ความทรงจำ ‘ชุมชนตลาดควาย’ ชีวิตเรียบง่ายในป่าดงใหญ่ ก่อนถูกบังคับไล่รื้อ-สิ้นไร้หนทางโดย ศูนย์ข้อมูล มูลนิธิผสานวัฒนธรรม

imageimage3

ความทรงจำ ‘ชุมชนตลาดควาย’ ชีวิตเรียบง่ายในป่าดงใหญ่ ก่อนถูกบังคับไล่รื้อ-สิ้นไร้หนทาง

โดย  ศูนย์ข้อมูล มูลนิธิผสานวัฒนธรรม

จากกรณีมูลนิธิผสานวัฒนธรรม เสนอรายงานอย่างต่อเนื่องในประเด็นความเดือดร้อนของราษฎรจากป่าดงใหญ่ จ.บุรีรัมย์ ที่ได้รับผลกระทบจากการถูกผลักดันให้ออกจากพื้นที่ป่าซึ่งเป็นพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติดงใหญ่ อ.โนนดินแดง จ.บุรีรัมย์ เมื่อเดือนกรกฎาคม 2557 ตามคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 64/2557 และ 66/2557

ล่าสุด ศูนย์ข้อมูล มูลนิธิผสานวัฒนธรรม นำเสนอรายงานเพิ่มเติม ว่าด้วยบทบันทึกข้อเท็จจริงจากการลงพื้นที่สัมภาษณ์ราษฎรป่าดงใหญ่ที่มีชื่อชุมชนว่าบ้าน “ตลาดควาย” ซึ่งภายหลังถูกไล่รื้อจากคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 64/2557 และ 66/2557 ในปี 2557 ราษฎรชุมชนบ้านตลาดควายกลุ่มนี้ ตกอยู่ในสภาวะยากลำบาก ต้องแยกกันออกเป็นสองกลุ่ม ส่วนหนึ่งไปอาศัยอยู่สวนยางพารา ทางเข้าหมู่บ้านซับคะนิงจำนวน 19 ครัวเรือน บางส่วนอาศัยอยู่ที่พักสงฆ์นิมิตประทานพร และอีกส่วนหนึ่งต้องไปตั้งเพิงขายของบริเวณทางหลวงโนนดินแดง–ตาพระยาและอาศัยเพิงดังกล่าวเป็นที่พักพิง ก่อนทั่จจุบัน ชุมชนตลาดควายกลุ่มที่อยู่อาศัยในเพิงริมถนนทางหลวงได้ตัดสินใจขออนุญาตจากเจ้าของที่ดินรายหนึ่งตั้งเพิงพักอาศัยในที่ดินสปก. เป็นการชั่วคราว ทว่า ยังมีราษฎรจากหมู่บ้านตลาดควายในป่าดงใหญ่ที่ถูกบังคับไล่รื้ออีกอย่างน้อย 20 กว่าครอบครัวที่ยังคงรอความช่วยเหลือหน่วยงานรัฐเพื่อสิทธิในการอยู่อาศัยที่มั่นคง ซึ่งถือเป็นสิทธิอันชอบธรรมที่พวกเขาพึงได้รับในฐานะราษฎรไทย

…บางส่วนจากบันทึกข้อเท็จจริง…

ราษฎรรายหนึ่งกล่าวว่า “ในวันที่เจ้าหน้าที่มาไล่ เจ้าหน้าที่เขาบอกว่า ไม่ต้องหว่านกล้าแล้ว ไม่ต้องทำ คือช่วงนั้น ตามปกติแล้วเป็นช่วงหว่านข้าว แต่เจ้าหน้าที่เขาบอกไม่ให้หว่านเราก็เชื่อ เพราะเขาบอกว่าถ้าใครไม่เชื่อ เขาจะยึดรถ แล้วก็มีคนโดนยึดรถไปด้วยจริงๆ  เพราะเขาไม่รู้ ชาวบ้านส่วนใหญ่ ไม่มีใครรู้กฎหมายหรอก เขาพูดอะไรก็กลัว ก็เชื่อเขาหมด”

ราษฎรรายหนึ่งกล่าวว่า “เขาให้เรารื้อบ้านเองถ้ารื้อไม่ทัน เจ้าหน้าที่เขาก็จะรื้อ แต่ของครอบครัวเรารื้อทัน คือรื้อในวันที่17 มิ.ย.2557 พอเขาให้ชาวบ้านรื้อเอง ภายในวันที่17ด้วยความที่เราไม่รู้กฎหมาย เราก็รีบรื้อเลยสิ กลัวเขาจะจับ และเขามาแต่ละครั้งเขาก็ถือปืนมา ไม่มีลักษณะประนีประนอม ความรู้สึกตอนที่ต้องรื้อบ้านของเราเอง เราเสียใจมาก เพราะบ้านนี้แม้บางคนเห็นอาจจะดูว่าเป็นแค่เพิงพัก แต่เราก็อยู่มาตลอดในป่าดงใหญ่ มีที่คนละ 1 งาน บ้านเราไม่ได้สร้างใหญ่ แค่พอหลบฝนหลบแดด ไร่นาเราก็เช่าเขา ตอนนี้ก็ไม่มีอะไรเหลือแล้ว”

บางรายกล่าวว่า สิ่งที่นำติดตัวมาได้ ในวันที่ถูกบังคับไล่รื้อ คือเครื่องครัวเล็กๆ น้อยๆ

ทั้งนี้ ราษฎรบ้านตลาดควาย ระบุตรงกันว่า วันที่มีเจ้าหน้าที่ทหารมาไล่นั้น เจ้าหน้าที่มาตั้งแต่เวลาประมาณ 07:00 น. เมื่อมาถึง เจ้าหน้าที่ทำการประกาศและสั่งให้ชาวบ้านช่วยกันรื้อสิ่งปลูกสร้างและเก็บข้าวของต่างๆ

ในวันบังคับไล่รื้อ ที่เริ่มตั้งแต่ 07:00 น. กว่าที่ราษฎรคนสุดท้ายจะรื้อสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายข้าวของออกจากป่าดงใหญ่ ก็เป็นเวลาใกล้ค่ำ ตะวันใกล้ลับขอบฟ้า

“คนสุดท้ายที่ออกจากป่า คือยายสาที่อยู่ อ.พิบูลมังสาหาร ที่จ.อุบลราชธานี วันนั้น ใกล้ค่ำแล้ว  ยายสายังไม่ออกมาจากป่าเพราะยายแกหารถไม่ได้ เพราะยายสาไม่มีเงินไปเหมารถที่ไหน พวกเราอยู่ข้างนอกก็เป็นห่วง เราจะเข้าไปดู ทหารเขาก็ไม่ให้เข้า ตอนแรกทหารบอกจะเอารถมาช่วย ยายสา แล้วจะพาแกไปส่งบ้านที่พิบูลมังสาหารที่อุบลฯ นู่น แต่แล้วเขาก็ให้ยายรอ จนถึงใกล้ค่ำ เราก็ทั้งห่วงยายสา ทั้งห่วงตัวเอง สรุปก็มีคนใจบุญไปช่วย แล้วเขาก็พาแกไปส่งถึงบ้านที่พิบูลมังสาหาร ตอนนี้เราก็ไม่รู้ข่าวคราวว่ายายสาเป็นอย่างไร แต่จำได้ว่ายายสาแกขอเสาป้ายหมู่บ้าน ที่เขียนว่า “หมู่บ้านตลาดควาย” ยายสาแกบอกว่ายังเอาไปทำประโยชน์ได้

หลายคนกล่าวตรงกันว่าไม่รู้ชะตากรรมยายสา ว่าตอนนี้เป็นอย่างไร ยายถูกนำไปส่งถึงบ้านที่พิบูลมังสาหาร ที่ จ.อุบลราชธานีจริงหรือไม่ และอยู่ที่นั่นเป็นอย่างไร ป้ายหมู่บ้านชุมชนตลาดควายนั้น เขาให้ยายนำติดตัวไปหรือไม่ ยายได้นำไปใช้ประโยชน์ไหม ถ้าเป็นเช่นนั้นก็ดีใจกับยายแต่บางคนก็เชื่อว่า ยายอาจต้องการป้ายดังกล่าวติดตัวไปเพื่อรำลึกถึงความทรงจำที่เคยอยู่ร่วมกันที่หมู่บ้านตลาดควายในผืนป่าที่มีชื่อว่า “ป่าดงใหญ่” ที่พวกเขาใช้ชีวิตร่วมกันมานานเกือบสิบปี

ชาวบ้านกลุ่มตลาดควายที่ปักหลักกันที่บ้านซับคะนิง บอกว่าพวกเขาปักหลักที่นี่ตั้งแต่วันที่ถูกไล่ออกจากป่าดงใหญ่ โดยที่ป่ายางพาราที่บ้านซับคะนิงแห่งนี้นี่ อยู่ห่างจากบ้านตลาดควายในป่าดงใหญ่ประมาณ 7 ก.ม. แต่สำหรับยายสา ที่ถูกผลักดันกลับภูมิลำเนาที่ อ.พิบูลมังสาหาร ต้องจากไปไกลกว่าที่ที่พวกเขาอยู่ในตอนนี้มากนัก

นอกจากชะตากรรมที่น่ากังขาของยายสาแล้ว ราษฎรหลายรายยังระบุด้วยว่า ในเหตุการณ์ที่ถูกบังคับไล่รื้อออกจากบ้านตลาดควายในป่าดงใหญ่ ในเดือน มิ.ย.2557

อ่านต่อ รายงานฉบับเต็ม 15 หน้า รายงานข้อเท็จจริง ตลาดควาย

Advertisements

CrCF questioning the issue of justice: It took seven years for the NACC to determine that only one military officer was involved with the torture of Imam Yapha who died while being held in official custody


For immediate release on 23 September 2015

Press Release

CrCF questioning the issue of justice: It took seven years for the NACC to determine that only one military officer was involved with the torture of Imam Yapha who died while being held in official custody

The death of Mr. Yapha Kaseng was relating to the incidence on 19 March 2008 when military and police officials were searching the area in Tambon Rueso, Rueso District, Narathiwat and several suspects related to insurgency in the Deep South were rounded up, and among them was Mr. Yapha Kaseng, an Imam at Rohimah Mosque, Ban Kor Dor, Moo 5, Tambon Rueso, Rueso District, Narathiwat. On the morning of 21 March 2008, Mr. Yapha was found dead in the custody of the military at the Taskforce 39 Narathiwat, then located in Wat Suan Tham, Tambon Rueso Ok, Rueso District, Narathiwat. According to the Post Mortem Inquest by the Narathiwat Provincial Court, the Black Case no. OCh 9/2551, Red Case no. OCh 19/2551, it was determined that Mr. Yapha’s death was caused by the act of military officials who physically assaulted him while holding him in custody and while performing their official duties. On 30 August 2015, the Office of the National Anti-Corruption Commission has determined in the Black Case no. 01-2-115/2552 and Red Case no. 120-2-5/2558 with unanimous vote among the subcommittee conducting the inquiry that among the five military officials alleged to have committed the crime, there was a prima farcie case against only one official for the alleged physical assault against Mr. Yapha Kaseng while no sufficient evidence was found to hold the other four military officials accountable to the charge.

After the death of Mr. Yapha, his family has been demanding justice through launching civil and criminal suits. As to the civil suit, the family was awarded 5.2 million baht from the in charge office of the officials after a settlement in the Bangkok Civil Court on 20 July 2011. As to the criminal suit, in order to bring the perpetrators to justice, they have reported the case to the police at the Rueso Police Staiton, Tambon Rueso, Rueso District, Narathiwat. The police said that since this was a criminal case in which government officials were accused of committing an offence while performing their official duties, they should then be charged for abusing of office for committing a fatal assault against Mr. Yapha Kaseng. Thus, the case was referred to the review of the Office of the National Anti-Corruption Commission (NACC) since June 2008. But the NACC process took quite a long time, thus, the relatives decided to file a case against the officials with the Narathiwat Provincial Court directly. The Court dismissed the case on 2 September 2010 claiming that this case was concerned with the allegation against a military official and it did not fall under jurisdiction of the Court of Justice, but the Military Court. But since relatives of Mr. Yapha Kaseng were not considered an injured party, they had no legal standing to bring the case to the Military Court. The military law requires that only the judge advocate have the power to bring a case against a military official with the Military Court.

The Cross Cultural Foundation (CrCF) and family of the deceased have been monitoring the performance of duties by the inquiry officials at the Rueso Police Station and the Office of the National Anti-Corruption Commission (NACC) and have the following observations to make;

1. That the review of the NACC on the Black Case no. 01-2-115/2552 and Red Case no. 120-2-5/2558 lasted more than seven years was an unacceptable delay and inefficiency. The NACC unanimously agreed with the finding of the inquiry subcommittee that among the five military officials alleged to have committed the crime, there was a prima farcie case against only one official for the alleged physical assault against Mr. Yapha Kaseng while no sufficient evidence was found to hold the other four military officials accountable to the charge.

2. But according to detail of the death of Mr. Yapha Kaseng, the finding of the NACC does not match evidence given by witnesses during the inquest in the Narathiwat Provincial Court since witnesses asserted that they saw other persons being involved in the commission of the crime as well. It was thus believed that there was more than one perpetrator. And given the circumstance relating to the torture and ill treatment during the two day custody, it was impossible that the physical assault could have been made possible without cooperation, support or acquiescence of several officials and their superior official. But the NACC simply determined that there was no sufficient evidence to hold the other military officials culpable and this has made the relatives question the efficiency, independence and transparency of the inquiry conducted by the NACC.

3. CrCF notes that the inquiry officials of the Rueso Police Station have decided to refer the case to the NACC claiming that the fatal assault against Mr. Yapha Kaseng allegedly by military officials was a case of malfeasance, instead of referring it to the public prosecutor to indict the case against the alleged offenders with the Court as per the Penal Code’s Article 289 (5) coupled with Article 83 for murdering other person by employing torture or acts of cruelty. Instead, the police wanted to hold them accountable for abuse of office and referred the case to the NACC. This has made the relatives feel suspicious that it was an attempt to deviate the issue of investigation or it was a tactic to delay the investigation to allow any tampering with evidence. That the military officials have physically abused Mr. Yapha until he died could be an offence as to the Penal Code’s Article 289 (5) which is punishable by death, the penalty rate of which is more severe than the abuse of office as to Article 157 which carries the imprisonment of one to ten years or a fine of two thousand to twenty thousand baht, or both and the process is under the jurisdiction of the NACC.

4. If the only official determined by the NACC to be culpable for the crime is indicted with the Military Court, it would deprive the injured parties including relatives of Mr. Yapha Kaseng of the opportunity to be co-plaintiff in the case and they would be disallowed to give any evidence to the Court. This will make it possible for the other perpetrators to enjoy impunity. It will reiterate the fact that relatives of Mr. Yapha Kaseng or even other people in the Deep South and general public monitoring the horrible case for more than seven years will never find justice from the Thai justice system. The problem will possibly derail the ongoing effort by the government and people to nurture peace in the Deep South.

5. That the Thai authorities have been negligent and allowed torture to be committed against Mr. Yapha Kaseng and it is believed that officials at the operational level and their superior officials might have been acquiescent to the act, and given a lack of transparency in the investigation and the denial of request of the injured party to participate in the process to bring justice helping the perpetrators to enjoy impunity for more than seven years or perhaps forever is a gross violation to international obligation for Thailand since it is a party to the Convention Against Torture.

A lesson learned from the death of Mr. Yapha Kaseng is the legal constraints that have enabled the perpetrators to enjoy impunity since the relatives of the deceased are not eligible to bring the case against them. This has made it impossible to review if the acts committed by the government officials could be considered the performance of official duties or not. CrCF suggests that concerned agencies in the justice process explore the ways to ensure that genuine justice can be done and guarantee the independent, prompt and fair operation of each of the concerned agencies to restore trust among people who long for genuine justice.

For more information, please contact:

Ms. Pornpen Khongkachonkiet, phone 02-6934939

Mr. Preeda Nakphew, attorney, phone 089-6222474

มูลนิธิผสานวัฒนธรรมตั้งคำถามถึงการเข้าถึงความยุติธรรม ป.ป.ช.ใช้เวลา 7 ปี ชี้มูลเจ้าหน้าที่ทหารเพียงหนึ่งนายมีส่วนในการทรมาน กรณีอิหม่ามยะผาเสียชีวิตในระหว่างการควบคุมตัว

IMG_0045

2015-09-23 แถลงการณ์ตั้งคำถามคดีอาญาอิหม่ามยะผา 7 ปี คดีอาญา

เผยแพร่วันที่ 23 กันยายน 2558

แถลงการณ์

มูลนิธิผสานวัฒนธรรมตั้งคำถามถึงการเข้าถึงความยุติธรรม

ป.ป.ช.ใช้เวลา 7 ปี ชี้มูลเจ้าหน้าที่ทหารเพียงหนึ่งนายมีส่วนในการทรมาน

กรณีอิหม่ามยะผาเสียชีวิตในระหว่างการควบคุมตัว

การเสียชีวิตของนายยะผา กาเซ็งเกิดขึ้นสืบเนื่องจากเมื่อ วันที่ 19 มีนาคม 2551 เจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจได้เข้าตรวจค้นพื้นที่ ต.รือเสาะ อ.รือเสาะ จ.นราธิวาสและควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยในการก่อความไม่สงบในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้หลายคน หนึ่งในผู้ต้องสงสัยที่ถูกควบคุมตัวนั้นคือนายยะผา กาเซ็ง อิหม่ามประจำมัสยิดรอฮีมะห์ บ้านกอตอ หมู่ที่ 5 ต.รือเสาะ อ.รือเสาะ จ.นราธิวาส   ต่อมาเช้าวันที่ 21 มีนาคม 2551 พบว่านายยะผาได้เสียชีวิตลงในระหว่างที่อยู่ในความควบคุมของเจ้าหน้าที่ทหารที่หน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส 39 ซึ่งขณะนั้นตั้งฐานปฏิบัติการอยู่ที่วัดสวนธรรม  ต.รือเสาะออก  อ.รือเสาะ  จ.นราธิวาส  ต่อมาจากการไต่สวนของศาลจังหวัดนราธิวาส คดีหมายเลขดำที่ อช.9/2551 หมายเลขแดงที่ อช.19/2551พบว่าการเสียชีวิตของนายยะผานั้นเกิดจากการที่ผู้ตายถูกเจ้าหน้าที่ทหารทำร้ายร่างกายระหว่างที่อยู่ในความควบคุมของเจ้าหน้าที่ทหารซึ่งเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติราชการตามหน้าที่  จนเมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2558 จากการพิจารณาของ ป.ป.ช. คดีเลขดำที่ 01-2-115/2552 เลขแดงที่ 120-2-5/2558 ป.ป.ช. ได้มีมติเป็นเอกฉันท์เห็นชอบตามคณะอนุกรรมการไต่สวนว่า เจ้าหน้าที่ทหารผู้ถูกกล่าวหาว่าร่วมกันกระทำผิดจากทั้งหมด5คนนั้นมีเพียง1คนที่อาจเป็นผู้กระทำผิดฐานทำร้ายร่างกายนายยะผา กาเซ็ง ส่วนเจ้าหน้าที่ทหารผู้ถูกกล่าวหาอีก 4 คนนั้นไม่ปรากฏข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานเพียงพอที่จะฟังได้ว่าได้ร่วมกระทำความผิดตามที่กล่าวหา

ภายหลังจากการเสียชีวิตครอบครัวของนายยะผาได้เรียกร้องความยุติธรรมเกี่ยวกับเหตุการณ์นี้มาโดยตลอดทั้งในทางแพ่งและทางอาญา ในทางแพ่งทางครอบครัวได้รับเงินเยียวยาจากหน่วยงานต้นสังกัดจำนวน 5.2 ล้านบาทโดยการไกล่เกลี่ยในศาลแพ่งกรุงเทพเมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2554 ส่วนในทางอาญาเบื้องต้นความหวังของการนำคนผิดมาลงโทษในญาติได้ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรรือเสาะ       อำเภอรือเสาะ จังหวัดนราธิวาส ให้สืบสวนสอบสวนดำเนินคดีเพื่อนำเจ้าหน้าที่ที่กระทำผิดมาลงโทษ  แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจอ้างว่าคดีนี้เป็นคดีอาญาซึ่งเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำความผิดในระหว่างปฏิบัติหน้าที่ราชการ หลังจากที่กล่าวหาเจ้าหน้าที่ทหาร 5 นายว่าปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ร่วมกันทำร้ายร่างกายนายยะผา กาเซ็ง จนเสียชีวิต จึงส่งเรื่องไปให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อไต่สวนดำเนินคดี โดยส่งไปตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2551 แต่การดำเนินการของ ป.ป.ช. เป็นไปด้วยความล่าช้า  ญาติจึงได้ยื่นฟ้องเจ้าหน้าที่ต่อศาลจังหวัดนราธิวาสด้วยตนเอง แต่เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2553 ศาลไม่รับฟ้อง โดยให้เหตุผลว่า คดีนี้เป็นการกล่าวหาจำเลยที่เป็นทหารว่ากระทำความผิด การพิจารณาคดีไม่อยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรม  แต่อยู่ในอำนาจของศาลทหาร ซึ่งญาติของนายยะผา กาเซ็ง ซึ่งเป็นผู้เสียหายไม่สามารถยื่นฟ้องต่อศาลทหารได้ เนื่องจากกฎหมายกำหนดให้เฉพาะอัยการทหารเท่านั้นที่จะเป็นโจทก์ยื่นฟ้องทหารที่ตกเป็นผู้ต้องหาต่อศาลทหารได้

ทางมูลนิธิผสานวัฒนธรรมและครอบครัวผู้เสียหายได้ติดตามความคืบหน้าของการดำเนินงานของพนักงานสอบสวน สภ.รือเสาะ และคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้ตั้งข้อสังเกตว่า

  1. การพิจารณาของ ป.ป.ช. คดีเลขดำที่ 01-2-115/2552 เลขแดงที่ 120-2-5/2558 ที่ใช้เวลากว่า 7 ปีนั้นล่าช้าและไม่มีประสิทธิภาพ โดย ป.ป.ช. ได้มีมติเป็นเอกฉันท์เห็นชอบตามคณะอนุกรรมการไต่สวนว่า เจ้าหน้าที่ทหารผู้ถูกกล่าวหาว่าร่วมกันกระทำผิดจากทั้งหมด5คนนั้นมีเพียง1คนที่อาจเป็นผู้กระทำผิดฐานทำร้ายร่างกายนายยะผา กาเซ็ง ส่วนเจ้าหน้าที่ทหารผู้ถูกกล่าวหาอีก 4 คนนั้นไม่ปรากฏข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานเพียงพอที่จะฟังได้ว่าได้ร่วมกระทำความผิดตามที่กล่าวหา
  2. จากการติดตามกรณีการเสียชีวิตของนายยะผา กาเซ็ง พบว่าผลการสอบสวนของ ป.ป.ช. นั้นไม่สอดคล้องกับคำให้การของพยานในคดีไต่สวนชันสูตรศพนายยะผา กาเซ็ง ของศาลจังหวัดนราธิวาส ซึ่งพยานได้ระบุว่าเห็นผู้กระทำผิดคนอื่นด้วย ซึ่งทำให้เชื่อได้ว่าผู้กระทำผิดในครั้งนั้นมีมากกว่าหนึ่งคน ทั้งพฤติกรรมของการทรมาน ทำร้ายร่างกายในระหว่างการคุมขัง 2 วัน ก็เป็นไปไม่ได้ที่การทำร้ายร่างกายจะเกิดขึ้นได้โดยปราศจากการร่วมมือ สนับสนุน หรือรู้เห็นเป็นใจของเจ้าหน้าที่หลายคนและผู้บังคับบัญชา  แต่ทาง ป.ป.ช.  กลับชี้ว่าไม่มีพยานหลักฐานเพียงพอในการดำเนินคดีเจ้าหน้าที่ทหารอีก 4 คน ทำให้ญาติตั้งข้อสงสัยต่อความมีประสิทธิภาพ ความเป็นอิสระและความโปร่งใสในการสอบสวนของ ป.ป.ช.
  3. มูลนิธิผสานวัฒนธรรมขอตั้งขอสังเกตต่อการที่พนักงานสอบสวน สภ.รือเสาะ ส่งสำนวนไปยัง ป.ป.ช. โดยอ้างว่าการทำร้ายร่างกายนายยะผา กาเซ็ง โดยเจ้าหน้าที่ทหารจนเสียชีวิตนั้น แทนที่จะส่งสำนวนให้อัยการฟ้องร้องดำเนินคดีผู้ต้องหาต่อศาลเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 289 (5) ประกอบมาตรา 83 ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยทรมานหรือโดยกระทำทารุณโหดร้าย กลับถือว่าเจ้าหน้าที่ทหารปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และส่งสำนวนให้ ป.ป.ช. ซึ่งก่อให้เกิดความเคลือบแคลงสงสัยของญาติผู้ตายว่าอาจเป็นการเบี่ยงเบนประเด็นการสืบสวนสอบสวน หรือเจตนาหน่วงเหนี่ยวคดีให้ล่าช้า เพื่อเปิดโอกาสให้มีการบิดเบือนคดีหรือไม่ ทั้งนี้จากการที่เจ้าหน้าที่ทหารทรมาน ทำร้ายร่างกายจนทำให้นายยะผาเสียชีวิตนั้น น่าเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 289 (5) ซึ่งมีโทษประหารชีวิต  มากกว่าที่จะเป็นความผิดฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามมาตรา 157 ซึ่งมีโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี หรือปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และอยู่ในอำนาจการสอบสวนของ ป.ป.ช.
  4. หากมีการดำเนินคดีถูกกล่าวหาที่ ป.ป.ช.ชี้มูลเจ้าหน้าที่เพียง 1 คนในศาลทหารนั้นเป็นการปิดโอกาสที่จะให้ผู้เสียหายซึ่งเป็นญาติของนายยะผา กาเซ็ง เข้าไปเป็นโจทก์ร่วมในการดำเนินคดี ญาติไม่สามารถเสนอพยานหลักฐานต่อศาลได้ ผู้กระทำผิดรายอื่นลอยนวลพ้นผิด เหล่านี้เป็นการตอกย้ำว่าในที่สุดญาติพี่น้องของ    นายยะผา กาเซ็ง ประชาชนทั้งในจังหวัดชายแดนภาคใต้และสาธารณะชนที่ติดตามคดีสะเทือนขวัญนี้มากว่า 7 ปี ก็ไม่สามารถแสวงหาความเป็นธรรมจากกระบวนการยุติธรรมไทยได้ ปัญหานี้อาจส่งผลเสียหายต่อความพยายามของรัฐบาลและประชาชนในการสร้างสันติสุขในจังหวัดชายแดนภาคใต้
  1. การที่ทางการไทยปล่อยปละละเลยให้มีการทรมานนายยะผา กาเซ็ง กระทั่งน่าเชื่อได้ว่า มีเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติงานและเจ้าหน้าที่ระดับผู้บังคับบัญชารู้เห็นเป็นใจต่อการกระทำดังกล่าว ทั้งการสอบสวนดำเนินคดีที่ขาดความโปร่งใส เสียงเรียกร้องและการมีส่วนร่วมในการดำเนินคดีของผู้เสียหายถูกปฏิเสธ จนทำให้เจ้าหน้าที่ที่กระทำผิดลอยนวลมานับเป็นเวลากว่า 7 ปีหรือตลอดไป ถือว่าเป็นการละเมิดต่อพันธกรณีระหว่างประเทศที่ประเทศไทยมีอยู่ตามอนุสัญญาต่อต้านการทรมานอย่างชัดเจน

บทเรียนจากการเสียชีวิตของนายยะผา กาเซ็งนั้นยังพบว่าข้อจำกัดทางกฎหมายทำให้คนผิดยังคงลอยนวล ญาติของผู้ตายนั้นไม่อาจดำเนินการเอาผิดกับผู้กระทำผิดได้ ทำให้ไม่มีการทบทวนกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่าเจ้าหน้าที่รัฐซึ่งปฏิบัติราชการในหน้าที่ได้กระทำการเหมาะสมกับเหตุการณ์หรือไม่ มูลนิธิผสานวัฒนธรรมจึงใคร่ขอเสนอให้ทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในกระบวนการยุติธรรมแสวงหาแนวทางในการดำเนินงานในการอำนวยความยุติธรรมอย่างแท้จริงและการดำเนินงานของแต่ละองค์กรควรมีทิศทางและดำเนินงานที่เป็นอิสระ รวดเร็ว และเป็นธรรม เพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อประชาชนว่าจะได้รับความยุติธรรมอย่างแท้จริง

ติดต่อข้อมูลเพิ่มเติม พรเพ็ญ คงขจรเกียรติ 02-6934939

ปรีดา นาคผิว ทนายความ 0896222474

องค์กรภาคประชาสังคมจัดส่งรายงานสถานการณ์สิทธิฯ ต่อคณะมนตรีสิทธิมนุษยชน (Human Rights Council) สำหรับ UPR เดือนเมษายน 2559

IMG_0045

2015-09-22 ภาคประชาสังคมส่งรายงานคู่ขนานเวทียูเอ็น UPR

เผยแพร่วันที่ 22 กันยายน 2558

ใบแจ้งข่าว

องค์กรภาคประชาสังคมจัดส่งรายงานสถานการณ์สิทธิฯ ต่อคณะมนตรีสิทธิมนุษยชน (Human Rights Council)

เตรียมข้อมูลในการทบทวนสถานการณ์สิทธิมนุษยชนไทย UPR เดือนเมษายน 2559

เมื่อวันที่ 21 กันยายน 2558 องค์กรภาคประชาสังคมหลายองค์กรทั้งในประเทศและต่างประเทศจัดส่งรายงานสถานการณ์สิทธิฯ ต่อคณะมนตรีสิทธิมนุษยชน (Human Rights Council) ขององค์การสหประชาชาติ ผ่านทางเวปไซค์ของยูเอ็นที่ https://uprdoc.ohchr.org 

ทั้งนี้เวทีทบทวนสถานการณ์สิทธิมนุษยชนของประเทศไทยในกระบวนการ Universal Periodical Review ( UPR หรือยูพีอาร์) เป็นการทบทวนสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (Human rights Council) ที่ นครเจนีวา ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ โดยประเทศสมาชิกของสภาสิทธิมนุษยชน (HRC) รวมทั้งสำนักงานข้าหลวงใหญ่ด้านสิทธิมนุษยชนขององค์การสหประชาติ (OHCHR) จะร่วมกันจัดเวทีทบทวนสถานการณ์สิทธิมนุษยชนของทุกประเทศที่เป็นสมาชิกขององค์การสหประชาชาติ  โดยจุดประสงค์ของกระบวนการ UPR คือต้องการส่งเสริมคุ้มครองสิทธิมนุษยชนในประเทศสมาชิก รวมทั้งพยายามประสานความร่วมมือของหน่วยงานทั้งหมดด้านสิทธิมนุษยชนเข้าด้วยกัน   โดยจะมีการจัดทำรายงาน มีรายงานรัฐ 20 หน้า รายงานของหน่วยงานในองค์การสหประชาชาติ 10 หน้า และรายงานที่รวบรวมจากองค์กรต่างๆ เอกชน แล้วทาง OHCHR จะรวบรวมทั้งหมดเป็น 10 หน้ากระดาษ หลักเกณฑ์ในการพิจารณาทาง HRC สำนักเลขาของ UPR ใช้หลักกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศทั้งหมดทุกฉบับทั้งที่ประเทศนั้นมีข้อผูกพันทางกฎหมายและในส่วนที่ไม่มีข้อผูกพันทางกฎหมาย

สำหรับประเทศไทยได้เข้าสู่การทบทวนรายงานสถานการณ์สิทธิมนุษยชนมาแล้วหนึ่งครั้งในปีพ.ศ. 2553 (2011) และมีประเทศต่างๆ ทั่วโลก 193 ประเทศก็เข้าสู่กระบวนการ UPR แล้ว ทาง HRC จะจัดประชุม 3 ครั้งต่อปี  ดังนั้นประเทศต่าง ๆ จะต้องเข้าสู่กระบวนการ UPR โดยเฉลี่ยทุก 4 ปี  ในครั้งหน้าประเทศไทยจะเข้าสู่กระบวนการ UPR อีกครั้งในการประชุมครั้งที่ 25 เดือนเมษายน- พฤษภาคม 2559 (2016) ณ นครเจนีวา ประเทศสวิสเซอร์แลนด์  โดยสามารถดูรายละเอียดได้ที่ http://www.ohchr.org/EN/HRBodies/UPR/Pages/UPRMain.aspx

รายงานสถานการณ์สิทธิมนุษยชนต่างๆ ของภาคประชาสังคมได้จัดส่งไปนั้น เน้นประเด็นเรื่อง นักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชน สิทธิในที่ดินและป่าไม้  สิทธิเด็ก การเข้าถึงความยุติธรรม  สิทธิในการชุมนุมและการแสดงออกทางความคิดเห็น  การบังคับให้บุคคลสูญหาย  การป้องกันการทรมานและการสืบสวนสอบสวนรวมทั้งการเยียวยาผู้เสียหาย เหตุการณ์ในสามจังหวัดชายแดนใต้ รวมทั้งกระบวนการยุติธรรมในศาลทหาร เป็นต้น รายงานคู่ขนานของมูลนิธิผสานวัฒนธรรม ฉบับภาษาอังกฤษ สามารถ Download ได้ที่ https://voicefromthais.files.wordpress.com/2015/09/upr-torture_and-land-_-crcf-and-partners_21sep-2015.pdf

ติดต่อข้อมูลเพิ่มเติมที่ 02-693493

เปิดตัวโครงการ ศิลปะผ่อนคลาย เรือนจำกลางคลองไผ่

IMG_0748IMG_0750

โครงการศิลปะผ่อนคลาย- เผยแพร่

รายการ ศิลป์สโมสร ตอน ศิลปะส่องใจ ในเรือนจำ เผยแพร่วันที่ 15 กันยายน 2558 ไทยพีบีเอส

โครงการศิลปะผ่อนคลาย (Art for Relaxation) จัดขึ้นโดยเรือนจำกลางคลองไผ่ อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา  ร่วมกับมูลนิธิผสานวัฒนธรรมและแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย  โดยมีผู้บัญชาการเรือนจำกลางคลองไผ่ อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมาเป็นผู้อำนวยการโครงการ     และนายชุมพล อักราพันธานนท์ เป็นวิทยากรหลักทางศิลปะ ระยะเวลาดำเนินการโครงการนำร่องคือเดือนกันยายน-ธันวาคม 2558

โดยโครงการนี้ความสอดคล้องกับแผนสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ฉบับที่ 3 (พ.ศ.2557-2561) แผนสิทธิมนุษยชนด้านความมั่นคงทางสังคม แผนสิทธิมนุษยชนของกลุ่มผู้ต้องหา/ผู้ต้องขัง ที่ระบุว่า มุ่งเน้นงานราชทัณฑ์เพื่อการฟื้นฟูเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม และคำนึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้ต้องขัง รวมทั้งแผนปฏิบัติงานราชการกรมราชทัณฑ์ (พ.ศ. 2555-2558) ประเด็นยุทธศาสตร์ที่ 2 พัฒนาพฤตินิสัยเพื่อคืนคนดีสู่สังคม

กรมราชทัณฑ์มีนโยบายให้เรือนจำ/ทัณฑสถานดำเนินการโครงการฝึกอบรมวิชาชีพด้านศิลปะการวาดภาพให้กับผู้ต้องขัง ซึ่งเป็นโครงการตามแนวพระกระแสรับสั่งสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีให้นำงานศิลป์มาสอนในเรือนจำ เพื่อให้ผู้ต้องขังจะได้เกิดความอ่อนโยนทางด้านจิตใจ มีสมาธิ จิตใจเยือกเย็น มีความรู้ความสามารถ

ศิลปะผ่อนคลายเป็นการใช้ศิลปะเพื่อเป็นสื่อในการสนับสนุนให้บุคคลใดบุคคลหนึ่งมีโอกาส แสดงออก มีความคิดสร้างสรรค์ รู้จักแก้ปัญหา มีความรู้สึกที่ดีต่อตนเองและผู้อื่น กิจกรรมศิลปะบำบัด เป็นการเชื่อมโยงศาสตร์วิชาทางด้านศิลปะ เพื่อนำมาใช้ในการบำบัดบุคคล และด้วยแนวคิดนี้เอง กรมราชทัณฑ์ โดยสำนักพัฒนาพฤตินิสัยได้นำมาใช้เป็นแนวทางดำเนินโครงการศิลปะบำบัดสำหรับ ผู้ต้องขัง ทั้งนี้ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้ต้องขังได้ผ่อนคลายความตึงเครียดทางอารมณ์ จิตใจ และมีสุขภาพจิตที่ดี ปรับเปลี่ยนและพัฒนาสภาวะทางอารมณ์ ความคิดสร้างสรรค์ เสริมสร้างสมาธิ ตลอดจนให้ผู้ต้องขังได้ใช้เวลาว่างขณะต้องโทษให้เกิดประโยชน์ ซึ่งโครงการดังกล่าวมิได้มุ่งเน้นในด้านผลผลิตอันเกิดจากงานศิลปะของผู้ต้องขังแต่อย่างใด โดยกรมราชทัณฑ์ดำเนินโครงการนี้ในปี 2553 (ข้อมูลจากเว็บไซด์ผู้จัดการออนไลน์)

พ.ต.รัฐกฤษณ์ ใจจริง ผู้บัญชาการเรือนจำคลองไผ่ อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา ให้ข้อมูลว่ามีการควบคุมนักโทษที่มีพฤติการณ์ที่ต้องปรับเปลี่ยน   โดยทางเรือนจำจัดการอบรมอย่างเข้มข้น โดยผู้ต้องขังต้องเข้าร่วมโครงการซึ่งมีระยะเวลา 9 เดือน แบ่งเป็นสามช่วง สามเดือนแรกฝึกทบทวนตัวเอง สร้างลักษณะนิสัย จัดระเบียบการอยู่ร่วมกัน สามเดือนถัดมาจัดให้มีโครงการอบรมงานด้านอาชีพและศิลปะ สามเดือนสุดท้ายมีการฝึกระเบียบแถวและการสวนสนาม เมื่อครบโครงการและผ่านการประเมินซึ่งจะจัดให้มีขึ้นทุกเดือน จะได้รับการพิจารณาโดยคณะกรรมการให้กลับภูมิลำเนาตามประสงค์ได้ ซึ่งในขณะนี้ทางเรือนจำกำลังหาวิทยากรสำหรับโครงการศิลปะบำบัดอยู่

สำหรับเรือนจำกลางคลองไผ่ อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา เป็นเรือนจำที่มีความมั่นคง ล้อมด้วยกำแพงคอนกรีตสูง มีสายไฟฟ้าล้อมรอบ โดยเรือนจำนี้ใช้คุมขังนักโทษเด็ดขาดที่มีโทษจำคุกไม่ต่ำกว่า 20 ปีขึ้นไปและเป็นนักโทษที่มีพฤติการณ์ที่ต้องควบคุมเป็นกรณีพิเศษ ตามคำจำกัดความของกรมราชทัณฑ์ คือผู้ต้องขังที่ถูกส่งมาจากเรือนจำอื่นที่มีพฤติการณ์แหกหักหลบหนี พยายามแหกหักหลบหนี หรือการก่อจราจล

วัตถุประสงค์

  1. เพื่อให้ผู้ต้องขังเกิดความอ่อนโยนทางด้านจิตใจ มีสมาธิ จิตใจเยือกเย็น มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

สามารถเข้ากับสังคมทั่วไปเมื่อพ้นโทษไปแล้ว และสามารถนำไปประกอบอาชีพได้

  1. เพื่อสร้างเครือข่ายคนทำงานศิลปะกับประเด็นทางด้านสังคม
  2. เพื่อสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างกรมราชทัณฑ์กับหน่วยงานภาคเอกชน

กลุ่มเป้าหมาย

ผู้ต้องขังเรือนจำกลางคลองไผ่ อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา  ในแดน 5 ซึ่งมีจำนวนทั้งสิ้น 600 คน ได้รับโอกาสและสมัครใจเข้าร่วมโครงการฯ  โดยจากผู้ต้องขังแดน 5  600 คนสามารถผ่านการคัดเลือกจากผลงานชิ้นแรก ได้จำนวน  204 คนที่จะเข้าร่วมโครงการฯ เป็นระยะเวลา 3 เดือน

ทั้งนี้โครงการศิลปะผ่อนคลายเป็นส่วนหนึ่งของโครงการอบรม 9 เดือนของทางเรือนจำฯ

ผลที่คาดว่าจะได้รับ

  1. ผู้ต้องขังมีพฤติกรรมเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น อาชีพติดตัว สามารถนำไปประกอบอาชีพได้ภายหลังพ้นโทษ สามารถอยู่ร่วมกับสังคมภายนอกได้อย่างปกติสุข ไม่กลับมาต้องโทษซ้ำอีก
  2. มีเครือข่ายคนทำงานศิลปะที่สนใจประเด็นทางสังคมมากขึ้น
  3. มีโครงการในการทำงานร่วมกันระหว่างกรมราชทัณฑ์และองค์กรภาคเอกชนเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ต้องขังในเรือนจำ