Provincial Court of Lom Sak to deliver verdict on the case the National Park authority holding 11 villagers of Ban Huay Kon Tha, Phetchabun, civil liability for global warming damage

14907267_669120099922535_764525343700560224_n14729253_669120293255849_7614813899377481308_n

The Center for the Study and Development of Human Rights Lawyers, Chaiyapum Province

 Thai version is below

 Provincial Court of Lom Sak to deliver verdict on the case the National Park authority holding 11 villagers of Ban Huay Kon Tha, Phetchabun, civil liability for global warming damage

 

Source: The Center for the Study and Development of Human Rights Lawyers

At 28 October 2016, 09.00am, the Provincial Court of Lom Sak has taken evidence in the Civil Case, the Black Case no. 77/2553 in which the Department of National Parks, Wildlife and Plant Conservation (DNP) had sued asking for damages from Ms. Maneerat Khambao and others, altogether 16, villagers of Ban Huay Kon Tha, Moo 6, Tambon Pak Chong, Lom Sak District, Phetchabun.

Related to this, around early August 2005, 11 individuals were criminally prosecuted with the  Provincial Court of Lom Sak in the Black Case no.831/2558, Red Case no. 349/2550 between the Lom Sak public prosecutor v Ms. Maneerat Khambao and others, altogether 11. The case against minor defendants were separately indicted with the Provincial Court of Phetchabun’s Family and Juvenile Division in the Black Case no. 340/2558, Red Case no. 89/2550 with the defendants including Ms. Mali Khammoo and another person. Both minors were charged for violating the Wild Animal Reservation and Protection Act, BE 2535 (1992) and the Forestry Act, BE 2484 (1941). In a similar circumstance, the defendants in both cases were accused of working as hired labor to harvest corn planted inside the Phu Pha Daeng Wildlife Sanctuary covering the area of 9 rai and 46 square wah. The Provincial Court of Lom Sak has later decided to acquit all the defendants in both cases and the cases have reached their final verdicts.

Then, on 25 February 2010, the DNP, by its Director General, Mr. Chatuporn Burutphat, has filed civil suits against the same defendants with the Provincial Court of Lom Sak. This time, they even filed charges against the three statutory agents of the two minors to hold them accountable for the damages as well. There are altogether 16 defendants in this case and all of them are alleged to have trespassed, made clearance, and occupied the land in the manner detrimental to the forest and wild animals.

Invoking Section 97 of the Enhancement and Conservation of the National Environmental Quality Act, BE 2535 (1992), all of them are asked to provide for 470,978.79 baht as damages. The calculation was made based on the formula cited in the model to appraise environmental damage as a result of deforestation, developed by the Division of Watershed Research, the Bureau of Watershed Research and Conservation, DNP. The formula has been used for civil suits launched by the public prosecutors countrywide.

Today, the prosecutor has failed to bring other witnesses to give evidence to the Court and therefore declared that there would be no more witnesses to give evidence and it will be the turn of the attorneys to introduce their witnesses.

Mr. Thanomsak Rawadchai, attorney of the Center for the Study and Development of Human Rights Lawyers, has furnished the Court with the evidence given by the three defendants who had then stood trial in the criminal case, eventually dismissed by the Court. He has supplied the Court with the letter certifying the case had reached its final verdict as well. He then introduced two more witnesses including Mr. Rawee Thaworn, researcher of the Center for People and Forests (RECOFTC) and Mr. Amarin Saichan, attorney of the EnLAW Foundation. Both have rebuked the use of the global warming formula given its lack of consistency and based on various academic papers and researches, the formula does not take into account the analysis of the actual condition of land and forest in dispute prior and after the dispute has happened. As a result, the data used for the calculation is too vague to be used to calculate the exact amount of damages and it is not based on the economic principle and ethics.

During the witness examination, six documents have been submitted to the Court. All the witness examination has thus been completed and the Court shall further deliver the verdict.

The Provincial Court of Lom Sak shall deliver the verdict on 28 December 2016 at 10.00am.

More information contact the Center for the Study and Development of Human Rights Lawyers,  Lawyer Tanomsak Rawadchai 0816663533

 

ภาษาไทย

ข้อมูลจาก ศูนย์ศึกษาและพัฒนานักกฎหมายเพื่อสิทธิมนุษยชน

วันที่ ๒๘ ตุลาคม ๒๕๕๙ เวลา ๐๙:๐๐ นาฬิกา ศาลจังหวัดหล่มสัก ได้มีการสืบพยานโจทก์-จำเลย ในคดีเเพ่ง คดีหมายเลขดำที่ ๗๗ /๒๕๕๓ ที่ทางกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เป็นโจทก์ได้ฟ้องเรียกค่าเสียหายทางเเพ่งกับนางมณีรัตน์ คำเบ้า กับพวกรวม ๑๖ คน ตกเป็นจำเลย โดยทั้งหมดเป็นชาวบ้านห้วยกนทา หมู่ที่ ๖ ต.ปากช่อง อ.หล่มสัก จ.เพชรบูรณ์

สืบเนื่องจากเมื่อประมาณต้นเดือนสิงหาคม ๒๕๔๘ ได้มีการยื่นฟ้องคดีอาญา จำนวน ๑๑ ราย ต่อศาลจังหวัดหล่มสัก ในคดีหมายเลขดำที่ ๘๓๑/๒๕๕๘คดีหมายเลขแดงที่ ๓๔๙/๒๕๕๐ ระหว่าง พนักงานอัยการจังหวัดหล่มสัก โจทก์ นางมณีรัตน์ คำเบ้า ที่๑ กับพวกรวม ๑๑ คน จำเลย และได้แยกฟ้องจำเลยซึ่งเป็นเยาวชนต่อศาลจังหวัดเพชรบูรณ์แผนกคดีเยาวชนและครอบครัว ในคดีหมายเลขดำที่ ๓๔๐/๒๕๕๘คดีหมายเลขแดงที่ ๘๙/๒๕๕๐ คือนางสาวมะลิ คำหมู่ กับพวกรวม ๒ คน ในข้อหาหรือฐานความผิดพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.๒๕๓๕ พระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.๒๔๘๔ โดยทั้ง ๒ คดีมีพฤติการณ์ในคดีเป็นไปในทำนองเดียวกันกล่าวคือพวกจำเลยที่ถูกฟ้องคดีทั้งหมดได้เข้าไปรับจ้างหักข้าวโพดในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูผาเเดง ในพื้นที่ประมาณ ๙ ไร่ ๔๖ ตารางวา ต่อมาศาลจังหวัดหล่มสักได้มีคำพิพากษาให้ยกฟ้องโจทก์ทั้ง ๒ คดี และคดีถึงที่สุดแล้ว

แต่ต่อจากนั้น เมื่อวันที่ ๒๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช โดยนายจตุพร บุรุษพัฒน์ อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติฯได้ยื่นเป็นโจทก์ฟ้องเป็นคดีแพ่งอีกครั้งต่อศาลหล่มสัก กับนางมณีรัตน์ คำเบ้า กับพวกอีกครั้ง โดยในครั้งนี้ได้ยื่นฟ้องผู้แทนโดยชอบธรรมของเยาวชนทั้งสองเป็นคดีนี้รวมเข้าไปในคดีนี้ด้วยอีก ๓ ราย เพื่อให้รับผิดทางแพ่งในมูลละเมิดด้วย รวมเป็นจำเลยในคดีนี้ทั้งหมด ๑๖ คน โดยอาศัยข้อหาหรือฐานความผิดอาญา บุกรุก แผ้วถาง ยึดถือครอบครอง อันเป็นการทำลายป่าเเละเป็นอันตรายต่อสัตว์ป่า

ทั้งนี้ อาศัยอำนาจตาม มาตรา ๙๗ เเห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมเเละรักษาคุณภาพสิ่งเเวดล้อม พ.ศ. ๒๕๓๕ เพื่อฟ้องเรียกมูลค่าความเสียหายเป็นเงินจำนวนทั้งสิ้นรวม ๔๗๐,๙๗๘.๗๙ บาท โดยใช้วิธีจากหลักเกณฑ์การคำนวณเป็นไปตามคู่มือการใช้แบบจำลองสำหรับประเมินค่าเสียหายทางสิ่งแวดล้อมบางประการหลังการทำลายป่าที่จัดทำขึ้นจากหน่วยงานส่วนวิจัยต้นน้ำ สำหรับนักอนุรักษ์และจัดการต้นน้ำ ของ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืชฯ ซึ่งเป็นแบบหลักปฏิบัติในการดำเนินคดีแพ่งของพนักงานอัยการที่ต้องมาใช้ประกอบคำฟ้องเป็นคดีแพ่งทั่วประเทศในขณะนี้

ในวันนี้ทางฝ่ายอัยการโจทก์ไม่สามารถติดตามพยานปากอื่นมาเบิกความต่อศาลได้ จึงแถลงหมดพยาน และให้ทางฝ่ายทนายจำเลยสืบพยานต่อไป

ทนายถนอมศักดิ์ ระวาดชัย ทนายศูนย์ศึกษาและพัฒนานักกฎหมายสิทธิมนุษยชน ได้อ้างส่งคำเบิกความของจำเลย ๓ ราย ที่เคยถูกฟ้องเป็นคดีอาญาที่ศาลมีคำพิพากษายกฟ้องและหนังสือรับรองคดีถึงที่สุดแล้วต่อศาลแทนการสืบพยาน จากนั้นจึงได้นำพยานเข้าสืบเพิ่มเติมอีก ๒ ปาก คือ นายระวี ถาวร นักวิจัยจากศูนย์ฝึกอบรมวนศาสตร์ชุมชนแห่งภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก และนายอัมรินทร์ สายจันทร์ ทนายความจากมูลนิธินิติธรรมและสิ่งแวดล้อม (EnLaw) ได้มาเบิกความตอบข้อซักถามเพื่อหักล้างการนำแบบจำลองฯมาใช้คิดคำนวณค่าเสียหายที่ไม่มีความแน่นอน โดยอ้างอิงจากงานวิชาการที่อ้างถึงเอกสารงานวิจัยที่มาจากหลายเเห่งในทำนองว่าไม่มีการวิเคราะห์สภาพที่ดินและสภาพป่าไม้จริงในพื้นที่พิพาทโดยละเอียดทั้งก่อนและหลังเกิดข้อพิพาท จึงเป็นข้อมูลที่หยาบเกินกว่าที่จะนำมาใช้คิดคำนวณค่าเสียหายได้ และไม่สอดคล้องกับหลักการทางเศรษฐศาสตร์โดยปราศจากมนุษยธรรม

ในระหว่างการสืบพยานได้อ้างส่งเอกสารประกอบการซักถามรวม ๖ ฉบับ จึงเป็นว่าหมดพยานทั้งของโจทก์และจำเลยที่จะนำมาพิสูจน์ คดีเป็นอันเสร็จการพิจารณา

ศาลจังหวัดหล่มสักได้นัดฟังคำพิพากษาในวันที่ ๒๘ ธันวาคม ๒๕๕๙ เวลา ๑๐.๐๐ นาฬิกาที่จะถึงนี้

ติดต่อข้อมูลเพิ่มเติมศูนย์ศึกษาและพัฒนานักกฎหมายเพื่อสิทธิมนุษยชน

ทนายความ ถนอมศักดิ์ ระวาดชัย 0816663533

Advertisements