มูลนิธิผสานวัฒนธรรมขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ช่วยกลุ่มชาวบ้านผู้ยากไร้ที่ถูกผลักดัน ออกจากพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติดงใหญ่ตามนโยบายของคสช.

เผยแพร่วันที่ 25 กรกฎาคม 2558

ใบแจ้งข่าว

มูลนิธิผสานวัฒนธรรมขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ช่วยกลุ่มชาวบ้านผู้ยากไร้ที่ถูกผลักดัน

ออกจากพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติดงใหญ่ตามนโยบายของคสช.

เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2558 มูลนิธิผสานวัฒนธรรมส่งหนังสือขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์หาทางออกกรณีชาวบ้านผู้ยากไร้ที่ถูกผลักดันให้ออกจากพื้นที่ป่าซึ่งเป็นพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติดงใหญ่ อ.โนนดินแดง จ.บุรีรัมย์ เมื่อเดือนกรกฎาคม 2557 ตามคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 64/2557 และ 66/2557 ในปี 2557 ซึ่งเป็นนโยบายในการปราบปรามและหยุดยั้งการบุกรุกทำลายทรัพยากรป่าตามแผนแม่บทบริหารจัดการทรัพยากรป่าไม้อย่างยั่งยืนของคณะรักษาความสงแห่งชาติ (คสช.) แต่กลับส่งผลให้เกิดการทำลายพืชผลและการบังคับโยกย้าย ทำให้ชาวบ้านจำต้องเคลื่อนย้ายออกจากพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติดงใหญ่ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ชาวบ้านกลุ่มนี้มีที่อยู่อาศัยและเป็นแหล่งทำกินของพวกเขาจากนโยบายดังกล่าวทำให้ชาวบ้านได้รับความเดือดร้อน ชาวบ้านจำนวน 46 ครอบครัวที่ไร้ซึ่งที่อยู่อาศัยและที่ทำกินและปัจจุบันไม่ได้รับการเยียวยาใดๆจากหน่วยงานของรัฐ ขณะนี้ชาวบ้านจำนวน 12 ครอบครัวที่อาศัยแผงขายสินค้าเป็นเพิงพักอาศัยกลับถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจตามคำสั่งของเข้าแขวงทางหลวงบุรีรัมย์มากดดันให้เคลื่อนย้ายออกไปจากพื้นที่ภายใน 15 วันนับแต่วันที่มีการออกหนังสือวันที่ 21 กรกฎาคม 2558

โดยเมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2558 ทางมูลนิธิผสานวัฒนธรรมได้รับเรื่องร้องเรียนจากกลุ่มชาวบ้านผู้ถูกผลักดันออกจากพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติดงใหญ่ว่าได้รับหนังสือจากทางแขวงทางหลวงบุรีรัมย์ฉบับลงวันที่ 21 กรกฎาคม 2558 ขอให้ชาวบ้านรื้อย้ายเพิงพักขายสินค้าออกไปให้พ้นเขตทางหลวงในเขตทางหลวงหมายเลขที่ 348 ตอน ช่องตะโก-น้อยสะแก ซึ่งอยู่ในความดูแลของแขวงทางหลวงบุรีรัมย์โดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติทางหลวง พุทธศักราช 2535 ประกอบกับพระราชบัญญัติทางหลวง(ฉบับที่2) พุทธศักราช 2549 มาตรา 38 แห่งพระราชบัญญัตินี้ หากทางแขวงทางหลวงบุรีรัมย์พบว่าชาวบ้านกลุ่มดังกล่าวยังไม่มีการรื้อย้ายออกไปภายใน 15 วันนับแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้งมานั้นทางแขวงบุรีรัมย์จะดำเนินการตามกฎหมายต่อไป และจากคำบอกเล่าของชาวบ้านกลุ่มนี้กลับพบว่ามีเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้ามากดดันให้เคลื่อนย้ายออกไปจากพื้นที่ภายในวันที่ 27 กรกฎาคม 2558 ซึ่งไม่เป็นไปตามที่กำหนดไว้ในหนังสือที่ทางแขวงทางหลวงบุรีรัมย์มีหนังสือแจ้งมายังกลุ่มชาวบ้าน

ภายใต้การดำเนินงานของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้มีนโยบายการปราบปราม และหยุดยั้งการบุกรุกทำลายทรัพยากรป่าจึงได้มีการอนุมัติแผนแม่บทบริหารจัดการทรัพยากรป่าไม้อย่างยั่งยืนคณะรักษาความสงบแห่งชาติจึงได้อาศัยจังหวะดังกล่าวมีคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ 64/ 2557 และ 66/2557 ในการปราบปรามผู้บุกรุกพื้นที่ป่าแต่จากนโยบายดังกล่าวกลับทำให้เกิดการทำลายพืชผลและการบังคับโยกย้าย ทำให้ชาวบ้านจำต้องเคลื่อนย้ายออกจากพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติดงใหญ่ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ชาวบ้านกลุ่มนี้มีที่อยู่อาศัยและเป็นแหล่งทำกินของพวกเขาจากกรณีพิพาทกันมาหลายสิบปีในเรื่องสิทธิการถือครองและการจัดสรรให้ทำกินจากนโยบายในอดีต

นอกจากนั้นทางคณะรักษาความสงบแห่งชาติยังไม่มีมาตรการเยียวยาใดๆมารองรับกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นส่งผลให้ชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติไร้ซึ่งที่พักพิงและแหล่งทำกินกลายเป็นกลุ่มบุคคลเร่ร่อน จากวันนั้นจวบจนถึงทุกวันนี้หนึ่งปีผ่านมา ชาวบ้านกลุ่มนี้ได้มีการต่อสู้กับฝันร้ายที่เขาต้องพบเจอนับครั้งไม่ถ้วนมิหนำซ้ำทางภาครัฐเองยังไม่ได้มีมาตรการใดๆและหน่วยงานใดเข้ามาเยียวยาความเสียหายที่เกิดขึ้นกลับปล่อยให้ชาวบ้านกลุ่มนี้ต้องเผชิญกับปัญหาเพียงลำพังเป็นดั่งผู้เร่ร่อนไร้ซึ่งที่อยู่อาศัยที่พวกเขาควรจะต้องมี ไร้ซึ่งแหล่งทำมาหากิน ไร้ซึ่งศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์

ข้อมูลเพิ่มเติม ติดต่อ พรเพ็ญ คงขจรเกียรติ 02-6934939

ข้อมูลลำดับเหตุการณ์

เมื่อเดือนกรกฎาคม 2557 เจ้าหน้าที่รัฐได้มีการผลักดันชาวบ้านจำนวน 700-800 คนออกจากพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติดงใหญ่ตามคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ภายหลังจากชาวบ้านได้ถูกผลักดันออกจากพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติดงใหญ่ปรากฏว่ากลุ่มชาวบ้านได้มีการแยกกันเป็นสองกลุ่ม ส่วนหนึ่งไปอาศัยอยู่สวนยางพารา ทางเข้าหมู่บ้านคะนิงจำนวน 19 ครัวเรือน (บางส่วนอาศัยอยู่ที่พักสงฆ์นิมิตประทานพร หัวเขื่อน) และอีกส่วนหนึ่งได้ไปพักอยู่ที่ศาลาวัด ลำนางรอง จำนวนประมาณ19ครอบครัว ต่อมากลุ่มที่ไปพักอยู่ที่ศาลาวัดลำนางรองกลับถูกชาวบ้านในพื้นที่บริเวณรอบวัดต่อต้านและปรากฏข้อเท็จจริงจากคำบอกเล่าของกลุ่มชาวบ้านที่ได้รับความเสียหายว่ามีทหารภายในพื้นที่เข้ามากดดันกับทางวัดให้ดำเนินการให้ชาวบ้านที่มาอยู่อาศัยกับทางวัดออกไปจากพื้นที่วัด กลุ่มชาวบ้านดังกล่าวจึงจำต้องเคลื่อนย้ายไปพักอาศัยอยู่ที่ศูนย์ทอผ้ากลุ่มสตรีอนุรักษ์ทอผ้าพื้นเมืองบ้านลำนางรองและต่อมากลุ่มดังกล่าวนี้เมื่ออยู่นานไปทำให้ขาดรายได้จึงต้องขยับขยายตัวออกไปตั้งเพิงขายของบริเวณทางหลวงโนนดินแดง – ตาพระยา

เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2558 คณะกรรมการว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม ได้เผยแพร่ข้อเสนอต่อรัฐบาลไทยภายหลังที่ได้ร่วมรับฟังข้อมูลในเวทีการทบทวนสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในประเทศไทยโดยมีตัวแทนหน่วยงานราชการไทยจำนวนกว่า 20 คนที่เดินทางมาร่วมเวทีในวันที่ 4-5 มิถุนายน โดยระหว่างการพูดคุยหนึ่งในคณะกรรมการ 18 คน ได้สอบถามถึงการบังคับขับไล่ชาวบ้านกรณีบ้านโนนดินแดง จังหวัดบุรีรัมภ์ว่า

ขณะนี้คณะกรรมการฯ ได้จัดทำข้อเสนอแนะเชิงสรุปอย่างเป็นทางการและเผยแพร่ในวันที่ 22 มิถุนายน 2558 นี้ และได้จัดส่งถึงรัฐบาลไทยผ่านคณะทูตไทยประจำนครเจนีวา ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ รวมทั้งเผยแพร่ผ่านทางเวปไซด์ของสหประชาชาติ โดยระบุในเอกสารฉบับที่ United Nations E/C.12/THA/CO/1-2 ของคณะกรรมการเศรษฐกิจสังคมและวัฒนธรรมขององค์การสหประชาชาติ ว่า

“คณะกรรมการฯ กังวลเกี่ยวกับประเด็นที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติ หลังได้รับข้อมูลเกี่ยวกับการปฏิบัติตามนโยบายการอนุรักษ์ป่า โดยเฉพาะคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 64/2557 และ 66/2557 ในปี 2557 ซึ่งส่งผลให้เกิดการทำลายพืชผลและการบังคับโยกย้าย คณะกรรมการแนะนำให้รัฐภาคีปฏิบัติตามขั้นตอนทั้งปวงที่จำเป็นรวมทั้งการแก้ไขกฎหมายและกรอบนโยบาย ทั้งนี้เพื่อ ประกันให้มีการใช้วิธีไล่รื้อเป็นมาตรการสุดท้ายเท่านั้น และบุคคลที่ถูกบังคับโยกย้ายออกจากพื้นที่ต้องได้รับค่าชดเชยอย่างเพียงพอ และ/หรือได้รับการจัดสรรที่ดินใหม่ ทั้งนี้โดยคำนึงถึงความเห็นทั่วไปของคณะกรรมการ ฉบับที่ 4 (2534) เกี่ยวกับสิทธิการมีที่อยู่อาศัยอย่างเพียงพอ และฉบับที่ 7 (2540) ว่าด้วยการไล่รื้อ”

ต่อมาเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2558 ทางคณะอนุกรรมการสิทธิมนุษยชนด้านที่ดินและป่าไม้ที่ได้รับเรื่องร้องเรียนกรณีดังกล่าวด้วยได้ทำหนังสือร้องเรียนไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเพื่อให้มีการเข้ามาช่วยเหลือกับกลุ่มชาวบ้านที่ถูกผลักดันให้ออกจากพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติดงใหญ่ที่ยังไม่ได้การเยียวยา แต่เป็นว่าทางจังหวัดบุรีรัมย์ที่ได้จัดการประชุมหารือในเรื่องของกลุ่มผู้ถูกผลักดันจากป่าสงวนแห่งชาติดงใหญ่แล้วกลับมีมติของที่ประชุมให้ทางแขวงบุรีรัมย์ดำเนินการกับกลุ่มชาวบ้านผู้ถูกขับไล่จากพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติดงใหญ่ออกไปจากพื้นที่ซึ่งอยู่ในความดูแลของแขวงทางหลวงบุรีรัมย์

25580725-200846.jpg

25580725-201505.jpg

25580725-201515.jpg

25580725-201538.jpg

25580725-201548.jpg

Advertisements