ศาลจังหวัดนครราชสีมานัดไต่สวนการตายครั้งที่ 2 คดีนายอนัน เกิดแก้ว ผู้ต้องหาคดียาเสพติดซึ่งบาดเจ็บสาหัสและเสียชีวิตระหว่างการสอบสวน

13473797_1235082676503031_18619191_n

เผยแพร่วันที่ 11 สิงหาคม 2559

ใบแจ้งข่าว

ศาลจังหวัดนครราชสีมานัดไต่สวนการตายครั้งที่ 2 คดีนายอนัน เกิดแก้ว

ผู้ต้องหาคดียาเสพติดซึ่งบาดเจ็บสาหัสและเสียชีวิตระหว่างการสอบสวน

 

มูลนิธิผสานวัฒนธรรมขอเชิญชวนสื่อมวลชนหรือผู้ที่สนใจคดีการเสียชีวิตของนายอนัน เกิดแก้ว เข้าร่วมรับฟังการไต่สวนการตายนัดที่ 2 ในวันที่ 15 สิงหาคม 2559 เวลา 9.00น. ณ ศาลจังหวัดนครราชสีมา  นายอนัน เกิดเเก้ว ถูกพนักงานตำรวจสภ.เมืองนครราชสีมาจับกุมในข้อหามียาเสพติดไว้ในครอบครอง เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2558 ต่อมาในระหว่างที่ถูกควบคุมตัวที่สถานีตำรวจ สภ.จอหอ ปรากฏนายอนัน ได้รับบาดเจ็บสาหัส และถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลมหาราช จังหวัดนครราชสีมาเสียชีวิตเมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2558 และในวันที่ 29 มีนาคม  2558 พนักงานอัยการจังหวัดนครราชสีมา ได้ยื่นคำร้องขอไต่สวนการตายคดีนี้ต่อศาลจังหวัดนครราชสีมาเป็นคดีหมายเลขดำที่ ช.3/2559 โดยมารดาของนายอนันได้ยื่นคำร้องเข้าคัดค้านการไต่สวนการตายไว้เเล้ว  เนื่องจากยังติดใจสาเหตุการตายของบุตรชายตน ศาลได้นัดไต่สวนการตายคดีครั้งแรกเมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2559

เนื่องจากคดีนี้พนักงานอัยการผู้รับผิดชอบคดีได้ระบุพยานไว้หลายปาก และได้หมายเรียก พยานบุคคลทั้งหมด 6 คน เป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุม 2 นาย เจ้าหน้าที่ตำรวจเจ้าของสำนวนคดียาเสพติด 2 นาย เจ้าหน้าที่ตำรวจเจ้าของสำนวนไต่สวนการตาย 1 นาย ผู้เห็นเหตุการณ์ขณะเข้าจับกุม 1 คน และแม่กับน้องสาวของนายอนัน เกิดแก้ว แต่ได้ไต่สวนนัดแรกงนั้นอัยการซักถามพยานได้พยานได้เพียง 1 ปาก คือเจ้าพนักงานตำรวจชุดจับกุมตำรวจภูธรจังหวัดนครราชสีมา ซึ่งเป็นประจักษ์พยานผู้เห็นเหตุการณ์ในวันจับกุมนายอนัน เกิดแก้ว และหมดเวลาทำการก่อน ทนายความมารดานายอนันไม่สามารถซักค้านพยานดังกล่าวภายในวันนั้นได้ ศาลจังหวัดนครราชสีมาจึงได้นัดไต่สวนการตายอีกครั้งเพื่อไต่สวนการตายเพิ่มเติมในวันที่ 15 สิงหาคม 2559 โดยในครั้งนี้อัยการผู้รับผิดชอบคดีนำเจ้าพนักงานตำรวจชุดจับกุมตำรวจภูธรนครราชสีมาซึ่งเป็นหนึ่งในประจักษ์พยานผู้เห็นเหตุการณ์ในวันจับกุมนายอนัน เกิดแก้ว อีกนายหนึ่งขึ้นเบิกความต่อจากครั้งที่แล้ว

ทั้งนี้ นางวาสนา เกิดแก้วมารดาผู้ตาย เห็นว่ายังมีพยานบุคคลและพยานเอกสารที่น่าจะสามารถใช้ประกอบ การไต่สวนการตายและน่าจะช่วยระบุสาเหตุการตายได้ โดยได้ขอให้ศาลออกหมายเรียกพยานหลักฐานดังกล่าว เพื่อนำมาใช้ประกอบการการไต่สวนการตายครั้งนี้ไว้แล้ว

 

 

ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม

 

นายปรีดา นาคผิว                   089-6222474  ทนายความมูลนิธิผสานวัฒนธรรม

นางณัฐาศิริ เบิร์กแมน              089-1208077  ทนายความมูลนิธิผสานวัฒนธรรม

นายสัญญา เอียดจงดี               087-5894884  ทนายความผู้รับผิดชอบคดี

Advertisements

นางสาวนริศราวัลถ์ แก้วนพรัตน์ ได้เดินทางไปยื่นจดหมายเรื่องขอให้มีการดำเนินการพักราชการ นายทหารที่ถูกชี้มูลความผิดฐานฆ่าคนตายโดยไม่เจตนา กรณีพลทหารวิเชียร เผือกสม

ใบแจ้งข่าว

13654330_1097610706996319_1560160361418180443_n

ในวันที่ ๑๑  สิงหาคม ๒๕๕๙ เวลา ๑๓.๐๐ น. นางสาวนริศราวัลถ์  แก้วนพรัตน์ ได้เดินทางไปยื่นจดหมายเรื่องขอให้มีการดำเนินการพักราชการ ร้อยโท (ปกปิดชื่อ) โดยปัจจุบันยศพันตรี เป็นการเร่งด่วน  หนังสือฉบับดังกล่าวยื่นต่อ นายกรัฐมนตรี  ผู้บังคับบัญชากองทัพบก และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม

รายละเอียดในหนังสือระบุถึงกรณีที่ ข้าราชการ ยศร้อยโทที่มีมติคณะกรรมการป.ป.ท ที่ ปท.๐๐๐๑.๗/๕๘๔ ลง ๕ ส.ค.๕๙  ได้วินิจฉัยชี้มูลความผิดแล้วนั้นยังคงรับราชการอยู่    โดยร้อยโท (ปกปิดชื่อ)เป็นหนึ่งในข้าราชการที่ถูกตั้งคณะกรรมการสอบสวนและต่อมาถูกชี้มูลความผิดพร้อมกับพวกรวม ๑๐ คน  แต่ร้อยโทฯ เป็นเพียงข้าราชการคนเดียวที่ไม่ได้ถูกพักราชการ  โดยข้าราชการทหารทั้ง ๑๐ คนตกเป็นผู้ถูกกล่าวหา ว่ามีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๒๙๐ (ความผิดฐานฆ่าคนตายโดยไม่เจตนา) ประกอบมาตรา ๑๕๗ ประกอบมาตรา ๘๓ และประมวลกฎหมายอาญาทหาร พ.ศ. ๒๔๗๓ มาตรา ๓๐ (๔) อันเป็นการเสื่อมเสียต่อหน้าที่ราชการอย่างร้ายแรง เกิดความเสียหายแก่ทางราชการเป็นอันมาก ทั้งนี้ได้ดำเนินการส่งสำนวนคดีไปยังศาลมณฑลทหารบกที่ ๔๖ จังหวัดปัตตานีเป็นที่เรียบร้อยแล้วตั้งแต่วันที่ ๕ สิงหาคม ๒๕๕๙

แม้ว่านางสาวนริศราวัลย์จะได้เคยยื่นหนังสือ เรื่อง ขอให้มีการดำเนินการพักราชการร้อยโท (ปกปิดชื่อ) ลงวันที่ ๑๗ พฤศจิกายน ๒๕๕๘ โดยสำนักงานเลขานุการกองทัพบก กองบัญชาการกองทัพบกแล้ว  และทางกองทัพบกได้ทำหนังสือเรื่อง ชี้แจงข้อเท็จจริง ที่ กห ๐๔๐๐/๑๐๖๓ ลงวันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๙ ตอบกลับความว่า กรณี ร้อยโท (ปกปิดชื่อ) เมื่อข้อกำหนดกระทรวงกลาโหม กำหนดให้เป็นดุลยพินิจของผู้บังคับบัญชา เมื่อผู้บังคับบัญชาพิจารณาแล้วเห็นว่า หากให้ร้อยโท (ปกปิดชื่อ) อยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปไม่เป็นการกระทบต่อการปฏิบัติหน้าที่ราชการ จึงไม่สั่งพักราชการระหว่างที่มีการพิจารณาหรือสอบสวน

ซึ่งในขณะนี้มีข้อเท็จจริงว่าคณะกรรมการ ป.ป.ท. ได้วินิจฉัยชี้มูลความผิด ร้อยโท(ปกปิดชื่อ)กับพวกรวม ๑๐ คนแล้วนางสาวนริศราวัลถ์จึงเดินทางมายืนหนังสืออีกครั้งเกี่ยวกับคำสั่งพักราชการเพราะเห็นว่าข้าราชการคนนี้ไม่ได้รับการปฏิบัติเฉกเช่นข้าราชการคนอื่นที่ถูกกล่าวหาในข้อหาเดียวกันและเหตุการณ์เดียวกัน และปปท.ก็ชี้มูลว่ามีความผิดร้ายแรงเหมือนกัน   โดยระบุว่าคำสั่งของกองทัพบกโดยสำนักเลขานุการกองทัพบกนั้นแตกต่างจากคำสั่งของกองทัพบก โดย พล ร.๑๕ ที่ได้พิจารณาพักราชการข้าราชการทั้ง ๙  นายไปแล้วก่อนหน้านี้ซึ่งเป็นไปตามข้อบังคับ กห. ว่าด้วยการสั่งให้ข้าราชการทหารพักราชการ พ.ศ.๒๕๒๘

โดยนางสาวนริศราวัลย์ได้เขียนระบุในจดหมายตอนท้ายว่า “หากไม่สามารถดำเนินการพิจารณาพักราชการร้อยโท(ปกปิดชื่อ)ได้โปรดชี้แจงเหตุผลเพิ่มเติมให้กับครอบครัวของพลทหารวิเชียร เผือกสม ทราบต่อไปด้วย โดยโปรดกรุณาแจ้งผลให้ทราบด้วย”

ขณะนี้นางสาวนริศราวัลย์ตกเป็นผู้ต้องหาคดีที่ข้าราชการรายดังกล่าวแจ้งความดำเนินคดีข้อหาหมิ่นประมาทและกระทำความผิดตามพรบ.คอมพิวเตอร์ โดยถูกจับกุมตามหมายจับศาลจังหวัดนราธิวาสเมื่อวันที่ ๒๖ กรกฎาคม ๒๕๕๙ จากสถานที่ทำงานที่กรุงเทพ โดยปัจจุบันนางสาวนริศราวัลย์รับราชการในสังกัดกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ นางสาวนริศราวัลถ์ เป็นตัวแทนของญาติติดตามทวงถามความเป็นธรรมต่อหน่วยงานต่างๆ ต่อกรณีที่พลทหารวิเชียรอย่างต่อเนื่อง จนสื่อมวลชนและประชาชนทั่วไปให้ความสนใจกลายเป็นคดีโด่งดังจนนางสาวนริศราวัลถ์เองก็ได้รับรางวัลนักปกป้องสิทธิมนุษยชนสาขาเยาวชนหญิงในปี ๒๕๕๔ และรางวัลชมเชยนักศึกษาดีเด่น มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ปี ๒๕๕๕

 

ติดต่อข้อมูลเพิ่มเติม โทร  02-1015481-2