รายงานสรุป : เวทีประชุมร่วม “แม่ทัพภาค 4 -ภาคประชาสังคมชายแดนใต้” เรียกร้อง จนท.เคารพสิทธิเด็ก-หวั่น ตรวจดีเอ็นเอ เข้าข่ายละเมิดสิทธิฯ

โดยศูนย์ข้อมูล มูลนิธิผสานวัฒนธรรม
เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2558 ที่กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ค่ายสิรินธร ต.เขาตูม อ.ยะรัง จ.ยะลา เครือข่ายภาคประชาสังคม ประกอบด้วย มูลนิธิผสานวัฒนธรรม กลุ่มด้วยใจ มูลนิธิเพื่อการพัฒนาเด็ก กลุ่มเยาวชนใจอาสา กลุ่มเสวนาจู่โจม นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยฟาฎอนี และครอบครัวเหยื่อผู้เสียชีวิตจากเหตุบ้านโต๊ะจู๊ด อำเภอทุ่งยางแดง เข้าพบพลโท ปราการ ชลยุทธ แม่ทัพภาคที่4 ในฐานะผอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า เพื่อขอหารือถึงแนวทางในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่รัฐ สืบเนื่องจากกรณีที่มีคนทำงานภาคประชาสังคม ประชาชนและเยาวชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ร้องเรียนว่าถูกเจ้าหน้าที่คุกคามในลักษณะการบีบบังคับให้ยินยอมให้ตรวจสารพันธุกรรม หรือดีเอ็นเอ จากบุคคลทั่วไปที่ไม่ใช่ผู้ต้องหา รวมถึงการขอจัดเก็บดีเอ็นเอของสมาชิกในครอบครัวที่เข้าตรวจค้น ทั้งที่บุคคลเหล่านั้นยังไม่ได้ตกอยู่ในสถานะผู้ต้องหาหรือผู้ต้องสงสัยแต่อย่างใดตามกฎหมาย

 
พลโทปราการ ชลยุทธ ในฐานะประธานการพูดคุย เข้าร่วมรับฟังตลอดการหารือ ร่วมด้วย เจ้าหน้าที่ทหารตำรวจและฝ่ายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง อาทิ รองผอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า (1) รอง ผอ.รมน.ภาค4 ส่วนหน้า (5) เลขาธิการ รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า กกล.ตร.จชต. ฉก.สงขลา ตัวแทนจากศพฐ. ศชต. อัยการพิเศษ และตัวแทนจากสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ เป็นต้น
พันเอกปราโมทย์ พรหมอินทร์ โฆษกกอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ในฐานะผู้ดำเนินการประชุม กล่าวสรุปถึงประเด็นสำคัญของวาระการประชุม ตามข้อเรียกร้องของเครืออข่ายภาคประชาสังคมว่า อาทิ การชี้แจงในประเด็นสำคัญของหน่วยที่เกี่ยวข้อง โดย พล.ต.ต.ปรีดี พงศ์เศรษฐสันต์ ผบก.ศพฐ.10 จะชี้แจงในเรื่อง เหตุผลและขั้นตอนการตรวจเก็บดีเอ็นเอ , พ.ต.อ.สุเทพ ภัทรวิวัฒน์ตัวแทนจาก กกล.ตร.จชต. ชี้แจงเรื่อง มาตรการการขจัดการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติ การตรวจบัตรประชาชนและการทบทวนการลดการใช้กฎหมายพิเศษ 
นายโสภณ ทิพย์บำรุง สำนักงานอัยการคดีพิเศษ คดีอาญา2 ภาค 9 ได้กล่าวว่า การตรวจเก็บดีเอ็นเอตามกฎหมายต้องได้รับการยินยอมตามประมวลกฎหมายอาญา  

 ปัจจุบันการตรวจเก็บดีเอ็นเอในพื้นที่มีการดำเนินการด้วยกันสองหน่วยคือ สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงยุติธรรม และของศูนย์พิสูจน์หลักฐาน 10 ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ทั้งสองหน่วยงานเป็นหน่วยงานของรัฐ โดยอ้างว่าบุคคลได้ให้ควายินยอมในเอกสารทุกราย แม้ว่าจะมีการท้วงติงว่าการยินยอมนั้นเป็นไปด้วยความความสมัครใจหนือจำยอม รวมทั้งเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงและเจ้าหน้าท่ีที่ทำการจัดเก็บได้แจ้งสิทธิหรือไม่ว่ามีสิทธิปฏิเสธไม่ยินยอมให้ตรวจได้
สาระสำคัญตอนหนึ่งของการประชุม นายสมชาย หอมลออ ประธานมูลนิธิผสานวัฒนธรรมกล่าวว่า แม้ในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา แม้จะเห็นได้ว่าเจ้าหน้าที่มีความเข้าใจมากขึ้น ในหลักการสิทธิมนุษยชน สิทธิตามรัฐธรรมนูญ รวมถึงความเข้าใจในวัฒนธรรมในพื้นที่ อย่างไรก็ตามปัญหาต่างๆ ปัญหาใหม่ๆ ก็ยังคงเกิดขึ้น และเพื่อให้บรรลุความสันติสุขในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ต้องขอขอบคุณ แม่ทัพที่รับฟังความเห็นของภาคประชาสังคม และให้มีการจัดประชุมขึ้นในวันนี้ ซึ่งปัญหาหลลักประการหนึ่งที่ต้องพูดคุยคือ เรื่องการตรวจเก็บดีเอ็นเอและลายนิ้วมือ ทั้งนี้ พูดคุยสื่อสารถึงสภาพปัญหาถือว่าเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดอย่างหนึ่งในการแก้ไขความไม่สงบ การสื่อสารในประเด็นที่อาจเกิดความไม่เข้าใจระหว่างกัน เพื่อลดเงื่อนไขที่อาจนำไปสู่ความไม่สงบในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้
ด้าน นางสาวพรเพ็ญ คงขจรเกียรติ ผู้อำนวยการมูลนิธิผสานวัฒนธรรม สอบถามถึงหลักและแนวทางของเจ้าหน้าที่รัฐในการตรวจเก็บดีเอ็นเอ รวมถึงเหตุผลและความจำเป็นในการตรวจเก็บลายนิ้วมือทั้งสิบนิ้ว ซึ่งเป็นประเด็นที่มูลนิธิได้รับการร้องเรียน

นางสาวอัญชนา หีมมิหน๊ะตัวแทนจากกลุ่มด้วยใจ สอบถามถึงกรณีการควบคุมตัวเยาวชนโรงเรียนธรรมวิทยามูลนิธิ นอกจากมีการตรวจเก็บดีเอ็นเอ และลายนิ้วมือแล้ว เจ้าหน้าที่มีการควบคุมตัวเยาวชนไปไว้ในห้องขังเดี่ยว ซึ่งเป็นห้องสำหรับผู้ใหญ่ นอกจากนี้ เยาวชนรายหนึ่ง ยังถูกนำไปไว้ที่ ค่าย ฉก.41 ในเวลากลางคืนและถูกซักถาม ตั้งแต่เวลาประมาณ 2 ทุ่มจนถึง เที่ยงคืน 
นางสาวอัญชนา สอบถามเพิ่มเติม ถึงกรณีที่ได้รับรายงานว่าขณะเข้าตรวจค้นบ้านหลังหนึ่ง เจ้าหน้าที่มีการนำตัวเด็กผู้หญิงเป็นเกราะกำบังไว้แล้วให้เคาะประตูเรียกคนในบ้านขณะที่เจ้าหน้าที่ที่อยู่ข้างหลังเด็ก ยังถือโล่สำหรับป้องกันตัวอีกชั้นหนึ่ง จึงอยากถามว่า หากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิด เช่นหากมีผู้ร้ายยิงตอบโต้มาเด็กคนนั้น จะเป็นอย่างไร เหตุใดเจ้าหน้าที่จึงทำเช่นนี้
นายอับดุลอาซิส ตาเดอินทร์ ตัวแทนสมาคมยุวมุสลิมแห่งประเทศไทย ตั้งคำถามถึงการที่มีเจ้าหน้าที่คุกคามกลุ่มเปอร์มัสและคนที่อยู่ในการติดตามของเจ้าหน้าที่ เรื่องนี้ต้องเคลียร์ให้ชัดเจน หากแม้บนเวทีนี้ยังไม่สามารถพูดได้ก็คงไม่ต้องหวังถึงการพูดคุยสันติภาพ และขอสอบถามถึงกรณีที่เมื่อเร็วๆ นี้ มีการใช้คำสั่ง ตามมาตรา44 ที่ให้อำนาจเจ้าหน้าที่ทหารที่ได้รับการแต่งตั้งทั่วประเทศ มีอำนาจในการตรวจปัสสาวะหาสารเสพติด ว่าเป็นความจริงหรือไม่และจากแนวทางปฏิบัติเดิมที่ ตำรวจเป็นผู้ทำหน้าที่ดังกล่าวโดยในกรณีของผู้เสพติดจะถูกส่งตัวไปบำบัดขณะที่ผู้ค้า จะถูกแจ้งข้อกล่าวหา และนำไปศาล แต่หากคำสั่งดังกล่าว ที่ให้อำนาจเจ้าหน้าที่ทหารมาทำหน้าที่ตรวจปัสสาวะ และให้อำนาจควบคุมตัว ซักถามเรื่องยาเสพติดด้วยหรือไม่ หากเป็นเช่นนั้น ผู้ต้องสังสัยหรือผู้ต้องหาคดียาเสพติด จะได้รับการปฏิบัติเช่นเดียวกับคดีความมั่นคงหรือไม่
หลังการสอบถามจากตัวแทนของแต่ละองค์กรภาคประชาสังคม ตัวแทนเจ้าหน้าที่จากแต่ละหน่วยงาน ได้ชี้แจงในประเด็นต่างๆ โดย พ.ต.อ.สุเทพ ภัทรวิวัฒน์ ผู้แทนจาก กกล.ตร.จชต. กล่าวถึงหลักสิทธิมนุษยชน และหลักปฏิญญาสากล จากที่มีอยู่ทั้ง 30 ข้อ จะขอเน้นย้ำถึงข้อ2 ที่หลักการคือ ทุกคนมีสิทธิและเสรีภาพทั้งปวง โดยปราศจากการบ่งแยกทางเชื้อชาติ และข้อ 7 ที่มีหลักการคือ ทุกคนย่อมเสมอภาคกันทางกฎหมาย และมีสิทธิที่จะได้รับการคุ้มครอง ซึ่งหลักการดังกล่าว ก็สอดคล้องกับมาตรา 4 ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวปี2557 หรือแม้แต่ในรัฐธรรมนูญ ฉบับอื่นๆ ก็ให้ความสำคัญเรื่องหลักการของสิทธิและเสรีภาพ เช่น มาตรา28 ในรัฐธรรมนูญปี2550 ที่มีหลักเกี่ยวกับสิทธิเสรีภาพ ในส่วนที่บัญญัติถึงเสรีภาพเท่าที่กฎหมายกำหนด คือตราบใดที่ไม่เป็นปฏิปักษ์ กับรัฐธรรมนูญ หรือไปละเมิดหรือขัดกับศีลธรรมอันดีของประชาชน
พ.ต.อ.สุเทพ กล่าวว่า ไม่มีเสรีภาพใดที่ได้รับการรับรองโดยปราศจากขอบเขต ในส่วนของอนุสัญญาระหว่างประเทศ ว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติ ก็ถูกบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญเรื่อยมา ใน มาตรา 28 วรรค 2 หรือในมาตรา 30 ของรัฐธรรมนูญ 2550 
พ.ต.อ.สุเทพ กล่าวว่า เจ้าหน้าที่ไม่มีการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติ ไม่เคยเห็นประเด็นนี้ ในคำพิพากษาของศาล ยืนยันว่าปฏิบัติต่อทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน เชื่อว่าประเด็นนี้เป็นเพียงข้อห่วงใย จากภาคประชาสังคม
ขณะที่ ประเด็นของการลดการใช้กฎหมายพิเศษนั้น พ.ต.อ.สุเทพกล่าวว่า ความจำเป็นในการใช้พระราชกำหนดหรือ พรก.ฉุกเฉิน จะยกเลิกได้ก็ต่อเมื่อสถานการณ์สงบหรือเป็นไปตามมติของครม. อย่างไรก็ตาม กฎหมายพิเศษที่บังคับใช้ ไม่ได้กระทบกับคนส่วนใหญ่ และเป็นไปเพื่อประโยชน์สาธารณะ
ด้าน พล.ต.ต.ปรีดี พงศ์เศรษฐสันต์ ผบก.ศพฐ.10 ผู้แทนจากศูนย์พิสูจน์หลักฐาน 10 กล่าวว่า หลักการสำคัญของการใช้พยานหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ เพื่อปิดความรู้สึก ที่อาจคาดเดาว่าผู้กระทำผิดเป็นคนนั้น เป็นคนนี้ พยานทางนิติวิทยาศาสตร์จะช่วยปิดความรู้สึกในส่วนนี้ และช่วยชี้ไปทางผู้กระทำผิด 
ผู้การปรีดีกล่าวว่า ตลอด 3 ปีที่ผ่านมามีการนำหลักนิติวิทยาศาสตร์มาใช้ใน3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ไม่ได้มุ่งเน้นที่คดีความมั่นคง แต่ยังรวมถึงคดีอาญา ไม่ว่าคดีเล็กๆ น้อยๆ เช่น คดีลักทรัพย์ หรือคดีร้ายแรงอย่างคดีข่มขืน หรือฆาตกรรม คดียาเสพติด ดีเอ็นเอไม่ใช่เพื่อจับผู้ร้ายเท่านั้น แต่ยังช่วยกันผู้บริสุทธิ์ ออกไปด้วย การตรวจดีเอ็นเอเพื่อนำมาตรวจสอบ ถือเป็นพยานหลักฐานสำคัญและยืนยันว่า ดำเนินการตามหลักนิติวิทยาศาสตร์ ไม่มีจุดมุ่งหมายเพื่อทำร้ายใคร แต่เพื่อปกป้องผู้บริสุทธิ์ 
ด้านเจ้าหน้าที่ที่กล่าวว่าตนเองเป็นหนึ่งในผู้ที่ควบคุมตัวเยาวชนจากโรงเรียนธรรมวิทยามูลนิธิ กล่าวว่า สาเหตุที่ต้องนำตัวเยาวชนมาเนื่องจากในสถานการณ์เร่งด่วนนั้น เจ้าหน้าที่พบว่า เยาวชน อยู่กับบุคคลที่เป็นผู้ที่เจ้าหน้าที่มีข้อมูลว่าเป็นผู้ที่เกี่ยวข้องกับเหตุระเบิด โดยบุคคลผู้นั้น เกี่ยวข้องกับรถในที่เกิดเหตุที่ถูกปล้นมาจาก อ.รือเสาะ จึงจำเป็นต้องรีบนำตัวเยาวชนออกมาและตรวจเก็บหลักฐานดีเอ็นเอ จุดประสงค์ เพื่อป้องกันเยาวชนกลุ่มนี้เองและด้วยความกังวลจึงต้องรีบดำเนินการแยกเขาออกมาจากผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการระเบิด

ส่วนประเด็นคำถามเกี่ยวกับกรณีดีเอ็นเอและลายนิ้วมือของนักเรียนโรงเรียนธรรมวิทยามูลนิธินั้นเจ้าหน้าที่รายนี้กล่าวว่า

“วันนั้น ผมควบคุมตัวเด็กมาเองเพื่อต้องการรู้ว่า เขาเข้าถึงความเกี่ยวข้องระดับไหนแต่ก็ไม่พบความเชื่อมโยง ผมดูแลเขาตั้งแต่ต้นจนจบผมไม่มีอคติเลย แต่เราตั้งใจจะห้ามปรามไม่ให้เด็กเข้าไปเกี่ยวข้อง ในการควบคุมตัวเด็ก เราจำเป็นต้องเก็บทุกอย่าง” เจ้าหน้าที่รายนี้ระบุ 
ด้านตัวแทนจาก ศชต.กล่าวถึงกรณีข้อซักถามเรื่องการใช้เด็กเป็นเกราะกำบังว่าเกิดจากความไม่เข้าใจของเจ้าหน้าที่ในการตรวจค้นแบบจู่โจม อาจเกิดจากกรณีที่เจ้าหน้าที่หลายคนมีความเข้าใจไม่ตรงกัน ซึ่งอาจมีที่มาจากประสบการณ์ที่เขาพบเจอ เช่นก่อนหน้านี้ เคยมีเหตุการณ์ที่เจ้าหน้าที่เข้าตรวจค้นบ้านหลังหนึ่ง เมื่อเจ้าหน้าที่ขอดูบัตรประชาชน แต่บุคคลในบ้านไม่ยอมไปหยิบให้ทั้งที่บัตรอยู่ในห้องที่ห่างไปไม่ไกลกัน เมื่อเจ้าหน้าที่เดินเข้าไปหยิบเอง ก็ถูกยิงเสียชีวิต อาจเป็นไปได้ว่า เจ้าหน้าที่ที่นำเด็กมาเป็นโลห์บัง อาจเคยพบเหตุการณ์เช่นนี้ แต่โดยหลักการแล้ว ยืนยันว่า เราจะไม่นำเด็กและผู้หญิงเข้ามาเกี่ยวข้องแบบนี้
สุดท้าย นายสมชาย หอมลออประธานมูลนิธิผสานวัฒนธรรม กล่าวสรุปในประเด็นสำคัญคือเรื่องการตรวจเก็บดีเอ็นเอว่าทำอย่างไรจึงจะทำให้ประชาชนเกิดความเชื่อมั่นว่าไม่มีการละเมิดสิทธิมนุษยชน ส่วนในกรณีการใช้เด็กในกรณีต่างๆ ไม่ว่าการเป็นเกราะกำบัง หรือการให้เด็กเป็นกองกำลังติดอาวุธ ไม่ว่าจากฝ่ายรัฐ หรือฝ่ายผู้ก่อการ หรือการพยายามให้เด็กเดินนำเข้าไปเคาะประตูบ้าน เหล่านี้ต้องระมัดระวัง เพราะผิดกฎหมายระหว่างประเทศและการให้เด็กไปเคาะประตู ถือว่าผิดหลัก พรบ.ว่าด้วยสิทธิเด็ก จะต้องไม่มีการปฏิบัติเช่นนี้อีก

Advertisements