http://www.lrwc.org/thailand-trials-of-civilians-in-military-courts-violate-international-fair-trial-rights-statement/

ลอร์เยอร์ไรท์วอร์ช แคนาดาLawyer’s rights Watch
ประเทศไทย: การไต่สวนคดีต่อพลเรือนในศาลทหาร ละเมิดสิทธิสากลว่าด้วยการพิจารณาคดีที่เป็นธรรม:
การคุกคามด้านความยุติธรรมต่อทนายความและผู้พิทักษ์สิทธิมนุษยชน |
แถลงการณ์
25 พฤษภาคม 2558

​Lawyers’ Rights Watch Canada (LRWC) เป็นคณะกรรมการนักกฎหมายที่สนับสนุนสิทธิมนุษยชนและหลักนิติธรรม ผ่านการทำงานรณรงค์ ให้ความรู้และวิจัย LRWC เป็นเอ็นจีโอซึ่งมีสถานะที่ปรึกษาพิเศษ (Special Consultative Status) ของคณะมนตรีเศรษฐกิจและสังคมแห่งสหประชาชาติ (ECOSOC) ขององค์การสหประชาชาติ
​นับแต่เดือนพฤษภาคม 2557 [1] ได้เกิดรัฐประหารในประเทศไทย เป็นเหตุให้มีพลเรือนอย่างน้อย 700 คนที่เข้ารับการไต่สวนในศาลทหารในกว่า 30 พื้นที่ของไทย ระบบศาลทหารของไทยไม่สามารถประกันสิทธิที่จะได้รับการพิจารณาคดีที่เป็นธรรมซึ่งได้รับการรับรองตามข้อ 14 ของกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (International Covenant on Civil and Political Rights-ICCPR) [2] ซึ่งประเทศไทยให้สัตยาบันรับรองเมื่อปี 2539 พลเรือนเหล่านี้ถูกฟ้องร้องต่อศาลทหารในหลายข้อกล่าวหาซึ่งเป็นการปฏิเสธไม่ให้ใช้สิทธิที่จะมีเสรีภาพในการแสดงออก การสมาคมและการชุมนุม ที่ผ่านมายังมีการควบคุมตัวโดยพลการต่อพลเรือนจำนวนมากรวมทั้งผู้พิทักษ์สิทธิมนุษยชน รัฐบาลทหารของไทยในนามคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (คสช.) ไม่ดำเนินการสอบสวนตามข้อกล่าวหาว่าบุคคลถูกทรมานระหว่างการควบคุมตัวของทหาร ทั้งที่เป็นข้อกำหนดตามอนุสัญญาต่อต้านการทรมานและการปฏิบัติหรือการลงโทษอื่นๆ ที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือที่ย่ำยีศักดิ์ศรี (Convention Against Torture and other Cruel, Inhuman or Degrading Treatment or Punishment-CAT) [3] ซึ่งประเทศไทยให้สัตยาบันรับรองเมื่อปี 2550 LRWC เรียกร้องให้มีปฏิบัติการทันทีเพื่อชะลอการฟ้องคดีทั้งหมดต่อพลเรือนในศาลทหาร ให้ฟื้นฟูความเป็นอิสระด้านตุลาการและอัยการ ยุติการคุกคามกระบวนการยุติธรรมที่มีต่อผู้พิทักษ์สิทธิมนุษยชน และให้ถอนฟ้องคดีต่อนายอานนท์ นำภา นายสิรวิชญ์ เสรีภิวัฒน์ นายพันธ์ศักดิ์ ศรีเทพ นายวรรณเกียรติ ชูสุวรรณ นส.จิตรา คชเดช และนายวรเจตน์ ภาคีรัตน์

1. การไต่สวนพลเรือนในศาลทหารส่งผลให้มีการควบคุมตัวโดยพลการ
​ผลจากการแสดงข้อกังวลอย่างชัดเจนเกี่ยวกับการไต่สวนคดีต่อพลเรือนในศาลทหาร [4] เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2558 ตัวแทนประเทศไทยประจำองค์การสหประชาชาติแถลงต่อคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (HRC) ว่า ประเทศไทย “ยึดมั่นต่อการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนของบุคคลทุกคน” และ “เฉพาะคดีซึ่งเป็นข้อกล่าวหาร้ายแรงเท่านั้นที่มีการไต่สวนในศาลทหาร ความผิดเหล่านี้เกี่ยวข้องกับการมีไว้ในครอบครองซึ่งอาวุธสงครามและอาวุธปืน และความผิดฐานฆ่าคนตาย” [5] ซึ่งเป็นข้อความที่เป็นความจริง
​อันที่จริงแล้ว มีพลเรือนอย่างน้อย 700 คน [6] ที่ถูกฟ้องคดีต่อศาลทหารใน 30 พื้นที่ นับแต่เดือนพฤษภาคม 2557 พลเรือนหลายคนที่ต้องขึ้นศาลทหารถูกตั้งข้อหาในความผิดเกี่ยวกับการใช้สิทธิที่จะมีเสรีภาพในการแสดงออก การสมาคมและการชุมนุม อย่างเช่น
• การละเมิดมาตรา 112 ของประมวลกฎหมายอาญา (หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ);[7]
• การเข้าร่วมการประท้วงทางการเมืองในเชิงสัญลักษณ์ การโพสต์ข้อความทางสื่อสังคมออนไลน์ หรือการโปรยใบปลิวต่อต้านคสช.
• การปฏิเสธไม่ปฏิบัติตามคำสั่งให้ไปรายงานตัวต่อคสช.เพื่อเข้ารับการสอบสวน (ไม่ใช่กรณีที่มีการแจ้งข้อกล่าวหา)
​มีทนายความอย่างน้อยหนึ่งคนและผู้พิทักษ์สิทธิมนุษยชนและนักเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยจำนวนหนึ่งที่ถูกฟ้องคดีต่อศาลทหาร ซึ่งไม่สามารถอุทธรณ์คดีได้ หลังการประกาศใช้กฎอัยการศึกเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557 ศาลทหารมีอำนาจไต่สวนคดีต่อพลเรือนซึ่งเป็นไปตามพระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พ ศ 2457 [8] และ คำสั่งคสช. ฉบับที่ 37/2557 [9] ในวันที่ 1 เมษายน 2558 คสช.ยกเลิกการประกาศใช้กฎอัยการศึก แต่แทนที่ด้วยกฎหมายที่ให้อำนาจคล้ายคลึงกันและมากกว่า [10] โดยยังคงให้ศาลทหารมีเขตอำนาจเหนือพลเรือนในคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ คดีความมั่นคง ความผิดด้านอาวุธ และการฝ่าฝืนคำสั่งคสช. [11] นักเคลื่อนไหวในแนวทางสันติและพลเรือนหลายคนได้ถูกศาลทหารลงโทษ รวมทั้งการสั่งจำคุกเป็นเวลาหลายปี [12] โดยมีสองคดีซึ่งเกี่ยวข้องกับผู้พิทักษ์สิทธิมนุษยชนในแนวทางสันติ ซึ่งยังอยู่ระหว่างการไต่สวนของศาลทหารตามข้อมูลด้านล่าง
​ก. ทนายความอานนท์ นำภา และนายสิรวิชญ์ เสรีภิวัฒน์ นายพันธ์ศักดิ์ ศรีเทพ และนายวรรณเกียรติ ชูสุวรรณ ซึ่งเป็นนักเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตย
​ในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2558 นายอานนท์ นำภา ทนายความสิทธิมนุษยชนและนักเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยอีกสามคน รวมทั้งนายสิรวิชญ์ เสรีภิวัฒน์ นักศึกษาจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นายพันธ์ศักดิ์ ศรีเทพ นักเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยและพ่อของเด็กหนุ่มที่ถูกทหารยิงจนเสียชีวิตระหว่างความรุนแรงทางการเมืองเมื่อปี 2553 และนายวรรณเกียรติ ชูสุวรรณ นักเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยและคนขับแท็กซี่ ทั้งหมดถูกจับกุมในข้อหาฝ่าฝืนคำสั่งคสช.ที่ห้ามชุมนุมทางการเมืองของบุคคลห้าคนหรือกว่านั้น [13] นายอานนท์ นำภาเป็นทนายความอาสาซึ่งทำงานร่วมกับศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ที่ก่อตั้งเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557 เพื่อให้ความช่วยเหลือกับนักเคลื่อนไหวและผู้ต้องคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพในศาลทหารช่วงหลังรัฐประหารเดือนพฤษภาคม 2557 มีรายงานข่าวว่าบุคคลทั้งสี่เข้าร่วมการประท้วงอย่างสงบในวันวาเลนไทน์ปี 2558 ที่กรุงเทพฯ ในหัวข้อ “เลือกตั้งที่ลัก” โดยเป็นการล้อเลียนการเลือกตั้งและเรียกร้องให้ยกเลิกกฎอัยการศึก ทั้งสี่คนถูกควบคุมตัวและสอบปากคำเป็นเวลาเก้าชั่วโมงก่อนจะได้รับการประกันตัวออกมา
​ในวันที่ 5 มีนาคม 2558 นายอานนท์รายงานตัวต่อเจ้าหน้าที่ที่สถานีตำรวจปทุมวันที่กรุงเทพฯ เนื่องจากมีการแจ้งข้อหาตามมาตรา 14 (2) ของพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ [15] ในคำร้องมีการกล่าวหาว่าระหว่างที่เขาถูกตำรวจควบคุมตัวเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2558 เขาได้คุกคามความมั่นคงของชาติด้วยการโพสต์ข้อความทาง Facebook ห้าชิ้น วิพากษ์วิจารณ์บทบาทของทหารในการบริหารงานยุติธรรมในช่วงที่ประกาศกฎอัยการศึก [16] ในวันที่ 16 มีนาคม 2558 นายอานนท์และนักเคลื่อนไหวคนอื่น ๆ ได้ถูกตั้งข้อหาฝ่าฝืนคำสั่งคสช.ฉบับที่ 7/2557 และถูกนำตัวไปศาลทหารกรุงเทพ โดยอัยการศาลทหารยังไม่ตัดสินใจว่าจะมีการสั่งฟ้องหรือไม่ มีกำหนดการไต่สวนเบื้องต้นเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2558 ต่อมาเลื่อนไปเป็นวันที่ 4 มิถุนายน 2558 หากถูกตัดสินว่ามีความผิด พวกเขาอาจต้องถูกจำคุกเป็นเวลาหนึ่งปีและถูกปรับไม่เกิน 20,000 บาท เนื่องจากเป็นการแจ้งข้อหาระหว่างประกาศกฎอัยการศึก พวกเขาจะไม่มีสิทธิอุทธรณ์คำตัดสินของศาลทหาร ส่วนนายอานนท์ซึ่งถ้าศาลพบว่ามีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ เขาอาจถูกจำคุกไม่เกิน 25 ปี และถูกปรับไม่เกิน 500,000 บาท

​ข. นส.จิตรา คชเดช ผู้นำสิทธิแรงงานและนักเคลื่อนไหวทางการเมือง
​ในวันที่ 1 มิถุนายน 2557 คสช.มีคำสั่งเรียกตัวนส.จิตรา คชเดช ผู้นำสิทธิแรงงานและนักเคลื่อนไหวทางการเมือง ให้มารายงานตัวกับกองทัพ ในช่วงเวลาดังกล่าวคสช.มีคำสั่งเรียกตัวบรรดาสมาชิกรัฐสภา นักการเมืองฝ่ายค้าน ผู้สื่อข่าว นักเคลื่อนไหว และบุคคลอื่น ๆ หลายร้อยคนเพื่อมาสอบปากคำและควบคุมตัวโดยไม่มีการตั้งข้อหาในสถานที่ปิดลับและไม่สามารถเข้าถึงทนายความ ครอบครัว หรือศาลเป็นช่วงเวลาตั้งแต่ไม่กี่ชั่วโมงจนถึงเจ็ดวัน (หรือกว่านั้นในบางกรณี) นส.จิตราอยู่ระหว่างเดินทางนอกประเทศไทยในช่วงที่ได้รับคำสั่งเรียกตัว และในวันที่ 3 มิถุนายน 2557 เธอได้ไปรายงานตัวต่อสถานทูตไทยในประเทศสวีเดน ในวันที่ 9 มิถุนายน 2557 ศาลทหารได้ออกหมายจับ และเธอได้ถูกควบคุมตัวที่สนามบินช่วงที่กลับมาประเทศไทยในวันที่ 13 มิถุนายน 2557 ศาลทหารให้ประกันตัวเธอออกไป [17] ในวันที่ 12 พฤษภาคม 2558 เธอได้มารายงานตัวต่อศาลทหารในการไต่สวนครั้งแรกตามข้อหาฝ่าฝืนคำสั่งคสช. ศาลทหารกำหนดการไต่สวนครั้งต่อไปในวันที่ 17 กรกฎาคม 2558

​ก. ดร.วรเจตน์ ภาคีรัตน์ รองศาสตราจารย์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
​ดร.วรเจตน์ ภาคีรัตน์เป็นสมาชิกของคณะนิติราษฎร์ซึ่งเป็นกลุ่มนักวิชาการด้านกฎหมายในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งวิพากษ์วิจารณ์ความชอบด้วยกฎหมายของรัฐประหารเมื่อปี 2549 และรณรงค์ให้มีการแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เพื่อให้สอดคล้องกับกฎหมายสิทธิมนุษยชน [19] ในวันที่ 23 พฤษภาคม 2557 มีการประกาศชื่อดร.วรเจตน์ทางวิทยุและโทรทัศน์ตามคำสั่งคสช.ฉบับที่ 5/2557 เพื่อให้มารายงานตัวต่อคสช.ในวันที่ 24 พฤษภาคม 2557 [20] ต่อมามีการประกาศชื่อดร.วรเจตน์ซ้ำอีกครั้งทางวิทยุและโทรทัศน์ โดยให้มารายงานตัวต่อคสช.ในวันที่ 10 มิถุนายน 2557 ตามคำสั่งคสช.ฉบับที่ 57/2557 ในวันที่ 11 มิถุนายน 2557 ภรรยาของดร.วรเจตน์ไปรายงานตัวแทน โดยแจ้งว่าเขาป่วยและไม่สามารถมารายงานตัวได้ด้วยตนเอง ในวันที่ 16 มิถุนายน 2557 ดร.วรเจตน์เดินทางไปรายงานตัวกับคสช. และถูกทหารควบคุมตัวเอาไว้ วันที่ 18 มิถุนายน 2557 เขาถูกนำตัวไปกองบังคับการปราบปรามเพื่อสอบสวนต่อ และในบ่ายวันที่ 18 มิถุนายน เขาได้ถูกนำตัวไปศาลทหารกรุงเทพ และมีการฟ้องคดีอย่างเป็นทางการข้อหาฝ่าฝืนคำสั่งคสช. พร้อมกับได้รับการประกันตัวออกมาในวันเดียวกัน ในวันที่่ 26 พฤษภาคม 2558 ศาลทหารมีกำหนดไต่สวนพยานในคดีนี้

2. ศาลทหารไม่ได้คุ้มครองสิทธิบุคคลแบบเดียวกับศาลพลเรือนของไทย
​ในวันที่ 13 มีนาคม 2558 คณะผู้แทนไทยประจำคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ แถลงต่อคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติว่า “จำเลยที่ขึ้นศาลทหารได้รับสิทธิดุจเดียวกับผู้ที่ขึ้นศาลปรกติ ประกอบด้วยสิทธิที่จะเข้าถึงทนายความและสิทธิที่จะได้รับการสันนิษฐานว่าเป็นผู้บริสุทธิ์” [21] ซึ่งเป็นข้อความที่ปราศจากมูลความจริง การไต่สวนคดีในศาลทหารของไทยเป็นการละเมิดสิทธิที่ได้รับการคุ้มครองระดับสากล รวมทั้งสิทธิที่จะได้รับการพิจารณาคดีที่เป็นธรรมและเปิดเผย โดยคณะตุลาการซึ่งจัดตั้งขึ้นตามกฎหมาย มีอำนาจ มีความเป็นอิสระและไม่ลำเอียง การมีทนายความและการมีสิทธิอุทธรณ์คดี

​ก. การขาดอำนาจ ความเป็นอิสระ และความไม่ลำเอียงของศาลทหาร
​กติกา ICCPR ข้อ 14 (1) กำหนดว่าบุคคลทุกคนย่อมมีสิทธิได้รับการพิจารณาอย่างเปิดเผยและเป็นธรรม โดยคณะตุลาการซึ่งจัดตั้งขึ้นตามกฎหมาย มีอำนาจ มีความเป็นอิสระ และไม่ลำเอียง ศาลพลเรือนของไทยมีโครงสร้างที่เป็นอิสระจากฝ่ายบริหารอย่างเป็นทางการ แต่ไม่ใช่กรณีระบบศาลทหารของไทย เนื่องจากศาลทหารเป็นหน่วยงานหนึ่งภายใต้กระทรวงกลาโหม และการแต่งตั้งและการดำเนินงานของผู้พิพากษาในศาลทหารเป็นไปตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชา [22] นอกจากนั้น ในขณะที่ผู้พิพากษาศาลพลเรือนต้องผ่านการศึกษาด้านกฎหมาย แต่ในศาลทหารประกอบด้วยผู้พิพากษาสามท่าน และมีเพียงหนึ่งในสามที่จำเป็นต้องมีความรู้ด้านกฎหมาย ส่วนอีกสองท่านเป็นเพียงเจ้าหน้าที่ทหารซึ่งไม่จำเป็นต้องมีความรู้ด้านกฎหมาย [23] มีรายงานข่าวว่า ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน “ได้ยื่นคำร้องต่อศาลทหารกรุงเทพเพื่อขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเกี่ยวกับความไม่ลำเอียงของผู้พิพากษา แต่ผู้พิพากษาที่เป็นทหารกลับสั่งให้ทนายความเปลี่ยนคำร้อง โดยอ้างว่าเป็น “การฝ่าฝืนต่อคำสั่งของคสช.’” [24] ซึ่งสะท้อนให้เห็นการขาดความเป็นอิสระของศาลทหารจากคสช.

​ข. สิทธิที่จะมีทนายความ พลเรือนไม่มีสิทธิแบบเดียวกับทหารเมื่อต้องขึ้นศาลทหาร
​ระบบศาลทหารกำหนดให้มีนายทหารพระธรรมนูญเพื่อทำหน้าที่ให้กับทหารที่เข้ารับการไต่สวนในศาลทหาร ในเดือนมกราคม 2558 ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนมีข้อสังเกตว่า
พลเรือนอาจต้องเข้าสู่กระบวนการในศาลทหารโดยไม่สามารถเข้าถึงทนายความที่ศาลแต่งตั้งซึ่งจะให้คำปรึกษาด้านกฎหมายขั้นพื้นฐานได้ รวมทั้งอาจช่วยในการประกันตัว การต่อสู้คดี หรือการเขียนอธิบายคำรับสารภาพ สะท้อนให้เห็นว่าไม่มีการประกันสิทธิขั้นพื้นฐานที่จะสามารถเข้าถึงทนายความสำหรับจำเลยในระบบศาลทหาร [25]
​ในวันที่ 15 พฤษภาคม 2558 มีการผ่านร่างแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ. 2498 ซึ่งส่งผลให้มีการจัดทนายอาสาให้กับพลเรือน ก่อนวันที่ 15 พฤษภาคม พลเรือนจำเป็นต้องหาทนายความจากทนายความที่มีอยู่จำกัดในไทยที่สามารถทำงานในคดีแบบนี้ได้

​ข. ไม่อนุญาตให้มีการอุทธรณ์ในศาลพลเรือน เป็นเหตุให้พลเรือนที่ขึ้นศาลทหารในช่วงระหว่างวันที่ 20 พฤษภาคม 2557 และ 1 เมษายน 2558 ไม่มีสิทธิอุทธรณ์คดี
​กติกา ICCPR ข้อ 14(5)(3) ประกันว่า “บุคคลทุกคนที่ต้องคำพิพากษาลงโทษในความผิดอาญา ย่อมมีสิทธิจะให้คณะตุลาการระดับเหนือขึ้นไปพิจารณาทบทวนการลงโทษและคำพิพากษาโดยเป็นไปตามกฎหมาย” สำหรับความผิดที่ฟ้องต่อศาลทหารซึ่งเป็นการกระทำที่เกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงประกาศกฎอัยการศึกในวันที่ 20 พฤษภาคม 2557 และ 1 เมษายน 2558 จำเลยจะไม่มีสิทธิอุทธรณ์คดี [26] การยกเลิกกฎอัยการศึกเมื่อวันที่ 1 เมษายน ส่งผลให้นำขั้นตอนการอุทธรณ์คดีตามพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ. 2498 มาใช้กับความผิดที่ฟ้องต่อศาลทหารภายหลังวันที่ดังกล่าว [27] แม้ว่าพลเรือนที่ถูกฟ้องคดีต่อศาลทหารภายหลังวันที่ 1 เมษายน 2558 จะมีสิทธิอุทธรณ์คดี แต่ก็ไม่เป็นการวินิจฉัยของศาลพลเรือนที่เป็นอิสระและไม่ลำเอียง ซึ่งถือเป็นการละเมิดสิทธิสากลที่จะได้รับการพิจารณาคดีที่เป็นธรรม

​ค. การพิจารณาคดีลับ
​กติกา ICCPR ข้อ 14 ประกันสิทธิของบุคคลทุกคนที่จะได้รับการพิจารณาคดีอย่างเปิดเผย การไต่สวนคดีในศาลพลเรือนของไทยโดยทั่วไปจะเปิดต่อสาธารณะ แต่ศาลทหารมักไต่สวนแบบเป็นความลับ ศาลทหารและคสช.ไม่เปิดเผยข้อมูลแม้แต่จำนวนคดีที่มีการฟ้องต่อศาลทหาร [28]
​ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนรายงานว่า การไต่สวนคดีต่อพลเรือนในศาลทหารมักเปิดเผยต่อสาธารณะ แต่การพิจารณาคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ซึ่งเป็นการละเมิดมาตรา 112 ของประมวลกฎหมายอาญาในระบบศาลทหาร มักทำอย่างปิดลับ
บุคคลที่ไม่เกี่ยวข้องกับคดี รวมทั้งตัวแทนคณะผู้แทนการทูตต่างประเทศในไทยและหน่วยงานระหว่างประเทศ จะถูกขอให้ออกจากห้อง เมื่อทนายความขอคัดสำเนาคำสั่งศาลที่สั่งให้พิจารณาคดีแบบปิดลับ ผู้พิพากษาศาลทหารได้ปฏิเสธคำขอดังกล่าว โดยให้เหตุผลว่ามีการแถลงคำสั่งในทางวาจาไปแล้ว และเป็นที่เข้าใจแล้ว [29]

​ง. การละเมิดหลักการสันนิษฐานว่าเป็นผู้บริสุทธิ์
​กฎหมายระหว่างประเทศกำหนดเป็นเงื่อนไขให้จำเลยต้องได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว เว้นแต่กรณีที่เป็นข้อยกเว้น [30] แต่ศาลทหารละเมิดสิทธิที่จะได้รับการสันนิษฐานว่าเป็นผู้บริสุทธิ์โดยมักปฏิเสธไม่ให้ประกันตัวในคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนรายงานว่า ศาลทหารมักอ้างว่าต้องปฏิเสธคำขอประกันตัวเนื่องจาก “คดีเกี่ยวกับมาตรา 112 มีอัตราโทษสูง เสี่ยงที่จำเลยจะหลบหนี” อัตราโทษสูงไม่ได้เป็นเหตุผลโดยชอบสำหรับการปฏิเสธคำขอประกันตัวก่อนการพิจารณาคดี และไม่ได้เป็นเหตุผลให้สันนิษฐานว่าจำเลยจะหลบหนี ศาลจำเป็นต้องให้ประกันตัวหากอัยการไม่สามารถเสนอหลักฐานที่พิสูจน์ได้ว่ามีความเสี่ยงที่จำเลยจะหลบหนี หรือยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน หรืออาจมีการกระทำผิดซ้ำ และการควบคุมตัวเป็นแนวทางเดียวที่มีอยู่เพื่อป้องกันความเสี่ยงที่มีหลักฐานสนับสนุนดังกล่าว [31] คณะทำงานว่าด้วยการควบคุมตัวโดยพลการ (WGAD) ได้พบว่า “กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพของไทย หรือมาตรา 112 ของประมวลกฎหมายอาญา ปิดกั้นไม่ให้มีการอภิปรายที่สำคัญในประเด็นซึ่งเป็นผลประโยชน์สาธารณะ ทำให้เกิดความเสี่ยงต่อสิทธิที่จะมีเสรีภาพในการแสดงความเห็นและการแสดงออก” [32] การควบคุมตัวตามข้อกล่าวหาเช่นนั้นทั้งในช่วงก่อนหรือหลังคำตัดสิน จึงถือเป็นการกระทำโดยพลการและละเมิดกติกา ICCPR

​จ. ศาลทหารมีการปฏิบัติและกำหนดบทลงโทษที่รุนแรงกว่าปรกติ
​เปรียบเทียบกันระหว่างคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพที่ไต่สวนโดยศาลพลเรือนและศาลทหาร ทำให้พบว่าศาลทหารมีแนวโน้มพิจารณาคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพแบบปิดลับมากกว่า และมักกำหนดบทลงโทษรุนแรงกว่าศาลพลเรือน [33]

​ฉ. การแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ.2498 เปิดโอกาสให้มีการควบคุมตัวโดยพลการ
​ในวันที่ 15 พฤษภาคม 2558 การแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ.2498 มีผลบังคับใช้ โดยเพิ่มอำนาจผู้บัญชาการทหารในการควบคุมตัวบุคคลไม่เกิน 84 วันโดยไม่มีข้อหาหรือไม่ผ่านการพิจารณาของศาล ถือเป็นการลัดขั้นตอนการกำกับดูแลด้านตุลาการที่กำหนดไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาของไทย [34] การแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายเช่นนี้ ให้อำนาจผู้บัญชาการทหารในการออกคำสั่งควบคุมตัวทั้งเจ้าหน้าที่ทหารและพลเรือนได้ไม่เกิน 84 วัน โดยไม่ต้องขออำนาจศาลสำหรับความผิดที่ทางคสช.กำหนดให้อยู่ใต้เขตอำนาจของศาลทหาร (รวมทั้งคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ คดีความมั่นคง ความผิดด้านอาวุธ และการฝ่าฝืนคำสั่งคสช.) สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ให้ความเห็นว่าความกังวลเช่นนี้เป็นความจริง และการแก้ไขเพิ่มเติมดังกล่าวมีผลบังคับใช้ต่อเจ้าหน้าที่ทหารเท่านั้น [35] อย่างไรก็ดี ถ้อยคำที่แก้ไขเพิ่มเติมดังกล่าวไม่ได้ระบุข้อจำกัดเช่นนั้น เนื่องจากใช้คำว่า “บุคคล” การแก้ไขเพิ่มเติมเช่นนี้จึงเสี่ยงต่อการละเมิดข้อ 9 ของกติกา ICCPR

3. การควบคุมตัวโดยไม่ให้ติดต่อกับโลกภายนอกและการทรมานก่อนการฟ้องคดีต่อศาลทหาร
​อำนาจกำกับดูแลของศาลพลเรือนที่เป็นอิสระต่อการควบคุมตัวพลเรือน เป็นองค์ประกอบสำคัญเพื่อป้องกันการทรมานและการปฏิบัติที่โหดร้ายที่จะเกิดขึ้นกับผู้ที่ถูกสอบปากคำหรือถูกควบคุมตัว ช่วงที่มีการประกาศใช้กฎอัยการศึกระหว่างวันที่ 20 พฤษภาคม 2557 – 1 เมษายน 2558 คสช.มีคำสั่งเรียกตัว ควบคุมตัวโดยไม่ให้ติดต่อกับโลกภายนอก และสอบสวนพลเรือนหลายร้อยคนในเรือนจำของทหารที่ปิดลับและไม่เป็นทางการ ไม่มีการตั้งข้อหาและไม่สามารถเข้าถึงทนายความ หรือไม่สามารถขออำนาจศาลให้ไต่สวนได้เป็นระยะเวลาตั้งแต่ไม่กี่ชั่วโมงจนถึงเจ็ดวัน ในบางกรณี มีการควบคุมตัวบุคคลเกินเจ็ดวันตามข้อกำหนดในพระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พ ศ 2457 [36] คสช.ได้ควบคุมตัวสมาชิกรัฐสภา นักเคลื่อนไหวทางการเมือง นักวิชาการ ผู้สื่อข่าว ผู้พิทักษ์สิทธิมนุษยชน และทนายความโดยไม่ให้ติดต่อกับโลกภายนอก การควบคุมตัวและ/หรือการจับกุมโดยพลการตามคำสั่งของทหารเช่นนี้ เป็นการละเมิดข้อ 9 ของกติกา ICCPR [37]
​คาดว่ามีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นอย่างมากที่จะเกิดกรณีการบังคับบุคคลให้สูญหาย การทรมานและการปฏิบัติที่โหดร้ายเมื่อมีการควบคุมตัวโดยไม่ให้ติดต่อกับโลกภายนอก [38] การควบคุมตัวโดยไม่ให้ติดต่อกับโลกภายนอกของคสช.และการปฏิเสธไม่ให้ข้อมูลเกี่ยวกับผู้ถูกควบคุมตัวอย่างต่อเนื่อง ทำให้เกิดความเสี่ยงอย่างมากที่จะเกิดการทรมานและการปฏิบัติที่โหดร้าย ซึ่งเป็นการละเมิดอนุสัญญาต่อต้านการทรมาน
​ข้อกล่าวหาว่ามีการทรมานบุคคลระหว่างถูกทหารควบคุมตัวเริ่มปรากฏขึ้นในเดือนพฤษภาคม 2557 ตามรายงานเมื่อวันที่ 8 กันยายน 2557 ของศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ระบุว่าได้รับคำร้องเรียน 80 กรณีเกี่ยวกับการทรมาน โดยมีการตรวจสอบพบว่า 14 กรณีอาจถึงขั้นเป็นการทรมานหรือการปฏิบัติที่โหดร้ายต่อบุคคลระหว่างการสอบปากคำและการควบคุมตัวโดยทหาร ไม่ว่าจะเป็นการถูกเตะ ต่อย ช็อตด้วยไฟฟ้าที่อวัยวะเพศ และการขู่จะฆ่าให้ตายหรือการปฏิบัติมิชอบอย่างอื่น [39] ในเดือนกันยายน 2557 ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนรายงาน 14 กรณีที่เชื่อว่าเป็นการทรมานและการปฏิบัติที่โหดร้ายระหว่างการควบคุมตัวของทหาร [40] เมื่อเร็ว ๆ นี้ มีข้อกล่าวหาว่าชายสี่คนถูกทรมานระหว่างการควบคุมตัวของทหารตั้งแต่วันที่ 9-15 มีนาคม 2558 ก่อนจะถูกนำตัวไปที่ศาลทหาร โดยเป็นการตั้งข้อหาในความผิดเกี่ยวกับการโยนระเบิดที่กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2558 [41] ผู้ถูกควบคุมตัวทั้งสี่คนอ้างว่าก่อนจะถูกสั่งฟ้องคดีที่ศาลทหาร เจ้าหน้าที่ทหารพยายามบังคับให้สารภาพด้วยการทุบตีและต่อย ชายคนหนึ่งร้องเรียนว่าถูกทรมานด้วยการช็อตไฟฟ้า ที่ผ่านมาไม่มีการสอบสวนโดยพลัน อย่างเป็นอิสระ และไม่ลำเอียงต่อข้อกล่าวหาว่ามีการทรมานและการปฏิบัติที่โหดร้าย ซึ่งเป็นข้อกำหนดตามข้อ 12 ของอนุสัญญาต่อต้านการทรมาน การสอบสวนโดยพลันเป็นองค์ประกอบที่จำเป็นต่อการสอบสวนตามข้อกล่าวหาว่ามีการทรมาน เนื่องจากความจำเป็นที่ต้องรีบเก็บรักษาพยานหลักฐาน แต่แทนที่จะประกันให้มีการสอบสวน ในวันที่ 23 มีนาคม เจ้าหน้าที่ทหารขู่จะ “ดำเนินคดี” ต่อผู้ที่เผยแพร่ข้อมูลดังกล่าว [42]
​ดูเหมือนว่าเจ้าหน้าที่ยังทำตัวขัดขวางการสอบสวนที่เป็นอิสระต่อข้อกล่าวหาว่ามีการทรมานโดยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (กสม.) ในวันที่ 25 มีนาคม 2558 นพ.นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติรายงานว่าพัศดีเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานครปฏิเสธไม่ให้ตัวเขา และคณะจากกระทรวงยุติธรรมและผู้เชี่ยวชาญด้านนิติวิทยาศาสตร์ เข้าไปในเรือนจำตามแผนการที่จะไปพบกับผู้ต้องขังสี่คน เพื่อสอบสวนและเก็บข้อมูลเนื่องจากอ้างว่ามีการทรมานระหว่างการควบคุมตัวของทหาร [43] มีรายงานว่าพัศดีเรือนจำปฏิเสธไม่ให้กสม.เข้าเยี่ยม โดยอ้างว่ากรรมการสิทธิมนุษยชนฯ ไม่ได้รับอนุญาตจากอธิบดีกรมราชทัณฑ์ นพ.นิรันดร์รายงานว่าได้ร้องขอเข้าเยี่ยมตั้งแต่วันที่ 20 มีนาคมแต่ยังไม่ได้รับอนุมัติ แต่ที่ผ่านมาการเข้าเยี่ยมของกสม.ไม่เคยถูกขัดขวางมาก่อน ในเดือนมีนาคม 2558 ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนส่งหนังสือไปเรือนจำเพื่อขอใบรับรองแพทย์และภาพถ่ายที่มีการถ่ายผู้ต้องขังทั้งสี่คนไว้ทันทีหลังจากถูกส่งตัวเข้ามาที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร ในวันที่ 21 เมษายน 2558 ทางเรือนจำได้ตอบกลับว่ากรมราชทัณฑ์ไม่สามารถให้ใบรับรองและภาพถ่ายได้เนื่องจากข้อกังวลเกี่ยวกับความมั่นคง
​กองทัพไทยยังได้ตอบโต้ผู้พิทักษ์สิทธิมนุษยชนซึ่งรายงานข้อมูลการทรมานและการปฏิบัติมิชอบด้านสิทธิมนุษยชนกรณีอื่น ๆ ตัวอย่างเช่น ในเดือนสิงหาคม 2557 มูลนิธิผสานวัฒนธรรมเผยแพร่รายงานว่ากองทัพไทยถูกกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับการทรมานในสามจังหวัดชายแดนใต้ ในวันที่ 24 สิงหาคม 2557 นส.พรเพ็ญ คงขจรเกียรติ ผู้อำนวยการมูลนิธิผสานวัฒนธรรม ถูกตั้งข้อหาหมิ่นประมาททางอาญาจากหน่วยเฉพาะกิจของทหาร นส.พรเพ็ญได้รับแจ้งจากตำรวจเมื่อเดือนธันวาคมว่ามีการถอนฟ้องในคดีนี้โดยไม่มีการอธิบายเหตุผล [44]

4. บทสรุปเกี่ยวกับกฎหมายระหว่างประเทศว่าด้วยการไต่สวนคดีต่อพลเรือนในศาลทหาร [45]
​คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (HR Committee) มีข้อสรุปว่า “เขตอำนาจศาลทหารจำกัดอยู่เฉพาะความผิดที่เกี่ยวข้องกับทหารเป็นการเฉพาะและเป็นการกระทำของเจ้าหน้าที่ทหาร” [46] ในปี 2527 คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติยืนยันในความเห็นทั่วไปฉบับที่ 13 ว่า ถือเป็นข้อห้ามไม่ให้ศาลทหารไต่สวนคดีต่อพลเรือน ยกเว้นในพฤติการณ์พิเศษ ซึ่งต้องมีการตีความและวินิจฉัยอย่างเคร่งครัดและแคบ กรณีที่ไม่มีศาลพลเรือนที่เป็นธรรม เป็นอิสระ และไม่ลำเอียงที่สามารถทำหน้าที่เช่นนั้นได้ [47] คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติให้ความเห็นว่า กรณีที่รัฐฟ้องคดีต่อพลเรือนในศาลทหารหรือศาลพิเศษอื่นใด รัฐจำเป็นต้องกำหนดให้มีมาตรฐานกระบวนการอันควรตามกฎหมาย ซึ่งเป็นไปตามข้อกำหนดในข้อ 14 ของกติกา ICCPR รัฐยังจะต้องให้เหตุผลที่ชัดเจนว่าเหตุใดจึงนำตัวพลเรือนไปขึ้นศาลทหาร และเหตุใดจึงไม่สามารถใช้ศาลแบบปรกติได้ [48] ที่ผ่านมาคสช.ไม่ระบุเหตุผลว่าเหตุใดจึงไม่ใช้ศาลพลเรือนเพื่อไต่สวนพลเรือน นอกจากการอ้างอำนาจตามกฎอัยการศึกที่เป็นไปตามพระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พ ศ 2457
​หลักการ 5 ของหลักการพื้นฐานของสหประชาชาติว่าด้วยความเป็นอิสระของคณะตุลาการ (UN Basic Principles on the Independence of the Judiciary) ที่ได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุมสมัชชาใหญ่สหประชาชาติในปี 2528 [49] ยืนยันว่า “บุคคลทุกคนมีสิทธิได้รับการพิจารณาคดีโดยศาลหรือตุลาการปรกติ และใช้ขั้นตอนปฏิบัติตามกฎหมายทั่วไป จะต้องไม่จัดตั้งหน่วยงานตุลาการที่ไม่ได้ทำหน้าที่ตามขั้นตอนปฏิบัติตามกฎหมายทั่วไปขึ้นมาทดแทนเขตอำนาจศาลที่เป็นของศาลปรกติหรือศาลยุติธรรม”
​ในปี 2549 Emmanuel Decaux ผู้รายงานพิเศษแห่งสหประชาชาติประจำคณะอนุกรรมาธิการว่าด้วยการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน ได้จัดทำร่างหลักการพื้นฐานในการกำกับดูแลการบริหารงานยุติธรรมผ่านศาลทหาร (Decaux Principles) [50] การจัดทำ Decaux Principles เกิดขึ้นจากการปรึกษาหารือกับผู้ชำนาญการด้านสิทธิมนุษยชน นักนิติศาสตร์ และเจ้าหน้าที่ทหารจากทั่วโลก และตั้งอยู่บนหลักการพื้นฐานว่า ระบบยุติธรรมของทหารควรเป็นส่วนหนึ่งของระบบยุติธรรมตามปรกติ และควรดำเนินการในลักษณะที่ประกันให้เกิดความสอดคล้องอย่างเต็มที่กับหลักสิทธิมนุษยชนที่ได้รับการคุ้มครองในระดับสากล
​ในปี 2549 คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (UN Commission on Human Rights) ได้พิจารณาและยืนยันตาม Decaux Principles ซึ่งระบุว่า
​“โดยหลักการแล้ว ศาลทหารไม่ควรมีเขตอำนาจเหนือพลเรือน รัฐควรประกันว่าพลเรือนที่ถูกตั้งข้อหาอาญาไม่ว่าในกรณีใดควรได้รับการพิจารณาจากศาลพลเรือน [51] และต้องไม่จัดตั้งหน่วยงานตุลาการที่ไม่ได้ทำหน้าที่ตามขั้นตอนปฏิบัติตามกฎหมายทั่วไปขึ้นมา “ทดแทนเขตอำนาจศาลที่เป็นของศาลปรกติหรือศาลยุติธรรม” [52]
​หลักการ Decaux ยังระบุต่อไปว่า แม้กรณีที่เป็นการพิจารณาคดีต่อเจ้าหน้าที่ทหาร ศาลทหารต้องปฏิบัติหน้าที่ “ภายในกรอบหลักการทั่วไปว่าด้วยการบริหารงานยุติธรรม” เสมอ และต้องนำมาตรฐานการพิจารณาที่เป็นธรรมที่สอดคล้องกับกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศและกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศมาใช้ [53] ในเดือนตุลาคม 2556 Gabriela Knaul ผู้รายงานพิเศษแห่งสหประชาชาติว่าด้วยความเป็นอิสระของผู้พิพากษาและทนายความ เรียกร้องให้คณะมนตรีสิทธิมนุษยชน (ซึ่งก่อตั้งขึ้นมาแทนคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ) รับรองหลักการ Decaux และให้มีการขอความเห็นชอบจากที่ประชุมสมัชชาใหญ่สหประชาชาติ [54]

5. ข้อเสนอแนะ
​คสช.ควรปฏิบัติโดยทันทีเพื่อ
• ยุติการคุกคามด้านความยุติธรรมต่อผู้พิทักษ์สิทธิมนุษยชน:
o ประกันว่ามีการถอนฟ้องคดีต่อนายอานนท์ นำภา นายสิรวิชญ์ เสรีภิวัฒน์ นายพันธ์ศักดิ์ ศรีเทพ นายวรรณเกียรติ ชูสุวรรณ นส.จิตรา คชเดช และ ดร.วรเจตน์ ภาคีรัตน์
o ยุติการตอบโต้หรือแทรกแซงการทำงานที่ชอบด้วยกฎหมายของทนายความ และผู้พิทักษ์สิทธิมนุษยชน ซึ่งสอดคล้องกับข้อบัญญัติในปฏิญญาสหประชาชาติว่าด้วยผู้พิทักษ์สิทธิมนุษยชน (UN Declaration on Human Rights Defenders) ซึ่งมีการรับรองในที่ประชุมสมัชชาใหญ่สหประชาชาติเมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2541 โดยเฉพาะข้อ 1 ที่กำหนดว่า “บุคคลทุกคนมีสิทธิ ทั้งในทางส่วนตัวและการสมาคมกับบุคคลอื่น ในการส่งเสริมและสนับสนุนให้คุ้มครองและปฏิบัติตามสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพขั้นพื้นฐาน ทั้งในระดับประเทศและระหว่างประเทศ” และข้อ 12.2 ซึ่งกำหนดว่า “รัฐจะต้องปฏิบัติตามมาตรการที่จำเป็นทั้งปวงเพื่อประกันให้หน่วยงานที่มีอำนาจให้การคุ้มครองบุคคลทุกคน ทั้งในทางส่วนตัวและการสมาคมกับบุคคลอื่น ให้ปลอดพ้นจากความรุนแรง การคุกคาม การตอบโต้ การเลือกปฏิบัติร้ายแรงทั้งในทางพฤตินัยหรือนิตินัย แรงกดดันหรือการปฏิบัติโดยพลการใด ๆ โดยเป็นผลมาจากการที่บุคคลดังกล่าวใช้สิทธิที่กล่าวถึงในปฏิญญานี้อย่างชอบด้วยกฎหมาย”
• ประกันให้พลเรือนที่ถูกทหารควบคุมตัวสามารถขออำนาจศาลพลเรือนในการไต่สวนความชอบด้วยกฎหมายของข้อกล่าวหา และความชอบด้วยกฎหมายของการควบคุมตัวและการปฏิบัติ ซึ่งเป็นไปตามกติกา ICCPR
o ให้นำเนื้อหาของหลักการ Decaux มาใช้ในกฎหมายและนโยบายที่เกี่ยวข้องทั้งปวง
o ยกเลิกคำสั่งคสช.ทุกฉบับซึ่งให้อำนาจศาลทหารและกำหนดให้พลเรือนต้องขึ้นศาลทหาร และให้โอนคดีเหล่านั้นไปยังศาลพลเรือน
o ยกเลิกคำสั่งคสช.ฉบับที่ 11/2557 และ 33/2557 และให้ฟื้นฟูความเป็นอิสระของศาลพลเรือนและพนักงานอัยการ
o ยกเลิกคำสั่งคสช.ฉบับที่ 3/2558 และคำสั่งคสช.ฉบับที่ 5/2558
o ประกันว่าการแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ. 2498 สอดคล้องกับหลักการ Decaux โดยเฉพาะการไม่นำตัวพลเรือนขึ้นศาลทหาร และประกันให้ข้อบัญญัติตามพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ. 2498 สอดคล้องกับกติกา ICCPR
o ประกันให้บุคคลทุกคนในประเทศไทยได้รับสิทธิตามที่กำหนดไว้ในปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน และตามที่รับรองไว้ในกติกา ICCPR โดยไม่มีการเลือกปฏิบัติ รวมทั้งสิทธิที่จะได้รับการพิจารณาคดีที่เป็นธรรม การสันนิษฐานว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ และมาตรฐานการปล่อยตัวชั่วคราวระหว่างการพิจารณาคดีซึ่งเป็นหลักสากล
o ประกันให้มีการปฏิบัติตามและบังคับใช้อนุสัญญาต่อต้านการทรมานและการปฏิบัติหรือการลงโทษอื่นๆ ที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือที่ย่ำยีศักดิ์ศรี พ.ศ.2530 ให้เปิดเผยรายละเอียดกรณีต่าง ๆ ที่พลเรือนถูกทหารควบคุมตัว หรือที่เข้าสู่การไต่สวนของศาลทหาร รวมทั้งชื่อ วันที่จับกุม และสถานที่ควบคุมตัว
o ประกันให้เจ้าหน้าที่ของกสม.ได้รับอนุญาตให้มีโอกาสอย่างเต็มที่ในการสอบสวนข้อร้องเรียนใด ๆ ว่ามีการปฏิบัติมิชอบทางสิทธิมนุษยชน รวมทั้งการเข้าถึงโดยไม่ปิดกั้นสำหรับเรือนจำและสถานที่ควบคุมตัวทุกแห่ง และ
o ให้สัตยาบันรับรองtพิธีสารเลือกรับของอนุสัญญาต่อต้านการทรมานและการปฏิบัติหรือการลงโทษอื่นๆ ที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือที่ย่ำยีศักดิ์ศรี พ.ศ. 2549 [55]
• ประกันว่าร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2558 สอดคล้องกับพันธกรณีกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศของไทย รวมทั้งที่เป็นผลมาจากกติกา ICCPR อนุสัญญาต่อต้านการทรมาน
• ฟื้นฟูระบอบประชาธิปไตยโดยจัดให้มีการเลือกตั้งอย่างเสรีและเท่าเทียม

25580607-145456.jpg

Advertisements