UN HR System: ความเข้าใจเรื่องการเขียนรายงานต่ออนุสัญญาว่าด้วยเรื่องการขจัดการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติ _ Treaties Body_ CERD

un system

Download  Power point ภาษาไทยได้ที่ CERD_Reporting_Mechanism_for UN training

ความเข้าใจเรื่องการเขียนรายงานต่อคณะกรรมการอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยเรื่องการขจัดการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติ

  • ที่มาของคณะกรรมการชุด CERD
  • บทบาทของอนุกรรมการฯ
  • รายงานรัฐและการเขียนรายงานคู่ขนาน
Advertisements

CrCF calls for trial observation on case of torture victim filed criminal offence at Prachinburi Provincial Court_ 2 Nov 2015 (Thai & English version)

IMG_0045-1

2015_10_28_ Second premiliary session – torture criminal lawsuit- Prachinbury court

ใบแจ้งข่าว

ขอเชิญร่วมสังเกตการณ์การไต่สวนมูลฟ้องนัดที่สอง
คดีนายฤทธิรงค์ ชื่นจิตรผู้เสียหายจากการทรมานได้ยื่นฟ้องตำรวจเมืองปราจีนบุรี
หลังเรียกร้องความเป็นธรรมมานานกว่า 6 ปีแล้ว

 

วันที่ 2 พฤศจิกายน 2558 เวลา 13.30 น. ศาลจังหวัดปราจีนบุรีนัดไต่สวนมูลฟ้องนัดที่สอง คดีอาญาหมายเลขดำที่ 925//2558 ซึ่งมีนายฤทธิรงค์ ชื่นจิตร เป็นโจทก์ยื่นฟ้องตำรวจ 7 นาย ได้แก่ เจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวจภูธรเมืองปราจีนบุรี ๒ นาย และเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนภูธรจังหวัดปราจีนบุรี ๕ นาย ฐานร่วมกันกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม ความผิดต่อร่างกาย และความผิดต่อเสรีภาพ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157, 200, 295, 305, 310, 391 ประกอบมาตรา  83, 91 มีระวางโทษสูงสุดจำคุกตลอดชีวิต

คดีนี้สืบเนื่องมาจากนายฤทธิรงค์ ชื่นจิตร โจทก์ ได้กล่าวหาว่าเมื่อวันที่ 28 มกราคม 2552 ซึ่งในขณะนั้นตนมีอายุเพียง 18 ปี และยังเป็นนักเรียนอยู่  ได้ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองปราจีนบุรีจับกุม ในข้อหาวิ่งราวทรัพย์ และในระหว่างที่ถูกควบคุมตัว ได้ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนซ้อมทรมาน จนได้รับความทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัส ทั้งทางร่างกายและจิตใจ    แม้ต่อมานายฤทธิรงค์จะได้รับการปล่อยตัวและพนักงานอัยการสั่งไม่ฟ้องคดี เนื่องจากได้มีการจับกุมและดำเนินคดีคนร้ายตัวจริงได้ก็ตาม แต่นายฤทธิรงค์ ก็ไม่อยู่ในภาวะที่จะดำเนินชีวิตได้อย่างปกติสุข  การทรมานโดยเจ้าหน้าที่ระหว่างที่ถูกควบคุมตัว  มีร่างกายที่อ่อนแอแล้ว ยังมีอาการหวาดผวา จนเป็นเหตุให้ต้องยุติการเรียนกลางคันไปในที่สุด

ตลอดระยะเวลา 6 ปี หลังที่ได้รับการปล่อยตัว นายฤทธิรงค์ ชื่นจิตร ผู้เสียหาย และนายสมศักดิ์ ชื่นจิตร (บิดา) ได้ร้องขอความเป็นธรรมจากหน่วยงานรัฐและองค์กรอิสระจำนวนมาก ในการเรียกร้องเพื่อให้มีการตรวจสอบและดำเนินคดีเอาผิดเจ้าหน้าที่ตำรวจที่จับกุมและทำร้ายร่างกายด้วยการทรมานนายฤทธิรงค์แต่ไม่เป็นผล  ต่อมาในวันที่ 1 ธันวาคม 2557 นายฤทธิรงค์ และนายสมศักดิ์ (บิดา) จึงได้ร้องขอความช่วยเหลือทางกฎหมายจาก มูลนิธิผสานวัฒนธรรม ซึ่งเป็นองค์กรสิทธิมนุษยชน ทางมูลนิธิฯ จึงได้จัดหาทนายความให้และได้ยื่นฟ้องตำรวจทั้ง 7 นาย ต่อศาลจังหวัดปราจีนบุรี เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2558 โดยศาลได้นัดไต่สวนมูลฟ้องนัดแรกในวันที่ 24 สิงหาคม 2558  แต่ทั้งโจทก์และจำเลย ได้ขอเลื่อนนัดการไต่สวนมาเป็นวันที่ 2 พฤศจิกายน ที่จะถึงนี้

คดีนี้ นับได้ว่าเป็นคดีสำคัญ กล่าวคือ นอกจากเป็นกรณีที่เจ้าหน้าที่ได้ปฏิบัติหน้าที่โดยขาดความรอบคอบและไม่เป็นมืออาชีพ ด้วยการจับกุมดำเนินคดีผู้บริสุทธิ์  มีผลทำให้นายฤทธิรงค์ตกเป็นเหยือของกระบวนการยุติธรรมแล้ว เจ้าหน้าที่ยังซ้อมทรมานผู้ต้องหาจนได้รับบาดเจ็บทั้งทางร่างกายและจิตใจอย่างแสนสาหัส ซึ่งเป็นการกระทำที่ทั้งผิดกฎหมายในประเทศ และผิดกฎหมายระหว่างประเทศคือ อนุสัญญาต่อต้านการทรมานและการประติบัติหรื อการลงโทษอื่นที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรมหรือย่ำยีศักดิ์ศรี  (Convention against Torture and Other Cruel, Inhuman or Degrading Treatment or Punishment- CAT) ซึ่งประเทศไทยได้เข้าเป็นภาคีและมีพันธผูกพันต้องปฏิบัติตามอนุสัญญาดังกล่าวตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2552   ตามอนุสัญญา ฯ การซ้อมทรมานโดยเจ้าหน้าที่รัฐ ถือเป็นอาชญากรรมร้ายแรง โดยรัฐภาคีรวมทั้งประเทศไทยจะต้องดำเนินคดีเพื่อลงโทษเจ้าหน้าที่ที่กระทำความผิดโดยไม่ละเว้น

ในกรณีนี้ ทางการไทยได้ละแลยการปฏิบัติตามพันธกรณีตามอนุสัญญา โดยไม่มีการสอบสวนดำเนินคดีเจ้าหน้าที่ที่กระทำผิด  แม้นายฤทธิรงค์ ผู้เสียหายจากการทรมาน และบิดา  จะได้ใช้แวลาถึง 6 ปี ในการร้องเรียนแสวงหาความเป็นธรรมและการเยียวยาจากหน่วยงานของรัฐและองค์กรอิสระต่างๆ   จึงจำเป็นต้องขอความเป็นธรรมจากศาลด้วยการฟ้องร้องดำเนินคดีเจ้าหน้าที่ผู้กระทำผิดเอง

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
นายปรีดา นาคผิว 098-6222474 ทนายความ มูลนิธิผสานวัฒนธรรม
นายสัญญา เอียดจงดี 084-1212596   นางสาวนันทนา แก้วนวล 086-3917049  ทนายความอิสระ

CrCF statement_Close down the temporary remand army facility on Nakhon Chai Sri Road: Checks and Balances Urged on the death in custody

IMG_0045-1

2015-10-25 CrCF statement close- military prison Eng-sent

Cross Cultural Foundation statement

English version released on 26 October 2015

Close down the temporary remand army facility on Nakhon Chai Sri Road:

Checks and Balances Urged on the death in custody

Since 8 September 2015, the Minister of Justice has issued the MoJ Directive no. 314/2558 to designate a temporary remand facility on Nakhon Chai Sri Road for holding in custody suspects in special cases who should be remanded in custody separately from other suspects. The facility is located inside the 11th Army Circle on Rama V Road, Bangkok, a military barrack. However, on 23 October, Pol Maj Prakrom Warunprapa, a suspect on violation of Article 112 of the Penal Code (lèse-majesté), was found to have died allegedly from hanging himself in the cell. The policeman has been remanded in custody by the order of the Bangkok Military Court on 21 October.

A criminal proceeding in cases involving serious crime relating to special circumstances has to be conducted with accountability and transparency. Insofar, Thailand’s justice system has constantly been developed on par with international standards based on the rule of law. Such improvement is prone to be tarnished by claims of “exceptional circumstances’ whereby the reporting, arrest, investigation, detention and trial are conducted simply by one single unit of agencies, on this case is military. It markedly differs from checks and balances in normal criminal justice proceeding which involves different organs including the police, the public prosecutor, the correction department and the court. Also, such normal criminal proceeding is governed by many legal provisions and practices to ensure a fair trial. In addition, Thailand is a state party to the UN Convention Against Torture and other Cruel, Inhuman or Degrading Treatment or Punishment (CAT) since 2007 and the use of torture is an absolute prohibition and not a single circumstance, whether it is a case of terrorism, drug-trafficking, insurrection and sensitive issues such as the lèse-majesté case, can be cited as the reason for a derogation.

In light of the incidence, the Cross Cultural Foundation (CrCF) have the following opinions to make and is calling for the following;

  1. The temporary remand facility on Nakhon Chai Sri Road should be shut down since it is not ready and appropriate to hold a suspect. Also, a suspect in political case should be remanded in custody in a special zone within a normal detention facility. Even though the facility has been set up by the order of the Ministry of Justice, but given a lack of training of personnel and a lack of understanding of the role of the personnel and its being located in a military barrack, it has raised doubts as to the real causes of death of this important suspect.
  1. According to the press release by the Corrections Department, the suspect had been subjected to solitary confinement, the practice of which is a breach of human rights principle which prohibits the imposition of such solitary confinement against a suspect, particularly those implicated in a political case.
  1. As to the announcement that an inquiry shall be conducted on this case, it should be ensured that such inquiry committee is impartial and reliable with competency to shed light on the death. Procedures including the postmortem autopsy, crime scene investigation and post mortem inquest have to be conducted properly according to the procedural law. And anyone found responsible for such a crime has to be brought to justice through a fair trial or disciplinary action.
  1. The authorities must welcome periodic inspection and visiting of the prison by independent organizations including the National Human Rights Commission (NHRC) and international agencies including the OHCHR and the ICRC to ensure its transparency and accountability. This will also help ensure that no human rights violations are made in breach of the international obligations by which Thailand as a state party has to abide.
  1. The government is urged to proceed as its previous pledge, during the review of CAT, to sign the CAT’s Optional Protocol (OPCAT) for the establishment of an independent organization to provide for visitation to all detention facilities to prevent torture and any ill and inhuman treatment.

For information, please contact Pornpen Khongkachonkiet 02-6934939

แถลงการณ์ มูลนิธิผสานวัฒนธรรม ปิดเรือนจำชั่วคราวแขวงถนนนครไชยศรี เรียกร้องการถ่วงดุลตรวจสอบ

IMG_0045-1

เผยแพร่วันที่ 25 ตุลาคม 2558

2015-10-25 CrCF statement close- military prison _

แถลงการณ์ มูลนิธิผสานวัฒนธรรม

ปิดเรือนจำชั่วคราวแขวงถนนนครไชยศรี

เรียกร้องการถ่วงดุลตรวจสอบ

เนื่องจากเมื่อวันที่  8 กันยายน 2558 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมได้มีคำสั่งกระทรวงยุติธรรม ที่ 314/2558  เรื่องกำหนดอาณาเขตเรือนจำชั่วคราวแขวงถนนนครไชยศรี กรณีที่ระบุว่าเป็นสถานที่คุมขังผู้ต้องขังประเภทมีเหตุพิเศษ ที่ไม่ควรจะรวมคุมขังอยู่กับผู้ต้องขังอื่น โดยสถานที่คุมขังดังกล่าวเป็นเรือนจำที่อยู่ในพื้นที่ พัน.ร.มทบ. 11 ถนนพระรามที่ 5 กรุงเทพ มีพื้นที่อยู่ในค่ายทหาร แต่ปรากฎว่าเมื่อวันที่ 23 ตุลาคม พบว่าพ.ต.ต. ปรากรม  วารุณประภาผู้ต้องขังระหว่างสอบสวนในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ที่ได้รับตัวไว้ควบคุมตามหมายขังของศาลทหารกรุงเทพตั้งแต่วันที่ 21 ตุลาคม เสียชีวิตจากการผูกคอตัวเองกับลูกกรงห้องขังภายในเรือนจำชั่วคราวดังกล่าว

การดำเนินกระบวนการยุติธรรมในคดีที่มีความผิดร้ายแรงและมีลักษณะพิเศษมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องดำเนินการด้วยความโปร่งใสตรวจสอบได้  ระบบยุติธรรมของไทยที่ได้พัฒนาปรับปรุงให้มีความทัดเทียมสากลและเคารพหลักนิติรัฐมาตลอดนั้นกลับถูกทำลายโดยข้ออ้าง“กรณีพิเศษ”โดยการแจ้งความ จับกุม ควบคุมตัว และการพิจารณาคดีโดยหน่วยงานเดียวกัน  ความเป็นอิสระขององค์กรในการอำนวยความเป็นธรรมได้รับการพัฒนาเพื่อให้การทำงานของตำรวจ อัยการ ศาล มีการตรวจสอบซึ่งกันและกัน มีกลไกสิทธิมนุษยชนทั้งในตัวบทกฎหมายและในทางปฏิบัติโดยเน้นเรื่องการถ่วงดุลอำนาจเพื่อนำมาซึ่งการพิจารณาคดีที่เป็นธรรม  นอกจากนี้ประเทศไทยเป็นรัฐภาคีในอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการต่อต้านการทรมานและการปฏิบัติอื่นหรือการลงโทษที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรมหรือที่ย่ำยีศักดิ์ศรีขององค์การสหประชาชาติตั้งแต่ปีพ.ศ. 2550 ซึ่งมีข้อห้ามเด็ดขาดในเรื่องการทรมาน ไม่ว่าจะกรณีใดใด ทั้งการก่อการร้าย การปราบปรามยาเสพติด การก่อความไม่สงบ ทั้งนี้หมายรวมถึงคดีที่มีความอ่อนไหวในสังคมไทยเช่นในกรณีมาตรา 112

มูลนิธิผสานวัฒนธรรมมีความเห็นและข้อเรียกร้องต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นดังนี้

  1. ขอให้ปิดเรือนจำชั่วคราวแขวงถนนนครไชยศรีเนื่องจากไม่มีความพร้อมและไม่มีความเหมาะสม ทั้งนี้ขอให้ควบคุมตัวบุคคลในคดีการเมืองในเรือนจำปกติโดยจัดให้มีแดนควบคุมเฉพาะ  แม้จะมีคำสั่งให้เป็นสถานที่คุมขังตามคำสั่งกระทรวงยุติธรรมแต่การบริหารจัดการที่ขาดความรู้ ความเข้าใจ  ความชัดเจนในบทบาทหน้าที่ความรับผิดชอบของเจ้าหน้าที่ อีกทั้งสถานที่ตั้งเรือนจำอยู่ในเขตทหาร จนทำให้มีเหตุกังขาถึงสาเหตุการตายของผู้ต้องขังคนสำคัญรายนี้
  2. ปรากฎในการแถลงข่าวของกรมราชทัณฑ์ว่า มีการขังเดี่ยวผู้ต้องขังกลุ่มดังกล่าว ซึ่งขัดกับหลักการด้านสิทธิมนุษยชน โดยห้ามไม่ให้มีการขังเดี่ยวผู้ต้องขังใดใด โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ต้องขังคดีทางการเมือง
  3. กรณีดังกล่าวตามที่ระบุว่าจะมีการจัดตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงนั้น คณะกรรมการชุดนี้ต้องมีความเป็นกลางมีความน่าเชื่อถือเพื่อตรวจสอบการเสียชีวิตให้กระจ่าง รวมทั้งจัดให้มีการผ่าชันสูตรศพเพื่อหาสาเหตุการตายทางนิติเวช การตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุ และมีการไต่สวนการตายอย่างถูกต้องตามขั้นตอนของกฎหมาย หากพบว่าเป็นการกระทำความผิดทั้งทางอาญาหรือวินัยของผู้ใดต้องมีการนำตัวคนผิดมาลงโทษตามกฎหมาย
  4. ทางราชการต้องเปิดโอกาสให้มีการตรวจเยี่ยมสถานที่ควบคุมตัวทุกแห่งโดยหน่วยงานที่เป็นอิสระ เช่น คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ หรือองค์กรระหว่างประเทศเช่น OHCHR และ ICRC ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและตรวจสอบได้ ทั้งนี้เพื่อเป็นการป้องกันการละเมิดสิทธิมนุษยชนตามพันธกรณีที่ประเทศไทยเป็นรัฐภาคีและต้องปฏิบัติตาม
  5. ขอเรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินการตามคำมั่นสัญญาที่จะลงนามในพิธีสารเลือกรับของอนุสัญญาต่อต้านการทรมาน เพื่อเปิดโอกาสให้หน่วยงานอิสระที่จัดตั้งขึ้นตามพิธีสาร OPCAT เพื่อตรวจเยี่ยมสถานที่ควบคุมตัวทุกแห่งได้ซึ่งจะเป็นการป้องกันการทรมานและการปฏิบัติอย่างไร้มนุษยธรรม

ข้อมูลเพิ่มเติม  พรเพ็ญ คงขจรเกียรติ  02-6934939

รำลึกตากใบ: ฟื้นฝอยหาตะเข็บหรือการเรียกร้องสิทธิมนุษยชนและความเป็นธรรมในสังคมไทย

ตากใบ

รำลึกตากใบ: ฟื้นฝอยหาตะเข็บหรือการเรียกร้องสิทธิมนุษยชนและความเป็นธรรมในสังคมไทย

เรียบเรียงโดย พรเพ็ญ คงขจรเกียรติ

ผู้อำนวยการมูลนิธิผสานวัฒนธรรม

25 ตุลาคม 2558

ในเดือนตุลาคม ของทุกปี เรามักจะรำลึกถึงเหตุการณ์เดือนตุลาคม นั้นคือวันที่ 14 ตุลา ปี 2516 และวันที่ 6 ตุลา ปี 2519 แต่หลายๆ คนก็ยังไม่ลืม เหตุการณ์วันที่ 25 ตุลา ปี 2547 เหตุการณ์นั้นคือเหตุการณ์ตากใบ ที่ก่อให้เกิดความบอบช้ำต่อสังคมไทยอย่างมากและอย่างต่อเนื่อง ทางการมักจะกล่าวว่าองค์กรสิทธิมนุษยชนชอบฟื้นฝอยหาตะเข็บ เมื่อเรื่องมันจบไปแล้วเรากำลังแก้ไขและก้าวต่อไป น่าจะลืมและเลิกที่จะกล่าวถึง  ควรเลิกจัดงานรำลึกในเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชนกันได้แล้ว  ในมุมมองของชาวบ้านและประชาชนที่จัดงานรำลึกถึงเหตุการณ์ความรุนแรงต่อประชาชนไม่ว่าเหตุการณ์ต่างๆ จะเกิดขึ้นมานานนับ 40 ปี หรือ 10 ปี นั้นเป็นการตอกย้ำถึงความรู้สึกและความจริงว่าเรื่องสิทธิมนุษยชนและความยุติธรรมของประเทศไทยนั้นยังห่างไกลจากคำว่า “ลืม” และความทรงจำในเรื่องราวเหล่านั้นมันเป็นความขมขื่นที่ยังคงยืนยันว่า การทำงานเรื่องสิทธิมนุษยชนและความยุติธรรมในสังคมไทยยังคงต้องดำเนินต่อไป ตราบเท่าที่คำว่า “ฟื้นฝอยหาตะเข็บ” จะไม่ถูกนำมาใช้เพื่อดูแคลนความพยายามในการเรียกร้องความยุติธรรมในการรำลึกถึงเหตุการณ์ความรุนแรงต่อประชาชน

เดือนตุลาคม ปี 2558 ครบรอบ 11 ปีที่ผู้เขียนมีโอกาสเดินทางไปจังหวัดนราธิวาสเป็นครั้งแรก เพื่อร่วมทีมตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีเหตุการณ์ตากใบ การเดินทางครั้งนั้นนำพาให้เกิดการทำงานอย่างต่อเนื่องในการส่งเสริมการเข้าถึงความยุติธรรมในจังหวัดชายแดนใต้และได้สัมผัสถึงสิ่งที่ใกล้ชิดกันอย่างยิ่งนั้นคือ สิทธิมนุษยชนและความเป็นธรรม

จากวันนั้นถึงวันนี้คำถามที่ว่าเหตุการณ์ตากใบเกิดขึ้นได้อย่างไรยังไม่มีความกระจ่าง  ในขณะที่กระบวนการยุติธรรมตามระบบยุติธรรมไทยก็ตีบตันและสิ้นสุด ยกเว้นการฟ้องคดีอาญาด้วยกลุ่มผู้เสียหายเองซึ่งก็เป็นการยาก    คดีตากใบเป็นกรณีที่เกิดการเสียชีวิตของผู้ชุมนุมที่ถูกจับกุมจำนวน 78 คน ระหว่างเคลื่อนย้ายไปสอบปากคำยังค่ายอิงคยุทธบริหาร ซึ่งคดีนี้ศาลจังหวัดสงขลามีคำสั่งในสำนวนชันสูตรพลิกศพ หรือไต่สวนการตาย เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2552 ว่าตายเพราะ “ขาดอากาศหายใจ”  ทีมทนายความจากสภาทนายความได้มีการยื่นคำร้องต่อศาลอาญาให้เพิกถอนคำสั่งไต่สวนการตายดังกล่าว โดยระบุว่า “คำสั่งไต่สวนการตายของศาลจังหวัดสงขลากรณีผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์สลายการชุมนุมอำเภอตากใบในคดีหมายเลขดำที่ ช.16/2548 คดีหมายเลขแดงที่ ช.8 /2552 ที่ว่าผู้ตายทั้งหมดเสียชีวิตเนื่องจากขาดอากาศหายใจ โดยไม่กล่าวถึงเหตุและพฤติการณ์ที่ตาย

กล่าวคือในคำสั่งไต่สวนการตาย ไม่ระบุข้อเท็จจริงเรื่องที่ผู้ถูกควบคุมตัวจำนวน 78 คน ถูกบังคับให้ถอดเสื้อและมัดมือไขว้หลัง บังคับให้นอนคว่ำหน้ากับพื้นรถยนต์บรรทุก ทับซ้อนกันเป็นชั้น ประมาณ 4-5 ชั้น และไม่ระบุชื่อบุคคลผู้ออกคำสั่งให้เจ้าหน้าที่ปฏิบัติตามคำสั่งและเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้องในการปฏิบัติตามคำสั่ง ซึ่งเป็นผู้สั่งการหรือกระทำการอันเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย ซึ่งจากคำให้การของประจักษ์พยานในที่เกิดเหตุจำนวนมาก และพยานหลักฐานต่าง ๆ ในสำนวนได้ปรากฏข้อเท็จจริงทั้งหมดอย่างชัดแจ้ง รวมตลอดถึงข้อเท็จจริงสำคัญอื่นๆ ที่แสดงให้เห็นว่าการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมผู้ร่วมชุมนุม  และนำตัวไปที่ค่ายอิงคยุทธบริหาร โดยไม่คำนึงถึงหลักนิติธรรม ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิและเสรีภาพของผู้ถูกควบคุมตัวแต่อย่างใด

ผู้เขียนได้มีโอกาสไปรับฟังคำสั่งศาลจังหวัดสงขลาทั้งสองครั้ง ครั้งแรกมีการเลื่อนการอ่านคำสั่งไปหนึ่งเดือนโดยข้ออ้างที่ว่าญาติผู้เสียชีวิตมาศาลไม่ครบ ซึ่งเหตุผลดังกล่าวดูจะไม่สมเหตุสมผล   ญาติผู้เสียชีวิตในฐานะผู้ร้องคัดค้านมาศาลไม่ครบไม่น่าจะเป็นเหตุผลในการไม่อ่านคำสั่ง จนเป็นข้อกังขากันว่าเกิดอะไรขึ้นกับคำสั่งศาลคดีไต่สวนการตายกรณีตากใบมีการแทรกแซงหรือมีคำสั่งนอกสำนวนหรือไม่อย่างไร      แล้วหนึ่งเดือนต่อมาคำสั่งศาลคดีไต่สวนการตายเลื่อนไปอ่านอีกหนึ่งเดือนให้หลัง วันที่ศาลอ่านคำสั่งในประโยคสุดท้ายว่า สาเหตุการตายคือการขาดอากาศหายใจ  ผู้ร้อง 34 รายญาติของผู้เสียชีวิตที่ร่วมรับฟังกล่าวเป็นภาษามลายูมีความหมายง่ายๆ ว่า “ใจหาย”คนเสียชีวิตไป 78 รายไม่มีใครต้องรับผิดชอบ ไม่มีใครเป็นผู้กระทำความผิด  และไม่ลืมว่ายังมีกรณีคนเสียชีวิตในที่เกิดเหตุหน้าสถานีตำรวจตากใบอีก 6 รายโดยที่กระบวนการยุติธรรมไม่สามารถเอื้อมไปถึง

ในมุมมองทางกฎหมายคำสั่งของศาลจังหวัดสงขลาย่อมกระทบต่อสาระสำคัญแห่งสิทธิและเสรีภาพในชีวิตและร่างกายของผู้ตายและญาติผู้ตาย ซึ่งได้รับการรับร้องไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ขัดกับบทบัญญัติประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 150 และบทบัญญัติรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย จึงสมควรถูกเพิกถอนและมีคำสั่งใหม่ที่เป็นธรรม  ซึ่งต่อมาศาลฎีกามีคำสั่งเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2556 ว่าศาลอาญาไม่มีอำนาจรับคำร้องในเรื่องนี้ เพราะผู้เสียหายต้องไปยื่นต่อศาลชั้นต้นที่พิจารณาคดีนี้ ซึ่งน่าจะพ้นเวลาที่กฎหมายเปิดช่องให้ยื่นคำร้องคัดค้านคำสั่งไต่สวนการตายไปแล้ว

ศูนย์ข่าวอิศราได้รายงานว่ารัฐจ่ายเงินเยียวยารวมแล้วกว่า 700 ล้าน ทั้งในส่วนที่เกี่ยวกับครอบครัวผู้เสียชีวิต  ผู้บาดเจ็บและทุพพลภาพจากเหตุการณ์ ผู้ถูกจับกุมกว่า 1300 คน ผู้ชุมนุมที่ถูกดำเนินคดีและต่อมาได้รับการถอนฟ้องจำนวน 58 คน  ซึ่งผู้ได้รับผลกระทบกรณีตากใบก็ได้รับเงินเยียวยาในอัตราใหม่ด้วย โดยได้จ่ายไปทั้งสิ้น 641,451,200 บาท เฉพาะผู้เสียชีวิต 85 คน เป็นเงิน 561,101,000 บาท    นอกจากนั้น ยังมีกลุ่มผู้ได้รับบาดเจ็บ 51 คน, ทุพพลภาพ 1 คน, ผู้ที่ถูกรัฐดำเนินคดีแล้วอัยการถอนฟ้อง 58 คน และผู้ที่ถูกควบคุมตัวแต่ไม่ถูกดำเนินคดี 1,280 คน จากยอดรวมของเงินเยียวยา 641,451,200 บาท รวมกับค่าเสียหายทางแพ่งที่กองทัพบกจ่ายไปแล้ว 42 ล้านบาทเมื่อราวปี 2550 และเงินเยียวยาเบื้องต้นหลังเกิดเหตุอีกจำนวนหนึ่ง ยังไม่นับมูลค่าความสูญเสียทางจิตใจของครอบครัวผู้เสียชีวิต ทุพพลภาพ และได้รับบาดเจ็บซึ่งประเมินค่ามิได้ ทั้งยังไม่รวมถึงความสูญเสียด้านภาพลักษณ์ของประเทศ และถูกกลุ่มขบวนการที่อ้างอุดมการณ์แบ่งแยกดินแดนนำไปใช้เป็นเงื่อนไขขยายมวลชนและก่อความรุนแรงต่อเนื่องไม่จบสิ้น

ดังที่ปรากฎอยู่ในตอนท้ายของฎีกาคำสั่งไต่สวนการตายที่ระบุอย่างชัดเจนถึงเหตุผลของการเรียกร้องความเป็นธรรมในกระบวนการยุติธรรมที่ว่า คำสั่งของศาลจังหวัดสงขลาที่ไม่ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญและกฎหมาย ส่งผลให้เจ้าหน้าที่รัฐไม่ต้องรับผิดในการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและสิทธิมนุษยชนแต่ประการใด และอาจเป็นช่องทางให้เจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการอันไม่ชอบด้วยกฎหมาย ละเมิดสิทธิเสรีภาพของบุคคล โดยการปฏิบัติที่ทารุณ โหดร้าย และย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ได้อีกซ้ำแล้วซ้ำเล่า  เมื่อกระบวนการยุติธรรมกรณีตากใบก้าวไม่พ้นไปจนถึงขั้นที่จะนำมาสู่การปรองดองและการฟื้นฟูเยียวยาที่เหมาะสม ก็อาจเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ความรุนแรงที่ยืดเยื้อยาวนานยังคงเกิดขึ้นต่อไป

หลักการด้านสิทธิมนุษยชนจริงๆ เป็นกฎหมายธรรมชาติที่เป็นแก่นของการอำนวยความเป็นธรรม  เราไม่ควรจะถูกทำร้าย ไม่ควรจะถูกฆ่า ไม่ควรจะถูกจำกัดสิทธิเสรีภาพโดยที่ไม่มีกฎหมายมากำหนด แต่กฎหมายบ้านเราตอนนี้ถูกกำหนดโดยกลุ่มบุคคลบางกลุ่มซึ่งไม่มีความเป็นธรรม  การขยายโอกาสให้การเข้าถึงความยุติธรรมเป็นเพียงหนทางเดียวที่จะทำให้สิทธิมนุษยชนได้รับการปกป้องและความเป็นธรรมอาจมีโอกาสได้เหมือนดั่งแสงสว่างปลายอุโมงค์   ภาคประชาสังคมจึงมีบทบาทในการสร้างความโปร่งใสในกระบวนการยุติธรรม เพราะความโปร่งใส่ตรวจสอบได้เป็นสิ่งที่ประชาชนทุกคนร้องหา และนั่นคือบทบาทที่นักสิทธิมนุษยชนจะเดินเข้ามาช่วยคลำทางหาความกระจ่าง  เพราะประเทศไทยเรายังไม่ได้ปราศจากจุดยึดโยงกับภาคประชาสังคมระหว่างประเทศ   เรายังเป็นสมาชิกขององค์การสหประชาชาติและเรายังต้องเคารพกฎหมายระหว่างประเทศอยู่

แต่งานด้านสิทธิมนุษยชนมักจะถูกมองว่าเป็นผู้ที่ชอบฟื้นฝอยหาตะเข็บและเป็นองค์กรที่อยู่ฝั่งตรงข้ามกับรัฐ แต่จริงๆ แล้วเราอยากจะให้มองว่า เราเป็นกระจกเงาส่องให้รัฐเห็นการทำงานว่าตอบสนองต่อประชาชนในมุมมองด้านสิทธิมนุษยชนได้สมบูรณ์แล้วหรือยัง รัฐไทยจะต้องก้าวเดินต่อไปทั้งในอาเซียนและในระดับโลก แต่ถ้ารัฐไทยไม่สามารถที่จะคุ้มครองให้ประชาชนในชาติได้รับสิทธิขั้นพื้นฐาน เราก็ไม่สามารถที่จะไปพูดคุยกับประเทศอื่นๆ ในบริบทอื่นได้ แม้ประเทศไทยยังมีความสำคัญเรื่องเศรษฐกิจหรือการเมืองในภูมิภาค ในเวทีระหว่างประเทศทุกคนยังรักประเทศไทย องค์กรระหว่างประเทศเขาต้องการให้รัฐไทยเป็นรัฐประชาธิปไตยที่มีความสวยงามและเคารพสิทธิมนุษยชน

ด้วยความรำลึกถึงครบรอบ 11 เหตุการณ์ตากใบ ปี 2558