๔ ปี แห่งการรอคอย กรณีพลทหารวิเชียรเสียชีวิตระหว่างฝึก ปปท. ชี้มูล ทหาร ๑๐ นายต้องรับผิดอาญา

๔ ปี แห่งการรอคอย กรณีพลทหารวิเชียรเสียชีวิตระหว่างฝึก

ปปท. ชี้มูล ทหาร ๑๐ นายต้องรับผิดอาญา

เมื่อวันที่  ๘ กรกฎาคม ๒๕๕๘  คณะกรรมการ ปปท. ได้ส่งหนังสือแจ้งการไต่สวนข้อเท็จจริง กรณีการเสียชีวิตของพลทหารวิเชียร ระบุว่า ร้อยโทหนึ่งนายกับพวกรวม ๑๐ คน ผู้ถูกกล่าวหามีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๑๕๗ ประกอบมาตรา ๘๓ และประมวลกฎหมายอาญาทหาร พ.ศ. ๒๔๗๓ มาตรา ๓๐ (๔) โดยจะมีการส่งสำนวนคดีไปยังพนักงานอัยการต่อไป

นับได้เป็นเวลา ๔ ปีเต็ม จากวันนั้น วันที่ญาติได้พบพลทหารวิเชียร ก่อนเสียชีวิตที่โรงพยาบาลในจังหวัดนราธิวาส นับเป็นเวลา ๔ ปีทีครอบครัวโดยนางสาวนริศราวัลย์ แก้วนพรัตน์ ซึ่งเป็นหลานสาวของพลทหารวิเชียร ได้บันทึกไว้ว่า “ในวันที่ ๔ มิถุนายน ๒๕๕๔  เห็นพลทหารวิเชียรฯ อยู่ในห้องไอซียูพร้อมญาติคนอื่นๆ บริเวณทั่วทั้งลำตัวตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้ามีแต่บาดแผลและรอยช้ำบวม สอบถามแพทย์ได้รับคำตอบว่า ชีพจรต่ำมาก การตอบสนองของร่างกายไม่มี อาการอยู่ในขั้นโคม่า ท้ายสุดเมื่อวันที่ ๕ เดือนมิถุนายน ๒๕๕๔ เวลา ๒๓.๐๕ น. ณ โรงพยาบาลนราธิวาสราชนครินทร์ จังหวัดนราธิวาส พลทหารวิเชียร เผือกสม ต้องจบชีวิตด้วยวัยเพียง ๒๖ ปีเท่านั้น โดยที่สาเหตุการตายระบุว่า ไตวายเฉียบพลันจากกล้ามเนื้อได้รับบาดเจ็บอย่างรุนแรงจากการถูกรุมซ้อมทำร้ายร่างกาย ต่อมาทราบภายหลังว่าเกิดขึ้นในระหว่างควบคุมของครูฝึกในหน่วยฝึกของค่ายกรมหลวงนราธิวาสราชครินทร์ ในสังกัด ร.๑๕๑ พัน.๓ ซึ่งตั้งอยู่ที่อำเภอเจาะไอร้อง จังหวัดนราธิวาส

ประวัติชีวิตของพลทหารวิเชียร  เผือกสม ได้เคยอุปสมบทเป็นพระภิกษุและศึกษาจนจบชั้นปริญญาตรีพุทธศาสตรบัณฑิต (พธ.บ.) คณะพุทธศาสตร์ สาขาวิชาศาสนา มหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย มีผลการเรียนเกียรตินิยมอันดับ ๑ และได้สำเร็จระดับปริญญาโท คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีผลการเรียนดีเยี่ยม ภายหลังสำเร็จการศึกษาปริญญาโทได้แสดงเจตจำนงในการเข้ารับราชการทหารโดยลาสิกขาบทแล้วสมัครเข้ารับราชการทหารโดยไม่ได้แจ้งให้ทางบ้านได้รับทราบ ญาติได้รับทราบและได้ติดตามไปพบพลทหารวิเชียร ที่โรงพยาบาลก็เป็นเวลาที่สายไป

ข้อเท็จจริงตามบันทึกของหลานสาวที่เกี่ยวกับอาการบาดเจ็บและสาเหตุนั้นสอดคล้องกับรายงานผลการสอบสวนข้อเท็จจริงกองทัพภาคที่ ๔ ที่ กห ๐๔๔๘/๒๔๖๓ ฉบับลงวันที่ ๕ กรกฎาคม ๒๕๕๔

ดังนั้น มารดาของพลทหารวิเชียร เผือกสม ได้ยื่นฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนทางละเมิดต่อหน่วยงานต้นสังกัด เนื่องจากเป็นกรณีละเมิดในระหว่างปฏิบัติหน้าที่ โดยครูฝึก ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ในสังกัดของกองทัพบกได้ทำร้ายร่างกายพลทหารวิเชียร เผือกสม ในระหว่างการฝึกทหารใหม่อย่างทารุณโหดร้ายจนเป็นเหตุให้ถึงแก่ชีวิตในเวลาต่อมา โดยได้รับความช่วยเหลือจากสภาทนายความและจากมูลนิธิผสานวัฒนธรรมเป็นทนายความโจทก์และดำเนินการร่วมกับโจทก์ตลอดมาจนสามารถทำให้ครอบครัวของผู้เสียหายได้รับความยุติธรรมกลับคืนมาได้ในที่สุด โดยเป็นคดีความแพ่ง คดีเลขดำที่ ๒๐๗๒/๒๕๕๕ ศาลแพ่ง ระหว่างนางประเทือง เผือกสม โดยนางสาวนริศราวัลณ์ แก้วนพรัตน์ ผู้รับมอบอำนาจเป็นโจทก์ กับ กระทรวงกลาโหมที่ ๑ กองทัพบกที่ ๒ สำนักนายกรัฐมนตรีที่ ๓ เป็นจำเลย ข้อหาหรือฐานความผิดละเมิดเรียกค่าเสียหายตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.๒๕๓๙  เป็นจำนวนทุนทรัพย์ ๑๘,๐๖๗,๑๙๓ บาท ๕๗ สตางค์ ลงวันที่ฟ้องเมื่อ ๒๔ พฤษภาคม ๒๕๕๕ แต่ทั้งนี้คดีความแพ่งดังกล่าวสามารถไกล่เกลี่ยกันได้ โดยให้จำเลยที่ ๒ เป็นผู้ชดเชยเยียวยาค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นจำนวนเงิน ๗,๐๔๙,๒๑๓ บาท ตามคำสั่งของนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นไปตามระเบียบข้อบังคับการชดใช้ค่าเสียหายหรือสินไทยทดแทนความผิดฐานละเมิดเรียกค่าเสียหายตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.๒๕๓๙ ให้แก่ผู้เสียหายที่เกิดจากการละเมิดจากการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ หรือที่เจ้าหน้าที่ได้กระทำด้วยความจงใจประมาณเลินเล่ออย่างร้ายแรง และศาลได้พิพากษาให้คดีความเสร็จเด็ดขาดไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความคดีความหมายเลขแดง ๕๙๖/๒๕๕๗ เมื่อวันที่ ๒๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๗

ในส่วนของคดีความอาญา ที่ผ่านมาหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นพนักงานสอบสวนเจ้าของพื้นที่หรือพนักงานอัยการทหาร อ้างว่าจำเป็นจะต้องรอการตรวจสอบและชี้มูลความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๗ อันเป็นความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการและการขัดขืน หรือละเลยไม่ปฏิบัติตามคำสั่งผู้บังคับบัญชา จนเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใดนั้น ซึ่งกฎหมายได้บัญญัติการส่งสำนวนการสอบสวนไปให้สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือคณะกรรมการ ป.ป.ช. เมื่อวันที่ ๖ ธันวาคม ๒๕๕๔ เลขรับ ๒๕๙๕๐  ผลการไต่สวนข้อเท็จจริงที่ปรากฎเป็นหนังสือลับส่งให้กับตัวแทนของญาติพลทหารวิเชียร ลงวันที่ ๘ กรกฎาคม  ๒๕๕๘ นอกจากจะใช้เวลานานกว่า ๔ ปี ยังต้องใช้ความพยายามในการติดตามคดีอย่างใกล้ชิดโดยนางสาวนริสราวัลณ์ แก้วนพรัตน์ หลานสาว บันทึกการต่อสู้เพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมอย่างไม่ย่อท้อ

นางสาวนริสราวัลณ์ได้ติดตามคดีโดยทำหนังสือเร่งรัดลงวันที่ ๒ มีนาคม ๒๕๕๕  ขอให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. โอนคดีความดังกล่าวนี้ไปยังสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ กระทรวงยุติธรรม หรือคณะกรรมการ ป.ป.ท. เนื่องจากตำแหน่งทางราชการของผู้ถูกกล่าวหา ซึ่งมีหน้าที่ทางราชการต่ำกว่ายศพันตรีลงมานั้นอยู่ในอำนาจการสอบสวนของคณะกรรมการ ป.ป.ท. จนคณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้โอนสำนวนคดีความดังกล่าวให้กับ คณะกรรมการ ป.ป.ท. ตามอำนาจหน้าที่ที่กฎหมายและรัฐธรรมนูญบัญญัติไว้

วันที่ ๒ พฤษภาคม ๒๕๕๕ หนังสือขอให้การเร่งรัดอีกฉบับได้ไปพร้อมกับเอกสารสำนวนคดีความกลับไปยังศาลมณฑลทหารบกที่ ๔๒  ทั้งนี้เพราะในความผิดฐานร่วมกันฆ่าโดยมิได้เจตนา แต่ร่วมกันทำร้ายร่างกาย โดยทรมานหรือกระทำทารุณโหดร้าย จนเป็นเหตุให้ผู้นั้นถึงแก่ความตาย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๐ , ๘๓ มีโทษสถานหนักกว่า  ความผิดฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๗ อันเป็นความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการซึ่งอยู่ในหลักเกณฑ์การไต่สวนและชี้มูลความผิดของคณะกรรมการ ป.ป.ท. ซึ่งลักษณะของการร่วมกันทำร้ายร่างกายโดยทรมานหรือกระทำทารุณโหดร้าย จนเป็นเหตุให้พลทหารวิเชียร  เผือกสมถึงแก่ความตายนั้น ได้มีหลักฐาน พยานบุคคล พยานเอกสาร พยานแวดล้อมและอื่นๆ รวมทั้งสื่อมวลชนแขนงต่างๆ ยืนยันการกระทำความผิดที่ชัดเจน อีกทั้งในคดีความแพ่งนั้นทางครอบครัวได้รับเงินสินไหมทดแทนจำนวน ๗,๐๔๙,๒๑๓ บาทจากหน่วยงานต้นสังกัดแล้ว แต่ในคดีทางอาญายังไม่มีความคืบหน้าแต่ประการใด ผู้ถูกกล่าวหาทั้ง ๑๐ นาย ยังคงโดนลงโทษแค่เพียงทางวินัย และได้กลับมาเป็นครูฝึกทหารเช่นเดิม มิหน้ำซ้ำผู้ถูกกล่าวหาบางนายยังได้เลื่อนขั้นตำแหน่งทางราชการในยศที่สูงขึ้นแล้วอีกด้วย แต่ทั้งนี้เนื่องจากกฏหมายที่บัญญัติไว้ตามรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ราชการจึงไม่สามารถดำเนินการเช่นนั้นจำเป็นจะต้องรอการดำเนินการชี้มูลความผิดในมาตรา ๑๕๗ ให้เสร็จสิ้นเสียก่อน

ซึ่งในคดีความของพลทหารวิเชียร เผือกสม แบ่งออกเป็น ๓ คดีความด้วยกัน อันได้แก่

สำนวนคดีที่ ๑ คดีที่ ๘๐/๒๕๕๔ ของสถานีตำรวจภูธรเจาะไอร้อง ผู้ต้องหา ๙ นาย ร้อยตรีโอม มาลัยหอมกับพวก

สำนวนคดีที่ ๒ คดีที่ ๒๘/๒๕๕๔ ของกองพลทหารราบที่ ๑๕ ผู้ถูกกล่าวหาร้อยโทภูริ เพิกโสภณ

สำนวนที่ ๓ ผู้ต้องหาร้อยตรีโอม มาลัยหอมกับพวก ร่วมกันร้องว่าถูกเจ้าหน้าที่ผู้สอบสวนกลั้นแกล้ง     ใส่ร้าย

นอกจากทำหนังสือติดตามผลการดำเนินการของคณะกรรมการ ป.ป.ท. ทั้งสามฉบับในวันที่  ๓๑ พฤษภาคม ๒๕๕๕ , วันที่ ๒ กรกฎาคม ๒๕๕๕ , วันที่ ๑๖ พฤศจิกายน ๒๕๕๕  รวมทั้งการติดต่อผ่านทางโทรศัพท์กับผู้รับผิดชอบอย่างต่อเนื่อง จนมีผลให้คณะกรรมการ ป.ป.ท. ได้มีการนำเข้าที่ประชุมส่วนกลาง มีมติแต่งตั้งคณะอนุกรรมการรับผิดชอบและไต่สวนข้อเท็จจริง จากนั้นได้แจ้งว่า คณะกรรรมการ ป.ป.ท. ได้มีการโอนคดีความไปยังสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ เขตพื้นที่ ๙    เพราะเหตุเกิดในพื้นที่รับผิดชอบของเขตพื้นที่ ๙

นอกจากนี้ในวันที่ ๕ มีนาคม ๒๕๕๗ และวันที่ ๒๐ มีนาคม ๒๕๕๗ นางสาวนริสราวัลณ์ได้ทำหนังสือถึงสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ เขตพื้นที่ ๙ เพื่อติดตามผลการดำเนินการ ซึ่งคณะกรรมการ ป.ป.ท. ได้ทำหนังสือแจ้งมาเป็นลายลักษณ์อักษรให้ทราบว่าได้มีมติแต่งตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวนข้อเท็จจริงและทำการตรวจสอบชี้มูลความผิด ต่อมาพบว่ามีความผิดจริงจึงได้ทำเรื่องพร้อมเสมอความคิดเห็นส่งกลับมายังคณะกรรมการ ป.ป.ท. เพื่อให้ประธานคณะกรรมการ ป.ป.ท. ลงนาม จนกระทั้งวันที่ ๑๘ เดือนพฤษภาคม ๒๕๕๘ ได้ทำหนังสือขอความอนุเคราะห์เร่งการตรวจสอบชี้มูลความผิด และทางคณะกรรมการ ป.ป.ท. ได้ทำหนังสือแจ้งผลการไต่สวนข้อเท็จจริงลงวันที่หนังสือ ๘ กรกฎาคม  ๒๕๕๘ โดยคณะกรรมการ ป.ป.ท. ได้ลงนามรายงานไต่สวนข้อเท็จจริงและวินิจฉัยชี้มูลเมื่อวันที่ ๒๓ มิถุนายน  ๒๕๕๘ และกลุ่มงานคณะกรรมการได้ส่งรายงานไต่สวนข้อเท็จจริงให้ผู้รับผิดชอบดำเนินการส่งสำนวนให้พนักงานอัยการต่อไปแล้ว โดยมีผู้ต้องหาครบทั้ง ๑๐ นาย

ข้อเท็จจริงเรื่องการละเมิดและการเสียชีวิตของพลทหารวิเชียร

สืบเนื่องจากกรณีการเสียชีวิตของพลทหารวิเชียร เผือกสม ถูกรุมซ้อมทำร้ายร่างกายในหน่วยฝึกทหารใหม่ได้รับบาดเจ็บสาหัสจนเสียชีวิต ทั้งนี้มีข้อเท็จจากการสอบสวนของกองทัพภาคที่ ๔ โดยเมื่อวันที่ ๑ พฤษภาคม ๒๕๕๔ พลทหารวิเชียร เผือกสม ได้สมัครเข้ารับการราชการทหารกองประจำการ ผลัดที่ ๑/๒๕๕๔ สังกัด ร.๑๕๑ พัน.๓ และเข้าฝึกที่หน่วยฝึกทหารใหม่ในหน่วยฝึกของค่ายกรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ อำเภอเจาะไอร้อง จังหวัดนราธิวาส ต่อมาวันที่ ๑ มิถุนายน ๒๕๕๔ เจ้าหน้าที่ทหารหลายนาย ได้ร่วมกันทำร้ายร่างกายพลทหารวิเชียร เผือกสม ด้วยวิธีการทรมานและกระทำทารุณโหดร้ายอ้างว่า พลทหารวิเชียร เผือกสม หลบหนีการฝึก ทำให้พลทหารวิเชียรเผือกสม ได้รับบาดเจ็บสาหัสและเสียชีวิตลงเมื่อวันที่ ๕ มิถุนายน ๒๕๕๔ มีสาเหตุการเสียชีวิตเนื่องจากไตวายเฉียบพลันจากกล้ามเนื้อได้รับบาดเจ็บอย่างรุนแรง โดยพลทหารวิเชียร เผือกสม ได้ลาสิขาบทมาเมื่อวันที่ ๑ เมษายน ๒๕๕๔ และได้สมัครเข้ารับราชการทหารกองประจำการ ผลัดที่ ๑/๕๔ เมื่อวันที่ ๑ พฤษภาคม ๒๕๕๔ แต่ในวันที่ ๑ มิถุนายน ๒๕๕๔ พลทหารวิเชียร เผือกสม กลับถูกครูฝึกทหารลงโทษรุมทำร้ายอย่างโหดเหี้ยมทารุณจนได้รับบาดเจ็บสาหัส สาเหตุเพราะหลบหนีจากหน่วยฝึก ๒ ครั้ง ครั้งแรกเมื่อวันที่ ๙พฤษภาคม ๒๕๕๔ และได้ตัวกลับมาในวันเดียวกัน ครั้งที่ ๒ เมื่อวันที่ ๒๙ พฤษภาคม ๒๕๕๔ ทางหน่วยฝึกได้ไปรับตัวกลับยังหน่วยฝึกเมื่อวันที่ ๑ มิถุนายน ๒๕๕๔ และหลังจากกลับมายังหน่วยฝึกพลทหารวิเชียร เผือกสมก็โดนปรับปรุงวินัยมาโดนตลอด จากการหลบหนีออกจากหน่วยฝึก ๒ ครั้ง ครั้งแรกเมื่อ ๙ พฤษภาคม ๒๕๕๔ และได้กลับมาในวันเดียวกัน ครั้งที่ ๒ เมื่อ ๒๙ พฤษภาคม ๒๕๕๔ ทางหน่วยฝึกได้ไปรับตัวกลับหน่วยเมื่อ ๑ มิถุนายน ๒๕๕๔ ก่อนเที่ยง ร้อยตรีให้การว่าได้ตบหน้าพลทหารวิเชียรฯ ๒ ครั้ง เพื่อเตือนสติให้สำนึกที่หลบหนี ให้กินพริกสดจำนวน ๓-๔ เม็ด เพื่อทำโทษและให้กินข้าวเปล่าจำนวน ๑ จาน ประมาณ ๑๒.๔๐ น. ได้สั่งให้พลทหารผู้ช่วยครูฝึก ๒ นาย นำพลทหารวิเชียรฯ ไปบริเวณหลังหน่วยฝึกหน้าห้องน้ำเพื่อปรับปรุงวินัย โดยให้ออกกำลังท่ากายบริหาร เช่น ท่ากระโดดกบ แองการู ท่ายุบสะโพก ฯลฯ โดยในครั้งแรกให้สวมใส่ชุดทหารใหม่และต่อมาให้ถอดเสื้อผ้าออกคงเหลือกางเกงในเพียงตัวเดียว โดยมีร้อยตรีนั่งกำกับอยู่ด้วย จากนั้นได้พาไปพบร้อยโทผู้ฝึกที่หน้าหน่วยฝึก ร้อยโทผู้ฝึกได้มีการว่ากล่าวพลทหารวิเชียรฯ และได้สั่งให้พาไปด้านหลังหน่วยฝึกเพื่อปรับปรุงวินัยต่อ มีผู้ให้การหลายรายยืนยันว่า ได้เห็นพลทหารผู้ช่วยครู จับขาพลวิเชียรฯ คนละข้างลากไปกับพื้นปูนบริเวณที่รวมพลหน้าหน่วยฝึกประมาณ ๒-๓ เมตร พลทหารวิเชียรฯ ได้ร้องด้วยความเจ็บปวด ต่อจากนั้นได้พาไปปรับปรุงวินัยที่เดิม ซึ่งขณะนั้นร้อยตรีอีกนายได้เข้ามาพบเห็นพลทหารผู้ช่วยครูได้รุมกันใช้เท้าเตะกระทืบที่ขาและลำตัวของพลทหารวิเชียรฯ ซึ่งขณะนั้นร้อยตรีที่ถูกกล่าวหาได้กำกับอยู่ โดยสั่งให้ตัดกำลังขาอย่าไปทำอะไรส่วนบน ต่อจากนั้นได้ใช้เกลือทาบริเวณแผลและใช้เท้าเหยียบขึ้นไปที่หน้าอก หลังจากใช้เวลาซ่อมประมาณ ๒ ชั่วโมง ได้นำตัวพลทหารวิเชียรฯ ไปอาบน้ำและพาไปที่ห้องพยาบาล เพื่อทายารอยแผลขีดข่วนและให้นอนพักบนเตียงผ้าใบในห้องพยาบาล ขณะนั้นมีครูทหารใหม่และผู้ช่วยครูหลายนาย ซึ่งที่ห้องพยาบาลนั้นจ่าสิบเอกให้การว่า เห็นพลวิเชียรวิเชียรฯ ถูก สิบเอก ๓ นาย และสิบโท ๒ นายสลับกันรุมเตะด้วยหัวรองเท้าคอมแบค โดยมีร้อยตรีผู้ช่วยผู้ฝึก นั่งอยู่ที่เตียงพยาบาล เวลาประมาณ ๑๗.๔๕ น. สิบเอกได้เรียกรวมพลทั้งหมดเพื่อไปรับประทานอาหารเย็น โดยสิบเอกอีกนายได้เรียกทหารใหม่ประมาณ ๕-๖ นาย ให้แบกพลทหารวิเชียรฯจากห้องพยาบาลไปยังโรงเลี้ยง โดยใช้ผ้าขาวห่อตัวเหลือแต่ใบหน้าพร้อมมัดตราสังข์ในลักษณะเหมือนศพ พร้อมตั้งขบวนแห่และพูดไว้อาลัยเหมือนกับการแห่ศพ และที่โรงเลี้ยงมีพยานยืนยันว่า เห็นพลทหารวิเชียรฯ ถูกสั่งให้นั่งกินข้าวบนก้อนน้ำแข็งประมาณ ๑๐ นาที โดยให้นั่งท่าขัดสมาธิ ก้นสัมผัสผิวน้ำแข็งประมาณ ๑ ใน ๓ และสวมกางเกงในตัวเดียว และร้อยโทผู้ฝึกได้เดินมาที่พลทหารวิเชียรฯ ร้อยตรีผู้ช่วยครูฝึกได้บอกให้เอาน้ำแข็งประคบ เพื่อบาดแผลจะได้หายเร็วขึ้นและได้ให้รับประทานกระเทียมประมาณ ๓–๔กลีบ ต่อมาสิบเอกได้นำกำลังพลชุดเดิมแบกพลทหารวิเชียรฯ กลับมาวางด้านหน้าหน่วยฝึกและมีก้อนน้ำแข็งวางทับบนหน้าอก ที่หน้าหน่วยฝึกเวลาประมาณ ๑๘.๔๕ น. สิบเอกได้สั่งให้พลทหารวิเชียรฯ หมอบ-ลุก เมื่อเห็นว่า ทำช้าไม่เป็นที่พอใจจึงได้ไม้ไผ่ขนาดเท่านิ้วชี้ตีที่บริเวณลำตัว แผ่นหลัง ก้น ขาจนถึงปลายเท้า และใช้เท้าเตะบริเวณชายโครง หน้าอก และกระทืบไปที่ท้ายทอยเป็นเหตุให้คางกระทบกับพื้นเป็นแผลแตกขนาดปลายนิ้วก้อย ใช้เท้าเตะไปที่บริเวณใบหน้าเป็นเหตุให้มีเลือดออกจากปากแล้วพลทหารวิเชียรฯ ได้ก้มลงกราบพร้อมร้องบอกว่า ผมเจ็บและจะไม่ทำอีกแล้ว แต่สิบเอกก็ยังไม่หยุดกระทำ เสียงร้องด้วยความเจ็บปวดสลับกับการถูกเตะและกระทืบดังมากจนทำให้ร้อยโทผู้ฝึกได้ชะโงกมาจากชั้นบนของอาคารหน่วยฝึก พร้อมสั่งให้ร้อยตรีผู้ช่วยผู้ฝึกอย่าทำให้แรงเกินไปนัก สิบเอกจึงได้ย้ายสถานที่ซ่อมไปด้านข้างของแถว ยังคงใช้ไม้ตีสลับกับการเตะเหมือนเดิมจนกระทั่งร้อยตรีอีกนายได้เข้ามาแย่งไม้ในมือสิบเอกทิ้งอีกครั้ง สิบเอกได้พูดว่า ไม่มีไม้ใช้มือใช้เท้าแทนก็ได้ และได้ประกาศท้าทายให้ไปฟ้อง ผบ.ทบ.ต่อหน้ากำลังทหารใหม่ประมาน ๒๐๐ นาย จนถึงเวลา ๒๓.๐๐ น. ร้อยตรีได้พาพลทหารวิเชียรฯ ไปคุยต่อจนถึงเวลา ๐๑.๐๐ น.เศษ ได้สั่งให้พลทหารวิเชียรฯขึ้นโรงนอน ต่อมาวันที่ ๒ มิถุนายน ๒๕๕๔ มีพยานหลายคนเห็น พลทหารวิเชียรฯ นอนพักอยู่ในห้องพยาบาลบริเวณร่างกายและขามีรอยช้ำบวมหลายแห่งใต้คางมีแผลลึกมีน้ำเหลืองไหลย้อยรอบปากปรากฏคราบเลือด พยานบางคนได้ถามอาการเจ็บป่วยได้รับคำตอบว่า เจ็บปวดไปทั่วร่างกาย ได้ร้องขอให้นำตัวไปส่งโรงพยาบาลเนื่องจากทนความเจ็บปวดไม่ไหว ถึงขั้นมีการสั่งเสียกับเพื่อนพลทหารด้วยกันว่า หากเสียชีวิตลงให้ช่วยแจ้งกับมารดาด้วย แต่ไม่มีผู้ใดสนใจและดำเนินการใดๆ ทั้งสิ้น จนกระทั่งวันที่ ๓ มิถุนายน ๒๕๕๔ จึงได้ส่งตัวไปโรงพยาบาลเจาะไอร้อง ทางโรงพยาบาลเห็นพลทหารวิเชียรฯ มีอาการหนักเกินขีดความสามารถของแพทย์ที่จะรักษาเยียวยาได้ จึงส่งตัวต่อไปยังโรงพยาบาลนราธิวาสราชนครินทร์ต่อทันที และหน่วยได้สั่งให้ร้อยตรีที่ไม่ได้ร่วมกระทำไปดูอาการของพลทหารวิเชียรฯ

แม้ความรับผิดทางอาญายังไม่เกิด แต่ผลของเหตุการณ์ทำให้อย่างน้อยที่สุดก็มีความพยายามจากกองทัพบกที่จะไม่ให้สิ่งนี้เกิดขึ้นอีก  โดยกองทัพบกมีคำสั่งเป็นหนังสือจากกองพันทหารราบที่ ๔๓ กองทหารราบที่ ๑๕๑ ที่ ๓๒/๒๕๕๔ เรื่องการฝึกทหารใหม่ รุ่นปี ๒๕๕๔ ผลัดที่ ๑ ระบุไว้ชัดเจนว่า ห้ามปรับปรุงทหารใหม่จนเกินกว่าเหตุ ห้ามถูกเนื้อต้องตัวทหาร ห้ามทำร้ายร่างกาย ห้ามถือไม้เรียวโดยเด็ดขาด เน้นกำลังให้ฝึกตามระเบียบของหน่อยเหนืออย่างเคร่งครัด หากฝ่าฝืนจะลงโทษสถานหนัก เพราะเป็นการผ่าฝืนนโยบายของผู้บังคับบัญชา รวมทั้งให้ดูแลทหารใหม่ให้ดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ ๑ พฤษภาคม ๒๕๕๔ ถึงวันที่ ๘ กรกฎาคม ๒๕๕๔ และที่สำคัญหน่วยฝึกค่ายกรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์แห่งนี้ยังอยู่ในพื้นที่ประกาศใช้กฎอัยการศึก ทหารจะต้องมีความเคร่งครัดต่อคำสั่ง หากผู้ใดฝ่าฝืนหรือกระทำความผิด ก็จะมีอัตราโทษสูงตามที่ประมาณกฎหมายอาญาทหารกำหนดไว้

บันทึกโดย นริศราวัลย์ แก้วนพรัตน์

เรียบเรียงโดย พรเพ็ญ คงขจรเกียรติ

Advertisements