สถานการณ์การละเมิดสิทธิเด็กชายแดนใต้ ปี2558 เรียบเรียงโดย กลุ่มด้วยใจ

duayjai logo

จากรายงานของศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้และกลุ่มด้วยใจพบว่า ตั้งแต่ปี 2547 จนถึงปัจจุบัน มีเด็กเสียชีวิตจากสถานการณ์ความไม่สงบจำนวน 82 รายและได้รับบาดเจ็บ จำนวน 446 ราย โดยในปี 2558 พบว่ามีเด็กที่เสียชีวิตจากสถานการณ์ความไม่สงบลดน้อยลงอย่างเห็นได้ชัดคือมีจำนวน 5 ราย และได้รับบาดเจ็บจำนวน 20 ราย ซึ่งเป็นการลดลงอย่างเห็นได้ชัดโดยมีหลายปัจจัยคือ มีความพยายามในการทำงานเพื่อปกป้องและคุ้มครองสิทธิเด็กในจังหวัดชายแดนใต้มากขึ้น รวมไปถึงการเคารพในหลักสิทธิเด็กของผู้มีอาวุธทั้งสองฝ่าย แต่ปรากฏการณ์ที่น่ากังวลใจต่อการละเมิดสิทธิเด็กในปี 2558 คือ1. การควบคุมตัวเด็กด้วยกฎหมายพิเศษ

เมื่อวันที่ 2 เดือนมิถุนายน 2558 เมื่อเวลา 05:00 น เจ้าหน้าที่ได้เข้ามาตรวจค้นพร้อมอาวุธประมาณ 7-8 คน นอกบ้านมีเจ้าหน้าที่มาด้วยรถกะบะสีดำ สีเทา และรถอาสาสมัครรักษาดินแดงรวม 4-5 คัน พร้อมปืนยาว เจ้าหน้าที่ได้บอกให้ทุกคนแสดงบัตรประชาชน ต่อมาเจ้าหน้าที่ได้เก็บ DNA จากกระพุ้งแก้ม ตรวจลายนิ้วมือ และนำโทรศัพท์ไปและดำเนินการส่งตัวไปที่ ฉก 41 ค่ายวังพญา อ.รามันจังหวัดยะลาและเดินทางไปถึงที่นั่นในเวลา 19:30 น แต่เจ้าหน้าที่ให้รออยู่ในรถ ซึ่งทุกคนก็เห็นรุ่นพี่ที่ถูกควบคุมตัวอยู่ที่ หน่วยเฉพาะกิจที่ 41 ต่อมาเจ้าหน้าที่ก็พากลับมาที่ ศูนย์ปฏิบัติการ ตำรวจ จังหวัดชายแดนภาคใต้ และได้ถ่ายรูป ตรวจร่างกาย เก็บทรัพย์สิน และเปลี่ยนชุด ที่นี้ทุกคนถูกนำตัวไปยังห้องขนาด 2×4 เมตร อยู่ห้องละ 1 คน ในห้องจะประกอบไปด้วย เตียงนอน ห้องน้ำและห้องอาบน้ำซึ่งมีพนังที่มีความสูงระดับอกเป็นที่กั้นระหว่างที่นอนและสุขา ที่ห้องจะไม่สามารถปิดไฟได้พวกเขาต้องอยู่ในห้องที่มีแสงสว่างตลอดเวลา และเด็กจำนวน 3 คนถูกควบคุมตัว 4 วัน และอีกหนึ่งคน ถูกควบคุมตัว 6 วัน และได้ถูกส่งตัวไปที่หน่วยเฉพาะกิจที่ 41 เจ้าหน้าที่ให้พักที่ห้องที่ผู้ใหญ่ถูกควบคุมตัวเพราะเขากลัวการอยู่คนเดียว ห้องที่พักเป็นห้องที่มีขนาดเล็กฝาพนังเป็นเหล็กจนเมื่อเวลา 16 : 00 น ก็มีการซักถาม โดยสอบถามถึงประวัติส่วนตัว ที่อยู่ ครอบครัว จนถึงเวลาละหมาดมักริบก็ได้ให้พักผ่อนและมีการซักถามอีกครั้งในเวลา 20 น จนถึงเวลาเที่ยงคืน ต่อมาในวันที่ 7 ก็ได้รับการปล่อยตัวโดยได้ถูกส่งไปทำบันทึกที่สถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองยะลา จังหวัดยะลา ทั้งนี้ได้มีการเผยแพร่ชื่อในโลกออนไลน์ ทั้ง FACEBOOK และ LINE ตอนนี้เด็กบอกว่า รู้สึกเศร้า ทุกคนมีความรู้สึกชีวิตไม่เหมือนเดิม และรู้สึกว่าไม่มีความปลอดภัยกลัวว่าจะถูกนำไปเชื่อมโยงกับเหตุความรุนแรงที่เกิดขึ้น กังวลว่าจะกระทบกับการเข้ามหาวิทยาลัย กังวลกับอนาคต เมื่อก่อนก็มีความคิดว่า สักวันคงต้องเจอเหตุการณ์แบบนี้แน่เพราะญาติๆ ก็เคยถูกควบคุมตัวด้วยกฎหมายพิเศษ และรู้สึกว่ารัฐไม่ยุติธรรม ไม่มีเหตุผล

จะเห็นได้ว่าการดำเนินการปกป้องและคุ้มครองเด็กในพื้นที่ขัดแย้งไม่เพียงแต่จะหยุดความรุนแรงที่ทำให้เด็กได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตเพียงอย่างเดียว การปกป้องและคุ้มครองเด็กที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดทางอาญาก็มีความจำเป็นที่จะป้องกันมิให้วงจรของความรุนแรงหมุนไปไม่สิ้นสุด เพราะเมื่อเด็กได้เข้าไปในวงจรของการใช้กฎหมายพิเศษนั้น หากเด็กเห็นหรือประสบการกระทำที่ไม่ถูกต้องหรือไม่เข้าใจการกระทำของเจ้าหน้าที่ ก็อาจทำให้เด็กปฏิเสธกลไกของรัฐได้ และที่เลวร้ายไปกว่านั้นคือเด็กอาจใช้ความรุนแรงต่อไปได้ในอนาคต

2. การดำเนินคดีความมั่นคงกับเด็ก

อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก ค.ศ. ๑๙๘๙

ข้อ ๓

1. ในการกระทำทั้งปวงที่เกี่ยวกับเด็ก ไม่ว่าจะกระทำโดยสถาบันสังคมสงเคราะห์ของรัฐหรือเอกชน ศาลยุติธรรม หน่วยงานฝ่ายบริหาร หรือองค์กรนิติบัญญัติ ผลประโยชน์สูงสุดของเด็กเป็นสิ่งที่ต้องคำนึงถึงเป็นลำดับแรก แต่ในกรณี จังหวัดชายแดนใต้พบว่า ที่ศาลเยาวชนจังหวัดนราธิวาส เมื่อวันที่ 15 ตุลาคมที่ผ่านมา ศาล ได้มีการไต่สวนนัดพร้อมในคดีที่อัยการเป็นผู้สั่งฟ้องผู้ต้องหานามสมมุติว่านาย อ. ซึ่งขณะถูกจับยังเป็นเยาวชนด้วยข้อหาว่า กระทำการซ่องสุม อั้งยี่ซ่องโจร ก่อการร้าย ยั่วยุปลุกปั่นให้มีการกระทำอันเป็นการแบ่งแยกราชอาณาจักร ซึ่งโทษสูงสุดถึงประหารชีวิต โดย นายอ. เป็นชาวยะลาเคยบวชเป็นสามเณรอยู่ในวัดในพื้นที่ สาเหตุที่ถูกจับกุม รายงานข่าวระบุว่า เนื่องจากเมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2557 ได้มีเหตุปะทะและเจ้าหน้าที่ได้เข้ากวาดล้างพื้นที่ที่เชื่อว่าเป็นฐานของฝ่ายแนวร่วมที่บริเวณภูเขาใน อ.ระแงะ จ.นราธิวาส ในการเข้าตรวจค้นเจ้าหน้าที่ยึดได้ของกลางเป็นจำนวนมากกว่า 90 รายการ ในจำนวนนั้นพบว่ามีกางเกงและผ้าขาวม้าที่เจ้าหน้าที่ตรวจสอบจากดีเอ็นเอแล้วพบว่าตรงกันกับของ นายอ. ซึ่งเจ้าหน้าทีได้เก็บไว้ในระบบของศูนย์พิสูจน์หลักฐาน ส่วนนายอ.เองปฏิเสธว่าตนไม่เกี่ยวข้องและไม่รู้เรื่องที่เกิดขึ้นแต่อย่างใด และยังมีกลุ่มบุคคลที่ถูกดำเนินคดีอันเป็นผลจากเหตุการณ์เดียวกันคือเมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2557 อีก 11 คนที่ถูกฟ้องในคดีความมั่นคงด้วยข้อหาใกล้เคียงกันกับของนายอ. แต่พวกเขาถูกฟ้องร้องในศาลจังหวัดนราธิวาส นายอ.เป็นเพียงคนเดียวที่เป็นไทยพุทธและถูกดำเนินคดีในศาลเยาวชน

3. การตรวจดีเอ็นเอเด็ก

ดังที่กล่าวถึงในข้อ 1 เรื่องการควบคุมตัวเด็กด้วยกฎหมายพิเศษ และมีการตรวจ ดีเอ็นเอเด็กทั้ง 4 คน นอกจากนี้ยังมีการตรวจดีเอ็นเอเด็กในกรณีที่มีการตรวจค้นสำนักงาน BUMI ที่จังหวัดยะลาเมื่อวันที่ 3 เมษายน 2558 จำนวน 8 คน และล่าสุด มีการตรวจดีเอ็นเออายุเพียง 5 เดือน เพื่อเก็บเป็นตัวอย่างในการพิสูจน์การกระทำผิดของพ่อ

4. การใช้เด็กเป็นโล่

เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2558 เวลา 18:20 น มีการตรวจค้นบ้านในซอยมาแล้ว 3 หลัง เจ้าหน้าที่ใส่ชุดสีดำ เป็นชุดคอมมานโด มีโล่ป้องกันตัวเองและอาวุธปืน เจ้าหน้าที่ได้ไปขออนุญาตเจ้าของบ้านเพื่อขอตรวจค้น เมื่อเจ้าของบ้านอนุญาตจึงได้เข้าตรวจหลังแรกเป็นบ้านที่อาศัยเป็นครอบครัว บ้านหลังที่ 2และ 3 เป็นวัยรุ่นที่ทำงานแล้ว หลังที่ 4 เป็นบ้านหลังที่มีนักเรียนโรงเรียนธรรมวิทยามุลนิธิอาศัยอยู่จำนวน 8 คน อายุ 18 ปีขึ้นไป มีช่วงอายุ 18-23 ปี กำลังเรียนศาสนาในชั้น 8-10 หรือที่เรียกว่าชั้นซานาวีย์ เจ้าหน้าที่มาตรวจในเวลา 18 :00 น มีรถมา 15 คัน เป็นรถกะบะ 4 ประตู สีขาวเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ พร้อมอาวุธปืนยาว และปืนสั้น เจ้าหน้าที่ได้ล้อมที่บ้านประมาณ 30 คน และมีเจ้าหน้าที่อีกส่วนหนึ่งที่กระจายอยู่ทั่วซอย บ้านที่ตรวจค้นเป็นบ้าน 2 ชั้น เจ้าหน้าที่ให้เด็กผู้หญิงที่เรียนชั้นประถมที่อยู่ข้างบ้านมาเรียกให้พวกเราออกไป “แบแบ ตำรวจมา ให้ออกมา “เจ้าหน้าที่ได้ให้เด็กที่เรียนชั้นประถมมาเรียกว่า แบ แบ เปิดประตู ตำรวจมา เมื่อเปิดประตูเจ้าหน้าที่จึงเข้าไปตรวจค้น

ข้อเสนอแนะต่อรัฐบาลไทย

1. เจ้าหน้าที่รัฐควรดำเนินการและแสวงหามาตรการที่เหมาะสมในการปกป้องการละเมิดต่อชีวิตประชาชนโดยเฉพาะเด็ก

2. การปฏิบัติการและการทำงานของเจ้าหน้าที่ควรระมัดระวังและไม่ให้เกิดผลกระทบต่อเด็กโดยเฉพาะการละเมิดสิทธิมนุษยชนในด้านต่างๆโดยเฉพาะในสิทธิและเสรีภาพของเด็กภายใต้การบังคับใช้กฎหมาย

3 กลุ่มที่ใช้อาวุธทุกฝ่ายจะต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของเด็กเป็นสิ่งสำคัญ
หลักคิดและกระทำที่สำคัญคือ ทุกฝ่ายต้องคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของเด็กเป็นหลัก

Advertisements

BBC Thai :  กลุ่มสิทธิมนุษยชนยื่นรายงานสถานการณ์การซ้อมทรมานผู้ต้องหา ให้เจ้าหน้าที่จังหวัดชายแดนใต้สอบข้อเท็จจริงและกำหนดนโยบายห้ามเด็ดขาด ด้านโฆษก กอ.รมน.ชี้ เป็นข้อมูลบิดเบือน ขอศึกษาเนื้อหารายงานก่อนพิจารณาว่าจะฟ้องกลับหรือไม่

image

เผยแพร่ 8 มค.2559

กลุ่มสิทธิมนุษยชนยื่นรายงานสถานการณ์การซ้อมทรมานผู้ต้องหา ให้เจ้าหน้าที่จังหวัดชายแดนใต้สอบข้อเท็จจริงและกำหนดนโยบายห้ามเด็ดขาด ด้านโฆษก กอ.รมน.ชี้ เป็นข้อมูลบิดเบือน ขอศึกษาเนื้อหารายงานก่อนพิจารณาว่าจะฟ้องกลับหรือไม่
กลุ่มสิทธิมนุษยชนประกอบด้วยมูลนิธิผสานวัฒนธรรม กลุ่มด้วยใจและเครือข่ายสิทธิมนุษยชนปาตานีได้ร่วมกันจัดทำ ”รายงานสถานการณ์การซ้อมทรมานและการปฏิบัติอย่างไร้มนุษยธรรมในจังหวัดชายแดนใต้ ปี 2557-2558” ซึ่งมาจากการสัมภาษณ์ผู้เสียหาย 54 คนที่ถูกกระทำในช่วงเวลาดังกล่าวจำนวน 32 ราย ส่วนอีก 17 รายถูกกระทำในระหว่างปี 2547-2556 เสนอต่อแม่ทัพภาคที่ 4 และ พลโทอักษรา เกิดผล หัวหน้าคณะผู้แทนเจรจาเพื่อสันติสุขของไทย ขอให้สอบสวนและออกนโยบายห้ามการซ้อมทรมานอย่างจริงจัง เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับการทำงานของเจ้าหน้าที่
รายงานที่ทางกลุ่มส่งให้สื่อมวลชน มีเนื้อหาระบุว่าผู้จัดทำได้สัมภาษณ์ผู้ถูกกระทำซึ่งเป็นชายชาวมลายูมุสลิม อายุระหว่าง 19-48 ปี ที่ระบุว่าถูกทำร้ายและทรมานโดยเจ้าหน้าที่เพื่อจะให้ได้ข้อมูลหรือคำรับสารภาพ การซ้อมทรมานเกิดขึ้นทั้งในขั้นตอนการจับกุม การเดินทาง ระหว่างการควบคุมตัว ลักษณะการซ้อมทรมานมีทั้งการทุบตี เตะ ต่อย ตบหัว ถีบ การใช้น้ำเย็นสาดหัว การให้อยู่ในห้องเย็นโดยเปลื้องเสื้อผ้า ทำให้สำลักน้ำ บีบคอ บดหรือขยี้ตามร่างกายและในจุดที่อ่อนไหวเช่นอวัยวะเพศ หน้าอก ศรีษะ จุ่มน้ำ ทำให้สำลักน้ำขณะนอนบนกระดาน (water boarding) ใช้ไม้หรืออุปกรณ์ต่างๆตีหรือเฆี่ยน ใช้ไฟฟ้าช็อต ใช้ถุงดำครอบศีรษะ เป็นต้น
รายงานยกตัวอย่างผู้ให้สัมภาษณ์วัย 34 ปี ที่ถูกเจ้าหน้าที่สอบถามเรื่องอาวุธและถูกเตะด้วยรองเท้าบู๊ทของทหาร ถูกเหยียบข้อมือและเอาปืนใส่เข้าไปในปาก มีผู้ถอดรองเท้าและใช้เท้าลูบที่ใบหน้า ผู้ให้สัมภาษณ์อีกรายวัย 29 ปี ถูกจับเมื่อต้นปี 2557 ถูกทหารพรานประมาณสิบคนช่วยกันซ้อมเพื่อให้รับสารภาพว่าเป็นผู้กระทำผิด ถูกตบหน้า เตะ ถีบ ต่อย เอาปืนจ่อเข้าไปในปาก ถูกทุบ ตบ ถูกนำถุงดำมาคลุมศีรษะ เอาน้ำสาดที่หัว เอาสายไฟรัดคอจนพอเห็นว่าหายใจไม่ได้ก็ปล่อย ในช่วงเช้าเขาถูกพาไปให้แพทย์ตรวจร่างกาย แพทย์ไม่ได้ตรวจแต่ให้ใบรับรองแพทย์ว่าไม่มีการทำร้ายร่างกาย ระหว่างอยู่ในการควบคุมตัวถูกบังคับให้ลงนามในเอกสาร ถูกขู่ว่าจะเผาบ้าน จะทำร้ายคนในครอบครัว ทั้งถูกให้อยู่ในห้องเย็น ไม่ได้ละหมาด ในที่สุดทนความเจ็บปวดทางร่างกายไม่ไหวต้องยอมลงชื่อ
น.ส.พรเพ็ญ คงขจรเกียรติ ผู้อำนวยการมูลนิธิผสานวัฒนธรรม เปิดเผยว่าการจัดทำรายงานฉบับนี้เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในการแก้ปัญหา เพื่อให้เจ้าหน้าที่ได้แก้ไขจุดบกพร่องทั้งนี้เพื่อสร้างความเชื่อมั่น เรื่องราวการถูกซ้อมทรมานเช่นนี้คล้ายกับเรื่องร้องเรียนที่เคยส่งให้กับคณะกรรมการต่อต้านการซ้อมทรมานของสหประชาชาติจำนวน 92 กรณีเมื่อปี 2557 และบอกว่า ที่ผ่านมาการพยายามเอาผิดกับผู้กระทำแต่ละคนเป็นไปด้วยความยากลำบาก การร้องเรียนต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติก็ยังไม่นำไปสู่การสอบข้อเท็จจริงที่ทำให้ได้ข้อมูลมากพอจะระบุตัวผู้ลงมือรายบุคคลได้ อีกด้านหนึ่งก็ไม่มีข้อมูลว่าภายในหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเองมีการค้นหาความจริงกับเรื่องร้องเรียนเช่นนี้มากน้อยเพียงใด แต่เท่าที่เห็นคือมีการลงโทษเจ้าหน้าที่ในปัญหาเช่นนี้น้อยมาก
ด้าน พันเอกปราโมทย์ พรหมอินทร์ โฆษกกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า เปิดเผยกับบีบีซีไทยว่า จะขอศึกษารายละเอียดของรายงานที่ได้รับ แต่เชื่อว่าเป็นข้อมูลที่บิดเบือน ไม่น่าจะต่างจากที่ทางกลุ่มสิทธิมนุษยชนเหล่านี้เคยนำเสนอให้สหประชาชาติมาแล้ว
“เป็นความเพ้อเจ้อที่น่าจะเข้าข่ายอีหรอบเดิม คือเป็นจินตนาการที่ไม่มีการตรวจสอบก่อน การรับฟังจากผู้ต้องหาฝ่ายตรงข้ามรัฐจะเขียนอย่างไรก็ได้ เรื่องการซ้อมทรมานนี้เป็นเรื่องที่เราก้าวข้ามไปแล้ว พลเอกอักษราลงมาในพื้นที่เพื่อสร้างความมั่นใจให้องค์กรต่าง ๆ เกี่ยวกับการพูดคุยสันติสุข การมาเสนอประเด็นนี้เป็นการทำลายบรรยากาศ แทนที่จะคุยเรื่องสร้างสรรค์”
พันเอกปราโมทย์กล่าวว่าเรื่องการซ้อมทรมานเป็นประเด็นใหญ่ที่กองทัพเรียนรู้มาโดยตลอด และปัจจุบันแทบจะไม่มีการร้องเรียนเกิดขึ้น ในการจับกุมคนร้ายแต่ละครั้ง เจ้าหน้าที่พยายามใช้กำลังให้น้อยที่สุดและแจ้งผู้นำชุมชน ผู้นำศาสนาให้รับรู้ด้วย

 

(ภาพประกอบจากแฟ้มภาพ: ภาพสาธิตวิธีการซ้อมทรมานด้วยการทำให้สำลักน้ำขณะนอนบนกระดาน หรือ water boarding )