Uncategorized

ศาลจังหวัดหล่มสักนัดฟังคำพิพากษา“ คดีโลกร้อน” ฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายทางสิ่งแวดล้อมกับชาวบ้านที่มีข้อพิพาทเรื่องที่ดินอาศัยในเขตป่า

15726872_701825753318636_3011624990815707307_n

เผยแพร่วันที่ ๒๗ ธันวาคม ๒๕๕๙

ใบแจ้งข่าว

ศาลจังหวัดหล่มสักนัดฟังคำพิพากษา“ คดีโลกร้อน”

ฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายทางสิ่งแวดล้อมกับชาวบ้านที่มีข้อพิพาทเรื่องที่ดินอาศัยในเขตป่า

 

 

ในวันที่ ๒๘ ธันวาคม ๒๕๕๙ เวลา ๑๐.๐๐ นาฬิกาในคดีความเเพ่งคดีหมายเลขดำที่ ๗๗ /๒๕๕๓ ระหว่าง กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เป็นโจทก์ได้ฟ้องเรียกค่าเสียหายทางเเพ่งกับนางมณีรัตน์ คำเบ้า กับพวกรวม ๑๖ คน ตกเป็นจำเลย    โดยคดีโลกร้อนมีข้อโต้แย้งในทางวิชาการอยู่อย่างมากในสูตรการคิดคำนวณ แต่ปัจจุบันกรมป่าไม้และกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืชยังคงใช้หลักเกณฑ์ดังกล่าว ฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายทางสิ่งแวดล้อมกับชาวบ้านที่มีข้อพิพาทเรื่องที่ดินอาศัยในเขตป่า

 

คดีนี้ สืบเนื่องจากเมื่อประมาณต้นเดือนสิงหาคม ๒๕๔๘ ได้มีการยื่นฟ้องคดีอาญา ในข้อหาหรือฐานความผิดพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.๒๕๓๕ พระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.๒๔๘๔ กับ ชาวบ้านห้วยกนทา หมู่ที่ ๖ ต.ปากช่อง           อ.หล่มสัก จ.เพชรบูรณ์ จำนวน ๑๑ ราย ต่อศาลจังหวัดหล่มสัก ในคดีหมายเลขดำที่ ๘๓๑/๒๕๕๘ คดีหมายเลขแดงที่ ๓๔๙/๒๕๕๐ ระหว่าง พนักงานอัยการจังหวัดหล่มสัก โจทก์ นางมณีรัตน์ คำเบ้า ที่๑ กับพวกรวม ๑๑ คน จำเลย ต่อมาได้แยกฟ้องจำเลย ๒ คน ซึ่งเป็นเยาวชนต่อศาลจังหวัดเพชรบูรณ์แผนกคดีเยาวชนและครอบครัว ในคดีหมายเลขดำที่ ๓๔๐/๒๕๕๘คดีหมายเลขแดงที่ ๘๙/๒๕๕๐ คือนางสาวมะลิ คำหมู่ กับพวกรวม ๒ คน ในข้อหาหรือฐานความผิดพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.๒๕๓๕ พระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.๒๔๘๔ โดยคดีอาญาทั้ง ๒ คดีมีพฤติการณ์ในคดีเป็นไปในทำนองเดียวกันกล่าวคือพวกจำเลยที่ถูกฟ้องคดีทั้งหมดได้เข้าไปรับจ้างหักข้าวโพดในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูผาเเดง ในพื้นที่ประมาณ ๙ ไร่ ๔๖ ตารางวา และคดีอาญาทั้งสองถึงที่สุดแล้ว

ในวันที่ ๒๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช โดยนายจตุพร บุรุษพัฒน์ อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติฯได้ยื่นเป็นโจทก์ฟ้องเป็นคดีแพ่งอีกครั้งต่อศาลหล่มสัก กับนางมณีรัตน์ คำเบ้า กับพวกอีกครั้ง โดยในครั้งนี้ได้ยื่นฟ้องผู้แทนโดยชอบธรรมของจำเลยซึ่งเป็นเยาวชนทั้งสองเป็นคดีนี้รวมเข้าไปในคดีนี้ด้วยอีก ๓ รายรวมเป็นจำเลยในคดีนี้ทั้งหมด ๑๖ คน โดยอาศัยข้อหาหรือฐานความผิดอาญา บุกรุก แผ้วถาง ยึดถือครอบครอง อันเป็นการทำลายป่าเเละเป็นอันตรายต่อสัตว์ป่าเพื่อให้รับผิดทางแพ่งในมูลละเมิดด้วย ทั้งนี้ อาศัยอำนาจตาม มาตรา ๙๗ เเห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมเเละรักษาคุณภาพสิ่งเเวดล้อม พ.ศ. ๒๕๓๕ เพื่อฟ้องเรียกมูลค่าความเสียหายเป็นเงินจำนวนทั้งสิ้นรวม ๔๗๐,๙๗๘.๗๙ บาท โดยคู่ความทั้งสองฝ่ายสืบพยานเสร็จสิ้นแล้ว ตามที่ศูนย์ศึกษาและพัฒนานักกฎหมายเพื่อสิทธิมนุษยชนได้นำเสนอข่าวไป เมื่อวันที่ ๖ ตุลาคม ๒๕๕๙ ที่ผ่านมาแล้วนั้น

จากกรณีดังกล่าว จะเห็นได้ว่าการที่โจทก์ ซึ่งเป็นกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ฯ ยื่นฟ้องโดยใช้วิธีจากหลักเกณฑ์การคำนวณเป็นไปตามคู่มือการใช้แบบจำลองสำหรับประเมินค่าเสียหายทางสิ่งแวดล้อมที่จัดทำขึ้นจากหน่วยงานส่วนวิจัยต้นน้ำ ซึ่งเป็นแบบหลักปฏิบัติในการดำเนินคดีแพ่งของพนักงานอัยการที่ต้องมาใช้ประกอบคำฟ้องเรียกค่าเสียหาย จาก สูตรคำนวณจากแบบจำลองคดีโลกร้อนที่กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มีหลักเกณฑ์ คือ

๑.การทำให้ธาตุอาหารในดินสูญหาย คิดเป็นมูลค่า ๔,๐๖๔บาทต่อไร่ต่อปี

๒.การทำให้ดินไม่ดูดซับน้ำฝน ๖๐๐บาทต่อไร่ต่อปี

๓.การทำให้สูญเสียน้ำออกไปจากพื้นที่ โดยการแผดเผาของดวงอาทิตย์ ๕๒,๘๐๐บาทต่อไร่ต่อปี

๔.การทำให้ดินสูญหาย ๑,๘๐๐บาทต่อไร่ต่อปี

5.ทำให้อากาศร้อนมากขึ้น ๔๕,๔๕๓.๔๕บาทต่อไร่ต่อปี

6.การทำให้ฝนตกน้อยลง ๕,๔๐๐บาทต่อไร่ต่อปี และ

7.มูลค่าความเสียหายทางตรงจากป่า ๓ชนิด (ป่าดงดิบ ป่าเบญจพรรณ และป่าเต็งรัง)รวมมูลค่าทั้งหมด๑๕๐,๙๔๒.๗๐บาทต่อไร่ต่อปี

ปัจจุบันมาตรการและการคิดค่าเสียหายดังกล่าว ถูกนำไปบังคับใช้กับกลุ่มเกษตรกรรายย่อยที่มีพื้นที่ทำกินทับซ้อนกับพื้นที่ป่าอนุรักษ์ ซึ่งเกษตรกรเหล่านี้ส่วนใหญ่มีฐานะยากจน จากข้อมูลเมื่อปี ๒๕๕๓ ของเครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทยระบุว่า มีเกษตรกรที่เป็นสมาชิกของเครือข่ายฯ ถูกดำเนินคดีเรียกค่าเสียหายทางสิ่งแวดล้อมทั้งสิ้น ๓๔ ราย มูลค่าความเสียหายที่ถูกเรียกร้องสูงถึงกว่า ๑๓ ล้านบาท มีชาวสวนขนาดเล็กหลายรายถูกฟ้องเรียกค่าเสียหายนับล้านบาทจากการทำประโยชน์ในที่ดินของตัวเองเพียงไม่กี่ไร่

มีข้อโต้แย้งเกิดขึ้นหลายประการเกี่ยวกับหลักเกณฑ์การคิดค่าเสียหายทางสิ่งแวดล้อม และการนำแบบจำลองมาบังคับใช้กับเกษตรกรรายย่อย โดยเฉพาะข้อกล่าวหาการคิดค่าเสียหายจากการทำให้อากาศร้อนมากขึ้นและค่าเสียหายจากการทำให้ฝนตกน้อยลง อันเป็นที่มาของคำว่า “คดีโลกร้อน”

อย่างไรก็ตามแม้จะมีข้อโต้แย้งในทางวิชาการอยู่อย่างมากในสูตรการคิดคำนวณ แต่ปัจจุบันกรมป่าไม้และกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืชยังคงใช้หลักเกณฑ์ดังกล่าว ฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายทางสิ่งแวดล้อมกับชาวบ้านที่ถูกกล่าวหาว่าทำลายป่าอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่กระบวนการยุติธรรมด้านสิ่งแวดล้อม ยังไม่มีการกำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับวิธีพิจารณาคดีด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมไว้โดยเฉพาะ

จากในหลายกรณีพิพาทที่ผ่านมา มีคำพิพากษาของศาลให้ชาวบ้านต้องชดใช้ค่าเสียหายทางสิ่งแวดล้อม โดยอาศัยอำนาจตาม มาตรา ๙๗ เเห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมเเละรักษาคุณภาพสิ่งเเวดล้อม พ.ศ. ๒๕๓๕ ที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม ในคดีนี้ จำเลยได้นำสืบหักล้างการนำแบบจำลองฯของโจทก์ที่ได้นำมาใช้คิดคำนวณค่าเสียหายที่ไม่มีความแน่นอนและไม่สอดคล้องกับหลักการทางเศรษฐศาสตร์โดยปราศจากเศรษฐธรรมเพราะพิจารณาจากหลายคดีที่เกี่ยวกับการเรียกค่าเสียหายในคดีโลกร้อนที่ผ่านมา มิได้มีการไต่สวนพิสูจน์ถึงความเสียหายที่แท้จริง ซึ่งอาจจะเกิดจากการรับสารภาพหรือการไม่มีทนายความที่ช่วยเหลือในการต่อสู้คดีศาลใช้ดุลพินิจในการกำหนดค่าเสียหายทางสิ่งแวดล้อมเสียเอง เมื่อโจทก์ไม่สามารถพิสูจน์ให้เห็นมูลค่าของสิ่งแวดล้อมที่แท้จริงได้

ซึ่งแน่นอนว่าปัญหาเหล่านี้ ได้ก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมกับประชาชนซึ่งอาจไม่ได้สร้างความเสียหายทางสิ่งแวดล้อมตามรายละเอียดแบบจำลองที่ได้มีการจัดทำขึ้น จึงเป็นเรื่องที่น่าต้องคิดเพื่อวิเคราะห์และติดตามเป็นอย่างยิ่งว่า ในทางพิจารณาคดีของศาลจังหวัดหล่มสัก ซึ่งจะมีคำพิพากษาในวันที่ ๒๘ ธันวาคม ๒๕๕๙ เวลา ๑๐.๐๐ นาฬิกาที่จะถึงนี้ คดีโลกร้อนจะเกิดขึ้นกับชาวบ้านห้วยกนทา จะออกมาในรูปแบใด จำเลยจะต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่อย่างไร

 

ถนอมศักดิ์  ระวาดชัย  ทนายความศูนย์ศึกษาและพัฒนานักกฎหมายสิทธิมนุษยชน   081-6663533

Advertisements