Uncategorized

นายอำเภอสบเมยดำเนินการให้สัญชาติหลังถูกฟ้องต่อศาลปกครอง

25580316-103235.jpgศพช (1)

ใบแจ้งข่าว-คดีสัญชาติ_ crcf. cpcr project

ศูนย์พิทักษ์และฟื้นฟูสิทธิชุมชนท้องถิ่นและมูลนิธิผสานวัฒนธรรม

เผยแพร่ วันที่ 9 มิถุนายน 2558

ใบแจ้งข่าว

ประชาชนกลุ่มชนเผ่าชาติพันธุ์กะเหรี่ยง 13 คน ยื่นถอนฟ้องคดี

เมื่อนายอำเภอสบเมยดำเนินการให้สัญชาติหลังถูกฟ้องต่อศาลปกครอง

                                                                                                                  

วันนี้ ( 9 มิ.ย. 2558 ) ประชาชนกลุ่มชนเผ่าชาติพันธุ์กะเหรี่ยง  ต.แม่สวด  อ.สบเมย  จ.แม่ฮ่องสอน         ผู้ฟ้องคดี 13 คน ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องคดี เมื่อนายอำเภอสบเมยได้พิจารณาอนุมัติให้สัญชาติหลังจากได้รับคำฟ้องที่ผู้ฟ้องคดีทั้งสิบสามได้ฟ้องนายอำเภอสบเมย กรมการปกครอง และกระทรวงมหาดไทย ต่อศาลปกครองเชียงใหม่ เมื่อวันที่  23 มีนาคม 2558 กรณีทางราชการเพิกเฉยหรือดำเนินการล่าช้าในการพิจารณาคำร้องขอสัญชาติ เป็นเวลานานกว่า 7 ปี  การดำเนินคดีตามกระบวนการยุติธรรม แม้จะดำเนินการถอนฟ้อง แต่การยื่นฟ้องดังกล่าวของ   ผู้ฟ้องคดีก็ย่อมถือได้ว่าเป็นแบบอย่างสำหรับผู้ที่ยังมีปัญหาในเรื่องดังกล่าวได้  ขณะนี้ทางอำเภอสบเมยกำลังพิจารณาให้สัญชาติแก่ประชาชนกลุ่มชนเผ่าชาติพันธุ์กะเหรี่ยงที่เข้าหลักเกณฑ์อีกจำนวนหลายสิบรายที่ยังไม่ได้ยื่นฟ้องคดีด้วย

ศาลปกครองเชียงใหม่กำหนดให้วันที่ 9 มิถุนายน 2558 เวลา 10.00 น. เป็นวันไต่สวนคำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล ที่ผู้ฟ้องคดีทั้ง 13 คน ( 6 ครอบครัว) ได้ยื่นต่อศาลพร้อมกับคำฟ้องเมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2558 รวมเป็น 6 คดี ได้แก่ คดีหมายเลขดำที่ 75/2558 , 76/2558 , 77/2558 , 78/2558 , 79/2558 , 80/2558 โดยผู้ฟ้องคดียื่นฟ้อง นายอำเภอสบเมย ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1, กรมการปกครอง ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2, กระทรวงมหาดไทย            ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3  ฐานกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี จากการปฏิบัติหน้าที่ล่าช้าเกินสมควรและเป็นการสร้างภาระขั้นตอนให้เกิดกับประชาชนเกินจำเป็น

ข้อเท็จจริงตามกรณี คือ เมื่อปี พ.ศ. 2550 ทางอำเภอสบเมยได้จัดบริการอำเภอเคลื่อนที่เข้าไปสำรวจรับคำร้องขอแจ้งเกิดเกินกำหนดและการขอเพิ่มชื่อเข้าสู่ทะเบียนราษฎร (ขอสัญชาติไทย) ที่ หมู่บ้านแม่หาด  หมู่ที่ 7       ต.แม่สวด  อ.สบเมย  จ.แม่ฮ่องสอน  ผู้ฟ้องคดีจึงได้ไปยื่นคำขอเพิ่มชื่อเข้าในทะเบียนบ้าน ตามระเบียบสำนักทะเบียนกลางว่าด้วยการทะเบียนราษฎร พ.ศ.2535 ซึ่งผู้ฟ้องคดีเป็นบุตรของผู้มีสัญชาติไทยโดยการเกิด ตามพระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ.2508 มาตรา 7 (1) และในครั้งนั้น ทางปลัดอำเภอสบเมยได้ทำการสอบปากคำผู้ฟ้องคดีและสอบปากคำพยานบุคคล ต่างก็รับรองและยืนยันว่าผู้ฟ้องคดีเป็นบุตรของผู้ที่มีสัญชาติไทย อีกทั้งเมื่อปีพ.ศ. 2553 ปลัดอำเภอ (จพง.ปค.ชำนาญการ) ซึ่งรักษาการแทน ได้ทำหนังสือส่งตัวผู้ฟ้องคดีไปตรวจสารพันธุกรรมหรือดีเอ็นเอ(DNA)เพื่อพิสูจน์ความสัมพันธ์ทางเครือญาติ ณ โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ และผลการตรวจพิสูจน์นั้นแสดงความสัมพันธ์ทางเครือญาติอย่างชัดเจน   หลังจากนั้นก็ไม่มีความหน้าใด ๆ  ทั้งนี้ผู้ฟ้องคดีได้ติดต่อสอบถามความคืบหน้าในการพิจารณาคำร้องของทางอำเภอผ่านผู้ใหญ่บ้าน ซึ่งผู้ใหญ่บ้านได้ติดต่อสอบถามด้วยวาจากับฝ่ายทะเบียนอำเภอสบเมยหลายครั้ง แต่ไม่ได้รับคำตอบที่ชัดเจนว่าคำร้องดังกล่าวอยู่ในระหว่างขั้นตอนการพิจารณาใด

ต่อมาเมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2557 ผู้ฟ้องคดีโดยผู้รับมอบอำนาจ ได้ทำหนังสือถึงผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 เพื่อติดตามความคืบหน้าของการพิจารณาคำร้องของผู้ฟ้องคดีและขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ชี้แจงตอบกลับมาภายใน 15 วัน แต่ทางผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ได้รับหนังสือแล้ว เพิกเฉยไม่ชี้แจงตอบกลับมายังผู้ฟ้องคดีหรือผู้รับมอบอำนาจแต่อย่างใด

จากนั้น วันที่  23 มีนาคม 2558 ผู้ฟ้องคดีโดยผู้รับมอบอำนาจจากผู้ฟ้องคดีทั้ง 13 คน จึงได้ยื่นฟ้องนายอำเภอสบเมย  กรมการปกครอง และกระทรวงมหาดไทย  ต่อศาลปกครองเชียงใหม่เป็น 6 คดีดังกล่าวข้างต้น  ฐานเป็นเจ้าหน้าที่รัฐกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี จากการปฏิบัติหน้าที่ล่าช้าเกินสมควรและเป็นการสร้างภาระขั้นตอนให้เกิดกับประชาชนเกินจำเป็น  และผู้ฟ้องคดีแต่ละคนได้เรียกค่าเสียหาย จากการไปตรวจพิสูจน์ความสัมพันธ์ทางเครือญาติ(DNA) จำนวน 2,060 บาท  ค่าเดินทาง 2,000 บาท และค่าเสียหายที่ต้องดำรงชีวิตอย่างยากลำบากขาดโอกาสในการเข้าถึงการบริการและสิทธิขั้นพื้นฐานของรัฐและขาดเสรีภาพในการดำรงชีวิต ปีละ 10,000 บาท

หลังจากถูกฟ้องคดี นายอำเภอสบเมย ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ได้ดำเนินการพิจารณาคำร้องขอสัญชาติของผู้ฟ้องคดี ที่ค้างคามานานเกือบทศวรรษ และได้อนุมัติเพิ่มชื่อผู้ฟ้องคดีเข้าสู่ฐานทะเบียนราษฎร (ท.ร.14) หรือให้สัญชาติไทยแก่ผู้ฟ้องคดีเรียบร้อยแล้ว ฉะนั้นแม้คดีจะยังไม่ได้รับการพิจารณาจากศาลปกครองเชียงใหม่ แต่เมื่อผู้ฟ้องคดีได้รับการอนุมัติเพิ่มชื่อเข้าในทะเบียนราษฎร (ท.ร.14) ได้สัญชาติไทยแล้วนั้น  ผู้ฟ้องคดีจึงไม่ติดใจที่จะดำเนินคดีต่อผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามอีกต่อไป จึงยื่นคำร้องขอถอนคำฟ้องออกจากสารบบความของศาล ในวันที่ 9 มิถุนายน 2558

—————————————————————————————————

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่

นายสุทธิเกียรติ ธรรมดุล ทนายความ ศูนย์พิทักษ์และฟื้นฟูสิทธิชุมชนท้องถิ่น 053-230072, 083-6284239

หรือ นายปรีดา นาคผิว  ทนายความ มูลนิธิผสานวัฒนธรรม 089-6222474

Advertisements