ศาลจังหวัดปัตตานีไต่สวนพยานฝ่ายผู้ร้องซักถาม ภรรยาผู้ตาย เหตุสงสัยการเสียชีวิตของนายอับดุลลายิบ ดอเลาะ สามี ในระหว่างถูกควบคุมตัวที่ค่ายทหาร

crcf & mac

เผยแพร่วันที่ 30 สิงหาคม  2559

ใบแจ้งข่าว

ศาลจังหวัดปัตตานีไต่สวนพยานฝ่ายผู้ร้องซักถาม ภรรยาผู้ตาย

เหตุสงสัยการเสียชีวิตของนายอับดุลลายิบ  ดอเลาะ สามี

ในระหว่างถูกควบคุมตัวที่ค่ายทหาร

 

คดีหมายเลขดำที่ ช.6/2559 ศาลจังหวัดปัตตานี   ในคดีระหว่างพนักงานอัยการจังหวัดปัตตานี ผู้ร้อง นายอับดุลลายิบ ดอเลาะ ผู้ตาย  และนางสาวกูรอสเมาะ ตูแวบือซา ผู้ร้องซักถาม

เมื่อในวันที่ 29 สิงหาคม 2559) เวลา 14.00 นาฬิกา ศาลจังหวัดปัตตานีได้ออกนั่งพิจารณาคดี (ไต่สวน)พยานฝ่ายผู้ร้องซักถาม  ณ ห้องพิจารณาที่ 2 ชั้นสอง คือ นางสาวกูรอสเมาะ ตูแวบือซา ภรรยาผู้ตาย

ซึ่ง นางสาวกูรอสเมาะ เบิกความต่อศาลในข้อสงสัยการเสียชีวิตของสามีว่า จากวันที่สามีถูกควบคุมตัวไปจากบ้าน เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน  2558 เวลา 01.00 น. ตนได้ไปเยี่ยมสามีทุกวัน แม้บ้างวันจะไม่ได้พบปะคุยกัน แต่ก็ยังได้เห็นหน้า จนกระทั่งวันที่ 3 ธันวาคม 2558 ตนได้ไปเยี่ยมสามี หนึ่งวันก่อนเสียชีวิต ซึ่งวันที่ 4 ธันวาคม 2559 เวลา 07.00 น. มีเจ้าหน้าที่ทหารมาที่บ้าน บอกว่าให้ไปรับสามีกลับบ้าน ตนเดินทางไปที่ค่ายเพื่อรับสามีกลับบ้าน เมื่อไปที่ค่ายทหาร ผู้ใหญ่บ้านได้แจ้งว่าสามีตนเสียชีวิตแล้ว  และให้ตนเข้าไปดูศพสามีได้ แต่ต้องดูห่างๆห้ามเข้าไปกอด จับ ตามร่างกาย เพราะต้องทำการชันสูตรพลิกศพ

ตนตั้งข้อสังเกตเหตุสงสัยการตายของสามีที่ผิดปกติ คือ ท่านอนที่ขณะที่เสียชีวิต ในท่าหงายตัวนอน  ตาปิดไม่สนิท มือแข็งตัว คัมภีร์ตกข้างล่างซึ่งปกติสามีจะไม่วางคัมภีร์ที่พื้นจะถือไว้เสมอ ระยะเวลาที่ตายน่าจะไม่เสียชีวิตหลังละหมาดซุบฮี  เพราะสังเกตจากการแข็งตัวของมือและเท้าของสามีที่ผิดปกติและสังเกตเวลาขณะที่แพทย์พลิกตัวสามีขณะชันสูตรฯสามี  ผ้าพรมปูละหมาดที่เรียบดึง  ไม่ยับหากมีการทำละหมาดผ้าต้องยับ การสวมเสื้อสองชั้นเวลานอนหรือละหมาด ปกติสามีจะสวมเสื้อเดียว สามีจะสวมสองชั้นเฉพาะเวลาที่หนาวมากหรือหน้าฝน ขณะชันสูตรตนสังเกตเห็นมีน้ำใสที่อวัยวะเพศสามี เมื่อเสร็จสิ้นการชันสูตรฯ  แพทย์ฯแจ้งว่า ไม่ทราบสาเหตุการตายของสามี  ซึ่งสามีตนมีสุขภาพแข็งแรง มาเคยเจ็บป่วยมาก่อน ตนจึงได้อนุญาตให้นำศพสามีไปชันสูตรศพต่อที่ มอ. แต่ไม่ยินยอมให้ผ่าศพสามี

นัดต่อไป ศาลได้นัดไต่สวนพยานเพิ่มเติม คือ เจ้าหน้าที่ฝ่ายซักถาม ค่ายอิงคยุทธบริหารฯอีก 2 ปาก คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงฯ อีก 2 ปากและพยานฝ่ายผู้ร้องซักถามอีก 2 ปาก  ในวันที่ 11 ตุลาคม 2559 เริ่มตั้งแต่เวลา 09.00-16.00 น.

ขอเชิญสื่อมวลชนหรือผู้สนใจเข้ารับฟังการพิจารณาคดีได้ตามวันเวลาและสถานที่ดังกล่าวข้างต้นและติดตามความคืบหน้าและใบแจ้งข่าวเกี่ยวกับคดี ได้ที่ https://voicefromthais.wordpress.com

 

 

ข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อ

นายสากีมัน เบญจเดชา ทนายความ มูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิมจังหวัดปัตตานี     โทร.  086-0374318

นายปรีดา นาคผิว   ทนายความ มูลนิธิผสานวัฒนธรรม   โทร.   089-6222474

Advertisements

กรณีนายฟุรกอน ถูกยิงเสียชีวิตที่จังหวัดยะลา: นัดฟังคำสั่งศาลปกครอง วันที่ 31 สิงหาคม 2559 ก่อนหน้านี้ตุลาการผู้แถลงคดีศาลปกครองสงขลา สั่งให้ชดเชยบิดามารดา 1.6 ล้าน

 

IMG_0045-1

เผยแพร่วันที่ 31 สิงหาคม 2559

ใบแจ้งข่าว

นัดฟังคำสั่งศาลปกครองสงขลา  วันที่ 31 สิงหาคม 2559

ก่อนหน้านี้ตุลาการผู้แถลงคดีศาลปกครองสงขลา สั่งให้ชดเชยบิดามารดา 1.6 ล้าน

กรณีนายฟรุกอน  มามะ เยาวชนถูกเจ้าหน้าที่ยิงเสียชีวิตที่ยะลา เมื่อปี 2555

********************************************

 

ในวันที่ 31 สิงหาคม 2559 เวลา 14.00 นาฬิกา ศาลปกครองสงขลานัดอ่านคำพิพากษาคดีในคดีหมายเลขดำที่ 54/2556 คดีระหว่าง นายมะวาเห็ง  มามะ ที่ 1 นางรูฆาย๊ะ มามะ ที่2  ผู้ฟ้องคดี  และ กองทัพบก ที่ 1 สำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 2 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ 3  ผู้ถูกฟ้องคดี

เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2559  ศาลปกครองสงขลาได้ออกนั่งพิจารณาคดีครั้งแรก  กรณีผู้ฟ้องคดีทั้งสองฟ้องเรียกค่าเสียหายจากหน่วยงานของรัฐผู้ถูกฟ้องคดีดังกล่าว  อันเนื่องมาจากเจ้าหน้าที่ของรัฐในสังกัดของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามใช้อาวุธปืนสงครามยิงนายฟุรกอน มามะ เยาวชนที่กำลังศึกษาอยู่ชั้น ม.5 บุตรของผู้ฟ้องคดีทั้งสอง จนถึงแก่ความตาย เมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2555

ในการพิจารณาคดีครั้งแรกนี้ ผู้ฟ้องคดีทั้งสองและผู้รับมอบอำนาจของผู้ฟ้องคดีทั้งสองมาศาล ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามไม่มาศาล และไม่ได้แจ้งเหตุขัดข้องให้ศาลทราบ

ตุลาการผู้แถลงคดีซึ่งพิจารณาสำนวนคดีแล้วทำความเห็นโดยอิสระ ได้แถลงการณ์เป็นหนังสือ และแถลงด้วยวาจาต่อตุลาการซึ่งเป็นองค์คณะ

ในส่วนค่าสินไหมทดแทน ตุลาการผู้แถลงคดี มีความเห็นว่า ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามต้องร่วมกันหรือแทนกันรับผิดจ่ายค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ฟ้องคดีทั้งสอง เป็นค่าปลงศพ 105,500 บาท และค่าขาดไร้อุปการะเดือนละ 5,000 บาท เป็นระยะเวลา 25 ปี เป็นเงิน 1,500,000 บาท รวมเป็นค่าสินไหมทดแทนทั้งสิ้น 1,605,500 บาท (หนึ่งล้านหกแสนห้าพันห้าร้อยบาทถ้วน) และให้คืนค่าธรรมเนียมศาลแก่ผู้ฟ้องคดีตามส่วนของการชนะคดี   ตาม มาตรา 9 วรรค 1 (3) แห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจาณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ประกอบกับนำประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 433 และมาตรา 1563 มาใช้โดยอนุโลม  อย่างไรก็ตาม คำแถลงการณ์ของตุลาการผู้แถลงคดีดังกล่าว ไม่ผูกพันตุลาการทั้ง 3 คน ซึ่งเป็นองค์คณะผู้ทำการพิจารณาพิพากษาคดี

โดยในกรณีนี้ ศาลจังหวัดยะลามีคำสั่งในคดีชันสูตรพลิกศพ เมื่อวันที่ 26 ธ.ค 2555  ว่าผู้ตายคือนายฟรุกอน มามะ ตายที่บ้านปอเยาะ  ม.4 ต.ลำใหม่ อ.เมืองยะลา จ.ยะลา เมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2555 เหตุและพฤติการณ์ที่ตายคือ ถูกเจ้าหน้าที่ทหารราบที่  ร้อย  ร.5031 ซึ่งได้รับคำสั่งให้มาปฏิบัติหน้าที่ปิดล้อมเพื่อจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับของศาลจังหวัดยะลา ยิงด้วยอาวุธปืนทำลายอวัยวะช่องอก คอ และศีรษะ เป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย   ต่อมาบิดามารดาของนายฟรุกอน ยื่นฟ้องกองทัพบก สำนักนายกรัฐมนตรี  และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ต่อศาลปกครองสงขลา เมื่อปี พ.ศ. 2556

ติดต่อสอบถามข้อมูลคดีเพิ่มเติมได้ที่

นายปรีดา   นาคผิว    มูลนิธิผสานวัฒนธรรม   โทร.089-6222474

ตอนที่ 2 : อยุติธรรมกลบกลืนผืนป่า…วันที่แม่จากลา ไม่หวนคืน

md1

 ตอนที่ 2 : อยุติธรรมกลบกลืนผืนป่า…วันที่แม่จากลา ไม่หวนคืน

โดย : ศูนย์ข้อมูล มูลนิธิผสานวัฒนธรรม

ไม่มีใครบนโลกใบนี้จะสามารถหยั่งวัดได้ถึงความอาดูรสุดแสน ในวินาทีที่เขาเห็นด้วยตาของตนเองว่า… พระองค์น้อยที่เคยให้แม่สวมใส่ติดตัวไว้ ตกหล่นอยู่ ณ ที่แห่งนั้น ที่ซึ่งอยู่ท่ามกลางซากไหม้ของเศษเนื้อมนุษย์ ที่ซึ่งมีเพียงบางส่วนเหลือรอดจากการถูกเผาไหม้ ท่ามกลางขดลวด ซากยางรถยนตร์และหัวกะโหลกของแม่…ในครานั้น ชายหนุ่มยังไม่อาจล่วงรู้ ว่าซากร่างไร้วิญญาณของมารดาที่ตกเป็นเหยื่อความอำมหิต ย่อมมิใช่ทั้งปฐมบทและปัจฉิมบทที่ดำรงอยู่บนผืนป่าแห่งนี้มายาวนาน เพราะตราบใดที่แสงฉานของกระบวนการยุติธรรมยังไม่สามารถสาดส่องมาถึงหรือขับไล่ความโหดร้ายนี้ให้พ้นไป ตราบนั้น การตายของ ‘บังอร ทองอ่อน’ จึงย่อมมิใช่ทั้งเหยื่อรายแรกและรายสุดท้ายที่ถูกบังคับให้สูญหายและถูกนำร่างมาเผานั่งยางเพื่อหวังทำลายหลักฐานมิให้มีสิ่งใดเหลือรอดโยงใยมาถึงตัวผู้กระทำการ

หมายเหตุ : เนื่องในวันผู้สูญหายสากล (International Day of Enforced Disappearance) มูลนิธิผสานวัฒนธรรม นำเสนอรายงานการลงพื้นที่บันทึกข้อเท็จจริงกรณีมีบุคคลถูกบังคับให้สูญหาย อุ้มฆ่า เผานั่งยาง สังหารผู้คนในบริเวณป่าสงวนกุดจับ อ.บ้านผือและบริเวณใกล้เคียงของ จ.อุดรธานีอันสะท้อนภาพความอำมหิตที่เกิดกับประชาชน โดยในหลายกรณีกฎหมายยังเอื้อมไม่ถึงผู้กระทำผิด   

อ่านต่อที่ ตอน 2 รายงานคนหาย วันที่แม่จากลาไม่หวนคืน