Unofficial Translation of Draft Bill on protection and prevention of Torture and Disapperances

150326 Torture and Disappearance Bill 18 Feb 2015 version (3)

ร่างพรบ_ฉบับเสนอครม.

ดาวน์โหลด

 

Advertisements

ศาลจังหวัดสุรินทร์นัดฟังคำสั่งคดีชันสูตรพลิกศพวันที่ 26 กค. 2559 กรณีสิบโทกิตติกร สุธีรพันธ์เสียชีวิตระหว่างถูกควบคุมตัวในเรือนจำค่ายวีรวัฒน์โยธิน จ.สุรินทร์ มูลนิธิฯหวังให้มีผลในการปรับปรุงเรือนจำทหาร

สิบโทกิตติกร

2016_05_25 ศาลสุรินทร์นัดฟังคำสั่งคดีไต่สวนการตายสิบโทกิตติกร 26 กค 2559

เผยแพร่วันที่ 25 พฤษภาคม 2559

ใบแจ้งข่าว

ศาลจังหวัดสุรินทร์นัดฟังคำสั่งคดีชันสูตรพลิกศพวันที่ 26 กค. 2559

กรณีสิบโทกิตติกร สุธีรพันธ์เสียชีวิตระหว่างถูกควบคุมตัวในเรือนจำค่ายวีรวัฒน์โยธิน  จ.สุรินทร์

มูลนิธิฯหวังให้มีผลในการปรับปรุงเรือนจำทหาร

 

ศาลจังหวัดสุรินทร์นัดฟังคำสั่งคดีชันสูตรพลิกศพ คดีช.1/2559  ในวันที่ 26 กรกฎาคม 2559  เวลา 9.00 น.    เป็นกรณีสิบโทกิตติกร สุธีรพันธ์เสียชีวิตระหว่างถูกควบคุมตัวในเรือนจำค่ายวีรวัฒน์โยธิน  จ.สุรินทร์ หลังสืบพยานผู้ร้องและพยานฝ่ายญาติจำนวนรวม 7 ปากสองวันคือเมื่อวันที่ 25 เมษายน 2559 จำนวน 3 ปาก และเมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2559 จำนวน 4 ปาก โดยศาลจังหวัดสุรินทร์ได้ออกนั่งพิจารณาคดีไต่สวนการตายเป็นนัดสุดท้ายและกำหนดวันนัดฟังคำสั่ง

ในการสืบพยานวันที่ 23 พฤษภาคม นั้นพนักงานอัยการนำพยานเข้าสืบได้ 4 ปาก รวมกับการพยาน 3 ปากที่ได้ไต่สวนไปแล้วเมื่อวันที่ 25 เมษายน 2559   โดยในวันนี้พยานเป็นผู้ต้องขัง 2 ราย ในที่อยู่ในเรือนจำในเวลาเกิดเหตุเป็นประจักษ์พยาน    และเป็นเจ้าหน้าที่ทหาร 2 นายที่ได้รับการตั้งเป็นคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงคดีนี้ได้ขึ้นให้การด้วย   ทั้งนี้ทนายของมารดาผู้ตายได้นำวีดีโอกล้องวงจรปิดที่มีภาพเหตุการณ์ทำร้ายร่างกายสิบโทกิตติกรในเรือนจำเข้าประกอบการซักถามพยานด้วย    พนักงานอัยการผู้ร้องและทนายฝ่ายญาติทั้งสองฝ่ายแถลงหมดพยาน  โดยศาลนัดฟังคำสั่ง วันที่ 26 กรกฎาคม 2559 เวลา 09.00 นาฬิกา

กรณีนี้สิบโทกิตติกร สุธีรพันธ์  ข้าราชการทหารสังกัด กรมทหารที่ 23 กองพันทหารราบที่ 3 ค่ายวีรวัฒน์โยธิน มณฑลทหารบกที่ 25 ผู้ต้องหาระหว่างสอบสวนคดีช่วยนักโทษอื่นให้พ้นจากการควบคุมตัวของเจ้าหน้าที่ ซึ่งได้เสียชีวิตลงโดยผิดธรรมชาติ (ถูกทำร้ายถึงตาย) ในระหว่างถูกควบคุมตัวอยู่ที่ เรือนจำมณฑลทหารบก 25 ค่ายวีรวัฒน์โยธิน เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2559 โดยทนายความจากมูลนิธิได้ให้การช่วยเหลือดำเนินคดีในชั้นนี้ตามคำร้องของของมารดาผู้ตาย           มูลนิธิผสานวัฒนธรรมรับดำเนินคดีนี้  โดยมีเจตนาเพื่อให้ข้อความจริงปรากฏในชั้นไต่สวนการตายเพื่อดำเนินการเรียกร้องสิทธิพึ่งมีพึ่งได้ให้กับผู้เสียชีวิตและญาติผู้เสียชีวิตตามกฎหมาย   รวมทั้งการดำเนินการเพื่อให้เกิดการปรับปรุงระเบียบการควบคุมตัวบุคคลของหน่วยงานรัฐโดยเฉพาะกรณีเรือนจำทหารเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีก

ในกรณีดังกล่าวนางบุญเรือง สุธีรพันธ์  มารดาของผู้ตาย กล่าวว่า “ดีใจมากที่ได้ยินว่าทางทหารอนุญาตให้ญาติผู้ต้องขังในเรือนจำทหารได้เยี่ยมเยือนผู้ต้องขังได้แล้ว จากการต่อสู้ของตน”  โดยเมื่อวันที่  25 เมษายน 2559 มารดาของผู้ตาย ได้เบิกความในถึงความพยายามในการที่จะประกันตัวผู้ตายออกมาระหว่างต่อสู้คดีแต่ไม่สามารถทำได้ และระหว่างที่ถูกควบคุมตัวอยู่เรือนจำทหารนั้นก็ได้พยายามไปเยี่ยมผู้ตายหลายครั้งแต่ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าหน้าที่ให้เข้าเยี่ยมโดยเจ้าหน้าที่เรือนจำอ้างว่ามีระเบียบของทางราชการที่ไม่ให้เยี่ยม ทำให้ไม่สามารถติดต่อสื่อสารกับผู้ตายได้ แม้ตนส่งจดหมายถึงผู้ตายจดหมายก็ไม่ได้ถูกส่งต่อไปถึงผู้ตาย ทำให้ไม่ทราบถึงสภาพการควบคุมตัวจนกระทั่งผู้ตายได้เสียชีวิตลง

 

ต้องการข้อมูลเพิ่มเติมกรุณาติดต่อ

นายปรีดา นาคผิว   089-62222474  ทนายความ มูลนิธิผสานวัฒนธรรม

นางณัฐาศิริ เบิร์กแมน 085-1208077 ทนายความ มูลนิธิผสานวัฒนธรรม

นางสาวจันทร์จิรา จันทร์แผ้ว 083-9072032 ทนายความ

ครม. มีมติรับร่างพรบ.ป้องกันและปราบปรามทรมานและอุ้มหายส่งต่อสนช. ห้ามการทรมาน อุ้มหายโดยจนท.รัฐ มีความผิดอาญาแม้ในสถานการณ์ความไม่มั่นคง

12932563_803972019708848_7753404660078989324_n

2016-05-24 ครม.ผ่านร่างพรบ.ทรมานและคนหาย -sent2

เผยแพร่  24 พฤษภาคม 2559

ประเทศไทยจะให้สัตยาบันอนุสัญญาสากลห้ามอุ้มหาย

ครม. มีมติรับร่างพรบ.ป้องกันและปราบปรามทรมานและอุ้มหายส่งต่อสนช.

ห้ามการทรมาน อุ้มหายโดยจนท.รัฐ มีความผิดอาญาแม้ในสถานการณ์ความไม่มั่นคง

 

เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม  2559 คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบพรบ. ร่างพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการบังคับบุคคลให้สูญหาย พ.ศ. ….  และมีมติให้ประเทศไทยให้สัตยาบันอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลทุกคนจากการหายสาบสูญโดยถูกบังคับขององค์การสหประชาชาติ  โดยร่างฉบับนี้ยังต้องมีกระบวนการผ่านการพิจารณาจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติต่อไปก่อนประกาศใช้เป็นกฎหมาย

มูลนิธิผสานวัฒนธรรมขอชื่นชมการทำงานของเจ้าหน้าที่รวมทั้งผู้บริหารประจำกระทรวงยุติธรรม โดยเฉพาะกรมคุ้มครองสิทธิเสรีภาพที่จัดให้มีการทำงานร่วมกันระหว่างนักวิชาการและภาคประชาชนตั้งแต่ปีพ.ศ. 2557 โดยได้ริเริ่มให้มีการร่างกฎหมายเฉพาะที่กำหนดให้ทั้งการทรมานและการอุ้มหายเป็นความผิดทางอาญาที่มีบทลงโทษที่เหมาะสมต่อความร้ายแรงของการกระทำความผิด   โดยการทรมานและการบังคับให้สูญหายเป็นการกระทำโดยเจ้าหน้าที่รัฐหรือบุคคลอื่นที่ยุยง ยินยอม หรือรู้เห็นเป็นใจโดยเจ้าหน้าที่รัฐ  ร่างพรบ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการบังคับบุคคลให้สูญหาย พ.ศ. …. ได้นำหลักการด้านสิทธิมนุษยชนสากลตามพันธกรณีที่ประเทศไทยพึงนำมาแก้ไขกฎหมายในประเทศให้สอดคล้องตามอนุสัญญาสำคัญสองฉบับคือ อนุสัญญาต่อต้านการทรมานและการประติบัติหรือการลงโทษที่โหดร้ายไร้มนุษยธรรม หรือย่ำยีศักดิ์ศรี   และอนุสัญญาคุ้มครองบุคคลไม่ให้ถูกบังคับให้สูญหาย ขององค์การสหประชาชาติ

ร่างพรบ.ฉบับนี้มีมาตรการสอดคล้องกับหลักสากลที่ทันสมัย เช่น ห้ามการทรมานและการบังคับบุคคลให้สูญหายโดยเด็ดขาด ไม่ว่าจะเป็นสถานการณ์สงคราม สถานการณ์ฉุกเฉินและสถานการณ์ความไม่มั่นคง มีการกำหนดให้เป็นความผิดทางอาญาและมีบทลงโทษที่เหมาะสมกับความร้ายแรงของการกระทำความผิดโทษตั้งแต่ 5ปี15 ปี ส่วนในกรณีผู้ถูกทรมานเสียชีวิต ต้องระวางโทษจำคุก 15-30 ปี หรือจำคุกตลอดชีวิต  โดยมีการกำหนดนิยามของความผิดทั้งสองสอดคล้องกับหลักการสากล  อีกทั้งมีบทบัญญัติเรื่องการลงโทษเจ้าหน้าที่ที่ยุยง ยินยอมหรือรู้เห็นในฐานะผู้บังคับบัญชาในข้อหาดังกล่าวต้องรับผิดร่วมด้วย

อีกทั้งมีมาตรการป้องกันการทรมานและอุ้มหายโดยเฉพาะกำหนดข้อปฏิบัติในการควบคุมตัวบุคคลในสถานที่ควบคุมตัว ห้ามการควบคุมตัวลับ การจัดตั้งคณะกรรมการสืบสวนสวบสวนและรับเรื่องร้องเรียน ฯลฯ โดยมีความหวังว่าร่างพรบ.ฉบับนี้แม้จะยังไม่สมบูรณ์และอาจมีปัญหาในทางปฏิบัติเช่นขาดความเป็นอิสระที่แท้จริง  ความเชี่ยวชาญของคณะกรรมการฯ  การมีส่วนร่วมของญาติและผู้เสียหาย  ช่องทางการช่วยเหลือญาติและเหยื่อรวมทั้งการเยียวยาด้านจิตใจ การคุ้มครองพยานเป็นต้น

 มูลนิธิผสานวัฒนธรรมข้อเสนอแนะว่าให้ประเทศไทยเร่งพิจารณาร่างกฎหมายฉบับนี้และดำเนินการให้การบังคับใช้กฎหมายสอดคล้องกับอนุสัญญาระหว่างประเทศที่ไทยลงนามหรือเป็นรัฐภาคี  และการแก้ไขปรับเปลี่ยนโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหากมีข้อให้คงไว้ซึ่งมาตรฐานสากลและไม่เปลี่ยนแปลงเนื้อหาต่างไปจากร่างเดิมในเนื้อหาสาระสำคัญ  รวมทั้งการให้ความรู้เรื่องกฎหมายฉบับนี้ต่อเจ้าหน้าที่ของรัฐอย่างต่อเนื่องและให้ได้ประสิทธิผลในการป้องกันทรมานและอุ้มหายได้จริง

การกำหนดการทรมานและการอุ้มหายเป็นความผิดอาญาเป็นกรอบทางกฎหมายเป็นความก้าวหน้าที่สำคัญที่แสดงให้เห็นว่าประเทศไทยยืนยันกับประชาคมระหว่างประเทศว่า “การทรมานและการบังคับให้สูญหายเป็นการกระทำที่ห้ามโดยเด็ดขาดและผิดกฎหมายอาญา” ไม่ว่าสถานการณ์ใดใด และประเทศไทยก็จะต้องจัดให้มีแนวทางนำกฎหมายฉบับนี้มาบังคับใช้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงจะสะท้อนให้เห็นว่าบัดนี้ประเทศไทยจะเอาจริงเอาจังต่อการต่อต้านการทรมานและการบังคับบุคคลให้สูญหายและดำเนินการให้มีการสอบสวนและคลี่คลายคดีที่ยังหาตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษให้ได้  โดยร่างฉบับนี้ยังต้องมีกระบวนการผ่านการพิจารณาจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติต่อไป

 

ข้อมูลเพิ่มเติม ติดต่อ มูลนิธิผสานวัฒนธรรม 02-1015481-2

 

นิยามตามร่างพรบ.

 

(1) “การทรมาน” หมายความว่า การกระทาที่ทาให้เกิดความเจ็บปวดหรือความทุกข์ทรมาน อย่างร้ายแรงแก่ร่างกายหรือจิตใจต่อบุคคลหนึ่งบุคคลใดเพื่อที่จะให้ได้มาซึ่งข้อมูลหรือคาสารภาพจากบุคคลนั้นหรือจากบุคคลที่สาม เพื่อการลงโทษบุคคลนั้นสาหรับการกระทาซึ่งบุคคลนั้นหรือบุคคลที่สามได้กระทาหรือ ถูกสงสัยว่าได้กระทาการอย่างหนึ่งอย่างใด เพื่อข่มขู่หรือขู่เข็ญบุคคลนั้นหรือบุคคลที่สาม หรือเพราะเหตุผล อื่นใดบนพื้นฐานของการเลือกปฏิบัติโดยการกระทาดังกล่าวเป็นการกระทาโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือโดย การยุยงโดยความยินยอม หรือโดยการรู้เห็นเป็นใจของเจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือของบุคคลอื่นซึ่งปฏิบัติหน้าที่ราชการ โดยไม่รวมถึงความเจ็บปวดหรือความทุกข์ทรมานที่เกิดจาก หรือสืบเนื่องมาจากการลงโทษที่ชอบ ด้วยกฎหมาย

(2) “การกระทาหรือการลงโทษที่โหดร้ายไร้มนุษยธรรมหรือที่ย่ายีศักดิ์ศรี” หมายความว่า การกระทา ที่ทาให้เกิดอันตรายแก่ร่างกายหรือจิตใจต่อบุคคลหนึ่งบุคคลใดที่มิใช่การกระทาทรมาน โดยการกระทาดังกล่าวเป็นการกระทาโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือโดยการยุยง โดยความยินยอม หรือโดยการรู้เห็นเป็นใจของเจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือของบุคคลอื่นซึ่งปฏิบัติหน้าที่ราชการ ทั้งนี้ไม่รวมอันตรายจากการลงโทษที่ชอบด้วยกฎหมาย

(3) “การบังคับบุคคลให้สูญหาย” หมายความว่า การจับกุมคุมขังลักพาหรือกระทาการด้วยประการใดที่เป็นการลิดรอนเสรีภาพในร่างกายต่อบุคคลซึ่งกระทาโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือโดยบุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่ได้รับคาสั่งการสนับสนุนหรือการรู้เห็นเป็นใจจากเจ้าหน้าที่ของรัฐ และมีการปฏิเสธว่ามิได้มีการจับกุม คุมขังลักพาหรือกระทาการด้วยประการใดที่เป็นการลิดรอนเสรีภาพในร่างกายของบุคคลนั้น หรือปกปิดชะตากรรมหรือที่อยู่ของบุคคลนั้น

เอกสารที่เกี่ยวข้อง

 

  • ข้อเสนอของภาคประชาชนต่อร่างพรบ.ฯ

 

https://voicefromthais.wordpress.com/2014/12/19/%E0%B8%9C%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%93%E0%B8%B5%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0/

 

  • ร่างพรบ.ฯ

 

https://voicefromthais.wordpress.com/2016/01/15/%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B8%A3%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%9A-%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%9A-%E0%B8%9B%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B9%81/

 

คดีแพ่ง กรณีผู้บาดเจ็บในเหตุการณ์ปุโละปุโยฟ้องเรียกค่าเสียหาย ศาลปัตตานีนัดสืบพยานโจทก์นัดแรก

crcf & mac

เผยแพร่วันที่ ๒๔ พฤษภาคม  ๒๕๕๙

ใบแจ้งข่าว

คดีแพ่ง กรณีผู้บาดเจ็บในเหตุการณ์ปุโละปุโยฟ้องเรียกค่าเสียหายทางละเมิด

ศาลปัตตานีนัดสืบพยานโจทก์นัดแรก

ในวันนี้วันที่  ๒๔ พฤษภาคม ๒๕๕๙ เวลา ๐๙.๐๐ น. ศาลจังหวัดปัตตานีได้นัดสืบพยานฝ่ายโจทก์ทั้งห้า  ในคดีหมายเลขดำที่ ๕๑๙/๒๕๕๘  คดีระหว่าง นายยา ดือราแม กับพวกรวม ๕ คน โจทก์  กับกองทัพบก กับพวกรวม ๒ คน โดยโจทก์ทั้งห้าเป็นชาวบ้านผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์เมื่อวันที่ ๒๙ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๕ เวลาประมาณ ๒๐.๓๐ น. เจ้าหน้าที่ทหารพรานประจำฐานปฏิบัติการทหารพรานที่ ๔๓๐๒ ตำบลปุโละปุโย อำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี ได้ใช้อาวุธปืนสงครามยิงเข้าใส่รถยนต์ของชาวบ้านซึ่งมีผู้อยู่ในรถจำนวน ๙ คน ขณะกำลังเดินทางออกจากหมู่บ้านกาหยี หมู่ที่ ๑ ต.ปุโละปุโย อ.หนองจิก  จ.ปัตตานี ได้เพียง ๕๐๐ เมตร เพื่อไปละหมาดศพ (การละหมาดขอพรให้ผู้เสียชีวิต) ที่บ้านทุ่งโพธิ์    หมู่ที่ ๔ ต.ลิปะสะโง  อ.หนองจิก  จ.ปัตตานี จนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต ๔ ราย และบาดเจ็บ ๕ ราย โดยศาลได้กำหนดประเด็นข้อพิพาทดังนี้ (๑) เจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารในสังกัดของจำเลยทั้งสองจงใจหรือประมาทเลินเล่อ โดยมิได้ปฏิบัติและดำเนินการให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์แห่งพระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พ.ศ.๒๔๕๗ หรือไม่ และจำเลยทั้งสองจะต้องรับผิดหรือไม่ อย่างไร และ (๒) ค่าเสียหายของโจทก์ทั้งห้ามีเพียงใด  ประเด็นทั้งสองโจทก์ทั้งห้ากล่าวอ้าง จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ภาระการพิสูจน์ตกแก่โจทก์ทั้งห้านำสืบก่อน แล้วให้จำเลยทั้งสองสืบแก้

ทนายโจทก์ทั้งห้าแถลงสืบพยาน ๑๕ ปาก กำหนดสืบ ๓ นัด  และทนายจำเลยทั้งสองแถลงสืบพยาน ๖ ปาก กำหนดสืบ ๒ นัด  ดังตามวันที่ ๒๔, ๒๕,พฤษภาคม ๒๕๕๙   และสืบพยานจำเลยทั้งสองในวันที่ ๗,๘, ๑๔ มิถุนายน ๒๕๕๙  เวลา ๙.๐๐ น.

ในระหว่างการพิจารณาคดี คู่ความทั้งสองฝ่าย ก็ยังสามารถอาจเจรจาประนีประนอมยอมความกันได้ก่อนศาลมีคำพิพากษาคดีเสร็จสิ้น ซึ่งในวันที่ ๒๐ เมษายน ๒๕๕๙ ที่ผ่านมา  ศาลนัดไกล่เกลี่ยและกำชับในคู่ความ นัดหมายเจรจากันเอง  แต่ระหว่างวันที่ ๒๐ เมษายน  จนถึงวันนัดหมายสืบพยานโจทก์นั้นคู่ความยังไม่สามารถตกลงวันที่เจรจาตกลงวันกันได้  โดยผู้แทนของจำเลยซึ่งเป็นตัวแทนจาก กอ.รมน ภาคสี่ส่วนหน้า รอวันนัดหมายเจรจา จากกอ.รมน ส่วนกลาง  ที่กรุงเทพมหานคร โดยมีการนัดหมายสืบพยานโจทก์ไว้ล่วงหน้าจึงต้องดำเนินการต่อไปตามนัดหมายเดิม

ข้อมูลเพิ่มเติม

2016_04-20 ใบแจ้งข่าว ไกล่เกลี่ยคดีปุโละปุโย -sent2

ติดต่อ

นายสากีมัน เบญจเดชา  ๐๘๖-๐๓๗๔๓๑๘  ทนายความ มูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิมจังหวัดปัตตานี

นายปรีดา นาคผิว   ๐๘๙-๖๒๒๒๔๗๔  ทนายความ มูลนิธิผสานวัฒนธรรม

มีเพียง ‘ดุอาอฺ’ ที่หน้าประตู…กว่า 4 เดือนแล้วที่บุตรชายถูกอุ้มหาย : เสียงสะท้อนจากมารดา‘ฟาเดล เสาะหมาน’ การรอคอยที่ไร้จุดสิ้นสุด

517931bc-7fb8-4175-b8b5-84441e217532

มีเพียง ‘ดุอาอฺ’ ที่หน้าประตู…กว่า 4 เดือนแล้วที่บุตรชายถูกอุ้มหาย : เสียงสะท้อนจากมารดา‘ฟาเดล เสาะหมาน’ การรอคอยที่ไร้จุดสิ้นสุด

เรื่องและภาพโดย : ศูนย์ข้อมูล มูลนิธิผสานวัฒนธรรม

เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2559 เจ้าหน้าที่ศูนย์ข้อมูลมูลนิธิผสานวัฒนธรรม ร่วมด้วยนางสาวอัญชนา หีมมิน๊ะห์ ประธานกลุ่มด้วยใจ ลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้า กรณีการหายตัวไปของนายฟาเดล เสาะหมาน หลังจากที่ก่อนหน้านี้ มูลนิธิผสานวัฒนธรรม เคยเผยแพร่จดหมายเปิดผนึก เมื่อวันที่ 24 มี.ค. 2559 ขอให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) เร่งรัดการสืบสวนสอบสวนหลังได้รับการร้องเรียนว่าการสืบสวนสอบสวนกรณีหายตัวไปของนายฟาเดล เสาะหมาน ไม่คืบหน้า โดยมูลนิธิผสานวัฒนธรรมเคยตั้งข้อสงสัยต่อการหายตัวไปของนายฟาเดลซึ่งเป็นอดีตผู้ต้องขังที่ถูกเจ้าหน้าที่จับกุมฟ้องร้องดำเนินคดีเกี่ยวกับความมั่นคง          และศาลจังหวัดปัตตานีได้มีคำพิพากษายกฟ้อง ทว่า หน่วยงานความมั่นคงก็ยังคงเฝ้าติดตามพฤติกรรมของนายฟาเดลมาโดยตลอด จนกระทั่งเมื่อเดือนกรกฎาคม 2558 นายฟาเดลได้มอบตัวกับเจ้าหน้าที่ทหาร เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ แล้วถูกนำตัวไปควบคุมที่ค่ายอิงคยุทธบริหาร อำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี  เป็นเวลา 7 วัน

นอกจากนี้ จดหมายเปิดผนึกฉบับดังกล่าวที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2559 ยังอ้างอิงถึงข้อมูลของมูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิมที่ระบุว่าเมื่อเวลาประมาณ 11.00 น.ของวันที่ 24 มกราคม 2559  นายฟาเดลได้ออกจากบ้านพร้อมรถจักรยานยนต์ ฮอนด้า ทะเบียน ก 670 ปัตตานี โดยขณะที่เข้าไปทำภารกิจในโรงเรียนเอกชนแห่งหนึ่ง ในพื้นที่ตำบลนาประดู่ อำเภอโคกโพธิ์ จังหวัดปัตตานี ได้มีคนร้ายขับรถยนต์เก๋งสีดำเข้าไปในโรงเรียนและจอดรถบริเวณสนามฟุตบอล ทันใดนั้น ได้มีชายฉกรรจ์ 3 คน ลงจากรถและวิ่งไปทางอาคารห้องพักครูซึ่งห่างจากรถที่จอดอยู่ประมาณไม่เกิน5 เมตร จากนั้นชายฉกรรจ์ 2 คน        ได้เข้าล็อคแขนนายฟาเดลคนละข้าง ลากตัวมาที่รถยนต์ซึ่งกำลังจอดอยู่ ขณะที่ชายอีกคนวิ่งมาเปิดประตูรอไว้ก่อนแล้ว จากนั้นได้ไปนั่งที่นั่งคนขับ โดยมีบุคคลที่อยู่ในโรงเรียนเห็นเหตุการณ์ และเห็นนายฟาเดลขณะที่ถูกลากตัวได้ขัดขืน โดยการเอามือดันไว้ที่ขอบประตูบนของรถ แต่ได้มีชายอีกคนฝั่งขวามือพยายามยกขาของนายฟาเดล และยัดขาเข้าไปในรถจนรองเท้าตกลงพื้น คนขับรถจึงได้รีบขับรถออกไปจากบริเวณโรงเรียน

สำหรับการติดตามความคืบหน้าล่าสุดของครอบครัวนายฟาเดล เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2559 ที่ผ่านมานั้น เมื่อเดินทางไปถึงพบว่าบ้านของนายฟาเดลเงียบเหงา มีเพียงญาติและน้องสาวของนายฟาเดล และหลานๆ ที่เป็นเด็กๆ ทางเข้าประตูหน้าบ้าน มีกระดาษสีขาว แนบรูปถ่ายของนายฟาเดลและมีบทดุอาอฺ หรือบทขอพรติดไว้ที่หน้าประตูทางเข้าบ้าน โดยครอบครัวของนายฟาเดลหวังว่าคำดุอาอฺซึ่งเป็นพึ่งทางใจเพียงทางเดียวที่เหลืออยู่นี้จะช่วยนำพานายฟาเดลให้คืนกลับมาหาครอบครัวในที่สุด

จากการสอบถามญาติของนายฟาเดล ได้ความว่าบ้านเรือนที่เงียบเชียบคล้ายไม่มีใครนี้ เนื่องจากพี่น้องคนอื่นๆ ของนายฟาเดล อาทิ พี่ชาย ไปทำงาน ส่วนแม่ของนายฟาเดลอยู่กับญาติที่บ้านอีกหลังหนึ่ง ซึ่งไม่ไกลกันนัก ญาติรายนี้จึงพาคณะศูนย์ข้อมูลมูลนิธิผสานวัฒนธรรมและกลุ่มด้วยใจ ไปพบมารดาของนายฟาเดลที่บ้านหลังดังกล่าว

เมื่อได้พบกับมารดาของนายฟาเดล นางสาวอัญชนา  กลุ่มด้วยใจได้สอบถามถึงความคืบหน้าเกี่ยวกับกรณีการหายตัวไปของนายฟาเดล รวมทั้งสอบถามถึงการลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และความคืบหน้าในกรณีอื่นๆ

มารดาของนายฟาเดลกล่าวกับนางสาวอัญชนา และเจ้าหน้าที่ศูนย์ข้อมูล มูลนิธิผสานวัฒนธรรมว่า นับแต่นายฟาเดลหายไป ยังไม่มีคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติลงมาสอบถามใดๆ เกี่ยวกับเรื่องนี้ แต่จำได้ว่า มีเจ้าหน้าที่คนไทยที่ทำงานกับยูเอ็น ( องค์การสหประชาชาติ ) ลงมาสอบถาม ส่วนเจ้าหน้าที่ทหารไม่มีใครมาสอบถามใดๆ เกี่ยวกับการหายตัวไปของฟาเดล

นอกจากนี้ มารดาของนายฟาเดลกล่าวด้วยว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจ เชิญไปให้ข้อมูล โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจถามว่า นายฟาเดล เคยมีเรื่องกับใครหรือไม่ ซึ่งมารดาของนายฟาเดลยืนยันว่า นายฟาเดลไม่เคยมีเรื่องกับใคร ลูกชายเป็นคนเงียบ เรียบร้อย

มารดาของนายฟาเดล เปิดเผยกับเจ้าหน้าที่ศูนย์ข้อมูลมูลนิธิผสานวัฒนธรรม และนางสาวอัญชนา กลุ่มด้วยใจถึงข้อเท็จจริงในช่วงเวลาก่อนที่นายฟาเดลจะหายตัวไปด้วยว่า หนึ่งสัปดาห์ก่อนที่ฟาเดลจะหายตัวไป มีเจ้าหน้าที่ทหารจากหน่วยหนึ่งในพื้นที่เชิญให้ไปเข้าค่ายที่กรุงเทพฯ โดยมารดาไม่รู้ว่าเป็นค่ายใดที่กรุงเทพฯ และไปทำอะไร แต่เมื่อมีการเชิญตัวไป ฟาเดลก็ให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ โดยนายฟาเดลกล่าวถึงชื่อของนายทหารรายหนี่งในพื้นที่ ที่เชิญนายฟาเดลไป

มารดาฟาเดลกล่าวว่าจำได้ว่า หลังจากนั้น หนึ่งสัปดาห์ ฟาเดลกลับมาบ้านในคืนวันเสาร์ วันต่อมาคือวันอาทิตย์ เวลาประมาณบ่ายโมง มารดาฟาเดลจำได้เพียงว่าวันนั้นบุตรชาย สวมกางเกงสีดำ เสื้อสีขาว ฟาเดลเดินออกจากบ้านไปตามปกติเป็นกิจวัตรประจำวัน ก่อนจะถูกนำตัวไป โดยในช่วงนั้น มารดาไม่เห็นเหตุการณ์ แต่มีเพื่อนบ้านผู้เห็นเหตุการณ์ เล่าให้ฟังว่า มีคนขับรถมาจอด และมีผู้ชาย 3 คน    มานำตัวฟาเดล ขึ้นรถไป ฟาเดลพยายามขัดขืนแต่ก็ไม่สามารถต้านทานกลุ่มบุคคลดังกล่าวได้ โดยในจำนวนนี้ ผู้เห็นเหตุการณ์เล่าว่า คนขับรถสวมเสื้อเกราะด้วย

มารดานายฟาเดลกล่าวทั้งน้ำตาว่า ทุกวันนี้ทุกข์และท้อใจอย่างยิ่ง จิตใจเหนื่อยล้า ไม่คิดจะสู้หรือทวงถามถึงความเป็นธรรมทางคดีใดๆ สิ่งเดียวที่ต้องการคือต้องการให้บุตรชายกลับมาบ้าน แม้นับจากวันที่ฟาเดลหายตัวไปเมื่อวันที่ 24 มกราคม 2559 จนถึงวันนี้เวลาจะผ่านไปถึง 4 เดือนแล้ว แต่ก็ยังหวังว่าสักวันบุตรชายจะต้องกลับมา

มีข้อมูลเพิ่มเติมว่าเมื่อวันที่ 11 พค. ตัวแทนมูลนิธิผสานวัฒนธรรมได้ยื่นหนังสือร้องเรียนเรื่องนายฟาเดลต่อ คณะทำงานว่าด้วยเรื่องคนหาย องค์การสหประชาชาติ ผ่านทางสำนักงานข้าหลวงใหญ่ด้านสิทธิมนุษยชน ถนน ราชดำเนินนอก เพื่อให้ทางยูเอ็นผลักดันให้ทางการไทยสืบสวนสอบสวนคดีนี้อย่างจริงจัง การหายตัวไปเป็นเวลา 4 เดือนแล้ว นับแต่วันที่ 24 มกราคม 2559

*หมายเหตุ มูลนิธิผสานวัฒนธรรม: เรื่องราวการอุ้มหายนายฟาเดล เสาะหมาน คืออีกหนึ่งข้อเท็จจริงจากพื้นที่ชายแดนใต้ที่การบังคับให้บุคคลสูญหายยังคงเกิดขึ้นและดำเนินอยู่ โดยที่ครอบครัวของผู้สูญหาย ไร้หนทางและช่องทางใดๆ ในการติดตามทวงถามถึงความเป็นธรรมที่พวกเขาควรได้รับ ขณะที่มูลนิธิผสานวัฒนธรรม เคยเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและเจ้าหน้าที่ดำเนินการในกรณีการหายตัวไปของฟาเดล ดังข้อเรียกร้องต่อไปนี้

  1. ขอให้ผู้บังคับบัญชาการตำรวจแห่งชาติที่มีหน้าที่โดยตรงในการสืบสวนสอบสวน คดีอาญาทั้งปวงต้องดำเนินการให้มีตรวจสอบอย่างจริงจังและอย่างเร่งด่วนใน กรณีนายฟาเดล เสาะหมาน เพื่อคลี่คลายคดีร้องเรียนดังกล่าวและสืบสวนสอบสวนจนทราบชะตากรรมโดยไม่ต้องคำนึงว่าจะเป็นการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐหรือไม่เนื่องจากมาตรการที่จริงจังของเจ้าหน้าที่รัฐที่รับเรื่องร้องเรียนจะเป็น มาตรการที่ป้องปรามการบังคับให้บุคคลสูญหายรายต่อๆไป การบังคับให้บุคคลสูญหายเป็นอาชญกรรมที่ร้ายแรงที่สุดจึงต้องมีการสืบสวนสอบ สวนอย่างคดีอาญาสำคัญโดยพลัน อย่างจริงจัง อิสระ เป็นมืออาชีพ รวมทั้งแจ้งความคืบหน้าทางคดีต่อญาติอย่างใกล้ชิดสม่ำเสมอ
  2. ขอให้รัฐบาลและกระทรวงยุติธรรมเร่งดำเนินการ ตรากฎหมายคือพ.ร.บ.การป้องกันและปราบปรามการทรมานและการบังคับให้บุคคลสูญ หายให้สอดคล้องกับหลักการสากล โดยกำหนดให้การบังคับให้บุคคลสูญหายเป็นความผิดทางอาญาและให้สัตยาบันใน อนุสัญญาการคุ้มครองบุคคลไม่ให้มีการบังคับสูญหายขององค์การสหประชาชาติโดย ไม่ชักช้า เพื่อสร้างมาตรฐานทางกฎหมายอาญาในประเทศโดยเร็วตามที่ได้ให้คำมั่นไว้กับ ประชาคมระหว่างประเทศ และในระหว่างการทบทวนรายงานสิทธิมนุษยชนต่อองค์การสหประชาชาติ