ข้อมูลจาก ศูนย์ศึกษาและพัฒนานักกฎหมายเพื่อสิทธิมนุษยชน 

วันที่ ๒๘ ตุลาคม ๒๕๕๙ เวลา ๐๙:๐๐ นาฬิกา ศาลจังหวัดหล่มสัก ได้มีการสืบพยานโจทก์-จำเลย ในคดีเเพ่ง คดีหมายเลขดำที่ ๗๗ /๒๕๕๓ ที่ทางกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เป็นโจทก์ได้ฟ้องเรียกค่าเสียหายทางเเพ่งกับนางมณีรัตน์ คำเบ้า กับพวกรวม ๑๖ คน ตกเป็นจำเลย โดยทั้งหมดเป็นชาวบ้านห้วยกนทา หมู่ที่ ๖ ต.ปากช่อง อ.หล่มสัก จ.เพชรบูรณ์

สืบเนื่องจากเมื่อประมาณต้นเดือนสิงหาคม ๒๕๔๘ ได้มีการยื่นฟ้องคดีอาญา จำนวน ๑๑ ราย ต่อศาลจังหวัดหล่มสัก ในคดีหมายเลขดำที่ ๘๓๑/๒๕๕๘คดีหมายเลขแดงที่ ๓๔๙/๒๕๕๐ ระหว่าง พนักงานอัยการจังหวัดหล่มสัก โจทก์ นางมณีรัตน์ คำเบ้า ที่๑ กับพวกรวม ๑๑ คน จำเลย และได้แยกฟ้องจำเลยซึ่งเป็นเยาวชนต่อศาลจังหวัดเพชรบูรณ์แผนกคดีเยาวชนและครอบครัว ในคดีหมายเลขดำที่ ๓๔๐/๒๕๕๘คดีหมายเลขแดงที่ ๘๙/๒๕๕๐ คือนางสาวมะลิ คำหมู่ กับพวกรวม ๒ คน ในข้อหาหรือฐานความผิดพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.๒๕๓๕ พระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.๒๔๘๔ โดยทั้ง ๒ คดีมีพฤติการณ์ในคดีเป็นไปในทำนองเดียวกันกล่าวคือพวกจำเลยที่ถูกฟ้องคดีทั้งหมดได้เข้าไปรับจ้างหักข้าวโพดในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูผาเเดง ในพื้นที่ประมาณ ๙ ไร่ ๔๖ ตารางวา ต่อมาศาลจังหวัดหล่มสักได้มีคำพิพากษาให้ยกฟ้องโจทก์ทั้ง ๒ คดี และคดีถึงที่สุดแล้ว
แต่ต่อจากนั้น เมื่อวันที่ ๒๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช โดยนายจตุพร บุรุษพัฒน์ อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติฯได้ยื่นเป็นโจทก์ฟ้องเป็นคดีแพ่งอีกครั้งต่อศาลหล่มสัก กับนางมณีรัตน์ คำเบ้า กับพวกอีกครั้ง โดยในครั้งนี้ได้ยื่นฟ้องผู้แทนโดยชอบธรรมของเยาวชนทั้งสองเป็นคดีนี้รวมเข้าไปในคดีนี้ด้วยอีก ๓ ราย เพื่อให้รับผิดทางแพ่งในมูลละเมิดด้วย รวมเป็นจำเลยในคดีนี้ทั้งหมด ๑๖ คน โดยอาศัยข้อหาหรือฐานความผิดอาญา บุกรุก แผ้วถาง ยึดถือครอบครอง อันเป็นการทำลายป่าเเละเป็นอันตรายต่อสัตว์ป่า

ทั้งนี้ อาศัยอำนาจตาม มาตรา ๙๗ เเห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมเเละรักษาคุณภาพสิ่งเเวดล้อม พ.ศ. ๒๕๓๕ เพื่อฟ้องเรียกมูลค่าความเสียหายเป็นเงินจำนวนทั้งสิ้นรวม ๔๗๐,๙๗๘.๗๙ บาท โดยใช้วิธีจากหลักเกณฑ์การคำนวณเป็นไปตามคู่มือการใช้แบบจำลองสำหรับประเมินค่าเสียหายทางสิ่งแวดล้อมบางประการหลังการทำลายป่าที่จัดทำขึ้นจากหน่วยงานส่วนวิจัยต้นน้ำ สำหรับนักอนุรักษ์และจัดการต้นน้ำ ของ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืชฯ ซึ่งเป็นแบบหลักปฏิบัติในการดำเนินคดีแพ่งของพนักงานอัยการที่ต้องมาใช้ประกอบคำฟ้องเป็นคดีแพ่งทั่วประเทศในขณะนี้
ในวันนี้ทางฝ่ายอัยการโจทก์ไม่สามารถติดตามพยานปากอื่นมาเบิกความต่อศาลได้ จึงแถลงหมดพยาน และให้ทางฝ่ายทนายจำเลยสืบพยานต่อไป

ทนายถนอมศักดิ์ ระวาดชัย ทนายศูนย์ศึกษาและพัฒนานักกฎหมายสิทธิมนุษยชน ได้อ้างส่งคำเบิกความของจำเลย ๓ ราย ที่เคยถูกฟ้องเป็นคดีอาญาที่ศาลมีคำพิพากษายกฟ้องและหนังสือรับรองคดีถึงที่สุดแล้วต่อศาลแทนการสืบพยาน จากนั้นจึงได้นำพยานเข้าสืบเพิ่มเติมอีก ๒ ปาก คือ นายระวี ถาวร นักวิจัยจากศูนย์ฝึกอบรมวนศาสตร์ชุมชนแห่งภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก และนายอัมรินทร์ สายจันทร์ ทนายความจากมูลนิธินิติธรรมและสิ่งแวดล้อม (EnLaw) ได้มาเบิกความตอบข้อซักถามเพื่อหักล้างการนำแบบจำลองฯมาใช้คิดคำนวณค่าเสียหายที่ไม่มีความแน่นอน โดยอ้างอิงจากงานวิชาการที่อ้างถึงเอกสารงานวิจัยที่มาจากหลายเเห่งในทำนองว่าไม่มีการวิเคราะห์สภาพที่ดินและสภาพป่าไม้จริงในพื้นที่พิพาทโดยละเอียดทั้งก่อนและหลังเกิดข้อพิพาท จึงเป็นข้อมูลที่หยาบเกินกว่าที่จะนำมาใช้คิดคำนวณค่าเสียหายได้ และไม่สอดคล้องกับหลักการทางเศรษฐเศรษศาสตร์โดยปราศจากเศรษฐธรรม
ในระหว่างการสืบพยานได้อ้างส่งเอกสารประกอบการซักถามรวม ๖ ฉบับ จึงเป็นว่าหมดพยานทั้งของโจทก์และจำเลยที่จะนำมาพิสูจน์ คดีเป็นอันเสร็จการพิจารณา

ศาลจังหวัดหล่มสักได้นัดฟังคำพิพากษาในวันที่ ๒๘ ธันวาคม ๒๕๕๙ เวลา ๑๐.๐๐ นาฬิกาที่จะถึงนี

Advertisements