหตุการณ์คดีนี้ได้ที่  https://voicefromthais.wordpress.com/?s=ร้อยตรีสนาน

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่                                                                                                                                     นายปรีดา นาคผิว          ทนายความมูลนิธิผสานวัฒนธรรม โทร 098-6222474

ศูนย์ศึกษาและพัฒนานักกฎหมายเพื่อสิทธิมนุษยชน ให้ความช่วยเหลือคดีประชาชน 40 คน ถูกฟ้องขับไล่จากที่ดินสาธารณะโคกหนองสิม จ.ร้อยเอ็ด ฟังคำพิพากษา ๒๒ มีนาคม ๒๕๖๐

 

16386944_718972414937303_17736566204623898_n

เผยแพร่วันที่ 28 Jan 2017

ศูนย์ศึกษาและพัฒนานักกฎหมายเพื่อสิทธิมนุษยชน ให้ความช่วยเหลือคดีประชาชน 40 คน

ถูกฟ้องขับไล่จากที่ดินสาธารณะโคกหนองสิม จ.ร้อยเอ็ด ฟังคำพิพากษา ๒๒ มีนาคม ๒๕๖๐

“บทพิสูจน์คดีเทศบาลฟ้องขับไล่ราษฎร ๔๐ ราย ออกจากที่ทำนาทำกินตั้งแต่รกรากบรรพบุรุษ”

เมื่อวันที่ ๒๖ มกราคม ๒๕๖๐ ที่ผ่านมาได้มีการสืบพยานจำเลยวันสุดท้าย ในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ๓๘๕๓ / ๒๕๕๘ ของศาลจังหวัดร้อยเอ็ด ระหว่าง เทศบาลตำบลโพนสูงฯ เป็นโจทก์ยื่นฟ้องคดีแพ่ง กับนายสมยศ หม้อแก้ว กับพวกรวม ๔๐ คน ราษฎรในพื้นที่ ตำบลบัวแดง อำเภอปทุมรัตน์ จังหวัดร้อยเอ็ด ตกจำเลยในฐานข้อหาหรือฐานความผิดเรื่อง ขับไล่ ละเมิด โดยในคำขอท้ายฟ้องโจทก์ ให้ศาลมีคำสั่งหรือคำพิพากษาให้จำเลยทั้งหมดพร้อมทั้งบริวารให้ทำการรื้อถอนพืชล้มลุก พืชยืนต้น ทำนา และสิ่งปลูกสร้างอื่นๆออกไป ตลอดทั้งห้ามเข้าไปทำประโยชน์และอยู่อาศัยในที่ดินที่พิพาทดังกล่าว โดยศาลจังหวัดร้อยเอ็ดได้โปรดนัดฟังคำพิพากษา ในวันที่ ๒๒ มีนาคม ๒๕๖๐ เวลา ๙๐.๐๐ นาฬิกาที่จะถึงนี้

ที่มาของปัญหาข้อพิพาทในเรื่องนี้ อันเนื่องมาจากว่า ในราวปี พ.ศ. ๒๔๗๗ หลวงธำนงชัยธวัธ นายอำเภอเกษตรวิสัย (ในขณะนั้น) ได้ทำการสำรวจที่รกร้างว่างเปล่าในเขตพื้นที่ตำบลน้ำอ้อม อำเภอเกษตรวิสัย จังหวัดร้อยเอ็ด และขึ้นทะเบียนประกาศหวงห้ามที่สาธารณะประโยชน์ “โคกหนองสิม” เมื่อวันที่ ๑๗ กันยายน ๒๔๗๗ เป็นที่สาธารณประโยชน์ประเภทเลี้ยงสัตว์ มีเนื้อที่ประมาณ ๘๔ ไร่ ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๕๑๙ สำนักงานที่ดินจังหวัดร้อยเอ็ด สาขาเกษตรวิสัย ดำเนินการสำรวจรังวัดได้ปักแนวเขตที่สาธารณประโยชน์ “โคกหนองสิม” จึงเป็นที่มาของการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง นสล. ฉบับลงวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๕๐

ส่วนการต่อสู้คดีที่ผ่านมานั้น ศูนย์ศึกษาและพัฒนานักกฎหมายเพื่อสิทธิมนุษยชน โดยนายถนอมศักดิ์ ระวาดชัย ทนายความจำเลยได้ให้ข้อมูลว่า การต่อสู้คดีของจำเลยทั้งหมดได้ให้การไปในทำนองเดียวกันว่าในพื้นที่ที่พิพาทดังกล่าวนี้ ราษฎรได้เข้าทำประโยชน์มาก่อนที่จะประกาศการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง(นสล.) ก่อนเป็นคดีนี้ได้มีคณะทำงานพิสูจน์สิทธิในที่ดินของรัฐจังหวัดร้อยเอ็ด โดยที่ประชุมได้มีมติให้แต่งตั้งคณะทำงานตรวจสอบข้อเท็จจริงในกรณีปัญหาที่สาธารณประโยชน์โคกหนองสิมทับซ้อนที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัยของราษฎร ทางคณะทำงานพิสูจน์สิทธิในที่ดินของรัฐจังหวัดร้อยเอ็ด ได้มีการจัดทำกรอบ แนวทาง ขั้นตอน และยังอยู่ในระยะเวลาการดำเนินการแก้ไขปัญหาที่ดินของราษฎรที่อยู่ในที่พิพาทเพื่อดำเนินการพิสูจน์ให้มีความชัดเจนในพื้นที่ที่ทับซ้อน แต่ฝ่ายรัฐกลับฟ้องเป็นคดีแพ่งกับราษฎรเสียก่อน

จากการตรวจสอบข้อมูล พบว่า ภายหลังจากการนำชี้แนวเขตเพื่อออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงมาทับที่นา โดยถูกทางอำเภอปทุมรัตต์ นำชี้แนวเขต นสล. ทับที่นาของราษฎร จากนั้นกลุ่มราษฎรจึงได้รวมตัวกันเพื่อไปยื่นหนังสือร้องเรียนขอความเป็นธรรมต่อหน่วยงานราชการและคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และต่อรัฐบาล ว่าในการนำชี้แนวเขตเพื่อออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงมาทับที่นาของชาวบ้าน จนได้มีการ การเจรจากันและได้มีมติให้รังวัดสำรวจที่นาของชาวบ้านทุกรายที่คัดค้าน ปรากฏตามแผนผังการสำรวจแปลงการครอบครองที่ดินของผู้คัดค้าน นอกจากนี้แล้วยังได้มีข้อตกลงว่า ทางราชการให้ราษฎรยื่นคำคัดค้านการนำการรังวัด เพื่อทำการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง และให้ชะลอการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงไว้ก่อน และได้ตั้งคณะกรรมการเพื่อพิสูจน์สิทธิโดยให้สำนักสำนักงานที่ดินจังหวัดร้อยเอ็ด สาขาปทุมรัตต์ ทำการสอบสวนข้อเท็จจริงและให้ถ้อยคำเกี่ยวกับการครอบครองที่ดินที่มีการคัดค้านจำนวนทั้งหมด ๔๒ ราย

 

ต่อมาในวันที่ ๒๕ สิงหาคม ๒๕๔๙ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดร้อยเอ็ด สาขาปทุมรัตต์ ได้ทำการสอบสวนผู้คัดค้านทั้ง ๔๒ (ซึ่งเป็นจำเลยในคดีนี้) ถึงประวัติการครอบครองที่ดินพิพาท โดยการทำแบบบันทึกถ้อยคำ ( ท.ด.๑๖ ) จำเลยส่วนใหญ่ยืนยันกับพนักงานเจ้าหน้าที่ที่ดินและได้ให้ถ้อยคำว่าได้ที่ดินทำกินสืบต่อมาจากบิดามารดาที่ซื้อมาจากราษฎรชาวบ้านจานใต้ที่ทำกินกันมาก่อนหน้านั้น จากนั้น วันที่ ๑๘ กันยายน ๒๕๕๐ นายอำเภอปทุมรัตต์ได้ลงนามคำสั่ง เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีที่สาธารณประโยชน์โคกหนองสิม จากนั้นเมื่อวันที่ ๑๔ กรกฎาคม ๒๕๕๔ ผู้ว่าราชการจังหวัดร้อยเอ็ด ได้ลงนามคำสั่งคณะอนุกรรมการการแก้ไขปัญหาการบุกรุกที่ดินของรัฐจังหวัดร้อยเอ็ด ที่ ๑๒๗๒/๒๕๕๔ เรื่อง แต่งตั้งคณะทำงานพิสูจน์สิทธิในที่ดินของรัฐจังหวัดร้อยเอ็ด เมื่อมีการตั้งคณะอนุกรรมการการแก้ไขปัญหาการบุกรุกที่ดินของรัฐจังหวัดร้อยเอ็ด แล้วได้มีมติให้ตรวจสอบการครอบครองโดยตรวจจากภาพถ่ายทางอากาศ โดยได้ส่งภายถ่ายทางอากาศให้คณะอนุกรรมการอ่านภาพถ่ายทางอากาศ และผลการแปลภาพถ่ายทางอากาศพบว่าทุกแปลงทั้ง ๔๒ แปลง ณ ปี พ.ศ.๒๔๙๗ มีร่องรอยการทำประโยชน์แล้ว ดังนั้น จะเห็นได้ว่าผลการแปลภาพถ่ายที่ดินของจำเลยทั้งหมดในคดีนี้ มีการครอบครองทำประโยชน์มาตั้งแต่ก่อนปี พ.ศ.๒๔๙๗ แล้ว ซึ่งที่ดินดังกล่าวจึงมิได้เป็นที่สำหรับพลเมืองใช้ร่วม หรือมิได้เป็นทำเลเลี้ยงสัตว์แต่อย่างใด การออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงแปลงพิพาทในคดีนี้จึงเป็นการออกโดยผิดพลาดคลาดเคลื่อน และออกผิดแปลง ออกทับที่นาของจำเลยทั้งหมดในคดีนี้

โดยศาลจังหวัดร้อยเอ็ดได้โปรดนัดฟังคำพิพากษาคดีนี้ ในวันที่ ๒๒ มีนาคม ๒๕๖๐ เวลา ๙๐.๐๐ นาฬิกาที่จะถึงนี้ ซึ่งจะต้องติดตามกันต่อไปว่า “ คดีเทศบาลฟ้องขับไล่ราษฎร ๔๐ ราย ออกจากที่ทำนาทำกินตั้งแต่รกรากบรรพบุรุษ” จะออกมาในรูปแบบใด ส่วนความคืบหน้าทางศูนย์ศึกษาและพัฒนานักกฎหมายเพื่อสิทธิมนุษยชนจะได้นำเรียนเสนอในโอกาสต่อไป

 

ข้อมูลเพิ่มเติม ติดต่อ ถนอมศักดิ์  ระวาดชัย  ทนายความศูนย์ศึกษาและพัฒนานักกฎหมายสิทธิมนุษยชน   081-6663533

ศาลจังหวัดปัตตานีมีคำสั่งให้ดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ทั้งหมด ในคดีที่โอนมาจากศาลปกครอง คดีมารดาผู้ตาย ฟ้องสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กองทัพบก และสำนักนายกรัฐมนตรี เรียกค่าเสียหายกรณีนายอับดุลอาซิ สาและ ถูกเจ้าหน้าที่ยิงเสียชีวิต

Logo-Mac-F1img_6324

เผยแพร่วันที่  25  มกราคม  2560

ใบแจ้งข่าว

ศาลจังหวัดปัตตานีมีคำสั่งให้ดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ทั้งหมด ในคดีที่โอนมาจากศาลปกครอง

คดีมารดาผู้ตาย ฟ้องสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กองทัพบก และสำนักนายกรัฐมนตรี

เรียกค่าเสียหายกรณีนายอับดุลอาซิ สาและ ถูกเจ้าหน้าที่ยิงเสียชีวิต

 

เมื่อวันที่ 23 มกราคม 2560 ศาลจังหวัดปัตตานีมีคำสั่งให้ดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ทั้งหมดโดยเริ่มตั้งแต่การยื่นคำฟ้องคดีเข้ามาใหม่ ในคดีที่นางสาวแยนะ สะอะ มารดานายอับดุลอาซิ สาและ(ผู้ตาย) ได้ยื่นฟ้องต่อศาลปกครองสงขลาไว้แล้วตั้งแต่เมื่อวันที่ 14ตุลาคม 2557 เพื่อเรียกค่าสินไหมทดแทนจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กองทัพบก และสำนักนายกรัฐมนตรี เหตุเนื่องมาจากเมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2556 เจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารปิดล้อมตรวจค้น หมู่บ้านกําปงบือราแง อำเภอทุ่งยางแดง จังหวัดปัตตานี ได้ควบคุมตัวนายอับดุลอาซิ สาและ จากบ้านไปยังสวนยางพาราหลังบ้านแล้วเกิดเหตุเจ้าหน้าที่ยิงนายอับดุลอาซิถึงแก่ความตาย ซึ่งคดีนี้ศาลปกครองสงขลาได้รับฟ้องโดยยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลทั้งหมดให้แก่นางสาวแยนะผู้ฟ้องคดี  และฝ่ายผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามหน่วยงานดังกล่าวก็ได้ยื่นคำให้การต่อศาลปกครองสงขลาแล้ว  กระทั่งต่อมาเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2559 ศาลปกครองสงขลาได้โอนคดีมายังศาลจังหวัดปัตตานี  ศาลจังหวัดปัตตานีจึงได้นัดพร้อมในวันที่ 23 มกราคม 2560  นางสาวแยะนะผู้ฟ้องคดีซึ่งต่อไปในศาลจังหวัดปัตตานีจะเรียกว่า โจทก์ มาศาลพร้อมทนายความ   แต่ผู้ถูกฟ้องคดีหรือจำเลยไม่ได้มา และศาลชี้แจงว่าศาลไม่ได้มีหมายเรียกให้ฝ่ายจำเลยมาเนื่องจากโจทก์ต้องทำคำฟ้องยื่นต่อศาลใหม่ หลังจากนั้นจึงจะได้ส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้จำเลยเพื่อทำคำให้การแก้คดีภายใน 15 วันนับแต่วันที่ได้รับสำเนาคำฟ้อง

ในระหว่างการพิจารณาคดี ทนายความโจทก์ ได้หารือกับศาลว่า เนื่องจากคดีนี้ได้ดำเนินมาตั้งแต่ศาลปกครองสงขลาเป็นระยะเวลานานกว่า 2 ปีแล้ว ศาลปกครองก็ได้รับฟ้อง ไต่สวนและมีคำสั่งยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลทั้งหมดให้แก่ผู้ฟ้องคดี รวมทั้งได้รับคำให้การของผู้ถูกฟ้องคดีไว้แล้ว วิธีที่จะดำเนินคดีนี้ได้รวดเร็วยิ่งขึ้นคือ ศาลจังหวัดปัตตานีซึ่งได้รับโอนคดีมา สามารถนำกระบวนการพิจารณาคดีที่ศาลปกครองได้ดำเนินมามีทั้งคำฟ้อง คำให้การ ของคู่ความทั้งสองฝ่ายดังกล่าวแล้ว มาดำเนินกระบวนการพิจารณาต่อไปได้ ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล มาตรา 13 ซึ่งให้ถือว่ากระบวนการพิจารณาที่ได้ดำเนินการไปแล้วในศาลที่มีคำสั่งโอนคดีเป็นกระบวนการพิจารณาของศาลที่รับโอนคดีด้วย เว้นแต่ศาลที่รับโอนคดีจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม ทนายความโจทก์จึงประสงค์ให้ศาลใช้ดุลพินิจดำเนินคดีตามวิธีการดังกล่าว โดยไม่ต้องเริ่มต้นให้โจทก์ยื่นคำฟ้อง คำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล และไม่ต้องให้จำเลยยื่นคำให้การใหม่ เนื่องจากต้องใช้ระยะเวลาอีกนานพอสมควร ซึ่งศาลสามารถกำหนดนัดวันชี้สองสถานและนัดพร้อมเพื่อกำหนดวันสืบพยานต่อไปได้เลย  ศาลได้ชี้แจงว่า ส่วนตัวของศาลเองเห็นด้วยกับทนายความโจทก์ แต่เนื่องจากทางศาลยุติธรรมมีนโยบายให้คดีที่ได้รับโอนมาดังกล่าวมีการดำเนินกระบวนการพิจารณาคดีใหม่ตามรูปแบบขั้นตอนของศาลยุติธรรม ศาลจึงต้องดำเนินการตามนโยบาย

ศาลจังหวัดปัตตานีจึงได้มีคำสั่งให้โจทก์ทำคำฟ้องใหม่ยื่นต่อศาลให้เสร็จสิ้นภายในระยะเวลา 1 เดือน(ภายในวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2560)

 

ติดตามเรื่องราวที่ผ่านมาของคดีได้ที่ Facebook page: Cross Cultural Foundation(CrCF) หรือ https://voicefromthais.wordpress.com//2016/12/02/คำสั่งชี้ขาดฯ-ให้คดีอยู่

 

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่

นายอับดุลกอฮาร์ อาแวปูเตะ    ทนายความมูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิมประจำจังหวัดปัตตานี โทร081-8987408

นายปรีดา นาคผิว               ทนายความมูลนิธิผสานวัฒนธรรม โทร 098-6222474

Attachments area

ศาลจังหวัดยะลานัดไต่สวนคำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล 10 เมษายน2560 คดีที่ศาลสั่งให้ทำคำฟ้องใหม่หลังรับโอนคดีจากศาลปกครองสงขลา กรณีมารดานายมะกอเซ็ง ลาแซ (ผู้ตาย) ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากกองทัพบกและสำนักนายกรัฐมนตรี จากเหตุผู้ตายถูกทหารยิงเสียชีวิตเมื่อปี 2555

Logo-Mac-F1img_6324-1

เผยแพร่วันที่  27  มกราคม 2560

                                                           ใบแจ้งข่าว

ศาลจังหวัดยะลานัดไต่สวนคำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล 10 เมษายน2560 คดีที่ศาลสั่งให้ทำคำฟ้องใหม่หลังรับโอนคดีจากศาลปกครองสงขลา กรณีมารดานายมะกอเซ็ง ลาแซ (ผู้ตาย) ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากกองทัพบกและสำนักนายกรัฐมนตรี จากเหตุผู้ตายถูกทหารยิงเสียชีวิตเมื่อปี 2555

 

เมื่อวันที่ 25 มกราคม 2560 ศาลจังหวัดยะลาออกนั่งพิจารณาคดีหมายเลขดำที่ ปค.๑/๒๕๖๐ ซึ่งเป็นคดีที่รับโอนมาจากศาลปกครองขลาตั้งแต่เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2559 ในคดีที่นางสาวคอรีเยาะ มะมิง ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้องต่อศาลปกครองสงขลา เรียกร้องความเป็นธรรมและเรียกค่าสินไหมทดแทนจากกองทัพบก และสำนักนายกรัฐมนตรี ผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งเป็นหน่วยงานต้นสังกัดของเจ้าหน้าที่ทหารพรานที่กระทำละเมิดต่อชีวิตนายมะกอเซ็ง ลาแซ บุตรชายของนางสาวคอรีเยาะ มะมิง จากเหตุการณ์เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2555 ที่หมู่บ้านหมู่ที่ 1 ตำบลบาโร๊ะ อำเภอยะหา จังหวัดยะลา โดยเจ้าหน้าที่ทหารพรานได้ยิงนายมะกอเซ็ง ลาแซ จนเสียชีวิต  โดยศาลจังหวัดยะลาได้มีหมายเรียกให้ผู้ฟ้องคดีและผู้ถูกฟ้องคดีมาศาลเพื่อนัดพร้อมกำหนดขั้นตอนและวันนัดในการดำเนินคดีตามกระบวนพิจารณาของศาลยุติธรรมและให้ผู้ฟ้องคดีทำคำฟ้องเข้ามาใหม่

ในวันดังกล่าวนางสาวคอรีเยาะ มะมิง ได้ยื่นคำฟ้องใหม่ พร้อมทั้งคำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล ศาลจังหวัดยะลารับไว้เป็นคดีแพ่งสาม้ญ คดีหมายเลขดำที่ พ.52/2560 และศาลได้กำหนดนัดไต่สวนคำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล ในวันเดียวกันกับวันนัดชี้สองสถานหรือนัดพร้อมเพื่อกำหนดวันนัดสืบพยาน คือวันที่
10 เมษายน 2560  เวลา 13.30 นาฬิกา

ศาลจังหวัดยะลาได้แจ้งต่อคู่ความว่า แม้ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. 2542  จะให้ถือว่ากระบวนการพิจารณาที่ทำไปโดยผิดศาลนั้นชอบด้วยกฎหมายแต่ศาลไม่อาจดำเนินการกระบวนพิจารณาได้และไม่อาจพิพากษาไปตามคำขอท้ายคำฟ้องได้ เนื่องจากในการพิจารณาคดีแพ่งนั้นต้องใช้กระบวนการพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งเป็นหลัก จึงให้ผู้ฟ้องคดียื่นฟ้องเข้ามาใหม่ เพื่อดำเนินกระบวนการพิจารณาคดีให้เป็นไปตามกระบวนการวิธีพิจารณาความแพ่ง

ขอเชิญสื่อมวลชนและผู้สนใจเข้าร่วมรับฟังการพิจารณาคดีตามวันและเวลาดังกล่าวข้างต้น

ติดตามเรื่องราวที่ผ่านมาของคดีได้ที่ Facebook page: Cross Cultural Foundation(CrCF)

และ https://voicefromthais.wordpress.com/?s=มะกอเซ็ง+ลาแซ

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่

นายปรีดา นาคผิว                       ทนายความมูลนิธิผสานวัฒนธรรม โทร 098-6222474

น.ส.สุภาวดี สายวารี                    ทนายความมูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิมประจำจังหวัดยะลา โทร 084-1950372