สภาทนายความ’ ยื่นอุทธรณ์คดี ‘ปู่คออี้’โต้แย้ง 7 ประเด็น – ยืนยันถิ่นฐานดั่งเดิม

ที่มาสำนักข่าวสิ่งแวดล้อม

 ภาพเขียน  
‘สภาทนายความ’ ยื่นอุทธรณ์คดี ‘ปู่คออี้’โต้แย้ง 7 ประเด็น – ยืนยันถิ่นฐานดั่งเดิม

——————————————

ผู้แทนสภาทนายความเตรียมเข้ายื่นอุทธรณ์คำตัดสินศาลปกครอคดีเผาไล่รื้อชุมชนกะเหรี่ยงแก่งกระจานวันนี้ เหตุคำวินิจฉัยบกพร่อง ไม่ครบประเด็นตามที่ร้อง
ตัวแทนสภาทนายความจะเข้ายื่นอุทธรณ์คำพิพากษาศาลปกครองกลางต่อศาลปกครองสูงสุด ในวันที่ 6 ต.ค.2559 เวลาประมาณ 10.30 น.ภายหลังศาลปกครองกลางมีคำพิพากษาว่าเจ้าหน้าที่กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช รวมถึงนายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร อดีตหัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ดำเนินการไล่รื้อและเผาบ้านของชาวกะเหรี่ยงบ้านบางกลอยบน ต.ห้วยแม่เพรียง อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี เมื่อเดือน พ.ค.2554 ชอบด้วยกฎหมาย
ทั้งนี้ เนื่องจากผู้ฟ้องคดีทั้ง 6 ราย เห็นว่าคำวินิจฉัยของศาลปกครองกลางยังมีความบกพร่องคลาดเคลื่อน และยังวินิจฉัยไม่ครบประเด็นตามคำฟ้องของผู้ฟ้องคดี โดยได้โต้แย้งใน 7 ประเด็น ประกอบด้วย 1.ความมีอยู่จริงของการตั้งถิ่นฐานดั้งเดิมในพื้นที่บ้านบางกลอยบน-ใจแผ่นดิน 
2.วิถีวัฒนธรรมการผลิตของกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงแบบไร่หมุนเวียน มีงานวิชาการรองรับว่าเป็นการทำเกษตรที่ไม่ส่งต่อสิ่งแวดล้อมและช่วยรักษาป่าให้คงความอุดมสมบูรณ์ และมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 3 ส.ค.2553 ยอมรับวิถีวัฒนธรรม ความมีตัวตนและถิ่นฐานดั้งเดิมในพื้นที่ต่างๆ ของกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยง
3. การจัดการทรัพยากรภายใต้วิถีวัฒนธรรมชุมชนดั้งเดิมและสิทธิชุมชน ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 4.กระบวนการและขั้นตอนการดำเนินการตามมาตรา 22 แห่ง พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2504 ไม่ได้ให้อำนาจพนักงานเจ้าหน้าที่ดำเนินการทำลายทรัพย์สิน โดยการเผาทำลายหรือรื้อถอน แต่ให้เป็นดุลยพินิจว่าเป็นการป้องกันหรือบรรเทาความเสียหายแก่อุทยานหรือไม่
5.การปฏิบัติการของพนักงานเจ้าหน้าที่ไม่เป็นไปตามหลักแห่งความเหมาะสม และเป็นปฏิบัติการทางปกครองที่ส่งผลกระทบกระเทือนต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชนอย่างร้ายแรง ทั้งยังเป็นการใช้ดุลยพินิจโดยไม่เป็นไปตามหลักความได้สัดส่วนของการกระทำ (Principle of Proportionality) ตามหลักกฎหมายมหาชน
6.หลักการรับฟังคู่กรณี ตามมาตรา 30 แห่งวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 ต้องตีความด้วยเจตนาของการออกคำสั่งที่ให้คู่กรณีทราบถึงข้อเท็จจริงอย่างเพียงพอ แต่ข้อเท็จจริงในคดีนี้ไม่ปรากฏว่าผู้ฟ้องคดีมีการรับทราบถึงการแจ้งคำสั่งของพนักงานเจ้าหน้าที่ก่อนปฏิบัติการเผาบ้านเรือนและรื้อทำลายทรัพย์สิน
7.หัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานรับรู้อย่างชัดแจ้งว่ พื้นที่ในแผนปฏิบัติภารกิจครั้งนั้นเป็นกลุ่มเฉพาะของชาติพันธุ์กะเหรี่ยงแก่งกระจาน ที่ดำรงวิถีอัตลักษณ์ในพื้นที่มาอย่างยาวนาน แต่กลับใช้ปฏิบัติการที่เป็นการละเมิดต่อหลักสิทธิมนุษยชน ซึ่งถือเป็นการเลือกปฏิบัติด้วย
สำหรับคดีดังกล่าว นายโคอิ หรือปู่คออี้ มีมิ อายุ 105 ปี ผู้นำทางจิตวิญญาณชาวกะเหรี่ยง พร้อมพวกรวม 6 คน ได้ยื่นฟ้องกรมอุทยานฯ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) และนายชัยวัฒน์ กรณีนำกำลังเข้าไปเผาบ้านและยุ้งฉางของชาวกะเหรี่ยงบ้านบางกลอยบน โดยศาลปกครองกลางพิพากษาว่าพื้นที่ดังกล่าวไม่ใช่ชุมชนดั้งเดิมของชาวกะเหรี่ยง และการไล่รื้อของเจ้าหน้าที่นั้นเป็นไปตามกฎหมาย
อย่างไรก็ตาม ศาลปกครองกลางพิพากษาให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 (กรมอุทยานฯ) ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ฟ้องคดีทั้ง 6 ราย รายละ 1 หมื่นบาท ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่คดีถึงที่สุด เนื่องจากเจ้าหน้าที่ไม่เก็บสิ่งของเครื่องใช้ในครัวเรือนออกมาเก็บรักษาไว้ก่อนทำการเผา

Advertisements