จัดส่งรายงานคู่ขนานต่อยูเอ็น เรียกร้องเรื่องสิทธิในที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติและการดูแลด้านสุขภาพของ ชนพื้นเมือง/ชนชาติพันธุ์ในประเทศไทย

Picture1

มูลนิธิผสานวัฒนธรรม

เผยแพร่วันที่ 27 พฤษภาคม 2558

ใบแจ้งข่าว

จัดส่งรายงานคู่ขนานต่อยูเอ็น

เรียกร้องเรื่องสิทธิในที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติและการดูแลด้านสุขภาพของ

ชนพื้นเมือง/ชนชาติพันธุ์ในประเทศไทย

มูลนิธิผสานวัฒนธรรม ศูนย์ปฏิบัติการร่วมเพื่อแก้ไขปัญหาประชาชนบนพื้นที่สูง (ศปส.) และศูนย์พิทักษ์และฟื้นฟูสิทธิชุมชนท้องถิ่น ได้จัดส่งรายงานคู่ขนาน เกี่ยวกับพื้นที่ขัดแย้งในจังหวัดชายแดนใต้ของในข้อ 1 สิทธิในที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติ, ข้อ 11 – สิทธิที่จะมีมาตรฐานการครองชีพอย่างพอเพียง และข้อ 12 – สิทธิที่จะมีสุขภาพกายและสุขภาพจิต

ในประเด็น ข้อ 1 สิทธิในที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติ  เสนอให้เพิกถอนคำสั่ง คสช.ที่ 64/2557 และ 66/2557 ซึ่งให้อำนาจเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ในการจับกุม ข่มขู่ ทำลายพืชผล ขับไล่ชุมชนในท้องถิ่นโดยพลการ ไม่มีการแจ้งให้ชุมชนที่ได้รับผลกระทบทราบล่วงหน้า ไม่มีการปรึกษาหารือกับหน่วยงานของพลเรือนในพื้นที่  และให้ทบทวนแผนปฏิบัติการป่าไม้ระยะ 10 ปีของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้โดยให้ประเมินผลกระทบต่อสิทธิของผู้อาศัยอยู่ในเขตป่า  รวมทั้งการพิจารณาแก้ไขกฎหมายพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า และกฎหมายป่าไม้และการจัดการทรัพยากรธรรมชาติอื่น ๆ ควรได้รับการทบทวนและแก้ไขอย่างเหมาะสม ชนพื้นเมืองที่พลัดถิ่นหรือถูกโยกย้ายโดยเป็นผลมาจากกฎหมายเหล่านี้ ควรได้รับการเยียวยา ทั้งการชดเชย หรือหากไม่สามารถทำได้ให้จัดให้มี “ค่าชดเชยที่ยุติธรรม เป็นธรรมและเท่าเทียม”  และสนับสนุนแนวทางโฉนดชุมชนตามข้อเสนอขององค์กรภาคประชาสังคมในการแก้ปัญหาที่ดินและการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ

ประเด็น ข้อ 11 – สิทธิที่จะมีมาตรฐานการครองชีพอย่างพอเพียง รายงานฉบับดังกล่าวเสนอให้  ยุติ การโยกย้ายอย่างถาวรหรือชั่วคราวออกจากบ้านเรือนและ/หรือที่ดินที่ตนครอบครอง โดยขัดกับความประสงค์ของบุคคล ครอบครัว และ/หรือชุมชน ทั้งนี้โดยไม่มีการจัดให้มี และไม่สามารถเข้าถึงการคุ้มครองตามกฎหมายหรืออื่น ๆ อย่างเหมาะสม รัฐบาลไทยจึงต้องพิจารณาที่จะโยกย้ายชุมชนเหล่านี้กลับไปสู่ที่ดินอันเป็นข้อพิพาท จากนั้นให้ใช้แนวทางการมีส่วนร่วมกับชุมชน และหาทางฟื้นฟูสิทธิที่จะมีมาตรฐานการครองชีพอย่างพอเพียง   รวมทั้งกำหนดค่าชดเชยให้กับชุมชนที่ถูกไล่รื้อและปฏิบัติตามมาตรการเพื่อการฟื้นฟู ทั้งนี้เพื่อดูแลให้ประชาชนมีที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกินอย่างเพียงพอ สามารถเข้าถึงสิทธิอย่างอื่น ไม่ว่าจะเป็นการดูแลด้านสุขภาพและการเรียนหนังสือของบุตรหลานโดยทันที  อีกทั้งผลักดันให้รัฐบาลไทยควรยอมรับสถานภาพชนพื้นเมืองของ “ชาวไทยภูเขา” ในภาคเหนือและ “ชาวเล” ตามแนวชายฝั่งทะเลในภาคใต้ และ “ชนเผ่า” อื่น ๆ ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออกและภาคตะวันตก โดยกฎหมายป่าไม้และที่ดินควรยอมรับอย่างเป็นทางการต่อสิทธิแบบกลุ่มของชนพื้นเมืองที่มีต่อที่ดิน อาณาเขตและทรัพยากรของตนเอง ทั้งนี้เป็นไปตามปฏิญญาว่าด้วยสิทธิชนพื้นเมืองแห่งสหประชาชาติ (United Nations Declaration on the Rights of Indigenous Peoples)

ข้อ 12 – สิทธิที่จะมีสุขภาพกายและสุขภาพจิต รายงานฉบับนี้ได้เสนอให้รัฐบาลไทยจะต้องอนุมัติจัดสรรงบประมาณรายหัวตามสิทธิขั้นพื้นฐานด้านสาธารณสุขสำหรับบุคคลผู้มีปัญหาสถานะและสิทธิ กลุ่มที่มีบัตรประจำตัวประชาชนขึ้นต้นด้วยเลข 0 ประเภททะเบียนราษฎร์ ทร.38 ก โดยตัวเลขหลักที่ 6 และ 7 เป็นเลข 8,9 (0-XXXX-89XXX-XX-X) ตามมติคณะรัฐมนตรีวันที่ 16 เมษายน 2558 และ มติครม.20 เมษายน 2558 โดยทันที  โดยจัดสรรงบประมาณเพียงพอจัดสรรโดยทันที   รวมทั้งรัฐบาลไทยต้องพิจารณาเพิ่มนักเรียนที่กำลังเรียนอยู่ในประเทศไทยซึ่งกำลังได้รับสิทธิขั้นพื้นฐานด้านการศึกษาจากกระทรวงศึกษาธิการอยู่ระหว่างการจัดทำทะเบียนและกำหนดเลขประจำตัว 13 หลักจำนวน 76,540 คน เพิ่มเข้าสู่ “กองทุนให้สิทธิ(คืนสิทธิ)ขั้นพื้นฐานด้านสาธารณสุขสำหรับบุคคลผู้มีปัญหาสถานะและสิทธิ”ตามมติครม.23 มีนาคม 2553 และให้มีการจัดสรรงบประมาณรายหัวอย่างเหมาะสม

โดยเพิ่มเติมข้อเสนอให้จัดตั้ง “กองทุนควบคุมโรคชายแดน” ภายใต้กระทรวงสาธารณสุข เพื่อแก้ปัญหาสิทธิขั้นพื้นฐานและการเข้าถึงบริการสุขภาพให้แก่ผู้อพยพเข้าเมืองและพลเมืองไทยที่อยู่ระหว่างการพิสูจน์สัญชาติ และไม่ได้อยู่ภายใต้หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าและไม่ได้ริบสิทธิขั้นพื้นฐานด้านสาธารณสุขตามมติครม.23 มีนาคม 2553  สุดท้ายเพื่อให้เกิดการแก้ปัญหาสิทธิขั้นพื้นฐานด้านสุขภาพที่ยั่งยืน เกิดความเท่าเทียมและเป็นธรรมสำหรับพลเมืองไทยที่อยู่ระหว่างการพิสูจน์สัญชาติ รัฐบาลไทยต้องทบทวนและแก้ไขมาตรา 5 ของพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2545 เพื่อตอบสนองความต้องการของพลเมืองไทยที่อยู่ระหว่างการพิสูจน์สัญชาติ โดยบุคคลเหล่านี้ควรมีสิทธิได้รับบริการดูแลด้านสุขภาพและหลักประกันสุขภาพโดยไม่มีการเลือกปฏิบัติ

 

การนำเสนอรายงานคู่ขนานดังกล่าวสืบเนื่องจากที่ประเทศไทยเข้าเป็นภาคีกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมโดยการภาคยานุวัติเมื่อวันที่ 5 กันยายน 2542 และมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2542 รัฐภาคีจะต้องเสนอรายงานภายในปีแรก นับจากวันที่กติกามีผลใช้บังคับ และทุกๆ 5 ปี หลังการส่งรายงานฉบับแรก หรือเมื่อได้รับการร้องขอจากคณะกรรมการสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม  โดยรัฐบาลไทยได้จัดส่งรายงานฉบับแรกหลังการให้สัตยาบันไปแล้วเป็นเวลา 16 ปี  ได้กำหนดว่าจะมีการทบทวนรายงานและการพิจารณารายงานคู่ขนาน ณ นครเจนีวา ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ ในวันที่ 4-5 เดือนมิถุนายน ปี 2558 นี้  โดยทางคณะกรรมการ ESCR จะรับฟ้งการรายงานความก้าวหน้าจากผู้แทนของประเทศไทยและพร้อมกันนั้นก็เปิดโอกาสให้องค์กรภาคประชาชนสังคมทั้งไทยและต่างประเทศหลายองค์กรจัดส่งรายงานคู่ขนาน (shadow report) และร่วมรับฟังการรายงานด้วย ณ นครเจนีวา ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ โดยมีการถ่ายทอดสดในระบบ Webcast ขององค์กรสหประชาชาติด้วย ในวันที่ 4 มิถุนายนเวลา 15.00 และ ในวันที่ 5 มิถุนายน เวลา 10.00. และ 15.00  น. ณ เวลาท้องถิ่น

รายงานฉบับภาษาไทยสามารถดาวน์โหลดได้ที่  Submisssion to ICESCR -Land rights _Thailand_05 May 2015 (final) Thai (print2)

รายงานฉบับภาษาอังกฤษสามารถดาวน์โหลดได้ที่ http://tbinternet.ohchr.org/_layouts/TreatyBodyExternal/Countries.aspx?CountryCode=THA&Lang=EN

Advertisements