ภาพโดย oknation

เพิ่มเติม

เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม  2558 ศาลจังหวัดฝางได้มีคำสั่งรวมคดีตามคำร้องของทนายความของศูนย์พิทักษ์และฟื้นฟูสิทธิชุมชนท้องถิ่นซึ่งเป็นตัวแทนของจำเลยทั้งสอง โดยสั่งร่วมคดีเป็นคดีเดียวหมายเลขคดีดำที่ สว 8/2559 และกำหนดวันนัดใหม่เพื่อกำหนดประเด็นในคดีและเพื่อที่จะทราบข้อมูลเกี่ยวกับพยานหลักฐานทั้งหมด รวมถึง การกำหนดจำนวนพยาน และสอบถามคำให้การจำเลย ในวันที่ 15 สิงหาคม 2559

2016-07-11_ใบแจ้งข่าว คดีชาวบ้านที่อำเภอฝาง เชียงใหม่ ถูกฟ้องคดีบุกรุกป่า-เผยแพร่

เผยแพร่ 11 กรกฎาคม 2559

ใบแจ้งข่าว

ศาลจังหวัดฝาง นัดพิจารณา 2 คดี

กรณีชาวบ้านบ้านขอบด้ง ดอยอ่างขาง อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ สถานที่ท่องเที่ยวชื่อดัง

ชาวบ้านทำโฮมสเตย์ตามนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวของรัฐกลับถูกกล่าวหาว่าปุกรุกป่า

 

วันที่ 11 กรกฎาคม 2559 เวลา 09.00 น. ศาลจังหวัดฝาง นัดพิจารณาคดี 2 คดี ที่ชาวบ้านถูกกล่าวหาเรื่องบุกรุกป่า คือ คดีอาญาหมายเลขดำที่ สว.8/2559 ระหว่างพนักงานอัยการจังหวัดฝาง โจทก์ กับ นายสุริยา  เกิดโอฬาร จำเลย  และ คดีหมายเลขดำที่ สว.9/2559 ระหว่างพนักงานอัยการจังหวัดฝาง โจทก์ กับ นายอาจหาญ  จตุพรไพร จำเลย ในข้อหา บุกรุก ก่นสร้าง แผ้ว ถาง เผาป่าหรือกระทำด้วยประการใดๆ อันเป็นการทำลายป่าหรือยึดถือครอบครองป่าโดยไม่ได้รับอนุญาต อันเป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติโดยมิชอบ และก่อสร้างอาคารโดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่นและประกอบธุรกิจโรงแรมโดยไม่ได้รับอนุญาต  ซึ่งทั้งสองคดีเป็นผลกระทบต่อชาวบ้านอันเนื่องมาจากคำสั่ง คสช.ที่ 64/2557 ตามนโยบายทวงคืนผืนป่า

คดีนี้ศูนย์พิทักษ์และฟื้นฟูชุมชนท้องถิ่นและมูลนิธิผสานวัฒนธรรมได้ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงเพื่อให้ข้อแนะแนะและประสานงานทำความเข้าใจกับผู้ได้รับผลกระทบเมื่อคณะรักษาความสงบแห่งชาติได้มีคำสั่งที่ 64/2557 และแผนแม่บททวงคืนผืนป่าในพื้นที่บ้านนอแล   และต่อมาเมื่อวันที่ 14 มกราคม 2558 เจ้าหน้าที่หลายหน่วยงานได้สนธิกำลังเข้าตรวจยึดบ้านของนายสุริยา   เกิดโอฬาร  และบ้านของนายอาจหาญ จตุพรไพร  ชาวบ้านที่ตกเป็นจำเลยในสองคดีดังกล่าวข้างต้น เพราะสร้างเป็นโฮมสเตย์ให้นักท่องเที่ยวมาพักในช่วงฤดูหนาว ซึ่งได้รับการส่งเสริมจากภาครัฐให้สามารถสร้างที่พักแบบโฮมสเตย์ได้ เพื่อหารายได้เลี้ยงครอบครัว โดยสร้างบนพื้นที่เดิมตามที่ได้รับอนุญาตให้อยู่อาศัยและทำกินมาเป็นเวลานานหลายสิบปีแล้ว ทั้งที่ไม่ได้บุกรุกป่าเพิ่มเติมแต่อย่างใด

ศูนย์พิทักษ์และฟื้นฟูชุมชนท้องถิ่นและมูลนิธิผสานวัฒนธรรมมีความเห็นว่าเมื่อนโยบายของรัฐมีความขัดแย้งเพราะเมื่อก่อนหน้าที่จะมีคำสั่งคสช.ที่ 64 ชาวบ้านได้รับการส่งเสริมการท่องเที่ยวจากรัฐให้สร้างโฮมสเตย์ต่อมาถูกฟ้องดำเนินคดีจึงรับเข้าช่วยเหลือคดีตามโครงการส่งเสริมความเข้มแข็งภาคประชาชนเรื่องสิทธิในที่ดินและป่าไม้

ต่อมาเมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2559 พนักงานอัยการจังหวัดฝางได้ยื่นฟ้องชาวบ้านทั้งสองคน ดังกล่าวต่อศาลจังหวัดฝาง เป็นคดีอาญา หมายเลขดำที่ สว.8/2559 และหมายเลขดำที่ สว.9/2559 โดยอาศัยตามความในมาตรา 5 และมาตรา 6 แห่งพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 ที่กำหนดให้ป่าลุ่มน้ำฝางในตำบลม่อนปิ่น อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ เป็นป่าสงวนแห่งชาติ  โดยกล่าวหาตามฟ้องความว่า เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2557 ถึงวันที่ 14 มกราคม 2558 ทั้งเวลากลางวันและกลางคืนต่อเนื่องกันตลอดมา จำเลยทั้ง 2 คดีได้กระทำความผิด กล่าวคือ

  1. จำเลย ทั้ง 2 คดี ได้บังอาจบุกรุกเข้าไปในป่าสงวนแห่งและยึดถือครอบครองที่ดินเพื่อตนเองและกระทำการก่นสร้าง เผาป่า และแผ้วถาง ในเขตป่าลุ่มน้ำฝาง ตำบลม่อนปิ่น อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่
  2. จำเลย ทั้ง 2 คดี บังอาจก่อสร้างบ้านพัก ซึ่งจำเลยเป็นเจ้าของผู้ครอบครองอาคารอยู่ภายในเขตป่าสงวนแห่งชาติ
  3. จำเลยทั้ง 2 คดี บังอาจดำเนินกิจการโรงแรม และเปิดบริการให้ผู้พักเพื่อรับสินจ้าง โดยไม่ได้รับอนุญาตจากนายทะเบียนและไม่ได้จดทะเบียนตามกฎหมาย

จำเลยทั้ง 2 คดีดังกล่าว ได้ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหาของโจทก์ และศาลจังหวัดฝางได้นัดพร้อมมาประชุมคดี เพื่อกำหนดประเด็นในคดีและเพื่อที่จะทราบข้อมูลเกี่ยวกับพยานหลักฐานทั้งหมด รวมถึง การกำหนดจำนวนพยาน และสอบถามคำให้การจำเลย ในวันที่ 11 กรกฎาคม 2559 เวลา 09.00 นาฬิกา

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่

นายสุทธิเกียรติ ธรรมดุล ทนายความ ศูนย์พิทักษ์และฟื้นฟูสิทธิชุมชนท้องถิ่น 053-230072 หรือ 083-6284239

นายปรีดา นาคผิว  ทนายความ มูลนิธิผสานวัฒนธรรม  089-6222474

Advertisements