ล่าสุดวันที่ 17 สิงหาคม  2558

ทางหัวหน้าหมวดการทางหลวงได้ชี้แจงให้ชาวบ้านว่าทางหลวงจะขยายระยะเวลาในการอนุญาตให้ชาวบ้านหาทางออกในเรื่องที่พักอาศัยไปอีก 15 วันนับแต่วันที่ 17 สิงหาคม 2558 โดยจะยังไม่มี่การไร้รื้อเพิงพักออกไป และแจ้งให้ทราบว่าทางราชการส่วนอื่นก็ยังไม่มีทางออกให้ชาวบ้านว่าจะให้ชาวบ้านไปพักอาศัยอยู่ที่ใดหลังจากถูกไล่รื้อออกมาจากป่าดงใหญ่ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม  2557

เผยแพร่วันที่ 6 สิงหาคม 2558

ชะตากรรมที่ไม่รู้ทิศทาง ของชาวดงใหญ่แห่งโนนดินแดง
โดยศูนย์ข้อมูล มูลนิธิผสานวัฒนธรรม

imageimageimageimage

เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม และ 1 สิงหาคม 2558 นางสาวพรเพ็ญ คงขจรเกียรติ ผู้อำนวยการมูลนิธิผสานวัฒนธรรม เดินทางลงพื้นที่ อ.โนนดินแดง จ.บุรีรัมย์ เพื่อรับฟังเรื่องร้องเรียนและสอบข้อเท็จจริง หลังจาก เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2558 มูลนิธิผสานวัฒนธรรมได้รับเรื่องร้องเรียนจากกลุ่มชาวบ้านผู้ถูกผลักดันออกจากพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติดงใหญ่ โดยชาวบ้านผู้ร้องเรียนระบุว่าได้รับหนังสือจากทางแขวงทางหลวงบุรีรัมย์ฉบับลงวันที่ 21 กรกฎาคม 2558 ขอให้ชาวบ้านรื้อย้ายเพิงพักขายสินค้าออกไปให้พ้นเขตทางหลวงในเขตทางหลวงหมายเลขที่ 348 ตอน ช่องตะโก-น้อยสะแก ซึ่งอยู่ในความดูแลของแขวงทางหลวงบุรีรัมย์โดยอาศัยอานาจตามพระราชบัญญัติทางหลวง พุทธศักราช 2535 ประกอบกับพระราชบัญญัติทางหลวง(ฉบับที่2) พุทธศักราช 2549 มาตรา 38 แห่งพระราชบัญญัตินี้ หากทางแขวงทางหลวงบุรีรัมย์พบว่าชาวบ้านกลุ่มดังกล่าวยังไม่มีการรื้อย้ายออกไปภายใน 15 วันนับแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้งมานั้นทางแขวงบุรีรัมย์จะดำเนินการตามกฎหมายต่อไป
นางวิไลพันธ์ ชมบาลตัวแทนชาวบ้านกลุ่มที่ถูกคำสั่งของแขวงการทางไล่รื้อออกจากพื้นที่ กล่าวว่า ชีวิตทุกวันนี้ ลำบากอย่างยิ่ง ไม่รู้จะทำอย่างไรต่อไป จะหันไปพึ่งใคร หลังจากที่ก่อนหน้านี้ได้เคยร้องเรียนต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชาติ ร่วมกับพี่น้องชาวดงใหญ่ไปแล้ว การที่ถูกไล่รื้อออกจากดงใหญ่ นอกจากทำให้วิถีชีวิตที่เคยเลี้ยงชีพอยู่ด้วยการหาเก็บผักเก็บปลาในลำห้วย ต้องเปลี่ยนแปลงไป เมื่อถูกคำสั่งไล่รื้อนี้ก็ไม่รู้จะอยู่ที่ใด จึงมาอาศัยเพิงขายต้นไม้ที่อยู่ริมทางเนื่องจากไร้ที่ทำกินจริงๆ
นางวิไลพันธ์ กล่าวว่าชาวบ้านจากดงใหญ่ ที่ถูกขับไล่ออกจากพื้นที่มีบางส่วนมาอยู่รวมกันที่นี่ รวมแล้ว 30 กว่าคน ในจำนวนนี้ มีเด็กราว10 คน เด็กทุกคนแทบไม่มีใครกล้าไปโรงเรียน เนื่องจากเกิดความกลัวว่าหากไปโรงเรียนแล้ว กลับมาอาจไม่พบพ่อกับแม่เพราะถูกไล่ให้ไปอยู่ที่อื่น
ด้านผู้อำนวยการมูลนิธิผสานวัฒนธรรม ได้พยายามขอเข้าพบเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานฝ่ายปกครอง เพื่อแจ้งข้อร้องเรียนของชาวบ้าน เพื่อขอให้หน่วยงานหาแนวทางช่วยเหลือตามหลักมนุษยธรรม

ในการณ์นี้ นางสาวพรเพ็ญได้ขอเข้าพบนายชวภณ ปรัชิตหวัด นายอำเภอโนนดินแดง โดยนายอำเภอได้รับฟังปัญหา และกล่าวว่าแม้ตนเพิ่งย้ายมาทำงานที่อำเภอนี้ได้เพียง 2-3 เดือน แต่ก็ได้ยินได้ฟังปัญหาเหล่านี้มา แต่ขอเวลาศึกษารายละเอียดเพิ่มเติม
จากนั้น ผู้อำนวยการมูลนิธิผสานวัฒนธรรม จึงได้ติดต่อสอบถามในเบื้องต้นไปยังหัวหน้าแขวงการทางที่เป็นผู้ออกคำสั่งให้ชาวบ้านออกจากพื้นที่ดังกล่าวกับชาวบ้าน โดยร้องเรียนถึงข้อกังวล ว่าระยะเวลา 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับคำสั่ง เมื่อวันที่21 กรกฎาคม 2558 ที่จะครบกำหนดในวันที่ 5 ส.ค. นั้น ทำให้ชาวบ้านไร้หนทางและประสบกับความเดือดร้อน และระยะเวลาค่อนข้างกะทันหัน ในที่สุด หัวหน้าแขวงการทางได้ยืนยันว่าขยายกรอบระยะเวลา ของคำสั่งออกไปเป็นวันที่ 15 ส.ค. 2558 ไม่ใช่ วันที่ 5 ส.ค.

นอกจากนี้ในวันที่ 27 กค.2558 ทางสำนักงานปฏิรูปที่ดินจังหวัดบุรีรัมย์ ได้ส่งจดหมายให้ผู้ครอบครองพื้นที่ป่าสวนยางตามที่สปก.อนุญาตให้ใช้ที่ทำกิน ระบุว่ามีการปลูกสร้างที่พักพิงซึ่งไม่ตรงกับวัตถุประสงค์ของสปก. มีหนังสือเรียกให้ผู้ครอบครองที่ดินสปก.แปลงนี้ไปพบในวันที่ 7 สค. 2558 โดยเจ้าของสวนยางจะต้องเดินทางไปพบกับสปก. ตามหนังสือเรียกฯ  บริเวณดังกล่าวมีชาวบ้านที่ไร้ที่อยู่จำนวนกว่า 50 รายจาก 28 ครอบครัวที่หลังจากถูกผลักดันให้ออกจากป่าดงใหญ่ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2557 มาพักอาศัยอยู่ที่บ้านสวนยางบ้านซับคะนิงโดยการอนุญาตของเจ้าของสวนด้วยเห็นว่าชาวบ้านกลุ่มนี้ยากไร้ไม่มีที่อยู่อาศัย

ทั้งนี้ มูลนิธิผสานวัฒนธรรม ได้ขอนัดหมายกับหัวหน้าแขวงการทาง เพื่อหารือแนวทางการแก้ปัญหาในกรณีดังกล่าวอย่างละเอียดอีกครั้ง
สำหรับลำดับข้อมูลเพิ่มเติมก่อนหน้านี้เกี่ยวกับกรณีดังกล่าว เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2558 มูลนิธิผสานวัฒนธรรมได้ส่งหนังสือขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์หาทางออกกรณีชาวบ้านผู้ยากไร้ที่ถูให้ออกจากพื้นที่ป่าซึ่งเป็นพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติดงใหญ่ อ.โนนดินแดง จ.บุรีรัมย์ เมื่อเดือนกรกฎาคม 2557 ตามคาสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 64/2557 และ 66/2557 ในปี 2557 ซึ่งเป็นนโยบายในการปราบปรามและหยุดยั้งการบุกรุกทำลายทรัพยากรป่าตามแผนแม่บทบริหารจัดการทรัพยากรป่าไม้อย่างยั่งยืนของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) แต่กลับส่งผลให้เกิดการทำลายพืชผลและการบังคับโยกย้าย ทำให้ชาวบ้านจำต้องเคลื่อนย้ายออกจากพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติดงใหญ่ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ชาวบ้านกลุ่มนี้มีที่อยู่อาศัยและเป็นแหล่งทำกินของพวกเขา
จากนโยบายดังกล่าวทำให้ชาวบ้านได้รับความเดือดร้อน มีชาวบ้านจำนวน 46 ครอบครัวที่ไร้ซึ่งที่อยู่อาศัยและที่ทำกินและปัจจุบันไม่ได้รับการเยียวยาใดๆจากหน่วยงานของรัฐ และชาวบ้านอีกจำนวน 12 ครอบครัวที่อาศัยแผงขายสินค้าเป็นเพิงพักอาศัยกลับถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจตามคำสั่งของแขวงทางหลวงบุรีรัมย์ที่มากดดันให้เคลื่อนย้ายออกไปจากพื้นที่ภายใน 15 วันนับแต่วันที่มีการออกหนังสือวันที่ 21 กรกฎาคม 2558
ขณะที่ ข้อมูลเมื่อเดือนกรกฎาคม 2557 เจ้าหน้าที่รัฐได้มีการผลักดันชาวบ้านจำ 700-800 คนออกจากพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติดงใหญ่ตามคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ภายหลังจากชาวบ้านได้ถูกผลักดันออกจากพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติดงใหญ่ปรากฏว่ากลุ่มชาวบ้านได้มีการแยกกันเป็นสองกลุ่ม ส่วนหนึ่งไปอาศัยอยู่สวนยางพารา ทางเข้าหมู่บ้านซับคะนิงจำนวน 19 ครัวเรือน (บางส่วนอาศัยอยู่ที่พักสงฆ์นิมิตประทานพร หัวเขื่อน) และอีกส่วนหนึ่งได้ไปพักอยู่ที่ศาลาวัด ลำนางรอง จำนวนประมาณ19 ครอบครัว ต่อมากลุ่มที่ไปพักอยู่ที่ศาลาวัดลำนางรองกลับถูกชาวบ้านในพื้นที่บริเวณรอบวัดต่อต้านและปรากฏข้อเท็จจริงจากคำบอกเล่าของกลุ่มชาวบ้านที่ได้รับความเสียหายว่ามีเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงในพื้นที่เข้ามากดดันกับทางวัดให้ดำเนินการให้ชาวบ้านที่มาอยู่อาศัยกับทางวัดออกไปจากพื้นที่วัด กลุ่มชาวบ้านดังกล่าวจึงจำต้องเคลื่อนย้ายไปพักอาศัยอยู่ที่ศูนย์ทอผ้ากลุ่มสตรีอนุรักษ์ทอผ้าพื้นเมืองบ้านลำนางรองและต่อมากลุ่มดังกล่าวนี้เมื่ออยู่นานไปทำให้ขาดรายได้จึงต้องขยับขยายตัวออกไปตั้งเพิงขายของบริเวณทางหลวงโนนดินแดง–ตาพระยา
อย่างไรก็ตามเมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2558 คณะกรรมการว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม ได้เผยแพร่ข้อเสนอต่อรัฐบาลไทยภายหลังที่ได้ร่วมรับฟังข้อมูลในเวทีการทบทวนสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในประเทศไทยโดยมีตัวแทนหน่วยงานราชการไทยจานวนกว่า 20 คนที่เดินทางมาร่วมเวทีในวันที่ 4-5 มิถุนายน โดยระหว่างการพูดคุยหนึ่งในคณะกรรมการ 18 คน ได้สอบถามถึงการบังคับขับไล่ชาวบ้านกรณีบ้านโนนดินแดง จังหวัดบุรีรัมย์ว่า ขณะนี้คณะกรรมการฯ ได้จัดทาข้อเสนอแนะเชิงสรุปอย่างเป็นทางการและเผยแพร่ในวันที่ 22 มิถุนายน 2558 นี้ และได้จัดส่งถึงรัฐบาลไทยผ่านคณะทูตไทยประจำนครเจนีวา ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ รวมทั้งเผยแพร่ผ่านทางเวปไซด์ของสหประชาชาติ โดยระบุในเอกสารฉบับที่ United Nations E/C.12/THA/CO/1-2 ของคณะกรรมการเศรษฐกิจสังคมและวัฒนธรรมขององค์การสหประชาชาติ ว่า
“คณะกรรมการฯ กังวลเกี่ยวกับประเด็นที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติ หลังได้รับข้อมูลเกี่ยวกับการปฏิบัติตามนโยบายการอนุรักษ์ป่า โดยเฉพาะคาสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 64/2557 และ 66/2557 ในปี 2557 ซึ่งส่งผลให้เกิดการทาลายพืชผลและการบังคับโยกย้าย คณะกรรมการแนะนาให้รัฐภาคีปฏิบัติตามขั้นตอนทั้งปวงที่จาเป็นรวมทั้งการแก้ไขกฎหมายและกรอบนโยบาย ทั้งนี้เพื่อ ประกันให้มีการใช้วิธีไล่รื้อเป็นมาตรการสุดท้ายเท่านั้น และบุคคลที่ถูกบังคับโยกย้ายออกจากพื้นที่ต้องได้รับค่าชดเชยอย่างเพียงพอ และ/หรือได้รับการจัดสรรที่ดินใหม่ ทั้งนี้โดยคานึงถึงความเห็นทั่วไปของคณะกรรมการ ฉบับที่ 4 (2534) เกี่ยวกับสิทธิการมีที่อยู่อาศัยอย่างเพียงพอ และฉบับที่ 7 (2540) ว่าด้วยการไล่รื้อ”
จากนั้น เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2558 คณะอนุกรรมการสิทธิมนุษยชนด้านที่ดินและป่าไม้ที่ได้รับเรื่องร้องเรียนกรณีดังกล่าวด้วยได้ทำหนังสือร้องเรียนไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเพื่อให้มีการเข้ามาช่วยเหลือกับกลุ่มชาวบ้านที่ถูกผลักดันให้ออกจากพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติดงใหญ่ที่ยังไม่ได้การเยียวยา แต่เป็นว่าทางจังหวัดบุรีรัมย์ที่ได้จัดการประชุมหารือในเรื่องของกลุ่มผู้ถูกผลักดันจากป่าสงวนแห่งชาติดงใหญ่แล้วกลับมีมติของที่ประชุมให้ทางแขวงบุรีรัมย์ดำเนินการกับกลุ่มชาวบ้านผู้ถูกขับไล่จากพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติดงใหญ่ออกไปจากพื้นที่ซึ่งอยู่ในความดูแลของแขวงทางหลวงบุรีรัมย์
นอกจากนั้นทางคณะรักษาความสงบแห่งชาติยังไม่มีมาตรการเยียวยาใดๆมารองรับกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นส่งผลให้ชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติไร้ซึ่งที่พักพิงและแหล่งทำกินกลายเป็นกลุ่มบุคคลเร่ร่อน จากวันนั้นจวบจนถึงทุกวันนี้เป็นระยะเวลากว่าหนึ่งปีผ่านมา

Advertisements