Uncategorized

ศาลปกครองสงขลาสั่งโอนคดีฟ้องละเมิดโดยผู้บาดเจ็บ กรณีปุโละปูโยไปยังศาลจังหวัดปัตตานี 

เผยแพร่วันที่ 4 กันยายน 2558 

 

ใบแจ้งข่าว

ศาลปกครองสงขลาสั่งโอนคดีฟ้องละเมิดโดยผู้บาดเจ็บกรณีปุโละปูโยไปยังศาลจังหวัดปัตตานี

 

สำนักงานศาลปกครองสงขลาได้มีหนังสือถึงทนายความผู้รับมอบอำนาจจากผู้ฟ้องคดีทั้งห้าในคดีหมายเลขดำที่ 28/2556 และคดีหมายเลขแดงที่ 83/2558 ในคดีระหว่าง นายยา ดือราแม ที่ 1 กับพวกรวม 5 คน ผู้ฟ้องคดี ซึ่งเป็นผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์เจ้าหน้าที่ทหารใช้อาวุธปืนยิงรถกระบะ เหตุเกิดที่ตำบลปุโละปุโย อำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี จนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 4 คน และบาดเจ็บ 5 คน(ผู้ฟ้องคดี) กับ กองทัพบกที่ 1 และสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 2 ผู้ถูกฟ้องคดี โดยศาลปกครองสงขลามีคำสั่งให้โอนคดีพร้อมทั้งเงินค่าธรรมเนียมศาลไปยังศาลจังหวัดปัตตานี เพราะเหตุคดีอยู่ในอำนาจศาลยุติธรรม ตามมาตรา 11 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. 2542 และจำหน่ายคดีออกจากสารบบความ

โดยเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2558 ผู้ฟ้องคดีทั้งห้าคนพร้อมด้วยญาติได้เข้าร่วมรับฟังคำวินิจฉัยของคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ณ ศาลปกครองสงขลา แม้ขั้นตอนการพิจารณาว่าคดีอยู่ในเขตอำนาจของศาลใดเป็นระยะเวลานานกว่า 2 ปี กว่าจะได้ข้อยุตินั้น ทำให้การพิจารณาคดีหยุดชะงักและมีความล่าช้า ผู้ฟ้องคดีทั้งห้าซึ่งเป็นผู้เสียหายจากการละเมิดสิทธิมนุษยชนยังไม่ได้รับการเยียวยาที่เหมาะสมพอเพียง แต่ทางผู้ฟ้องคดีทั้งห้าและญาติๆ ยังต้องต่อสู้และเรียกร้องความเป็นธรรมต่อไปในกระบวนการยุติธรรม ซึ่งศาลจังหวัดปัตตานีจะได้ดำเนินกระบวนพิจารณาคดีตามขั้นตอนของศาลยุติธรรมต่อไป

 

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่

นางสาวภาวิณี ชุมศรี ทนายความ 083-1896598​

นายปรีดา นาคผิว ทนายความมูลนิธิผสานวัฒนธรรม 089-6222474

ข้อเท็จจริง

ข้อเท็จจริงกรณีนี้ เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2555 เวลาประมาณ 20.30 นาฬิกา เจ้าหน้าที่ทหารพรานประจำฐานปฏิบัติการทหารพรานที่ 4302 ตำบลปุโละปุโย อำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ทหารในสังกัดของ กองทัพบก และสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ใช้อาวุธปืนสงคราม ยิงเข้าใส่รถ ขณะที่ชาวบ้าน 9 คน กำลังเดินเพื่อที่จะไปละหมาดศพ (ละหมาดขอพรให้ผู้เสียชีวิต) ที่บ้านทุ่งโพธิ์ จนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 4 ราย และบาดเจ็บ 5ราย โดยเจ้าหน้าที่ทหารพรานอ้างว่าได้ออกติดตามผู้ก่อเหตุ เมื่อมาถึงบริเวณที่เกิดเหตุพบรถกระบะที่ผู้เสียชีวิตโดยสารมา ต่อมาได้ใช้อาวุธปืนยิงไปที่รถคันดังกล่าวและป่าข้างทาง ต่อมาหน่วยทหารเข้ามาสมทบ และมีการใช้อาวุธปืนยิงไปที่รถคันดังกล่าวอีก เห็นว่า เป็นการปฏิบัติการตามหน้าที่ในการติดตามผู้ต้องสงสัย เมื่อนำมาประกอบกับรายงานชันสูตรบาดแผลศพของผู้ตายทั้งสี่ที่ระบุว่าผู้ตายทั้งสี่เสียชีวิตเพราะถูกกระสุนปืนยิง และพบรูกระสุนปืนทะลุรถกระบะหลายแห่ง เชื่อว่าผู้ตายทั้งสี่ถูกกระสุนปืนยิงถึงแก่ความตายในระหว่างการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ทหาร การกระทำของเจ้าหน้าที่ดังกล่าวเป็นการละเมิดต่อครอบครัวผู้เสียชีวิตและผู้ได้รับบาดเจ็บทั้งหมด แต่เนื่องจากครอบครัวผู้เสียชีวิตได้รับเงินเยียวยาจำนวน 7.5 ล้านบาท แล้ว จึงไม่ประสงค์จะฟ้องเรียกค่าเสียหายทางละเมิดอีก แต่ผู้ได้รับบาดเจ็บทั้ง 5 คน มีความประสงค์จะฟ้องเรียกค่าเสียหายทางละเมิด จึงได้ฟ้องร้องต่อศาลปกครอง

ในส่วนคดีอาญา ศาลจังหวัดปัตตานี มีคำสั่งคดีไต่สวนชันสูตรพลิกศพ คดีหมายเลขดำที่ ช. 5/2555 เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2556 ภายหลังจากศาลมีคำสั่งคดีชันสูตรพลิกศพแล้ว พนักงานสอบสวนและพนักงานอัยการ จะได้นำสำนวนคดีชันสูตรพลิกศพดังกล่าวไปประกอบการดำเนินการเกี่ยวกับคดีอาญาต่อไป อนึ่ง หากผู้กระทำความผิดอาญาเป็นเจ้าหน้าที่ทหารทั้งหมด คดีจะอยู่ในอำนาจศาลทหาร (เว้นแต่ผู้กระทำความผิดเป็นทหารกับพลเรือน คดีจึงจะอยู่ภายใต้อำนาจของศาลยุติธรรม(พลเรือน)ตามพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ. 2498 มาตรา13 ศาลทหารมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีลงโทษผู้กระทำความผิดกฎหมายทหารหรือกฎหมายอื่นในทางอาญา ในคดีที่ผู้กระทำความผิดเป็นทหาร มาตรา 49 ศาลทหารในเวลาปกติ อัยการทหารหรือผู้เสียหายที่เป็นบุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหาร (ทหาร) สามารถเป็นโจทก์ฟ้องคดีอาญาที่ศาลทหารได้ แต่ในเวลาไม่ปกติ (ภายใต้การประกาศกฎอัยการศึก) อัยการทหารเท่านั้นเป็นโจทก์ ผู้เสียหายต้องมอบคดีให้อัยการทหารเป็นโจทก์ฟ้องคดีแทน ผู้เสียหายไม่มีสิทธิฟ้องคดีอาญาต่อศาลทหารได้เอง ​ดังนั้น ในส่วนของคดีอาญา หากผู้ได้รับบาดเจ็บหรือญาติผู้เสียชีวิตประสงค์จะฟ้องคดีอาญาเอง ก็ไม่สามารถจะยื่นฟ้องต่อศาลทหารได้ด้วยตนเอง ต้องมอบให้อัยการทหารฟ้องคดีแทนเท่านั้น 

 

Advertisements