Uncategorized

รายงานเรื่องผลกระทบจากเขตเศรษฐกิจพิเศษ จ.ตาก: ศาลปกครองที่พึ่งของชาวบ้านกับการเข้าถึงความเป็นธรรม

ผลกระทบจากเขตเศรษฐกิจพิเศษ จ.ตาก:  ศาลปกครองที่พึ่งของชาวบ้านกับการเข้าถึงความเป็นธรรม

เรื่องและภาพโดย : ศูนย์ข้อมูล มูลนิธิผสานวัฒนธรรม

*หมายเหตุ : ขอขอบคุณเป็นพิเศษสำหรับ-ศูนย์พิทักษ์และฟื้นฟูสิทธิชุมชนท้องถิ่น(The Center for Protection and Revival of LocalCommunity Rights-CPCR), สหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ (สกน.), เครือข่ายขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (P-Move) และกลุ่มจับตาปัญหาที่ดินหรือแลนด์วอทช์ (Land Watch)

ภายหลังจากมีรายงานข่าวว่า เมื่อวันที่ 1 พ.ย.2559 ชาวบ้าน 6 รายจากบ้านวังตะเคียน ต.ท่าสายลวด อ.แม่สอด จ.ตาก เข้ายื่นฟ้องศาลปกครอง จ.พิษณุโลก ในกรณีการยื่นขอออกโฉนดของกรมธนารักษ์ในพื้นที่เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ จังหวัดตาก ของบ้านวังตะเคียน ต.ท่าสายลวด อ.แม่สอด จ.ตาก เนื่องจากที่ผ่านมาชาวบ้านถูกกดดัน ข่มขู่ จากทางภาครัฐสืบเนื่องจากใกล้จะครบกำหนด 60 วันของการมีสิทธิยื่นคัดค้านคำสั่งของสำนักงานที่ดินที่ให้สิทธิกับธนารักษ์ในการออกโฉนด ในที่สุดชาวบ้านหลายรายที่ทนแรงกดดันไม่ไหวจึงตัดสินใจถอนการคัดค้านดังกล่าว เหลือชาวบ้านเพียง 6 รายที่ไม่ถอนการคัดค้านและได้ตัดสินใจยื่นฟ้องต่อศาลปกครอง

ทั้งนี้ ความคืบหน้าของการยื่นฟ้องดังกล่าว มูลนิธิผสานวัฒนธรรมได้รับแจ้งจากศูนย์พิทักษ์และฟื้นฟูสิทธิชุมชนท้องถิ่นซึ่งรับผิดชอบในการต่อสู้ทางคดีให้กับชาวบ้านกลุ่มนี้ว่า เบื้องต้นศาลปกครองพิษณุโลกได้รับคำฟ้องชาวบ้านบ้านวังตะเคียนจำนวน 5 ราย ไว้แล้ว คือ
1. นางพรภินันท์  โชติวิริยะนนท์ หมายเลขคดีดำที่ 227/2559
2. นางน้อย  เสนทา  หมายเลขคดีดำที่ 228/2559
3. นางนภาภรณ์  มูลเจริญพร หมายเลขคดีดำที่ 229/2559
4. นายแก้ว  อินทรักษ์  หมายเลขคดีดำที่ 230/2559
5. นางบัวตอง  เครือคำวัง หมายเลขคดีดำที่ 231/2559
ในส่วนของ นายปานทอง  พุทธตรัส จะส่งฟ้องทางไปรษณีย์ต่อไป เนื่องจากหนังสือมอบอำนาจที่ส่งมาจากชลบุรี ส่งมาช้า

ต่อมา ในวันที่ 2 พ.ย.2559 ได้นำเอาสำเนาคำฟ้องและใบรับของศาลปกครองไปยื่นที่สำนักงานที่ดินจังหวัดตากสาขาแม่สอดแล้ว ซึ่งตามกฎหมายกระบวนการออกโฉนดที่ดินต้องหยุด

ไว้ก่อนจนกว่าคดีจะถึงที่สุด

 

มูลนิธิผสานวัฒนธรรม จึงถือวาระนี้นำเสนอรายงานความเป็นมา สภาพปัญหาและความไม่เป็นธรรมจากนโยบายรัฐที่เกิดขึ้นกับประชาชนในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ จ.ตาก รวมทั้งบทวิเคราะห์ของนักกฎหมายและนักสิทธิมนุษยชนที่ทำงานติดตามประเด็นปัญหาในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษมาอย่างต่อเนื่อง เหนืออื่นใด คือการฉายภาพ ”บทบันทึก” ของการต่อสู้อันยาวนานและยาวไกล ของชาวบ้านวังตะเคียน และชาวบ้านบางพื้นที่ใน อ.พบพระ จ. ตาก

รายงานชิ้นนี้ นำเสนอให้เห็นว่า ไม่นานปีที่ผ่านมา พวกเขา “ชาวบ้านวังตะเคียน” กลุ่มแม่สอดรักษ์ถิ่น ยังเปี่ยมด้วยไฟแห่งการต่อสู้ ทว่าวันนี้ หลายชีวิตทนแรงกดดันและหว่านล้อมจากเจ้าหน้าที่รัฐไม่ไหว เหลือเพียง 6 ชีวิต ที่เลือกเดินเข้าสู้บนหนทางของกระบวนการยุติธรรม เสมือนหนึ่งเป็นตัวแทนแห่งการทวงถามและทวงคืนความยุติธรรมให้กับเพื่อนร่วมหมู่บ้าน

ในแง่หนึ่ง บทบันทึกนี้ จึงอาจเปรียบได้กับบันทึกจากห้วงเวลาหนึ่ง ที่พวกเขา ชาวบ้านวังตะเคียนเกือบร้อยชีวิต ได้เคยร่วมสู้และยืนหยัด ก่อนจะเหนื่อยล้าโรยแรงไปบ้างในวันนี้…

วันที่เคยร่วมสู้

ในช่วงปลายปี พ.ศ.2558 ศูนย์ข้อมูล มูลนิธิผสานวัฒนธรรม ได้มีโอกาสเข้าร่วมสังเกตการณ์การลงพื้นที่พบปะชาวบ้านเพื่อระดมความเห็นจากวงพูดคุยวงย่อยกับคนในพื้นที่ที่บ้านวังตะเคียน ต.ท่าสายลวด อ.แม่สอด จ.ตาก และบ้านขุนห้วยช่องแคบ ต.ช่องแคบ อ.พบพระ และ ซึ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากการประกาศพื้นที่ดังกล่าวเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ

การลงพื้นที่พูดคุยหารือมีนายสุมิตรชัย หัตถสาร ผู้อำนวยการศูนย์พิทักษ์และฟื้นฟูสิทธิชุมชนท้องถิ่น (CPCR) นายสมชาย หอมลออ ที่ปรึกษามูลนิธิผสานวัฒนธรรม และนางสาวพรเพ็ญ คงขจรเกียรติ ผู้อำนวยการมูลนิธิผสานวัฒนธรรม ร่วมรับฟังปัญหาจากชาวบ้านด้วย อนึ่ง การหารือเพื่อรับทราบปัญหาในเชิงลึกครั้งนี้ได้รับความช่วยเหลือและการประสานงานจากนายทวีศักดิ์ มณีวรรณ เจ้าหน้าที่สหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ (สกน. ) และผู้ประสานงานเครือข่ายขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (P-Move) ที่ติดตามผลกระทบจากการประกาศเขตเศรษฐกิจพิเศษมาอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งนางสาวพรพนา ก๊วยเจริญ ผู้อำนวยการกลุ่มจับตาปัญหาที่ดินหรือแลนด์วอทช์ (Land Watch)

นอกจากนี้ยังมีตัวแทนชาวบ้านจากกลุ่มแม่สอดรักษ์ถิ่นและตัวแทนชาวบ้านขุนห้วยช่องแคบร่วมวงแลกเปลี่ยนวิเคราะห์สภาพปัญหา ทั้งสะท้อนถึงความกังวลจากความไม่แน่นอนในชีวิตหากที่ดินทำกินต้องถูกเวนคืนหรือถูกบีบบังคับให้ต้องละทิ้งที่ทำกินด้วยนโยบายรัฐที่มุ่งขยายความเติบโตต่อเศรษฐกิจแต่เพียงระดับมหภาค ทว่า ในความเป็นจริง กลับยังมีชาวบ้านอีกหลายครัวเรือนที่ต้องเดือดร้อนจากนโยบายดังกล่าว

คำสั่งดังกล่าวของ คสช.นำความสับสนมาสู่ประชาชนในพื้นที่ โดยตัวแทนชาวบ้านหลายรายกล่าวกับศูนย์ข้อมูล มูลนิธิผสานวัฒนธรรมว่า พวกเขาไม่เข้าใจว่าที่ราชพัสดุคืออะไร ส่งผลอย่างไร ขณะที่ผู้นำชาวบ้านอีกส่วนหนึ่งซึ่งติดตามผลกระทบของการประกาศเขตเศรษฐกิจพิเศษตากมาอย่างต่อเนื่องรวมถึงองค์กรด้านสิทธิมนุษยชนด้านที่ดินป่าไม้ อย่างพีมูฟและแลนด์วอชท์ที่ติดตามประเด็นดังกล่าว กังวลว่า คำสั่ง ที่ 17/2558 ของ คสช.เปิดช่องให้เกิดการละเมิดต่อหลักนิติธรรม เอื้อต่อการเวนคืนที่ทำกิน เนื่องจากหากกลายเป็นที่ราชพัสดุ กรมธนารักษ์ ในสังกัดกระทรวงการคลังคือหน่วยงานที่จะเข้ามาบริหารจัดการพื้นที่ให้เกิดประโยชน์ นำมาสู่คำถามว่า ชาวบ้านผู้ยากไร้หรือเกษตรกรที่ทำกินในที่ดินเหล่านี้มาอย่างยาวนานมานับแต่บรรพบุรุษ จะเผชิญชะตากรรมอย่างไร และมีหนทางใดบ้างที่จะนำไปสู่การชะลอหรือยกเลิกคำสั่งดังกล่าว

 

พื้นที่เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ 10 พื้นที่ตามประกาศคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ ที่ 1/2558 และที่ 2/2558 ประกอบด้วย

(1)   14 ตำบลในอำเภอแม่สอด อำเภอพบพระ และอำเภอแม่ระมาด จังหวัดตาก

(2)   11 ตำบลในอำเภอเมืองมุกดาหาร อำเภอหว้านใหญ่ และอำเภอดอนตาล จังหวัดมุกดาหาร

(3)    4 ตำบลในอำเภออรัญประเทศ และอำเภอวัฒนานคร จังหวัดสระแก้ว

(4)    3 ตำบลในอำเภอคลองใหญ่ จังหวัดตราด

(5)    4 ตำบลในอำเภอสะเดา จังหวัดสงขลา

(6)   13 ตำบลในอำเภอเมืองหนองคาย และอำเภอสระใคร จังหวัดหนองคาย

(7)    5 ตำบลในอำเภอเมืองนราธิวาส อำเภอตากใบ อำเภอยี่งอ อำเภอแว้ง อำเภอสุไหง-โกลก จังหวัดนราธิวาส

(8)   21 ตำบลในอำเภอแม่สาย อำเภอเชียงแสน และอำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย

(9)   13 ตำบลในอำเภอเมืองนครพนม และอำเภอท่าอุเทน จังหวัดนครพนม

(10)  2 ตำบลในอำเภอเมืองกาญจนบุรี จังหวัดกาญจนบุรี

วิวัฒนาการ ‘เขตเศรษฐกิจชายแดน’สู่ ‘เขตเศรษฐกิจพิเศษ’ นัยแห่งการเอื้อประโยชน์ต่อ ‘อุตสาหกรรมขนาดใหญ่’

ประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจของการพูดคุย ณ บ้านวังตะเคียน คือทัศนะของนางสาวพรพนา ก๊วยเจริญ ผู้อำนวยการกลุ่มจับตาปัญหาที่ดิน (Land Watch ) ที่วิเคราะห์บริบท เส้นทางความเป็นมาของเขตเศรษฐกิจพิเศษก่อนที่จะมีแบบแผนดังเช่นปัจจุบันโดยเน้นภาพในพื้นที่ บ้านวังตะเคียนต.ท่าสายลวด อ.แม่สอดเป็นหลัก

พรพนากล่าวว่าในจำนวน 10 จังหวัด ที่ถูกจัดเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษนั้น พื้นที่อำเภอแม่สอด จ.ตาก ถือเป็นพื้นที่ที่รัฐมีแนวคิดเรื่องเขตเศรษฐกิจพิเศษมาก่อนจังหวัดอื่นๆ โดยพื้นที่ จ.ตากเป็นหนึ่งใน 5 จังหวัด ที่ถูกประกาศเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษในระยะที่ 1 แต่หากย้อนกลับไปมองความสนใจที่รัฐมีต่อพื้นที่ชายแดนอำเภอแม่สอด จังหวัดตาก เริ่มมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2539 แต่ว่าในครั้งนั้น ยังเป็นเพียงเรื่องแนวคิดของการพัฒนาเขตเศรษฐกิจชายแดน

“ช่วงนั้น นโยบายรัฐยังไม่ใช้คำว่าเขตเศรษฐกิจพิเศษ แต่ต่อมาก็มีมติ ครม. เรื่องการศึกษาแผนแม่บทในเรื่องยุทธศาสตร์ของการพัฒนาเขตเศรษฐกิจชายแดน คือเดิมทียังใช้คำว่าชายแดน  ยังไม่มีการใช้คำว่าเขตเศรษฐกิจพิเศษจะมาใช้คำนี้ก็เมื่อเป็นไปตามมติ ครม.ในภายหลัง” นางสาวพรพนาระบุและกล่าวเพิ่มเติมว่าประมาณ ปี พ.ศ.2540 จึงเริ่มมีการศึกษาถึงแนวคิดเรื่องการพัฒนาเขตเศรษฐกิจ โดยมีสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือ สภาพัฒน์ เข้ามาทำการศึกษาอย่างจริงจังในปี พ.ศ.2543 ในยุคของรัฐบาลที่มีนายทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี และแนวคิดเรื่องเขตเศรษฐกิจก็ถูกศึกษาและดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องถึงรัฐบาลที่มีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะเป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งในช่วงนั้นหอการค้า สภาอุตสาหกรรมก็ขานรับนโยบายเขตเศรษฐกิจชายแดน ยังไม่มีคำว่าเขตเศรษฐกิจพิเศษ ยังใช้คำว่า เขตเศรษฐกิจชายแดน” นางสาวพรพนาระบุ ก่อนอธิบายเพิ่มเติมว่าในยุครัฐบาลทักษิณต่อเนื่องมาถึงยุครัฐบาลอภิสิทธิ์ ในแผนแม่บทของสภาพัฒน์ ยังคงเรียกเขตเศรษฐกิจชายแดน กระทั่ง ในปี พ.ศ.2553 ในรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรีจึงเปลี่ยนจากเขตเศรษฐกิจชายแดนมาเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ “และจากนั้นมีการออกระเบียบสำนักนายกฯ ว่าด้วยเรื่องเขตเศรษฐกิจพิเศษในปี 2556 ในรัฐบาลของนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร  เป็นนายกรัฐมนตรี”

“แต่ในตอนนั้น ในช่วงปี 2556 ยังไม่มีแนวคิดเรื่องการตั้งเป็นเขตอุตสาหกรรม ยังเน้นเป็นเรื่องการค้าอยู่นะ คือเป็นการค้าชายแดน ซึ่งคำว่า ‘เขตเศรษฐกิจพิเศษ’ ในทัศนะของหอการค้า ของทางสภาอุตสหกรรม อาจตีความว่าเป็นความพิเศษในเรื่องของความสะดวกในการค้าข้ามแดน เช่น จากเดิมที่ต้องผ่านหลายขั้นตอนก็อาจทำให้ง่ายขึ้น มีการยกเว้นบางขั้นตอนของสินค้าบางประเภท หรือมีการขยายสะพานให้เป็นสองสะพาน ให้รถข้ามไปได้เลยโดยไม่ต้องมีการเปลี่ยนยานพาหนะในการขนถ่ายสินค้า แล้วก็มีการยกเว้นเรื่องภาษีอากร เหล่านี้เป็นต้น นั่นคือความเป็นเศรษฐกิจพิเศษในแบบที่นักธุรกิจท้องถิ่นต้องการ” นางสาวพรพนาวิเคราะห์

*หมายเหตุ รายละเอียดคำสั่ง คสช.ที่ 17/2558

คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ ๑๗/๒๕๕๘ เรื่อง การจัดหาที่ดินเพื่อใช้ประโยชน์ในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ

ตามที่คณะรักษาความสงบแห่ง ชาติได้แถลงยุทธศาสตร์สำคัญ ๙ ด้าน เพื่อใช้เป็นหลัก หรือแนวทางในการปฏิรูปและพัฒนาประเทศให้เป็นไปในทิศทางที่เหมาะสม และเกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยในยุทธศาสตร์ที่ ๕ การสร้างความเชื่อมโยงกับประเทศในภูมิภาคเพื่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจและ สังคม จะผลักดันให้เกิดเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษขึ้นโดยเร็ว เพื่อให้มีการกระจายความเจริญสู่ท้องถิ่นในพื้นที่ที่มีศักยภาพ โดยเฉพาะพื้นที่ชายแดนที่ติดกับประเทศเพื่อนบ้าน ในการนี้จำเป็นต้องเร่งรัดกระบวนการเพื่อให้ได้มาซึ่งพื้นที่ที่จำเป็นต้อง ใช้ในการดำเนินการเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ อันจะทำให้การดำเนินการตามยุทธศาสตร์ดังกล่าวสัมฤทธิ์ผลโดยเร็ว หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติเห็นเป็นการจำเป็นเพื่อประโยชน์ในการปฏิรูป เศรษฐกิจของประเทศ

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๔๔ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗ หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ โดยความเห็นชอบของคณะรักษาความสงบแห่งชาติจึงมีคำสั่ง ดังต่อไปนี้
ข้อ ๑ ในคำสั่งนี้

“คณะกรรมการ” หมายความว่า คณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ ตามคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ ๗๒/๒๕๕๗ เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ ลงวันที่ ๑๙ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๕๗ ในกรณีที่ไม่มีคณะกรรมการดังกล่าวให้หมายถึงคณะรัฐมนตรีหรือคณะกรรมการที่ คณะรัฐมนตรีกำหนด

“พื้นที่พัฒนา” หมายความว่า พื้นที่ภายในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษที่คณะกรรมการกำหนดขึ้นเพื่อใช้พัฒนา อุตสาหกรรม การพาณิชย์ การท่องเที่ยว หรือการอื่นที่เป็นประโยชน์ต่อการจัดให้มีหรือส่งเสริมให้เกิดเขตพัฒนา เศรษฐกิจพิเศษ และหมายความรวมถึงพื้นที่ของนิคมอุตสาหกรรมตามกฎหมายว่าด้วยการนิคม อุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยที่อยู่ภายในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษด้วย

“เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ” หมายความว่า เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษตาก เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษมุกดาหาร เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษสระแก้ว เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษสงขลาและเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษตราด ตามประกาศคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ ฉบับที่ ๑/๒๕๕๘ เรื่อง กำหนดพื้นที่เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ ลงวันที่ ๑๙ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๕๘ และเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษหนองคาย ตามประกาศคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ ฉบับที่ ๒/๒๕๕๘ เรื่อง กำหนดพื้นที่เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ ระยะที่ ๒ ลงวันที่ ๒๔ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๕๘

ข้อ ๒ ให้ที่ดินดังต่อไปนี้ตกเป็นที่ราชพัสดุ โดยให้มีผลเป็นการเพิกถอนสภาพที่ดินต่าง ๆ
ดังต่อไปนี้

(๑) ที่ดินในท้องที่ตำบลท่าสายลวด อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก เฉพาะภายในแนวเขตตามแผนที่หมายเลข ๑/๘ ท้ายคำสั่งนี้ โดยให้มีผลเป็นการเพิกถอนป่าสงวนแห่งชาติตามกฎกระทรวง ฉบับที่ ๙๔๕ (พ.ศ. ๒๕๒๔) ออกตามความในพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๐๗ และเขตป่าไม้ถาวรตามมติคณะรัฐมนตรี และถอนสภาพที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน

(๒) ที่ดินในท้องที่ตำบลคำอาฮวน อำเภอเมืองมุกดาหาร จังหวัดมุกดาหาร เฉพาะภายในแนวเขตตามแผนที่หมายเลข ๒/๘ ท้ายคำสั่งนี้ โดยให้มีผลเป็นการเพิกถอนเขตป่าไม้ถาวรตามมติคณะรัฐมนตรี และเขตปฏิรูปที่ดินตามพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดิน ในท้องที่ตำบลคำป่าหลาย ตำบลบ้านโคก ตำบลดงมอน ตำบลกุดแข้ ตำบลโพนทราย ตำบลคำอาฮวน อำเภอเมืองมุกดาหาร ตำบลคำชะอี อำเภอคำชะอี และตำบลหนองแวง อำเภอนิคมคำสร้อย จังหวัดมุกดาหาร ให้เป็นเขตปฏิรูปที่ดิน พ.ศ. ๒๕๓๖ และถอนสภาพที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน

(๓) ที่ดินในท้องที่ตำบลป่าไร่ อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว เฉพาะภายในแนวเขตตามแผนที่หมายเลข ๓/๘ ท้ายคำสั่งนี้ โดยให้มีผลเป็นการเพิกถอนป่าสงวนแห่งชาติตามกฎกระทรวงฉบับที่ ๒๔ (พ.ศ. ๒๕๐๗) ออกตามความในพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๐๗ และเขตป่าไม้ถาวรตามมติคณะรัฐมนตรี และถอนสภาพที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน

(๔) ที่ดินในท้องที่ตำบลไม้รูด อำเภอคลองใหญ่ จังหวัดตราด เฉพาะภายในแนวเขตตามแผนที่หมายเลข ๔/๘ ท้ายคำสั่งนี้ โดยให้มีผลเป็นการถอนสภาพที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมือง ใช้ร่วมกัน

(๕) ที่ดินในท้องที่ตำบลสระใคร อำเภอสระใคร จังหวัดหนองคาย เฉพาะภายในแนวเขตตามแผนที่หมายเลข ๕/๘ ท้ายคำสั่งนี้ โดยให้มีผลเป็นการถอนสภาพที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมือง ใช้ร่วมกัน

ข้อ ๓ ให้บรรดาที่ดินที่ตกเป็นที่ราชพัสดุตามคำสั่งนี้ และที่ดินอื่นที่คณะกรรมการกำหนดให้ใช้ประโยชน์ในการใช้เป็นพื้นที่พัฒนาใน เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษตามแผนที่หมายเลข ๖/๘แผนที่หมายเลข ๗/๘ และแผนที่หมายเลข ๘/๘ ท้ายคำสั่งนี้ ไม่อยู่ภายใต้บังคับข้อกำหนดเกี่ยวกับการใช้ประโยชน์ที่ดินตามกฎกระทรวงให้ ใช้บังคับผังเมืองรวม ทั้งนี้ จนกว่าจะมีการจัดทำผังเมืองรวมขึ้นใช้บังคับสำหรับที่ดินอันเป็นพื้นที่ พัฒนาหลังจากมีการจัดตั้งพื้นที่พัฒนาแล้ว การจัดตั้งพื้นที่พัฒนาตามวรรคหนึ่งให้หมายความถึงการจัดให้เช่าที่ดินตาม ข้อ ๖

ข้อ ๔ ในกรณีที่มีปัญหาเกี่ยวกับแนวเขตตามแผนที่ตามข้อ ๒ หรือข้อ ๓ ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเสนอคณะกรรมการเพื่อวินิจฉัย คำวินิจฉัยของคณะกรรมการให้เป็นที่สุด

ข้อ ๕ ในกรณีที่เอกชนมีกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในที่ดินแปลงใดที่อยู่ภายในแนว เขตที่ดินตามแผนที่ตามข้อ ๒ อันเป็นเหตุให้ที่ดินที่ตกเป็นที่ราชพัสดุตามข้อ ๒ มีพื้นที่ไม่ต่อเนื่องเป็นผืนเดียวกัน หรือมีลักษณะไม่สามารถใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดได้ คณะกรรมการมีอำนาจสั่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการนำที่ดินอันเป็นที่ ราชพัสดุดังกล่าวแลกเปลี่ยนกับที่ดินของเอกชนรายนั้นได้ตามหลักเกณฑ์และ เงื่อนไขที่คณะกรรมการกำหนด และในกรณีจำเป็นเพื่อประโยชน์แก่ทางราชการจะสั่งให้ชดใช้เงินให้แทนการแลก เปลี่ยนที่ดินทั้งหมดหรือบางส่วนก็ได้เอกชนตามวรรคหนึ่งให้หมายความรวมถึง วัดและรัฐวิสาหกิจด้วยที่ดินที่ได้มาตามวรรคหนึ่งให้ตกเป็นที่ราชพัสดุตาม ข้อ ๒

ข้อ ๖ ในการใช้ประโยชน์ที่ดินตามข้อ ๒ หรือที่ราชพัสดุอื่นในพื้นที่พัฒนา ให้กรมธนารักษ์ จัดให้หน่วยงานของรัฐใช้ประโยชน์ หรือจัดให้การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย หน่วยงานอื่นของรัฐ หรือเอกชนเช่าเพื่อใช้เป็นพื้นที่พัฒนา ตามระยะเวลา หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข รวมทั้งอัตราค่าเช่าที่คณะกรรมการกำหนด ระยะเวลาการเช่าตามวรรคหนึ่งต้องไม่น้อยกว่าคราวละห้าสิบปี และอาจต่อสัญญาอีกได้ตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่คณะกรรมการกำหนดตามวรรค หนึ่ง โดยมิให้นำมาตรา ๕๔๐ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาใช้บังคับการให้เช่าตามวรรคหนึ่งไม่ถือ เป็นการร่วมลงทุนตามกฎหมายว่าด้วยการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ ให้นำความในวรรคหนึ่ง วรรคสอง และวรรคสาม มาใช้บังคับกับที่ดินตามข้อ ๓ ที่มิใช่เป็นที่ราชพัสดุด้วยโดยอนุโลม

ข้อ ๗ ผู้เช่าที่ดินตามข้อ ๖ มีสิทธินำไปให้เช่าช่วงหรือนำไปหาประโยชน์ตามวัตถุประสงค์ได้และบรรดาสิ่ง ปลูกสร้างใดๆ ที่ผู้เช่าหรือผู้เช่าช่วงได้ปลูกสร้างขึ้น ให้ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้เช่าหรือผู้เช่าช่วงเว้นแต่เป็นสิ่งปลูกสร้างที่ ทำขึ้นเพื่อประโยชน์สาธารณะ

ข้อ ๘ ให้นำมาตรา ๖ และมาตรา ๗ แห่งพระราชบัญญัติการเช่าอสังหาริมทรัพย์ เพื่อพาณิชยกรรมและอุตสาหกรรม พ.ศ. ๒๕๔๒ มาใช้บังคับกับการเช่าหรือให้เช่าที่ดินในเขตพื้นที่พัฒนาด้วยโดยอนุโลม แต่ในการให้เช่าแม้จะเกินหนึ่งร้อยไร่ ก็ให้กระทำได้โดยไม่ต้องได้รับอนุมัติจากอธิบดีกรมที่ดินตามกฎหมายดังกล่าว

ข้อ ๙ บรรดาอสังหาริมทรัพย์ที่ได้รับมาจากการแลกเปลี่ยนตามข้อ ๕ ให้ได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมทั้งปวง และในกรณีที่มีกฎหมายกำหนดให้ต้องเสียภาษีจากการได้มาหรือจากการแลกเปลี่ยน ซึ่งอสังหาริมทรัพย์นั้น ให้ได้รับยกเว้นภาษีดังกล่าวด้วย

ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

สั่ง ณ วันที่ ๑๕ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๕๘

พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ

รัฐประหาร 2557 กับการเปลี่ยนแปลงเขตเศรษฐกิจพิเศษสู่การเป็นนิคมอุตสาหกรรม

นอกจากฉายภาพของการริเริ่มเขตเศรษฐกิจชายแดนกระทั่งกลายเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษที่ต่อเนื่องกันมาหลายรัฐบาลแล้ว ผู้อำนวยการกลุ่มจับตาปัญหาที่ดินยังวิเคราะห์ถึงความเปลี่ยนแปลงของเขตเศรษฐกิจพิเศษในยุค คสช. หรือหลังการทำรัฐประหาร โดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ว่า “ในปี พ.ศ.2557 เขตเศรษฐกิจพิเศษถูกเปลี่ยนเป็นนิคมอุตสาหกรรมในรัฐบาล คสช. ซึ่งจริงๆ แล้ว  เรื่องนี้ หอการค้าอาจไม่ได้เห็นด้วย เพราะไม่ใช่แนวคิดที่หอการค้าเขาเสนอไว้ตั้งแต่แรก คือเราเองก็ไม่รู้หรอกว่ารัฐบาล คสช.มาเปลี่ยนเป็นนิคมอุตสาหกรรมด้วยสาเหตุอะไร เพราะสภาพัฒน์ฯ เองก็ปฏิเสธว่าไม่ได้เกิดจากสภาพัฒน์ฯ เพราะเหตุนี้ ในประเด็นเรื่องการจัดหาที่ดินเลยกลายเป็นประเด็นขึ้นมา เพราะเมื่อจะมีการจัดตั้งเขตอุตสาหกรรมจึงต้องมีเรื่องการจัดหาที่ดิน แล้วปัญหาที่เกิดขึ้นตามมาก็คือเมื่อรัฐประกาศว่าที่ไหนเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ ราคาที่ดินก็พุ่งสูงขึ้น รัฐก็เลือกพื้นที่ที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์ คือเลือกเอาที่ดินที่เป็นของรัฐเพราะโดยหลักกฎหมายแล้ว ที่ดินซึ่งเป็นของรัฐ ประชาชนไม่มีสิทธิเรียกร้องต่อรองอะไร เนื่องจากกฎหมายถือว่าประชาชนบุกรุกอยู่ จะมาต่อรองอะไรไม่ได้”

นางสาวพรพนากล่าวว่า จากการจับตาสถานการณ์เขตเศรษฐกิจพิเศษ จ.ตาก พบว่ารัฐบาลเร่งรัดจัดหาที่ดินเพื่อนำไปให้ กนอ. (การนิคมอุตสาหกรรม ) และเอกชนเช่าในราคาถูก เพราะหากที่ดินมีราคาสูงเกินไป อาจส่งผลให้เอกชนไม่เข้ามาลงทุน โดยขั้นตอนในการจัดหาที่ดินของรัฐนั้น การใช้ประโยชน์จะต้องมีการยกเลิกพื้นที่ป่าถาวรเสียก่อน ซึ่งกระบวนการดังกล่าวนี้จะต้องใช้เวลา เพราะต้องผ่านการดำเนินเรื่องนานถึง 4-5 ขั้นตอน อาทิ ต้องนำเรื่องเข้าสู่ ครม. ทำให้ใช้เวลานานกว่าจะเพิกถอนได้ ดังนั้น เพื่อให้การเพิกถอนพื้นที่ป่าถาวรทำได้อย่างรวดเร็ว ด้วยเหตุนี้ คสช. จึงออกคำสั่งที่ 17/2558 อาศัยอำนาจตามมาตรา 44 เปลี่ยนประเภทที่ดินของรัฐ จากป่าถาวร ป่าสงวนแห่งชาติรวมถึงพื้นที่สาธารณะประโยชน์ให้เป็นที่ดินราชพัสดุ ในการดูแลของกรมธนารักษ์ คือเป็นการเปลี่ยนประเภทที่ดิน

“คำสั่งที่ 17/2558 โดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 44 นี่เอง คือที่มาของการที่ชาวบ้านคัดค้าน ทั้งที่ในระเบียบสำนักนายกฯ ที่ออกมาในปี2556 ในรัฐบาลยิ่งลักษณ์ยังระบุถึงเรื่องของการมีส่วนร่วมของประชาชนในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ แต่ในคำสั่ง คสช. ที่ 17/2558 นี้ไม่ระบุถึงการมีส่วนร่วมของประชาชนเอาไว้ แต่ ระเบียบสำนักนายกฯนี้ยังมีอยู่ ยังไม่ถูกยกเลิก ยังมีผลอยู่แต่กลับไม่ถูกนำมาใช้”

“เพราะฉะนั้น พื้นที่ในเฟสแรกจะมีที่ดินของรัฐในประเภทต่างๆ เป็นที่ดินของรัฐทั้งหมด รวมทั้งที่            อ.แม่สอด ซึ่งที่นี่เป็นป่าสงวนแห่งชาติป่าแม่ละเมา และเคยมีการปฏิรูปที่ดิน  มี สปก. ไปแล้ว แล้วก็มีพื้นที่ป่าถาวร ซึ่งเพิ่งจำแนกเป็นป่าถาวรในปี พ.ศ.2525 หลังประกาศเป็นเขตป่าสงวน คือประกาศขึ้นภายหลังการก่อตั้งชุมชน ชุมชนที่นี่ก่อตั้งมาตั้งแต่ ปี พ.ศ.2470 ในที่เดิมที่ใกล้เคียงกัน แล้วชุมชนก็ย้ายมาอยู่พื้นที่ในปัจจุบันนี้ คือย้ายมาตั้งแต่ ปี พ.ศ.2479 ชุมชนแห่งนี้จึงมีความเก่าแก่ เขาอยู่กันมานานมาก”

เสียงสะท้อนจากกลุ่มแม่สอดรักษ์ถิ่น

นอกจากทัศนะของผู้อำนวยการกลุ่มจับตาปัญหาที่ดินแล้ว ชาวบ้านรายหนึ่งกล่าวเพิ่มเติมในวงเสวนาว่าในพื้นที่ อ.แม่สอด โดยเฉพาะบ้านวังตะเคียนนี้เดือดร้อนอย่างมาก เมื่อออกมาเรียกร้องสิทธิก็ถูกโจมตีถูกกล่าวหาว่าเป็นนายทุนยุแยง ปลุกปั่นชาวบ้าน ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว บ้านวังตะเคียนนี้ เป็นหมู่บ้านเก่าแก่ มีมาตั้งแต่ก่อนปี พ.ศ.2400 เมื่อก่อน ส่วนชื่อบ้านก็ชื่อบ้านวังตะเคียน ใช้ชื่อนี้มาโดยตลอด

ส่วนอาชีพของคนในหมู่บ้านวังตะเคียนนั้น ตัวแทนชาวบ้านกล่าวว่า อาชีพแต่ดั้งเดิมของผู้คนที่นี่โดยส่วนใหญ่ปลูกข้าว อ้อยหวานและถั่วลิสง

“เดิมชาวบ้านแถบนี้ส่วนใหญ่แล้วปลูกข้าว แล้วก็มีปลูกอ้อยปลูกถั่วลิสง อ้อยที่ปลูกก็มีเอามาคั่วเป็นน้ำอ้อยกะทิ ขายในราคาแพงขึ้น นี่คือภูมิปัญญาชาวบ้าน”

นอกจากเล่าถึงวิถีชีวิตของชาวบ้านวังตะเคียนในยุคที่อยู่อาศัยทำกินมานับแต่เริ่มแรกก่อนจะประกาศเขตป่าสงวนและป่าไม้ถาวรแล้ว ตัวแทนชาวบ้านรายหนึ่งเล่าถึงการเรียกร้องของชาวบ้าน ให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะนายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ชะลอหรือทบทวนคำสั่งที่ 17/2558 ซึ่งเปลี่ยนให้พื้นที่นี้กลายเป็นที่ราชพัสดุ ส่งผลกระทบต่อชาวบ้านหลายครัวเรือน และพยายามเรียกร้องความเป็นธรรม ยืนยันข้อเท็จจริงกับรัฐว่าที่แห่งนี้ไม่ใช่พื้นที่ป่าเสื่อมโทรม ชาวบ้านไม่ใช่นายทุน แต่ทำกินและอยู่อาศัยมานานนับตั้งแต่ก่อนประกาศเขตป่าสงวนและป่าไม้ถาวร

“นอกจากนี้ เรายังเคยเรียกร้องให้มีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนสิทธิการครอบครองที่ดิน แต่ก็ยังไม่มีคำสั่งแต่งตั้งจากทางจังหวัด และปัญหาเร่งด่วนตอนนี้คือ กรมธนารักษ์ จะเร่งขอเวนคืนพื้นที่ 2,000 กว่าไร่เพื่อให้ได้โฉนด เคยมีเหตุการณ์ที่กรมธนารักษ์ จะให้เจ้าหน้าที่มารังวัดที่ เพื่อนำไปยื่นขอออกโฉนด ชาวบ้านก็คัดค้านไว้ ทางเจ้าหน้าที่รัฐก็บอกว่าชาวบ้านไม่ให้ความร่วมมือ ต่อมาก็มีการพาทหารมาคุมรังวัด ชาวบ้านก็ไม่กล้าขัดขวาง คือก่อนนี้เราพยายามคัดค้านการรังวัดแล้ว แต่เจ้าหน้าที่เขาไม่ฟัง เราไปคัดค้านการชี้แนวเขต ที่เขาจะรวมพื้นที่มาเป็นแปลงเดียวกัน” ชาวบ้านวังตะเคียนรายนี้ระบุถึงความพยายามเรียกร้อง คัดค้าน ของชาวบ้านในช่วงที่มีการรังวัดที่เพื่อนำไปเป็นส่วนหนึ่งของนิคมอุตสาหกรรม เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ ในพื้นที่ อ.แม่สอด

*หมายเหตุ

เมื่อเดือนกันยายน 2558 ชาวบ้าน ต.ท่าสายลวด อ.แม่สอด จ.ตาก ได้ยื่นหนังสือต่อเจ้าหน้าที่ศูนย์ดำรงธรรม ขอให้รัฐบาลทบทวนการใช้มาตรา 44 ที่มีการเวนคืนที่ดินเพื่อดำเนินโครงการจัดสรรที่ดินเขตเศรษฐกิจพิเศษตาก

แถลงการณ์จากกลุ่มคนแม่สอดรักษ์ถิ่นที่ขอให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. สั่งยกเลิกหรือชะลอการเวนคืนที่ดินของชาวบ้านเพื่อดำเนินโครงการจัดสรรที่ดินเขตเศรษฐกิจพิเศษตาก เนื่องจากคำสั่ง ที่ 17/ 2558 ของ คสช.ก่อให้เกิดความเดือดร้อนในหลายประเด็นนั้น มีรายละเอียดดังนี้

ตามที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้มีคำสั่งที่ 17/2558 เรื่องการจัดหาที่ดินเพื่อใช้ประโยชน์ในเขตพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษตาก และอาศัยอำนาจตามความในมาตร 44 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 ให้เป็นพื้นที่ราชพัสดุโดยความเห็นชอบของ คสช. จึงมีคำสั่งดังนี้

1.ที่ดินในท้องที่ ต.ท่าสายลวด อ.แม่สอด จ.ตาก เฉพาะภายในแนวเขตตามแผนที่หมายเลข 1/8 ท้ายคำสั่งนี้ โดยให้มีผลเป็นการเพิกถอนป่าสงวนแห่งชาติตามกฎกระทรวงฉบับที่ 945 (พ.ศ.2524) ออกตามความในพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 และเขตป่าไม้ถาวรตามมติคณะรัฐมนตรี และถอนสภาพที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน

จากการประกาศคำสั่งที่ 17/2558 และอำนาจความตามในมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 โดยมอบหมายให้กรมธนารักษ์เป็นผู้ดูแลในการจัดหาที่ดินเพื่อการใช้ประโยชน์ใน เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษตาก ได้สร้างความเดือดร้อนและความเสียหายให้กับชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ บ้านวังตะเคียน หมู่ 4 และหมู่ 7 ต.ท่าสายลวด อ.แม่สอด จ.ตาก เพราะที่ดินผืนนี้เป็นที่อยู่อาศัยและที่ทำการเกษตรหาเลี้ยงชีพมา ซึ่งได้สืบทอดมาจากบรรพบุรุษ หากพื้นที่ดังกล่าวถูกยกให้เป็นเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ จะมีนิคมอุตสาหกรรมเกิดขึ้น ชาวบ้านหลายครอบครัวต้องสูญสิ้นที่ดินทำกิน ที่อยู่อาศัย และชุมชนบริเวณโดยรอบต้องมารับผลกระทบจากการสร้างนิคมอุตสากรรม ทั้งสุขภาพร่างกาย สุขภาพจิต และทำลายทรัพยากรธรรมชาติสิ่งแวดล้อม ซึ่งทางภาครัฐไม่มีความชัดเจนของข้อมูล ไม่มีมาตรการรองรับ ไม่มีพื้นที่ที่จะรองรับให้ชาวบ้านผู้ได้รับผลกระทบ และไม่ให้ภาคประชาชนคนในพื้นที่เข้ามามีส่วนร่วมในการตัดใจการพัฒนา ขณะนี้ยังไม่มีการแก้ไขปัญหาผู้ได้รับผลกระทบ หรือข้อยุติร่วมกัน แต่ส่งเจ้าหน้าที่เข้ามารังวัด ชี้แนวเขตในพื้นที่ โดยผู้ได้รับผลกระทบได้ยื่นหนังสือคัดค้านกับเจ้าหน้าที่รังวัดที่ดินและ ศูนย์ดำรงธรรมทำเนียบรัฐบาล รัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทยแล้ว แต่ยังไม่ได้รับคำตอบ จึงถือได้ว่าขาดการมีส่วนร่วมและความยินยอมจากชาวบ้าน

ดังนั้นเพื่อให้เกิดความเป็นธรรม ในนามของกลุ่มคนแม่สอดรักษ์ถิ่น จึงขอเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรี เร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงและดำเนินการดังต่อไปนี้

1.พื้นที่บริเวณนี้เป็นพื้นที่ที่ไม่เหมาะสมในการรองรับเขตพัฒนาเขต เศรษฐกิจพิเศษ เนื่องจากเป็นพื้นที่เกษตรกรรมและมีชุมชนอยู่อาศัยหนาแน่นรอบพื้นที่ หากมีการก่อสร้างโรงงานอุตสาหกรรมในพื้นที่จะก่อให้เกิดมลพิษ สร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและวิถีชุมชนโดยรอบอย่างรุนแรง
2.ในการประกาศเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษตาก และการจัดหาพื้นที่รองรับเขตฯ ตามคำสั่ง คสช.ที่ 17/2558 อันเป็นมูลเหตุที่นำมาสู่การรังวัดออกโฉนดในครั้งนี้ ปรากฎว่าไม่มีการศึกษาและจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA) ที่จะเกิดขึ้นในพื้นที่ ทำให้ชาวบ้านในพื้นที่ไม่มีหลักประกันและไม่สามารถตรวจสอบผลกระทบที่อาจจะ เกิดขึ้นในอนาคตได้
3.ไม่ให้มีการรังวัดพื้นที่ของกรมที่ดินจนกว่าการแก้ไขปัญหาจะได้ข้อยุติร่วมกัน
4.ให้มีการพิสูจน์สิทธิ์การทำประโยชน์ในที่ดินของชาวบ้านอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม
5.ให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช.มีคำสั่งยกเลิกประกาศคำสั่งที่ 17/2558 หรือชะลอการดำเนินการใดๆ เกี่ยวกับพื้นที่ได้รับผลกระทบออกไปก่อน จนกว่าจะได้ข้อยุติการแก้ไขปัญหา

นอกจากการยื่นหนังสือทวงถามความเป็นธรรมไปยังหน่วยงานต่างๆ รวมทั้งยื่นหนังสือต่อศูนย์ดำรงธรรมแล้ว ในช่วงปลายปี 2558 ชาวบ้านกลุ่มแม่สอดรักษ์ถิ่นได้เดินทางไปร่วมประชุมที่มหาวิทยาลัยรังสิตกับคณะอาจารย์และเครือข่ายองค์กรภาคประชาสังคมอีกหลายองค์กรและผู้ได้รับผลกระทบจากเขตเศรษฐกิจพิเศษในหลายจังหวัด โดยจัดเวทีระดมความเห็นกรณีผลกระทบต่อวิถีชีวิตชุมชนและออกแถลงการณ์เรียกร้องความเป็นธรรมต่อภาครัฐให้ชะลอหรือทบทวนนโยบายที่ขาดการมีส่วนร่วมของประชาชน โดยเรียกร้องร่วมกับเครือข่ายในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษของทุกจังหวัด

นอกจากนี้ ยังมีชาวบ้านวังตะเคียนอีกหลายราย ผลัดกันบอกเล่าถึงสถานการณ์ของพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษที่รัฐต้องการในพื้นที่ ต.ท่าสายลวด อ.แม่สอด ส่งผลให้มีผู้เดือดร้อนไม่น้อยกว่า 90 ครอบครัว ล่าสุดมีชาวบ้านจำนวน 80 รายที่ยื่นเรื่องคัดค้านการออกโฉนดที่ดินดังกล่าวกับสำนักงานที่ดิน

ตัวแทนชาวบ้านรายหนึ่งกล่าวว่า พื้นที่จำนวน 2,000 กว่าไร่จะถูกแบ่งออกเป็น 2 แปลง คือ แปลงใหญ่มีเนื้อที่ประมาณ 1,300 ไร่ และแปลงที่มีประมาณ 800 ไร่  แต่ไม่ว่าอย่างไร พื้นที่โดยรวมของทั้งสองแปลงจะเป็นเขตอุตสาหกรรม มีทั้งส่วนที่ให้เอกชนเช่าโดยมีกรมธนารักษ์เป็นเจ้าของ และส่วนที่เป็นที่ตั้ง สำนักงานของหน่วยงานรัฐต่างๆ ประมาณ 20 กว่าหน่วยงาน รวมทั้งมีกลุ่มทุนใหญ่ที่จะเข้ามาสร้างโรงงานในพื้นที่ นอกจากนี้จะมีการสร้างด่านข้ามน้ำแม่น้ำเมย มีสะพานข้ามไปยังฝั่งเมียนมา เป็นต้น

บางเสียงสะท้อนจากบ้านขุนห้วยช่องแคบ : หวั่นนิคมอุตสาหกรรมสวนทางกับวิถีชีวิต 

ผลกระทบที่ตามมาจากการประกาศเขตเศรษฐกิจพิเศษและการบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้อง อาทิ คำสั่ง คสช.ที่ 17/2558 ที่ประกาศเพิกถอนพื้นที่ป่าสงวนและป่าถาวร เป็นที่ราชพัสดุ ไม่เพียงสร้างความกังวลให้กับชาวบ้านที่บ้านวังตะเคียน ต.ท่าสายลวด อ.แม่สอด เท่านั้น แต่การใช้คำสั่งดังกล่าวเพื่อเพิกถอนพื้นที่ป่าเป็นที่ราชพัสดุ ได้สร้างความกังวลกับราษฎรที่บ้านขุนห้วยช่องแคบ ตำบลช่องแคบ อำเภอพบพระ จังหวัดตาก หนึ่งใน 14 ตำบลที่ประกาศเป็นเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษด้วยเช่นกัน

‘นายสุดเขต (นามสมุมติ)’ ตัวแทนชาวบ้านขุนห้วยช่องแคบรายหนึ่ง กล่าวว่ายอมรับว่าที่ผ่านมาตนเอง รวมทั้งชาวบ้านหลายคนในหมู่บ้านไม่รู้อิโหน่อิเหน่อะไร ไม่ได้ติดตามหรือเข้าใจในเรื่องเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ กระทั่ง

“การประชุมประชาคมหมู่บ้านครั้งหนึ่ง มีผู้นำในตำบลถามชาวบ้านว่าจะขอพื้นที่ตรงนี้ให้เป็นที่ราชพัสดุ ชาวบ้านเห็นด้วยไหม เราก็ไม่เข้าใจว่าที่ราชพัสดุคืออะไร หมายความว่ายังไง เขาบอกว่าจะทำเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ แล้วก็มีการเรียกนายก อบต. มาประชุม มีเจ้าหน้าที่มาบอกว่าเดี๋ยวที่นี่ก็จะโด่งดังไปทั่วโลก ใครๆ ก็จะรู้จัก ใครๆ ก็จะมา มีโรงงานต่างๆ ทั่วโลกจะได้รู้จัก”

“เคยมีเจ้าหน้าที่บอกว่าที่บ้านขุนห้วยช่องแคบนี่จะถูกทวงคืนพื้นที่ 600 ไร่ จากพื้นที่ทั้งหมดของ อ.พบพระ ที่มีอยู่ 3,000 กว่าไร่ เจ้าหน้าที่บอกว่าที่นี่จะเป็นนิคมอุตสาหกรรม ผู้นำในหมู่บ้านก็บอกว่าที่นี่จะเป็นเหมือนเขตอุตสาหกรรมนวนคร แต่ส่วนใหญ่หมู่บ้านนี้อยู่ในเขตป่าสงวนแม่โกนเกน เราก็ไม่แน่ใจว่าเขาจะใช้น้ำจากไหนในการทำเขตอุตสาหกรรม เรากังวลว่าเขาจะดูดน้ำมาจากแม่น้ำเมยเพราะที่หมู่บ้านนี้ห่างจากแม่น้ำเมยเพียงประมาณ 5 กิโลเมตร”

“แรกๆ ชาวบ้านที่นี่ไม่รู้อะไรเลย แล้วจู่ๆ ก็มีเจ้าหน้าที่มาบอกว่ารัฐบาลเขาจะขอเวนคืนที่ดิน คือเป็นการทวงคืนผืนป่า แล้วก็มีเรื่องเขตเศรษฐกิจพิเศษบูมขึ้นมา พื้นที่ที่ทหารมายึดก็มี ที่ตรงนี้มีความซับซ้อนหลายประเด็น คือ มีการมาปักหลักแนวเขตด้วย ยอมรับว่าเรื่องเขตเศรษฐกิจพิเศษนี้ชาวบ้านก็ไม่รู้รายละเอียดมากนัก ส่วนใหญ่มีผู้นำหมู่บ้านไปคุยกับเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้อง เหมือนรู้กันแค่ไม่กี่คน เรื่องเขตเศรษฐกิจ ชาวบ้านหลายคนไม่เคยรู้เรื่องมาก่อน จู่ๆ ก็มี เจ้าหน้าที่มาบอกว่าจะมายึดมาทวงคืนพื้นที่ บางคนก็มาบอกว่าชาวบ้านบุกรุก”

นายสุดเขต (นามสมมุติ)เล่าเพิ่มเติมด้วยว่า “ในการประชุมประชาคมหมู่บ้านครั้งหนึ่ง มีการขอให้ชาวบ้านยกมือเห็นด้วยกับเรื่องเขตเศรษฐกิจพิเศษ แต่ผมคัดค้านว่าเรายังไม่รู้เรื่องอะไรเลย ไม่รู้รายละเอียดอะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้ ชาวบ้านไม่มีข้อมูลอะไรเลย แล้วจะมาขอให้เราเห็นด้วยได้อย่างไร จะมาบอกว่าเป็นมติเป็นประชาคมได้อย่างไร คุณนำเสนอแต่ผลดีของเขตเศรษฐกิจแต่คุณไม่นำเสนอถึงผลเสียเลยว่าจะเกิดอะไรตามมา มีผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมยังไงบ้าง  วันนั้น ก็ไม่มีมติจากประชาคม เพราะในที่สุด ชาวบ้านยังไม่ขอลงมติ”

นายสุดเขต (นามสมุมติ)กล่าวว่า หลังจากนั้นมา ตนเองก็เริ่มติดตามข้อมูลเกี่ยวกับเขตเศรษฐกิจพิเศษ จาก สกน.ที่มาให้ความรู้เรื่องเขตเศรษฐกิจพิเศษกับชาวบ้าน

“ตอนนี้ก็เริ่มมีเสาไฟฟ้าเข้ามา แล้วก็เตรียมจะมีการตัดถนนเข้ามาแล้ว ชาวบ้านที่นี่ คนรุ่นเก่าส่วนใหญ่จบการศึกษาในระดับที่สูงที่สุดคือ ป.6 ส่วนคนรุ่นใหม่ที่จบปริญญาตรีก็ยังมีไม่มาก แต่แม้คนที่เรียนจบสูงๆ จะมีไม่มาก แต่เท่าที่ผมได้พูดคุยกับชาวบ้านหลายคน เขาก็เห็นตรงกันว่าขออยู่กับธรรมชาติดีกว่ามีโรงงานอุตสาหกรรม เพราะวิถีชุมชนก็จะเปลี่ยนแปลงไปทั้งมลภาวะก็จะเกิดขึ้นมีมากขึ้น แล้วถ้าเป็นเขตนิคมอุตสาหกรรม การที่ชาวบ้านจะเข้าไปหาไปตัดไผ่มาทำบ้านก็คงยากขึ้น ถ้าเป็นเขตนิคม เขตเศรษฐกิจพิเศษแล้วเราก็คงเข้าไปในพื้นที่ไม่ได้ จะไปเอาไผ่มาทำบ้านไม่ได้เหมือนที่ผ่านมา” นายสุดเขต (นามสมุมติ)บอกเล่าถึงความรู้สึกของชาวบ้านที่มีต่อโครงการขนาดใหญ่ที่จะนำความเปลี่ยนแปลงมาสู่พื้นที่นี้ในอนาคต

ชาวบ้านแห่งบ้านขุนห้วย-ช่องแคบรายนี้ สอบถามถึงประเด็น คำสั่งที่ 17/2558 ของ คสช.ด้วย เนื่องจากไม่เข้าใจว่าเหตุใดจึงสามารถสั่งเพิกถอนพื้นที่ป่าให้กลายที่ราชพัสดุได้ แล้วที่ราชพัสดุเป็นที่ประเภทใด มีความหมายว่าอย่างไร

นายสุมิตรชัย ผอ.CPCR อธิบายว่าความสำคัญของที่ราชพัสดุนั้น นับแต่โบราณมาก็คือที่ของหลวงหรือที่ของรัฐที่มีไว้เพื่อให้รัฐหาผลประโยชน์นั่นเอง กล่าวคือ เป็นที่สำหรับให้หน่วยงานรัฐใช้ให้เอกชนเช่า

“ลักษณะของที่ราชพัสดุ เป็นกฎหมายที่เอื้อให้รัฐนำเอาที่ไปหาผลประโยชน์ได้เพื่อการลงทุน ส่วนประเด็นที่สงสัยว่าทำไมเป็นพื้นที่ป่าอยู่แล้ว แล้วเพิกถอนพื้นที่ป่าเป็นที่ราชพัสดุได้ยังไง ก็ตอบว่า รัฐบาลนี้ทำได้ด้วยการเพิกถอนคำสั่งป่าสงวน ด้วยคำสั่งที่ 17/2558 ที่พลเอกประยุทธ์ อาศัยอำนาจตามมาตรา 44 คือเขาเปลี่ยนป่าสงวนเป็นที่ราชพัสดุแล้ว ตามคำสั่ง คสช. เขาอาศัยอำนาจนี้ เนื่องจากว่าถ้าไม่ใช้คำสั่งนี้ ไม่อาศัยอำนาจตามมาตรา 44 กระบวนการที่จะขอเพิกถอนที่ป่าสงวนจะต้องใช้เวลานาน หลายขั้นตอนในการเพิกถอน เช่น ตอนมีการยื่นเรื่องเข้าสู่ ครม.ให้ครม.มีมติ และมีขั้นตอนอีกหลายขั้น รัฐอาจไม่อยากรอขั้นตอนต่างๆ ตามกระบวนการ จึงมีการออกคำสั่งนี้ เท่าที่ฟังมาปัญหาของบ้านขุนห้วยช่องแคบมีสองมิติ คือมีพื้นที่ที่ชาวบ้านถูกทวงคืนผืนป่าด้วย และเมื่อถูกทวงคืนไปแล้ว รัฐก็กลับเอาที่ดินไปเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษด้วย คือเมื่อโดนทวงคืนผืนป่าชาวบ้านก็ต้องยอมจำนน แต่กลายเป็นว่าทวงคืนไปเป็นเขตเศรษฐกิจ เป็นเขตนิคมอุตสาหกรรม” ผอ.CPCR ระบุ

ประชาชนต้องผนึกกำลังเรียกร้อง‘ธรรมาภิบาล’ รัฐต้องเคารพ ‘สิทธิชุมชน’

ภายหลังรับฟังสภาพปัญหา และความเดือดร้อนจากผลกระทบของการประกาศเขตเศรษฐกิจพิเศษจากตัวแทนชาวบ้านกลุ่มแม่สอดรักษ์ถิ่นแล้ว นายสุมิตรชัย หัตถสาร ผู้อำนวยการ CPCR ตั้งข้อสังเกตว่าดูเหมือนกรณีนี้รัฐขอออกโฉนดในที่ดินของรัฐเอง ด้วยการประกาศเป็นที่ราชพัสดุ   ซึ่งในแง่หนึ่งหากกรมธนารักษ์ ซื้อที่ดินจากเอกชนแล้วไปดำเนินการขอออกโฉนดนั้นเป็นเรื่องเข้าใจได้ แต่ในกรณีที่ราชพัสดุนี้คือที่ดินของรัฐ แล้วฟังจากที่ชาวบ้านที่บ้านวังตะเคียนเล่ามานั้น ก็มีความพยายามที่จะมีการดำเนินการออกโฉนดในที่ของรัฐเองจะออกโฉนดในที่ของรัฐเองได้อย่างไร ประเด็นนี้ยังต้องติดตามตรวจสอบต่อไป

นอกจากนี้ นายสุมิตรชัยยังเสนอการแก้ปัญหาของกรณีชาวบ้านวังตะเคียนว่าในการยืนยันสิทธิ์ของชาวบ้านด้วยหลักฐานที่เป็นรูปธรรม ควรนำถ่ายทางอากาศ ปี พ.ศ.2497 (อัตราส่วน 1:4,000) ซึ่งเป็นภาพถ่ายอากาศครั้งแรกของไทยมาตรวจสอบเพื่อให้เห็นว่ามีหลักฐานการเข้าทำประโยชน์

“เนื่องจากชาวบ้านยืนยันว่าเข้าทำประโยชน์ในพื้นที่นี้มาแล้วยาวนาน ภาพถ่ายทางอากาศจะช่วยยืนยันได้ว่าเราอยู่ที่นี่จริง หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ก็จะสืบค้นได้ ถ้าชาวบ้านยืนยันว่าอยู่มาตั้งแต่ตอนนั้นแล้ว หลักฐานภาพถ่ายทางอากาศก็จะเห็น ถ้าเรามั่นใจในเรื่องนี้ เราก็น่าจะท้าพิสูจน์หน่วยงานรัฐได้ จากนั้นก็ไล่ดูพัฒนาการของพื้นที่มาเรื่อยตามภาพถ่ายทางอากาศในแต่ละลำดับเวลา จนกระทั่งประกาศเขตป่าสงวน วิธีการนี้จะช่วยให้เห็นพัฒนาการการอยู่อาศัย การใช้ที่ทำกินและการเข้าทำประโยชน์ในพื้นที่ของชาวบ้าน” ผอ.CPCR ระบุก่อนกล่าวเพิ่มเติมถึงประเด็นการออกคำสั่ง ที่ 17/2558 ด้วยว่า จริงอยู่แม้ว่าตอนนี้ การออกคำสั่งโดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 44 นั้นเป็นอำนาจที่ใหญ่สุด แต่ไม่ว่าอย่างไร ในกรณีที่คำสั่งใดๆ โดยอาศัยอำนาจนี้ กระทบกับสิทธิชุมชน ชุมชนก็อาจต่อสู้เรียกร้องขอความเป็นธรรม เช่น ยื่นฟ้องหน่วยงานรัฐที่ละเมิดสิทธิชุมชนต่อศาลปกครอง เนื่องจากเคยมีกรณีที่คำพิพากษาศาลปกครองในคดีที่เกี่ยวข้องกับประเด็นสิทธิชุมชนโดยศาลปกครองชี้ว่าในปัจจุบัน หลักสิทธิชุมชนยังคงอยู่

นอกจากนี้ ทั้งนายสุมิตรชัย และนางสาวพรพนา ผู้อำนวยการกลุ่มจับตาปัญหาที่ดินมีความกังวลในประเด็นสอดคล้องกันคือ ร่างพระราชบัญญัติเขตเศรษฐกิจพิเศษในบางมาตราบัญญัติไว้ว่าเป็นพื้นที่ปิด ห้ามบุคคลภายนอกเข้าก่อนได้รับอนุญาตซึ่งอาจเป็นอุปสรรคในกระบวนการตรวจสอบของภาคประชาชน

ด้านนายสมชาย หอมลออ ที่ปรึกษามูลนิธิผสานวัฒนธรรม กล่าวเสนอแนะหลังรับฟังประเด็นปัญหาและผลกระทบที่เกิดขึ้นกับชาวบ้านบ้านวังตะเคียน และบ้านขุนห้วยช่องแคบว่าในยุทธศาสตร์การต่อสู้เพื่อทวงถามความเป็นธรรมในประเด็นเรื่องสิทธิที่ทำกินนั้น ในลำดับแรกอาจจำต้องยอมรับความเป็นจริงประการหนึ่งว่า การที่ชาวบ้านจะบอกว่าคำสั่ง คสช. เป็นสิ่งที่ผิดกฎหมายนั้น เป็นเรื่องยาก แต่ในกรณีของการที่รัฐใช้กฎหมายอย่างไม่ชอบธรรม หรือละเมิดหลักนิติธรรมนั้น เป็นสิ่งที่ประจักษ์ชัด และอาจสู้ได้ด้วยประเด็นนี้

“แต่ต้องชี้ให้ชัดว่า การใช้คำสั่งนี้โดยอาศัยอำนาจตามมาตรา44 ขัดกับหลักใดบ้าง หรือไม่ชอบด้วยกฎหมายใด มาตราใดบ้าง เช่นขัดกฎหมายสิ่งแวดล้อมหรือไม่ อย่างไร หรือขัดระเบียบสำนักนายกฯ ว่าด้วยเขตเศรษฐกิจพิเศษที่ต้องให้รับฟังหรือให้ภาคประชาชนในพื้นที่มีส่วนร่วม หรือไม่ เหล่านี้เป็นต้น หรือในกรณีที่หากกระทรวงเกษตรไม่จัดสรรที่ทำกินทางการเษตรให้อย่างเป็นธรรมเมื่อชาวบ้านได้รับผลกระทบจากนโยบายนี้ หรือการฟ้องคณะกรรมการกรมที่ดินว่าการรังวัดที่ดินหรือการออกโฉนดในกรณีนี้ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เป็นต้น ตัวอย่างที่ว่านี้ ในทางยุทธศาสตร์เราทำได้เพียงการเตะถ่วง ชะลอการเวนคืนในทางปฏิบัติ นี่เป็นวิธีหนึ่งเท่านั้น เพราะไม่ว่าอย่างไร การยื่นฟ้องศาลปกครอง ก็ยังยกเลิกคำสั่งที่ 17/2558 ไม่ได้ จริงอยู่การฟ้องต่อศาลปกครองในประเด็นละเมิดสิทธิชุมชนหรือขัดหลักนิติธรรมนั้นก็เป็นสิ่งที่จำเป็น แต่สิ่งสำคัญที่สุดมากกว่าการฟ้องร้องต่อสู้กันทางกฎหมายก็คือ การขับเคลื่อนเรียกร้องความป็นธรรมในประเด็นเหล่านี้ สิ่งสำคัญที่สุดต้องเริ่มจากชาวบ้านเองชาวบ้านและต้องร่วมกันขับเคลื่อนผลักดันประเด็นปัญหาของตนเองอย่างเข้มแข้ง

“การฟ้องศาลถือเป็นเรื่องรองแต่กระบวนการหลักคือชาวบ้านต้องรวมตัวกันขับเคลื่อนประเด็นปัญหาด้วยตัวเขาเอง หรือจัดอภิปราย เชิญนักวิชาการมาร่วมแสดงความเห็น หรือมีเวทีที่ตั้งคำถามต่อเขตเศรษฐกิจพิเศษทำให้ได้อย่างต่อเนื่อง โดยผสานความร่วมมือกับเครือข่าย องค์กรภาคประชาสังคม นักวิชาการที่ติดตามประเด็นปัญหาเหล่านี้ อาจชวนองค์กรด้านแรงงานด้านสุขภาพมาร่วมวิเคราะห์ผลกระทบด้วย หากทำได้ก็จะถือเป็นการตรวจสอบจากภาคประชาชนที่มีพลังและมีประสิทธิภาพ” นายสมชายระบุ

ด้านนางสาวพรพนา ผู้อำนวยการกลุ่มจับตาปัญหาที่ดินเสนอว่า  “เราควรเรียกร้องให้รัฐมีธรรมาภิบาล ทั้งเรื่องการศึกษาผลกระทบรวมทั้งดำเนินการตามที่มีบัญญัติหลักเกณฑ์แนวทางไว้ตาม พ.ร.บ. สิ่งแวดล้อม หรือ พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ รวมทั้งเรื่องของการรับฟังความเห็นจากคนแม่สอดและคนที่มีส่วนร่วมมีส่วนได้ส่วนเสียหรือได้รับผลกระทบในที่นั้นๆ ที่ถูกประกาศเป็นพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ ประชาชนต้องมีส่วนกำหนดทิศทางพื้นที่ของเขา”

“ที่สำคัญที่สุดรัฐต้องลดความเหลื่อมล้ำของประชาชน แต่สิ่งที่ทำอยู่นี้ นโยบายในแนวทางนี้สามารถลดความเหลื่อมล้ำได้จริงหรือไม่ ทำอย่างไร เราจะนำธรรมภิบาลกลับมาได้หรือไม่ รวมถึงประเด็นปัญหาเรื่องการจัดหาที่ดินโดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 44 ทั้งที่ยังมีกลไกอื่นที่เหมาะสมกว่า อาทิ การพิสูจน์สิทธิ์การใช้ประโยชน์ที่ดินที่มีมาก่อนการเปลี่ยนสภาพที่ดินให้เป็นที่ราชพัสดุก็เป็นสิ่งที่ชาวบ้านเสนอ เพราะเป็นวิธีที่ชาวบ้านมองว่าเป็นธรรมที่สุดสำหรับเขา รัฐต้องมีธรรมาภิบาลและรับฟังเสียงของประชาชนให้มากกว่านี้” ผู้อำนวยการกลุ่มจับตาปัญหาที่ดินกล่าวทิ้งท้าย

               ….

 

 

 

 

 

Advertisements