Uncategorized

10 บทเรียนการช่วยเหลือผู้เสียหายจากการทรมานในประเทศไทยและจชต โครงการ UNVFTV

download

10 บทเรียนเรื่องการช่วยเหลือผู้เสียหายจากการทรมาน

ในประเทศไทยและในจังหวัดชายแดนใต้

ถอดบทเรียนจาก โครงการช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากการทรมาน UNVFTV ตั้งแต่ปี 2556

  • การทรมาน การปฏิบัติหรือการลงโทษอื่นๆ ที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือที่ย่ำยีศักดิ์ศรี ยังไม่เป็นความผิดทางอาญาในกฎหมายไทย
  • ขั้นตอนการร้องเรียนของผู้ได้รับผลกระทบจากการทรมานในประเทศไทยยังมีข้อจำกัดอยู่มาก ทั้งเรื่องความปลอดภัยของผู้ร้อง กลไกในการตรวจสอบ และการดำเนินคดี นำคนผิดมาลงโทษ
  • ประเทศไทยยังขาดความเข้าใจเรื่องผลกระทบจากการทรมานในหมู่บุคคลากรด้านการแพทย์และสาธารณสุขเป็นอย่างมาก แพทย์ที่ปฎิบัติหน้าที่ปกติในสถานพยาบาลมักไม่ให้ความสำคัญกับการตรวจร่างกายและการตรวจรักษาอย่างละเอียด หรือไม่มีโอกาสในเข้าถึงผู้เสียหายในระยะเวลาแรกๆ หรือกลัวหรือเกรงว่าจะต้องมีบทบาทในชั้นศาลหรือขัดแย้งกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง ทั้งๆ ที่อยากจากปฏิบัติหน้าที่บุคคลกรทางการแพทย์อย่างเป็นกลางและมีจรรยาบรรณ
  • กลไกกฎหมายและกลไกการร้องเรียนในปัจจุบันยังข้อจำกัดของสิทธิที่จะได้รับการเยียวยาภายใต้กลไกปัจจุบัน การเยียวยาที่มีประสิทธิภาพมีด้วยกันห้ารูปแบบ ได้แก่ การทำให้กลับคืนสู่สภาพเดิม การชดใช้สินไหมทดแทน การบำบัดฟื้นฟูสภาพ การทำให้พอใจ และหลักประกันว่าจะไม่เกิดขึ้นอีก
  • ประเทศไทยยังไม่มีความรู้และการทำงานที่เป็นลักษณะเป็นองค์รวมและครอบคลุมการดูแลด้านการรักษาและจิตใจ รวมทั้งบริการทางกฎหมายและสังคม การบำบัดฟื้นฟูสมรรถนะหรือการฝึกทักษะใหม่ ๆ เพื่อให้ผู้เสียหายจากการทรมานหรือการปฏิบัติที่โหดร้ายสามารถปรับตัวเข้ากับสภาพการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปได้ เนื่องจากประเทศไทยยังไม่มีการยอมรับว่ามีการทรมานเกิดขึ้นในสังคมไทยอย่างเป็นทางการจึงไม่มีแผนงานการสนับสนุนให้เกิดให้มีการสร้างให้เกิดสมรรถนะทางกาย ใจ สังคม และอาชีพ และการกลับเข้าไปมีส่วนร่วมและเป็นส่วนหนึ่งของสังคม แม้ตามหลักการคณะกรรมการต่อต้านการทรมานจะย้ำว่า พันธกรณีของรัฐภาคีที่จะต้องจัดให้มีช่องทางเพื่อ “การบำบัดฟื้นฟูสภาพอย่างสมบูรณ์ที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้” หมายถึงความจำเป็นที่จะต้องบำบัดฟื้นฟูและชดเชยต่ออันตรายที่เกิดขึ้นกับผู้เสียหาย
  • ประเทศไทยควรกำหนดให้มีมาตรการและโครงการอย่างเป็นรูปธรรมเพื่อการบำบัดฟื้นฟูสภาพของผู้เสียหายจากการทรมานหรือการปฏิบัติที่โหดร้าย ผู้เสียหายจากการทรมานไม่สามารถเข้าถึงโครงการบำบัดฟื้นฟูสภาพโดยเร็ว อีกทั้งหน่วยงานทางการแพทย์อาจไม่มีบริการล่ามแปลภาษา ในการรักษาหรือตรวจรักษาอันเกี่ยวกับการทรมาน การบริการขององค์กรพัฒนาเอกชนเป็นไปเพียงตามกำลังและศักยภาพ เช่นในกรณีจังหวัดชายแดนใต้ ซึ่งรัฐยังไม่ให้การสนับสนุน แม้ว่าจะยังไม่มีคุกคามต่อหน่วยงานที่ให้ความช่วยเหลือเหล่านี้
  • การสอบสวนและฟ้องร้องคดีทางอาญาโดยกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ปปช. ปปท. สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กองทัพฯ ยังมีอุปสรรคในการทำให้ความจริงปรากฎในกรณีข้อร้องเรียนเรื่องการทรมาน
  • การป้องกันมิให้มีการทรมานหรือการปฏิบัติที่โหดร้ายไร้มนุษยธรรม และการเยียวยาฟื้นฟูสภาพจิตใจของผู้ที่ถูกทรมานถือได้ว่าล้มเหลวเมื่อพบว่าการทรมานยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพียงแต่ไม่ได้ปรากฏในข่าวตามช่องทางต่างๆ ทั้งข่าวกระแสหลัก และข่าวกระแสรอง อีกทั้งยังไม่ปรากฏการนำผู้กระทำผิดมาลงโทษได้ จึงทำให้ผู้กระทำผิดไม่เกรงกลัวใดๆ ดังนั้นจึงควรมีการรณรงค์ และ สื่อสารเรื่องปัญหาและผลกระทบจากการกระทำทรมาน และควรสร้างแนวคิดเรื่องการทรมานเป็นเรื่องต้องห้ามทั้งในระดับสังคม และ ผู้ปฏิบัติหน้าที่
  • แต่ในปัจจุบันองค์กรพัฒนาเอกชนควรดำเนินการในการป้องกันการทรมาน และ การดูแลผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการทรมาน ทั้งนี้ เราได้ศึกษาถึงกลไกในการดูแล ช่วยเหลือ เหยื่อจากการทำงานขององค์กร H2H หรือ The Human to Humane Transcultural Centre for Torture Victims (H2H) แบบองค์รวม ซึ่งมีขั้นตอนดังนี้

การรับเรื่องร้องเรียน

การไปเยี่ยมเพื่อเก็บข้อมูล และข้อเท็จจริงต่างๆ

การประชุมทีมเพื่อกำหนดแนวทางการให้ความช่วยเหลืออย่างเหมาะสม

การเยียวยาฟื้นฟูตามความต้องการของเหยื่อซึ่งมีหลายประเภทดังนี้

ทางด้านร่างกาย

ทางด้านจิตใจ

ทางกฎหมาย

ทางสังคม

การติดตามประเมินผล

10. ทั้งนี้เพื่อให้เกิดการยุติการทรมานในจังหวัดชายแดนใต้เป็นเรื่องที่ยากนักแต่ก็ไม่ใช่ว่าจะไร้หนทาง แต่จำเป็นต้องอาศัยการทำงานเป็นเครือข่ายที่เข้มแข็ง เพิ่อการเป็นพลังในการขับเคลื่อนรณรงค์มิให้มีการกระทำทรมาน หรือที่โหดร้ายไร้มนุษยธรรม ต่อไป

ขอขอบคุณ เครือข่ายสิทธิมนุษยชนปาตานี และกลุ่มด้วยใจ รวมทั้งผู้เสียหายจากกการทรมานทุกกรณี

Advertisements