Uncategorized

ผบ.เรือนจำกลางคลองไผ่เปิดโครงการศิลปะเบื้องต้นเพื่อให้ผู้ต้องขังสร้างชิ้นงานศิลปะ มูลนิธิผสานวัฒนธรรมมอบอินทผลัมสำหรับผู้ต้องขังมุสลิมเดือนรอมฎอน

เผยแพร่  2 มิถุนายน 2559

ใบแจ้งข่าว

ผบ.เรือนจำกลางคลองไผ่เปิดโครงการศิลปะเบื้องต้นเพื่อให้ผู้ต้องขังสร้างชิ้นงานศิลปะ

มูลนิธิผสานวัฒนธรรมมอบอินทผลัมสำหรับผู้ต้องขังมุสลิมเดือนรอมฎอน

 

เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2559 ผู้บัญชาการเรือนจำกลางคลองไผ่ นายสุรศักดิ์ เผื่อนคำ กล่าวเปิดโครงการศิลปะพื้นฐานซึ่งเป็นโครงการศิลปะต่อเนื่องครั้งที่ 2 โดยโครงการจะจัดให้มีการเรียนการสอนหลักสูตรศิลปะไทยเพื่อการนำมาประยุกต์ใช้และหลักสูตรการวาดสีน้ำเพื่อจินตนาการที่สร้างสรรค์ สำหรับผู้ต้องขังที่สมัครใจจำนวน 90 รายในแดน 5 เรือนจำกลางคลองไผ่ จ.นครราชสีมา โครงการนี้เป็นความร่วมมือระหว่างเรือนจำกลางคลองไผ่ มูลนิธิผสานวัฒนธรรมและ บ้านศิลปิน  ระยะเวลาการดำเนินโครงการคือระหว่างวันที่ 2 มิถุนายน 2559 ถึง 3 สิงหาคม 2559 โดยวิทยากรจากบ้านศิลปิน คลองบางหลวง นำโดยชุมพล อักราพันธานนท์ เป็นวิทยากรหลักทางศิลปะ อจ.ธนิตย์ วิทยากรด้านศิลปะสีน้ำ และนายจิตรกร แก้วอะโข วิทยากรศิลปะไทย

ข้อมูลเบื้องต้นเรือนจำกลางคลองไผ่มีผู้ต้องขังกว่า 4000 คน และในแดน 5 ของเรือนจำกลางคลองไผ่จะเป็นพื้นที่ที่มีการควบคุมนักโทษที่มีพฤติการณ์ที่ต้องปรับเปลี่ยน   โดยทางเรือนจำจัดการอบรมอย่างเข้มข้น โดยผู้ต้องขังต้องเข้าร่วมโครงการซึ่งมีระยะเวลา 9 เดือน แบ่งเป็นสามช่วง สามเดือนแรกฝึกทบทวนตัวเอง สร้างลักษณะนิสัย จัดระเบียบการอยู่ร่วมกัน สามเดือนถัดมาจัดให้มีโครงการอบรมงานด้านอาชีพและศิลปะ สามเดือนสุดท้ายมีการฝึกระเบียบแถวและการสวนสนาม เมื่อครบโครงการและผ่านการประเมินซึ่งจะจัดให้มีขึ้นทุกเดือน จะได้รับการพิจารณาโดยคณะกรรมการให้กลับภูมิลำเนาตามประสงค์ได้

โครงการศิลปะพื้นฐานครั้งที่สองนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อฟื้นฟูผู้เข้าร่วมโครงการด้วยการเรียนรู้งานศิลปะทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ เพื่อพัฒนาความคิดสร้างสรรค์จัดทำงานศิลปะได้ด้วยตนเองตามอัธยาศัย  อีกทั้งอาจนำไปปรับใช้ในการประกอบอาชีพในอนาคต

นายสุรศักดิ์ เผื่อนคำผู้บัญชาการเรือนจำคลองไผ่ อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมาได้กล่าวว่า

 “เราได้เห็นผลจากโครงการที่จัดทำร่วมกันกับมูลนิธิผสานวัฒนธรรมและบ้านศิลปินเมื่อปี เดือนกันยายน ถึง ธันวาคม 2558 ซึ่งได้รับการประเมินว่าช่วยพัฒนาจิตใจและถือว่าเป็นวิชาความรู้ที่สะท้อนความเป็นตัวตนได้ ซึ่งทางราชทัณฑ์ต้องมาช่วยกันคิดว่าจะส่งเสริมแนวทางนี้อย่างไรด้วยวิธีใดที่จะเติมเต็มอุดมการณ์ของราชทัณฑ์ที่ว่าเรามีหน้าที่คืนคนดีสู่สังคม

นอกจากนั้น เสียงสะท้อนของผู้เข้าร่วมโครงการ รายหนึ่ง กล่าวว่า “ผมอยากเรียนสีน้ำและลายไทยและอยากจะให้จัดกิจกรรมนี้ต่อไปเพื่อผมจะได้ความรู้ด้านนี้ไปประกอบวิชาชีพต่อไป และเพื่อเป็นประโยชน์ของพี่น้องในเรือนจำนี้ด้วย”        ผู้ร่วมโครงการอีกรายหนึ่ง กล่าวว่า “ผมดีใจที่ได้มีโอกาสเข้าร่วมโครงการนี้เป็นครั้งที่ 2  อยากให้ได้รับโอกาสต่อเนื่องให้สามารถเขียนงานได้จริงเป็นชิ้นงานของตนเอง ได้โอกาสฝึกปฏิบัติจริงอย่างสม่ำเสมอทุกวันเพิ่มเติมจากวิทยากรอาทิตย์ละครั้ง”

พร้อมกันนี้ตั้งแต่วันที่ 7 มิถุนายน 2559 ไปจนถึง วันที่ 14 กรกฎาคม 2559 เป็นช่วงเวลาถือศิลอดของชาวมุสลิม ทางมูลนิธิผสานวัฒนธรรมรับบริจาคอินทผลัมจำนวน 60 กล่อง และมอบให้ผู้ต้องขังในแดน 5 ซึ่งมีผู้ต้องขังมุสลิมจำนวน 108 คนที่จะเข้าร่วมปฏิบัติศาสนกิจในเดือนรอมฎอนปีนี้ด้วย

 

ข้อมูลเพิ่มเติม มูลนิธิผสานวัฒนธรรม โทร: 02-1015481-2

แดนศึกษา เรือนจำกลางคลองไผ่ 044-323392

 

 

ข้อมูลเพิ่มเติมโครงการศิลปะผ่อนคลายเดือนกันยายน ธันวาคม 2558

โครงการนำร่องครั้งแรกเมื่อเดือนกันยายน – ธันวาคม 2558 ผู้ร่วมโครงการที่เป็นผู้ต้องขังแดน 5 จำนวน 204 คน ที่ผ่านการคัดเลือกจากผู้ต้องขังทั้งแดนจำนวน 700 คนในช่วงเดือนกันยายน 2558 โดยยึดแนวคิดที่ว่าศิลปะผ่อนคลายเป็นการใช้ศิลปะเพื่อเป็นสื่อในการสนับสนุนให้บุคคลใดบุคคลหนึ่งมีโอกาส แสดงออก มีความคิดสร้างสรรค์ รู้จักแก้ปัญหา มีความรู้สึกที่ดีต่อตนเองและผู้อื่น กิจกรรมศิลปะบำบัด เป็นการเชื่อมโยงศาสตร์วิชาทางด้านศิลปะ เพื่อนำมาใช้ในการบำบัดบุคคล และด้วยแนวคิดนี้เอง กรมราชทัณฑ์ โดยสำนักพัฒนาพฤตินิสัยได้นำมาใช้เป็นแนวทางดำเนินโครงการศิลปะบำบัดสำหรับ ผู้ต้องขัง ทั้งนี้ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้ต้องขังได้ผ่อนคลายความตึงเครียดทางอารมณ์ จิตใจ และมีสุขภาพจิตที่ดี ปรับเปลี่ยนและพัฒนาสภาวะทางอารมณ์ ความคิดสร้างสรรค์ เสริมสร้างสมาธิ ตลอดจนให้ผู้ต้องขังได้ใช้เวลาว่างขณะต้องโทษให้เกิดประโยชน์ ซึ่งโครงการดังกล่าวมิได้มุ่งเน้นในด้านผลผลิตอันเกิดจากงานศิลปะของผู้ต้องขังแต่อย่างใด โดยกรมราชทัณฑ์ดำเนินโครงการนี้ในปี 2553 (ข้อมูลจากเว็บไซด์ผู้จัดการออนไลน์)

เมื่อโครงการนำร่องได้สำเร็จลงด้วยความร่วมมือของบุคคลกรภายในราชทัณฑ์ โครงการมีข้อค้นพบจากการประเมินโดยให้ผู้เข้าร่วมโครงการรุ่นที่ 1 สะท้อนความคิดเห็นสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของโครงการนำร่องที่ว่าเพื่อให้ผู้ต้องขังเกิดความอ่อนโยนทางด้านจิตใจ มีสมาธิ จิตใจเยือกเย็น มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นสามารถเข้ากับสังคมทั่วไปเมื่อพ้นโทษไปแล้ว และสามารถนำไปประกอบอาชีพได้โดยได้ถ่ายทอดมาในแบบประเมินจำนวนกว่า 100 ชุดยกตัวอย่างเช่น

“ โครงการนี้เป็นโครงการที่ดีมาก ช่วยบำบัดจิตรใจได้ดีมากครับ ทำให้รู้วิธีการใช้สี รู้วิธีการลากเส้น รู้วิธีการควบคุมจิตรใจ บอกตรง ตรงนะครับผมเป็นคนอารมณ์ร้อน แต่พอได้มาเรียนการวาดภาพมันทำให้ผม ควบคุมอารมได้ดีมากเลย มีอะไรก็ระบายลง”  ผู้เข้าร่วมโครงการฯ

“ผมมีความภูมิใจมากครับ ที่มีโครงการนี้ขึ้มา ประโยชน์ที่ได้รับจากโครงการนี้ ตอนยังไม่เรียนผมคิดถึงบ้าน คิดถึงลูก เมียมาก แต่พอเรียนแล้ว ผ่อนคลายมากเลยครัว ขอบคุณครับ”

“กระผมมีความคิดว่าอยากให้มีกองงานวิชาชีพเพื่อจะได้เป็นความรู้และต่อเติมความสามารถของผู้ที่มีจัยรักในงานศิลปะ และเป็นอาชีพได้เมื่อพ้นโทษ  อยากให้มีโครงการนี้ต่อไปอีกหลายๆ รุ่น นักโทษจะได้ผ่อนคลายและได้ความรู้เป็นประโยด  อยากให้มีสถานที่ภายนอกลองรับงานศิลปะของนช.ที่มีความตั้งใจสร้างสันผลงาน จะได้มีกำลังใจและความหวัง”

“สำหรับผมแล้ว มีความภาคภูมิใจและมีความปลื้มปิติที่ได้รับโอกาศจากวิทยากรภายนอกมาให้ความรู้เกี่ยวศิลปะ ตั้งแต่ขั้นพื้นฐานของการวาดรูปภาพต่างๆ โครงการศิลปะผ่อนคลายมีความสำคัญทุกด้านในของของแต่ละบุคคล

  1. ด้านปฏิสัมพันธ์กับบุคคลภายนอกสร้างปิติที่ดี มุมมองที่ดีของผู้ต้องขังเพื่อให้สังคมภายนอกได้รับรู้ต่อไป
  2. ด้านความสัมพันธ์กับผู้ต้องขังกับเจ้าหน้าที่ในเรือนจำ
  3. ด้านความสัมพันธ์ผู้ต้องขังด้วยกัน สามารถปรับทัศนคติต่อกัน อารมณ์ กริยาท่าทาง การควบคุมอารมณ์ระหว่างกัน
  4. ด้านจิตใจและอารมณ์เป็นหลักสร้างภูมิคุ้มกันที่ดีให้กับตัวเอง
  5. สร้างรอยยิ้ม ความหวัง ความคิดดีๆ เพื่อจะได้ไปใช้ในชีวิตประจำวันต่อไป

ขอบคุณครับ”

“ มีความรู้สึกดีใจมากที่มีโครงการดีๆ จากหน่วยงานข้างนอกมาเผยแพร่ความรู้แก่ผู้ต้องขัง ส่วนที่ได้รับจากโครงการมีประโยชน์มากมายในการดำเนินชีวิตอยู่ภายใน ช่วยให้เป็นคนใจเย็นขึ้นมากกว่าเมื่อก่อน ตั้งแต่เข้าอบรมมา จะทำอะไรก็ต้องคิดก่อนที่จะลงมือทำ กระผมอยากให้มีโครงการสานต่อจากที่เคยเรียนรุ่นแรกเพื่อพัฒนาต่อไป”

“ผมดีใจที่มีโอกาสได้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการนี้ เป็นโครงการที่ดีมาก อยากจะขอขอบคุณวิทยากร คณะอาจารย์ทุกท่านที่สละเวลาเข้ามาให้ความรู้ให้โอกาสกับพวกผมถึงในที่แบบนี้ โครงการนี้ทำให้ผมรู้สึกใจเย็นลง ไม่อารมณ์ร้อน และมองข้ามปัญหาเล็กๆน้อยๆ ที่เกิดขึ้นในแต่ละวันได้ ..ไม่ทำให้เป็นเรื่องใหญ่ ขอบคุณมากครั้งที่ทำให้ผมไม่เครียด”

======================

 

Advertisements