ทำไมชาวบ้านวังตะเคียน แม่สอดต้องฟ้องศาลปกครองเรื่องราชการออกโฉนดที่ดินในเขตเศรษฐกิจพิเศษทับที่ดินชาวบ้าน

img_6439

อ่านได้ในจดหมายข่าว โครงการส่งเสริมความเข็มแข็งภาคประชาชนเรื่องสิทธิที่ดินและป่าไม้

cpcr-newsletters-on-tak-special-economic-zone-2016

Advertisements

On 1 Nov. 2016: Villagers of Ban Wan Ta Kian, Tambon Tha Sai Luad, Mae Sot District, Tak suing government agency for allegedly not legal issuing land title deeds related to Special Economic Zone policy per the NCPO Order no. 17/2558

img_6439

Thai version is attached

For immediate release on 29 October 2016

Press Release

Villagers of Ban Wan Ta Kian, Tambon Tha Sai Luad, Mae Sot District, Tak are filing a case before the Phitsanulok Administrative Court to determine whether the issuing of land title deeds to facilitate the setting up of the Special Economic Zone policy per the NCPO Order no. 17/2558 is lawful or not.

In pursuance to the promulgation of the NCPO Order no. 17/2558 on the procurement of land for use in the Special Economic Zone, invoking Section 44 of the 2014 Interim Constitution on 15 May 2015, an attempt has been made to designate land in the provinces of Tak, Mukdahan, Sra Kaew, Nong Khai, and Trat as Special Economic Zone to attract and incentivize investment.

The Tak Special Economic Zone is set as first priority in Phase One of the policy covering ten plots of land or 2,183 rai. Villagers of Ban Wan Ta Kian, Tambon Tha Sai Luad, Mae Sot District, Tak, have been living on this land and cultivating it since the village was first established, approximately in 1857. The SEZ policy will have a deep impact on the life and livelihood of at least 97 villagers.

Recently, the Ministry of Finance’s Tak Treasury Office has invoked the NCPO Order no. 17/2558 to apply for land title deeds covering the area of 2,183 rai, so that they can procure the land for purpose of the industrial development zone. Such move has affected a large number of villagers and together, as the Mae Sot Conservation Group, they have voiced concerns regarding the project and challenged the issuing of the land title deeds at the Land Office of Mae Sot District.

Meanwhile, an attempt has been made to negotiate with the villagers and convince them to withdraw their challenge and as a result, the majority of the villagers have already withdrawn their challenge leaving just the remaining six villagers who standing firm in their opposition to the issuing of land title deed. On 30th August 2016, the Land Official of the Land Office of Mae Sot District issued an order to the effect that the Ministry of Finance’s Tak Treasury Office have a better right over the villagers with regard to the land, and that the villagers, if not satisfied have to seek their own recourse.

Therefore, on 1 November 2016 at 13.00, six villagers including Mr.Panthong Putthatras, Mr. Kaew Intharak, Mrs. Phonphinan Chotiwiriyanon, Mrs. Noi Saentha, Mrs.Naphaphon Muncharoenphon and Mrs. Buatong Khrueakhamwang, will file a case against the Ministry of Finance (by the Tak Treasury Office of Tak) and the land official of the Tak Land Office of Mae Sot District with the Phitsanulok Administrative Court (the Court of Jurisdiction). The Court shall be asked to determine if the issuing of land title deeds in the name of Ministry of Finance (by the Tak Treasury Office of Tak) is lawful or not.

It is hoped that such determination by the Court will set precedent regarding the liability of the state when launching a program that impacts upon community rights, land rights, rights to self-determination and the right to participate in decision making processes that impacts upon their lives. It is hoped that such determination by the Court will also have an impact on other SEZ projects in the country.

For more information, please contact;

Mr. Sumitchai Huttasan, attorney, the Center for Protection and Recovery of Local Community Rights (CPRLCR), phone 053-230072, 083- 6284239

Mr. Preeda Nakpew, attorney, the Cross Cultural Foundation (CrCF), phone 089-6222474

Attached file: 2016_10_29-villagers-of-wangtakien-filed-a-complaint-to-administrative-court-related-land-tille-deed-and-ncpo-order-17-2015-new

วันที่ 31 ตุลาคม 2559 ศาลจังหวัดฝาง นัดพร้อม ตรวจพยานหลักฐาน คดีบุกรุกป่าฯ กรณีชาวบ้านสร้างโฮมสเตย์ตามนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวของรัฐ ที่บ้านนอแล ดอยอ่างขาง จ.เชียงใหม่ แต่กลับถูกกล่าวหาว่าสร้างโดยไม่ได้รับอนุญาต

angkhang14

ภาพจาก Internet

ศูนย์พิทักษ์และฟื้นฟูสิทธิชุมชนท้องถิ่นและมูลนิธิผสานวัฒนธรรม

เผยแพร่วันที่ 27 ตุลาคม 2559

ใบแจ้งข่าว

ศาลจังหวัดฝาง นัดพร้อม ตรวจพยานหลักฐาน คดีบุกรุกป่าฯ กรณีชาวบ้านสร้างโฮมสเตย์ตามนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวของรัฐ ที่บ้านนอแล ดอยอ่างขาง จ.เชียงใหม่ แต่กลับถูกกล่าวหาว่าสร้างโดยไม่ได้รับอนุญาต

ศาลจังหวัดฝาง กำหนดนัดพร้อมและตรวจพยานหลักฐานวันที่ 31 ตุลาคม 2559 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ สว. 19/2559ระหว่าง พนักงานอัยการจังหวัดฝาง โจทก์ กับ นางอารยา แซ่จาง จำเลย ในฐานความผิด บุกรุก ก่อสร้าง แผ้วถาง เผาป่าหรือทำลายด้วยประการใด ๆ อันเป็นการทำลายป่าหรือยึดถือครอบครองป่าโดยไม่ได้รับอนุญาต อันเป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติ และประกอบธุรกิจโรงแรม (บ้านพักโฮมสเตย์) โดยไม่ได้รับอนุญาต

จำเลยในคดีนี้เป็นชาวบ้าน บ้านนอแล ตำบลม่อนปิ่น อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ เป็นผู้ได้รับผลกระทบสืบเนื่องมาจากคำสั่ง คสช. ที่ 64/2557 ตามนโยบายทวงคืนผืนป่า

คดีนี้เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2559 พนักงานอัยการได้ยื่นฟ้องต่อศาล ศาลรับฟ้องและถามคำให้การจำเลย จำเลยได้ให้การปฏิเสธเพื่อจะต่อสู้คดีและเรียกร้องความเป็นธรรมจนถึงที่สุด โดยจะนำพยานหลักฐานต่างๆมาต่อสู้คดีต่อไป ศาลจึงกำหนดนัดพร้อม ตรวจพยานหลักฐานโจทก์และจำเลย ในวันที่ 31 ตุลาคม 2559 เวลา 09.00 นาฬิกา

 

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่

นายสุทธิเกียรติ ธรรมดุล ทนายความ ศูนย์พิทักษ์และฟื้นฟูสิทธิชุมชนท้องถิ่น 053-230072, 083-6284239

นายปรีดา นาคผิว  ทนายความ มูลนิธิผสานวัฒนธรรม 089-6222474

วันที่ 1 พย. 2559 ที่ศาลปกครองพิษณุโลก ชาวบ้านวังตะเคียน ต.ท่าสายลวด อ.แม่สอด จ.ตาก ยื่นฟ้องหน่วยงานของรัฐ เรื่อง การออกเอกสารสิทธิ์โดยมิชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งได้รับผลกระทบจากนโยบายเขตเศรษฐกิจพิเศษตามคำสั่ง คสช. ที่ 17/2558

img_6439

ภาพจาก internet

ข้อมูลเพิ่มเติม

เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2559 เบื้องต้นศาลปกครองพิษณุโลกได้รับคำฟ้องชาวบ้านบ้านวังตะเคียน

จำนวน 5 ราย ไว้แล้ว คือ
1. นางพรภินันท์  โชติวิริยะนนท์ หมายเลขคดีดำที่ 227/2559
2. นางน้อย  เสนทา  หมายเลขคดีดำที่ 228/2559
3. นางนภาภรณ์  มูลเจริญพร หมายเลขคดีดำที่ 229/2559
4. นายแก้ว  อินทรักษ์  หมายเลขคดีดำที่ 230/2559
5. นางบัวตอง  เครือคำวัง หมายเลขคดีดำที่ 231/2559
ส่วนของ นายปานทอง  พุทธตรัส จะส่งฟ้องทางไปรษณีย์ต่อไป เนื่องจากหนังสือมอบอำนาจ
ที่ส่งมาล้าช้า ซึ่งก็จะมีการดำเนินการต่อไปให้สมบูรณ์

ต่อมาวันที่ 2 พฤศจิกายน 2559  ได้เอาสำเนาคำฟ้องและใบรับของศาลปกครองไปยื่นที่สำนักงานที่ดินจังหวัดตาก
สาขาแม่สอดแล้ว  ซึ่งตามกฎหมายกระบวนการออกโฉนดที่ดินต้องยุติไว้ก่อนจนกว่าคดีจะถึงที่สุด

ศูนย์พิทักษ์และฟื้นฟูสิทธิชุมชนท้องถิ่นและมูลนิธิผสานวัฒนธรรม

เผยแพร่วันที่ 29 ตุลาคม 2559

ใบแจ้งข่าว

ชาวบ้านวังตะเคียน ต.ท่าสายลวด อ.แม่สอด จ.ตาก ยื่นฟ้องหน่วยงานของรัฐ

เรื่อง การออกเอกสารสิทธิ์โดยมิชอบด้วยกฎหมาย

ซึ่งได้รับผลกระทบจากนโยบายเขตเศรษฐกิจพิเศษตามคำสั่ง คสช. ที่ 17/2558

สืบเนื่องเนื่องจากการประกาศคำสั่งที่ 17/2558 เรื่องการจัดหาที่ดินเพื่อใช้ประโยชน์ในเขตเศรษฐกิจพิเศษ ตามมาตรา 44 ตามรัฐธรรมนูญ(ชั่วคราว) ปี 2557 เมื่อวันที่ 15 พ.ค. 2558 ได้กำหนดพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ จังหวัดตาก มุกดาหาร สระแก้ว หนองคาย ตราด หนองคาย เพื่อกระตุ้นและดึงดูดให้เกิดการลงทุน

เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษจังหวัดตาก เป็นพื้นที่ดำเนินการในระยะที่ 1 จากทั้งหมด 10 พื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ จำนวนเนื้อที่ 2,183 ไร่ ซึ่งพื้นที่ทั้งหมดเป็นที่อยู่อาศัยและที่ทำกินของชาวบ้านวังตะเคียน        ต.ท่าสายลวด อ.แม่สอด จังหวัดตาก ที่เริ่มก่อตั้งชุมชนมาตั้งแต่ปี 2400 และอยู่อาศัยกันมาจนถึงปัจจุบัน ชาวบ้านส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม เป็นเหตุทำให้เกิดความเดือดร้อนจำนวนทั้งหมด 97 ราย

1 ปี 5 เดือน ที่ผ่านมา ชาวบ้านได้ลุกขึ้นมาเรียกร้องความเป็นธรรมจากการสูญเสียที่ดินของตนเองตลอดมา จนกระทั่งกระทรวงการคลัง ดำเนินการโดยสำนักงานธนารักษ์ พื้นที่ตาก ได้ยื่นคำขอออกโฉนดโดยอ้างถึงคำสั่งที่ 17 /2558 จำนวนเนื้อที่ 2,183 ไร่ เพื่อนำพื้นที่ไปพัฒนาเป็นเขตอุตสาหกรรม ชาวบ้านผู้เดือดร้อนและกลุ่มแม่สอดรักษ์ถิ่นได้ยื่นคำคัดค้านกับสำนักงานที่ดินตาก สาขาแม่สอด

ในระหว่างนั้น ได้มีความพยายามเจรจาต่อรองให้ชาวบ้านยอมถอนคำคัดค้านด้วยวิธีการต่างๆ จนในที่สุดชาวบ้านส่วนใหญ่ก็ไปถอนคำคัดค้าน  แต่ยังคงเหลือชาวบ้านที่ยังยืนยันไม่ถอนคำคัดค้านเพียง 6 ราย ในที่สุดเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดตาก สาขาแม่สอด มีคำสั่งเมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2559 โดยวินิจฉัยว่ากระทรวงการคลัง โดยสำนักงานธนารักษ์พื้นที่ตากมีสิทธิดีกว่าชาวบ้าน หากไม่พอใจให้ชาวบ้านไปยื่นขอความเป็นธรรมด้วยตนเอง

ดังนั้น ในวันที่ 1 พฤศจิกายน 2559 เวลา 13.00 น. ชาวบ้านทั้ง 6 ราย ได้แก่ นายปานทอง พุทธตรัส  นายแก้ว อินทรักษ์  นางพรภินันท์ โชติวิริยะนนท์  นางน้อย เสนทา  นางนภาภรณ์ มูลเจริญพร และ นางบัวตอง เครือคำวัง จะไปยื่นฟ้อง กระทรวงการคลัง(โดยสำนักงานธนารักษ์พื้นที่ตาก) และเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดตาก สาขาแม่สอด ต่อศาลปกครองพิษณุโลก (ศาลที่มีเขตอำนาจ) เพื่อให้ศาลปกครองพิษณุโลก พิจารณาว่าการออกโฉนดที่ดินของกระทรวงการคลัง โดยสำนักงานธนารักษ์พื้นที่ตากชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เพื่อสร้างบรรทัดฐานเกี่ยวกับความรับผิดของรัฐที่ดำเนินนโยบายอันเป็นการละเมิดสิทธิชุมชน สิทธิที่ดิน สิทธิในการกำหนดอนาคตตนเองของชาวบ้าน และสิทธิในการมีส่วนร่วมของประชาชน ในการกำหนดนโยบายของรัฐที่ไม่เป็นธรรม ให้เป็นบรรทัดฐานการวางนโยบายเขตเศรษฐกิจพิเศษที่จะเกิดขึ้นต่อไป

อ่านจดหมายข่าวเรื่องเขตเศรษฐกิจพิเศษแม่สอด จ. ตาก ได้ที่ cpcr-newsletters-on-tak-special-economic-zone-2016

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่

นายสุมิตรชัย หัตถสาร ทนายความ ศูนย์พิทักษ์และฟื้นฟูสิทธิชุมชนท้องถิ่น053-230072, 083- 6284239

นายปรีดา นาคผิว  ทนายความ มูลนิธิผสานวัฒนธรรม  089-6222474

Provincial Court of Lom Sak to deliver verdict on the case the National Park authority holding 11 villagers of Ban Huay Kon Tha, Phetchabun, civil liability for global warming damage

14907267_669120099922535_764525343700560224_n14729253_669120293255849_7614813899377481308_n

The Center for the Study and Development of Human Rights Lawyers, Chaiyapum Province

 Thai version is below

 Provincial Court of Lom Sak to deliver verdict on the case the National Park authority holding 11 villagers of Ban Huay Kon Tha, Phetchabun, civil liability for global warming damage

 

Source: The Center for the Study and Development of Human Rights Lawyers

At 28 October 2016, 09.00am, the Provincial Court of Lom Sak has taken evidence in the Civil Case, the Black Case no. 77/2553 in which the Department of National Parks, Wildlife and Plant Conservation (DNP) had sued asking for damages from Ms. Maneerat Khambao and others, altogether 16, villagers of Ban Huay Kon Tha, Moo 6, Tambon Pak Chong, Lom Sak District, Phetchabun.

Related to this, around early August 2005, 11 individuals were criminally prosecuted with the  Provincial Court of Lom Sak in the Black Case no.831/2558, Red Case no. 349/2550 between the Lom Sak public prosecutor v Ms. Maneerat Khambao and others, altogether 11. The case against minor defendants were separately indicted with the Provincial Court of Phetchabun’s Family and Juvenile Division in the Black Case no. 340/2558, Red Case no. 89/2550 with the defendants including Ms. Mali Khammoo and another person. Both minors were charged for violating the Wild Animal Reservation and Protection Act, BE 2535 (1992) and the Forestry Act, BE 2484 (1941). In a similar circumstance, the defendants in both cases were accused of working as hired labor to harvest corn planted inside the Phu Pha Daeng Wildlife Sanctuary covering the area of 9 rai and 46 square wah. The Provincial Court of Lom Sak has later decided to acquit all the defendants in both cases and the cases have reached their final verdicts.

Then, on 25 February 2010, the DNP, by its Director General, Mr. Chatuporn Burutphat, has filed civil suits against the same defendants with the Provincial Court of Lom Sak. This time, they even filed charges against the three statutory agents of the two minors to hold them accountable for the damages as well. There are altogether 16 defendants in this case and all of them are alleged to have trespassed, made clearance, and occupied the land in the manner detrimental to the forest and wild animals.

Invoking Section 97 of the Enhancement and Conservation of the National Environmental Quality Act, BE 2535 (1992), all of them are asked to provide for 470,978.79 baht as damages. The calculation was made based on the formula cited in the model to appraise environmental damage as a result of deforestation, developed by the Division of Watershed Research, the Bureau of Watershed Research and Conservation, DNP. The formula has been used for civil suits launched by the public prosecutors countrywide.

Today, the prosecutor has failed to bring other witnesses to give evidence to the Court and therefore declared that there would be no more witnesses to give evidence and it will be the turn of the attorneys to introduce their witnesses.

Mr. Thanomsak Rawadchai, attorney of the Center for the Study and Development of Human Rights Lawyers, has furnished the Court with the evidence given by the three defendants who had then stood trial in the criminal case, eventually dismissed by the Court. He has supplied the Court with the letter certifying the case had reached its final verdict as well. He then introduced two more witnesses including Mr. Rawee Thaworn, researcher of the Center for People and Forests (RECOFTC) and Mr. Amarin Saichan, attorney of the EnLAW Foundation. Both have rebuked the use of the global warming formula given its lack of consistency and based on various academic papers and researches, the formula does not take into account the analysis of the actual condition of land and forest in dispute prior and after the dispute has happened. As a result, the data used for the calculation is too vague to be used to calculate the exact amount of damages and it is not based on the economic principle and ethics.

During the witness examination, six documents have been submitted to the Court. All the witness examination has thus been completed and the Court shall further deliver the verdict.

The Provincial Court of Lom Sak shall deliver the verdict on 28 December 2016 at 10.00am.

More information contact the Center for the Study and Development of Human Rights Lawyers,  Lawyer Tanomsak Rawadchai 0816663533

 

ภาษาไทย

ข้อมูลจาก ศูนย์ศึกษาและพัฒนานักกฎหมายเพื่อสิทธิมนุษยชน

วันที่ ๒๘ ตุลาคม ๒๕๕๙ เวลา ๐๙:๐๐ นาฬิกา ศาลจังหวัดหล่มสัก ได้มีการสืบพยานโจทก์-จำเลย ในคดีเเพ่ง คดีหมายเลขดำที่ ๗๗ /๒๕๕๓ ที่ทางกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เป็นโจทก์ได้ฟ้องเรียกค่าเสียหายทางเเพ่งกับนางมณีรัตน์ คำเบ้า กับพวกรวม ๑๖ คน ตกเป็นจำเลย โดยทั้งหมดเป็นชาวบ้านห้วยกนทา หมู่ที่ ๖ ต.ปากช่อง อ.หล่มสัก จ.เพชรบูรณ์

สืบเนื่องจากเมื่อประมาณต้นเดือนสิงหาคม ๒๕๔๘ ได้มีการยื่นฟ้องคดีอาญา จำนวน ๑๑ ราย ต่อศาลจังหวัดหล่มสัก ในคดีหมายเลขดำที่ ๘๓๑/๒๕๕๘คดีหมายเลขแดงที่ ๓๔๙/๒๕๕๐ ระหว่าง พนักงานอัยการจังหวัดหล่มสัก โจทก์ นางมณีรัตน์ คำเบ้า ที่๑ กับพวกรวม ๑๑ คน จำเลย และได้แยกฟ้องจำเลยซึ่งเป็นเยาวชนต่อศาลจังหวัดเพชรบูรณ์แผนกคดีเยาวชนและครอบครัว ในคดีหมายเลขดำที่ ๓๔๐/๒๕๕๘คดีหมายเลขแดงที่ ๘๙/๒๕๕๐ คือนางสาวมะลิ คำหมู่ กับพวกรวม ๒ คน ในข้อหาหรือฐานความผิดพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.๒๕๓๕ พระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.๒๔๘๔ โดยทั้ง ๒ คดีมีพฤติการณ์ในคดีเป็นไปในทำนองเดียวกันกล่าวคือพวกจำเลยที่ถูกฟ้องคดีทั้งหมดได้เข้าไปรับจ้างหักข้าวโพดในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูผาเเดง ในพื้นที่ประมาณ ๙ ไร่ ๔๖ ตารางวา ต่อมาศาลจังหวัดหล่มสักได้มีคำพิพากษาให้ยกฟ้องโจทก์ทั้ง ๒ คดี และคดีถึงที่สุดแล้ว

แต่ต่อจากนั้น เมื่อวันที่ ๒๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช โดยนายจตุพร บุรุษพัฒน์ อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติฯได้ยื่นเป็นโจทก์ฟ้องเป็นคดีแพ่งอีกครั้งต่อศาลหล่มสัก กับนางมณีรัตน์ คำเบ้า กับพวกอีกครั้ง โดยในครั้งนี้ได้ยื่นฟ้องผู้แทนโดยชอบธรรมของเยาวชนทั้งสองเป็นคดีนี้รวมเข้าไปในคดีนี้ด้วยอีก ๓ ราย เพื่อให้รับผิดทางแพ่งในมูลละเมิดด้วย รวมเป็นจำเลยในคดีนี้ทั้งหมด ๑๖ คน โดยอาศัยข้อหาหรือฐานความผิดอาญา บุกรุก แผ้วถาง ยึดถือครอบครอง อันเป็นการทำลายป่าเเละเป็นอันตรายต่อสัตว์ป่า

ทั้งนี้ อาศัยอำนาจตาม มาตรา ๙๗ เเห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมเเละรักษาคุณภาพสิ่งเเวดล้อม พ.ศ. ๒๕๓๕ เพื่อฟ้องเรียกมูลค่าความเสียหายเป็นเงินจำนวนทั้งสิ้นรวม ๔๗๐,๙๗๘.๗๙ บาท โดยใช้วิธีจากหลักเกณฑ์การคำนวณเป็นไปตามคู่มือการใช้แบบจำลองสำหรับประเมินค่าเสียหายทางสิ่งแวดล้อมบางประการหลังการทำลายป่าที่จัดทำขึ้นจากหน่วยงานส่วนวิจัยต้นน้ำ สำหรับนักอนุรักษ์และจัดการต้นน้ำ ของ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืชฯ ซึ่งเป็นแบบหลักปฏิบัติในการดำเนินคดีแพ่งของพนักงานอัยการที่ต้องมาใช้ประกอบคำฟ้องเป็นคดีแพ่งทั่วประเทศในขณะนี้

ในวันนี้ทางฝ่ายอัยการโจทก์ไม่สามารถติดตามพยานปากอื่นมาเบิกความต่อศาลได้ จึงแถลงหมดพยาน และให้ทางฝ่ายทนายจำเลยสืบพยานต่อไป

ทนายถนอมศักดิ์ ระวาดชัย ทนายศูนย์ศึกษาและพัฒนานักกฎหมายสิทธิมนุษยชน ได้อ้างส่งคำเบิกความของจำเลย ๓ ราย ที่เคยถูกฟ้องเป็นคดีอาญาที่ศาลมีคำพิพากษายกฟ้องและหนังสือรับรองคดีถึงที่สุดแล้วต่อศาลแทนการสืบพยาน จากนั้นจึงได้นำพยานเข้าสืบเพิ่มเติมอีก ๒ ปาก คือ นายระวี ถาวร นักวิจัยจากศูนย์ฝึกอบรมวนศาสตร์ชุมชนแห่งภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก และนายอัมรินทร์ สายจันทร์ ทนายความจากมูลนิธินิติธรรมและสิ่งแวดล้อม (EnLaw) ได้มาเบิกความตอบข้อซักถามเพื่อหักล้างการนำแบบจำลองฯมาใช้คิดคำนวณค่าเสียหายที่ไม่มีความแน่นอน โดยอ้างอิงจากงานวิชาการที่อ้างถึงเอกสารงานวิจัยที่มาจากหลายเเห่งในทำนองว่าไม่มีการวิเคราะห์สภาพที่ดินและสภาพป่าไม้จริงในพื้นที่พิพาทโดยละเอียดทั้งก่อนและหลังเกิดข้อพิพาท จึงเป็นข้อมูลที่หยาบเกินกว่าที่จะนำมาใช้คิดคำนวณค่าเสียหายได้ และไม่สอดคล้องกับหลักการทางเศรษฐศาสตร์โดยปราศจากมนุษยธรรม

ในระหว่างการสืบพยานได้อ้างส่งเอกสารประกอบการซักถามรวม ๖ ฉบับ จึงเป็นว่าหมดพยานทั้งของโจทก์และจำเลยที่จะนำมาพิสูจน์ คดีเป็นอันเสร็จการพิจารณา

ศาลจังหวัดหล่มสักได้นัดฟังคำพิพากษาในวันที่ ๒๘ ธันวาคม ๒๕๕๙ เวลา ๑๐.๐๐ นาฬิกาที่จะถึงนี้

ติดต่อข้อมูลเพิ่มเติมศูนย์ศึกษาและพัฒนานักกฎหมายเพื่อสิทธิมนุษยชน

ทนายความ ถนอมศักดิ์ ระวาดชัย 0816663533