E_Book สิทธิของเรา สิทธิมนุษยชน เขียนโดยสถาบันสิทธิมนุษยชนแหงเอเชีย

photo (4)

Dowdload E-book at สิทธิของเรา สิทธิมนุษยชน

สถาบันสิทธิมนุษยชนแหงเอเชีย หวังวาหนังสือเลมเล็กๆนี้จะชวยใหทานสามารถ เขาใจสิทธิของทานในฐานะสิทธิมนุษยชนไดงายขึ้น

โดยกรุณาอยาลืมวา แทที่จริง สิทธิมนุษยชนนั้นเปนการแยกแยะวาเรามีเสรีภาพเชนใด ในฐานะที่เปนมนุษย
p iv Human Rights-Thai new.indd IVHuman Rights-Thai new.indd IV 9/19/12 2:31:19 PM9/19/12 2:31:19 PM
เพื่อเสรีภาพ(เหลานั้น) จะไดมีโอกาสเปนรูปธรรมขึ้นมา หากเขาใจเชนนี้วาสิทธิ กค็อืสิง่ทีเ่ชือ่มรอยมนษุยเราไวดวยกนั แทนทีจ่ะเปนสิง่ทีท่ำใหเราแตกแยกกนั กน็าจะ เปนไปไดมากขึ้นที่เราจะอยูรวมกันไดโดยสงบสันติดวยเหตุที่เรามีระบบคานิยม ที่เรียกวา ‘สิทธิมนุษยชน’ รวมกัน โดยที่ระบบคานิยมนี้ ตั้งอยูบนฐานเดียวกันเชิง จริยธรรมกับศาสนาและระบบความเชื่อตางๆ บรรดามีในโลกมนุษย สวนทานที่ทำงานดานสิทธิมนุษยชน นาจะพบวาหนังสือเลมนี้สามารถใชเปน ‘คูมือ’ ของทาน ไวใชประกอบการเจรจาตอรองใหมีการยอมรับและการปกปองคุมครอง สิทธิและเสรีภาพมากขึ้นในแตละกรณี และพื้นที่ ทั้งนี้ใครเรียนเสนอวาทัศนคติ ที่เปนอุดมคติในการทำงานดานสิทธิมนุษยชน ไมไดมีเพียงแตการตอตานทาที และการกระทำของรัฐ ที่ละเลยหรือไมยอมทำหนาที่ตามพันธกรณีในการปกปอง คุมครองสิทธิมนุษยชน อีกทั้งการตอตานนั้น บางครั้งอาจไมใชวิถีทางที่ดีที่สุด หากแตเราสามารถใชวิธีกระตุนเตือน ใหกำลังใจ และรวมทำงานกับรัฐไดดวย หากการทำเชนนั้นเปนไปเพื่อเปาหมายรวมกันในนามของมนุษยชาติและ มนุษยธรรม

Advertisements

แถลงการณ์เครือข่ายผดุงธรรมเพื่อสันติ กรณีเจ้าหน้าที่ควบคุมตัวนายมูหาหมัดยากี สาและ. กรณีเกาะสมุย

เผยแพร่วันที่ 29 เมษายน 2558
แถลงการณ์เครือข่ายผดุงธรรมเพื่อสันติ กรณีเจ้าหน้าที่ควบคุมตัวนายมูหาหมัดยากี สาและ
จากกรณีเหตุการณ์เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2558 เจ้าหน้าที่ตำรวจได้เชิญตัวนายมูหาหมัดยากี สาและ สมาชิกเครือข่ายผดุงธรรมเพื่อสันติ ไปพบที่สถานีตำรวจภูธรเมืองยะลา โดยอ้างว่ามีหมายจับเกี่ยวกับเหตุการณ์ระเบิดเมืองยะลา ซึ่งศาลได้พิพากษายกฟ้องแล้วนั้น เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจและให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ของรัฐ นายมูหาหมัดยากี สาและ จึงเดินทางเข้าไปพบเจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวจภูธรเมืองยะลา ต่อมาเจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัวนายมูหาหมัดยากี สาและ ไปซักถามที่ค่ายอิงคยุทธบริหาร ตำบลบ่อทอง อำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี แต่เจ้าหน้าที่กลับอ้างว่านายมูหาหมัดยากี สาและ มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ระเบิดที่เกาะสมุย จังหวัดสุราษฎ์ธานี และเจ้าหน้าที่ยังให้ข้อมูลข่าวต่อสื่อมวลชนด้วยว่า นายมูหาหมัดยากี สาและ เป็นผู้ต้องสงสัยเกี่ยวกับเหตุการณ์ระเบิดในคดีนี้ด้วย ซึ่งอาจมีการใช้อำนาจจับกุมควบคุมตัวโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เกินความจำเป็นและเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อนายมูหาหมัดยากี สาและ ทั้งๆที่นายมูหาหมัดยากี สาและ แสดงความบริสุทธิ์เข้าพบเจ้าหน้าที่และให้ข้อมูลโดยสุจริต ขณะนี้นายมูหาหมัดยากี สาและ ยังคงถูกควบคุมตัวที่ค่ายอิงคยุทธบริหาร จังหวัดปัตตานี โดยไม่ทราบระยะเวลาการควบคุมตัวว่าจะยาวนานเท่าใด ทั้งไม่มีการแจ้งข้อกล่าวหาและให้สิทธิของผู้ถูกจับตามกฎหมายใดๆ
นายมูหาหมัดยากี สาและ เป็นอดีตจำเลยที่ได้รับผลกระทบจากการบังคับใช้กฎหมายและได้เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมทางศาลแล้ว โดยตกเป็นจำเลยในคดีความมั่นคงทั้งหมด 4 คดี พนักงานอัยการสั่งไม่ฟ้อง 1 คดี ศาลพิพากษายกฟ้องและคดีถึงที่สุดแล้ว 3 คดี หลังจากได้รับการปล่อยตัวออกจากเรือนจำ นายมูหาหมัดยากี สาและ ได้ร่วมกลุ่มกับเพื่อนๆจำเลย ก่อตั้งกลุ่มเครือข่ายผดุงธรรมเพื่อสันติ (JOP) มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ความช่วยเหลือแนะนำความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการบังคับใช้กฎหมายแก่ผู้ได้รับผลกระทบ และสร้างความเข้มแข็งให้แก่ครอบครัวผู้ได้รับผลกระทบด้วย นอกจากนี้นายมูหาหมัดยากี สาและ ได้เข้าร่วมโครงการยะลาสันติสุข ภายใต้การกำกับดูแลของผู้ว่าราชการจังหวัดยะลา และได้ให้ความร่วมมือในการเข้าร่วมกิจกรรมเป็นอย่างดีมาโดยตลอด
จากเหตุการณ์การควบคุมตัวนายมูหาหมัดยากี สาและ ครั้งนี้ เครือข่ายผดุงธรรมเพื่อสันติ มีความกังวลและห่วงใยต่อการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ ซึ่งหมิ่นเหม่ต่อการละเมิดสิทธิของผู้บริสุทธิ์ที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการก่อเหตุความรุนแรง ซึ่งในวันเกิดเหตุระเบิดที่เกาะสมุยนั้น ภรรยาของนายมูหาหมัดยากี สาและ ยืนยันว่าในวันดังกล่าวนายมูหาหมัดยากี สาและ เลี้ยงลูกอยู่ที่บ้านของภรรยาที่อำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี การปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐที่ผ่านมาเกี่ยวกับผู้ต้องสงสัยในเหตุการณ์ความรุนแรง มักจะเล็งเป้าหมายต่อกลุ่มบุคคลที่เคยถูกบังคับใช้กฎหมายหรือกลุ่มจำเลยในคดีความมั่นคงที่ได้เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม และได้รับการพิสูจน์ความบริสุทธิ์ว่าไม่ได้เป็นผู้ที่มีความเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่แต่อย่างใด เครือข่ายผดุงธรรมเพื่อสันติ จึงขอเรียกร้องต่อหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมที่เกี่ยวข้องเพื่อให้ความเป็นธรรมต่อนายมูหาหมัดยากี สาและ ดังต่อไปนี้
1. ขอเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่ภายใต้หลักการของกฎหมายและเคารพหลักสิทธิมนุษยชน โดยไม่มีทัศนคติในด้านลบต่อกลุ่มเพื่อนจำเลยในคดีความมั่นคง
2. ขอให้เจ้าหน้าที่ตระหนักถึงการปกป้องและคุ้มครองสิทธิของผู้บริสุทธิ์ที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการก่อเหตุความรุนแรง โดยหามาตรการอย่างใดอย่างหนึ่งเพื่อมิให้เป็นเงื่อนไขสร้างชนวนของความขัดแย้งจนกลายเป็นอุปสรรคต่อการสร้างสันติภาพในพื้นที่ต่อไป
3. ขอเรียกร้องให้ภาครัฐนำข้อเท็จจริงจากภรรยาและครอบครัวของนายมูหาหมัดยากี สาและ รวมทั้งผู้ใหญ่บ้าน เพื่อประกอบเป็นข้อเท็จจริงในการพิจารณาให้ความเป็นธรรมกับนายมูหาหมัดดยากี สาและ ด้วย
4. หากภาครัฐพิสูจน์ทราบอย่างชัดเจนนายมูหาหมัดยากี สาและ ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องแต่อย่างใดกับเหตุการณ์ระเบิดที่เกาะสมุย ขอเรียกร้องให้หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องรีบดำเนินการปล่อยตัวนายมูหาหมัดยากี สาและ ให้เป็นอิสระโดยทันทีและให้มีการเยียวยาความเสียหายที่เกิดขึ้นด้วย รวมทั้งชี้แจงข้อเท็จจริงต่อสาธารณะ เพื่อสร้างความเข้าใจถูกต้องต่อประชาชนทั่วไปและเป็นการคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานของนายมูหาหมัดยากี สาและ ด้วย

เครือข่ายผดุงธรรมเพื่อสันติ

29 เมษายน 2558

25580429-231200.jpg

ภรรยาบิลลี่ยื่นฎีกาคดีขอให้ปล่อยตัวนายบิลลี่จากการควบคุมตัวโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย

เผยแพร่วันที่ 26 เมษายน 2558

ใบแจ้งข่าว

ภรรยาบิลลี่ยื่นฎีกาคดีขอให้ปล่อยตัวนายบิลลี่จากการควบคุมตัวโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย

พรุ่งนี้ (27 เมษายน 2558) เวลา 10.00 น. ที่ศาลจังหวัดเพชรบุรี นางสาวพิณนภา พฤกษาพรรณ จะยื่นฎีกาคัดค้านคำพิพากษาของศาลอุทธณ์ภาค 7 ที่พิพากษายกคำร้อง ในคดีการขอให้ปล่อยตัวนายพอละจี รักจงเจริญ หรือนายบิลลี่ ที่ถูกควบคุมตัวโดยมิชอบด้วยกฎหมาย

โดยเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2558 คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาว่า จากการไต่สวนพยานทั้งปากนายชัยวัฒน์ และเจ้าหน้าที่อุทยาน 4 คน รวมถึงนักศึกษาฝึกงาน 2 คน ให้การสอดคล้องกันว่าได้มีการปล่อยตัวนายบิลลี่ไปแล้ว แม้คำเบิกความจะมีข้อแตกต่างกันบ้างก็เป็นเพียงรายละเอียดหาใช่ข้อสาระสำคัญอันเป็นพิรุธไม่ พยานหลักฐานที่ผู้ร้องนำสืบยังรับฟังไม่ได้ว่ามีการคุมขังนายบิลลี่ไว้โดยไม่ขอบด้วยกฎหมาย คำร้องขอผู้ร้องจึงไม่มีมูล ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องนั้น ศาลอุทธรณ์ภาค 7 เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ซึ่งนางสาวพิณนภา ผู้ร้อง ไม่เห็นด้วยกับคำพิพากษาดังกล่าว จึงประสงค์ยื่นฎีกาในประเด็นดังต่อไปนี้

1. เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจานมีหน้าที่ดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดตามพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2504 แต่เนื่องจากเจ้าหน้าที่ฯ มีความขัดแย้งกับนายบิลลี่ในกรณีการเผาทำลาย ไล่รื้อ บ้านเรือนและทรัพย์สินของชาวกะเหรี่ยงบ้านบางกลอย จึงอาจเป็นเหตุให้เจ้าหน้าที่ฯ ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ไม่ดำเนินคดี และนำไปสู่การควบคุมตัวนายบิลลี่โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย อันอาจทำให้เกิดอันตรายต่อเสรีภาพในชีวิตและร่างกายของนายบิลลี่

2. การพิสูจน์ว่านายบิลลี่ได้รับการปล่อยตัวไปแล้วหรือไม่นั้น โดยหลักการรับฟังพยานหลักฐาน ภาระการพิสูจน์เป็นของฝ่ายเจ้าหน้าที่ที่มีอำนาจในการควบคุมตัว ไม่ใช่ภาระการพิสูจน์ของญาติผู้ถูกควบคุมตัว และตุลาการจะต้องทำหน้าที่ในการแสวงหาข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานให้ถึงที่สุดว่านายบิลลี่ได้รับการปล่อยตัวไปแล้วจริง เมื่อไม่ปรากฏหลักฐานบันทึกการจับ บันทึกของกลาง และบันทึกการปล่อยตัว จึงไม่อาจเชื่อได้ว่านายบิลลี่ได้รับการปล่อยตัวไปแล้ว และเชื่อได้ว่านายบิลลี่ยังคงอยู่ในการควบคุมตัวของเจ้าหน้าที่ฯ

3. พยานที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 รับฟังล้วนแล้วแต่อยู่ใต้บังคับบัญชาและการดูแลของนายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร ซึ่งเบิกความขัดแย้งกับคำให้การในชั้นสอบสวนในประเด็นการปล่อยตัวนายบิลลี่อันเป็นข้อสำคัญในคดี โดยพนักงานสอบสวนได้พบพยานหลักฐานใหม่ที่ยืนยันว่า นายบิลลี่ยังไม่ได้รับการปล่อยตัว จึงขอให้ศาลฎีกาไต่สวนพยานเพิ่มเติมในประเด็นดังกล่าว เนื่องจากเป็นข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นใหม่ภายหลังการพิจารณาของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ และมีสาระสำคัญถึงขนาดที่จะทำให้เปลี่ยนแปลงคำวินิจฉัยของศาลฎีกาได้

คดีนี้สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 17 เมษายน 2557 นายบิลลี่ นักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนชาวกะเหรี่ยงบ้านโป่งลึก-บางกลอย ถูกนายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร หัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานควบคุมตัวและได้หายตัวไปในระหว่างการควบคุมตัวดังกล่าว ภรรยาของนายบิลลี่จึงดำเนินการใช้มาตรการทางกฎหมาย โดยยื่นคำร้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 90 ต่อศาล เพื่อขอให้มีการไต่สวนฉุกเฉิน ในการค้นหาความจริงของการควบคุมตัวนายบิลลี่ โดยคณะทนายความ เห็นว่าคดีนี้ เป็นคดีที่มีความสำคัญต่อนโยบายด้านกระบวนการยุติธรรม การบังคับให้บุคคลใดสูญหายเป็นเรื่องที่รัฐจะต้องกำหนดมาตรการอย่างเด็ดขาดในการสืบสวนหาความจริง เพื่อไม่ให้กรณีเช่นนี้เกิดขึ้นอีก ทั้งนี้ ประเทศไทยได้ลงนามในอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองมิให้บุคคลถูกบังคับให้สูญหายแล้ว ในฐานะรัฐภาคีจึงควรใช้มาตรการที่จำเป็นทั้งหมดเพื่อป้องกันการบังคับให้สูญหายและไม่ให้ผู้กระทำลอยนวลพ้นผิดเนื่องจากความผิดฐานบังคับให้สูญหาย

ข้อมูลเพิ่มเติม ติดต่อ

วราภรณ์ อุทัยรังษี (ทนายความ) 084-8091997

25580426-232048.jpg

Southeast Asia: ASEAN governments must end the clampdown on freedom of expression

https://www.amnesty.org/en/documents/asa03/1504/2015/en/

Joint statement by Suara Rakyat Malaysia (SUARAM), Imparsial (Indonesia),
Cross Cultural Foundation (Thailand), Vietnamese Overseas Initiative for Conscience Empowerment (VOICE) and Amnesty International
Southeast Asia: ASEAN governments must end the clampdown on freedom of expression

As the ASEAN People’s Forum (APF) is held this week in Malaysia in parallel to the ASEAN Summit of Heads of State, we call on governments across Southeast Asia to end the clampdown on freedom of expression and to halt the use of repressive laws to silence dissenting voices.

The human right to free expression and the related rights to freedom of association, peaceful assembly, thought, conscience and religion are enshrined in the Universal Declaration of Human Rights and guaranteed in the International Covenant on Civil and Political Rights (ICCPR) as well in the constitutions and other legislation of many ASEAN member states.

However, governments across the region are imposing sweeping restrictions on the right to freedom of expression through repressive legislation as well as state-sanctioned attacks and intimidation. Draconian laws, often enforced under the guise of protecting national security, target peaceful dissenters both online and offline. Human rights defenders who are working on the frontline to promote human rights as well as to expose human rights abuses by state and non-state actors continue to face attacks, threats and imprisonment for their work.

In Malaysia, the authorities have increasingly used the colonial-era Sedition Act over the past year to investigate, charge and imprison opposition politicians, activists, human rights defenders, academics, journalists, lawyers and others who have peacefully expressed their opinions that are, or are perceived by the authorities to be, critical of the government or the monarchy.

Human rights defenders in Thailand have faced prosecution, enforced disappearances, intimidation and violent attacks, including assassinations, to silence them. Scores of community-based human rights defenders have been killed in the country since 1993, and perpetrators have frequently enjoyed impunity. Over the last decade new legislation has been passed and to restrict freedom of expression, including on the internet, and to silence peaceful critics. Since taking power in May 2014, Thailand’s military authorities have issued orders heavily restricting peaceful expression and assembly, including to ban news reports and publications under the interim constitution. Hundreds of people have been arbitrarily detained and dozens dragged before military courts for peacefully exercising their rights to freedom of assembly and expression. The military authorities have made unprecedentedly high use of the lèse-majesté law to imprison individuals in the name of security for acts which would not be considered crimes under international law. In the deep-south of Thailand, human rights activists have faced threats, detention and trumped-up charges under martial law since 2004.

The suppression of peaceful, social and religious activism is evident in Viet Nam; at least 60 prisoners of conscience remain, many of them having been convicted of peacefully expressing their views after unfair trials. Among them are bloggers, including Tran Huynh Duy Thuc, who was sentenced to 16 years’ imprisonment in 2010 after writing about political and economic issues in the country.

In Indonesia, scores of peaceful pro-independence activists from the Papua and Maluku regions remain imprisoned, some for as long as 20 years, and sometimes simply for raising or waiving a flag. Human rights defenders continue to face intimidation and threats and some have been charged under criminal defamation laws. Blasphemy laws also continue to be used to repress minority beliefs.

Human rights defenders, political activists, journalists and farmers continue to be arrested and imprisoned in Myanmar for peacefully exercising their right to freedom of expression – despite a presidential commitment to clear Myanmar’s jails of prisoners of conscience by the end of 2013.

Restrictive laws on internet use have been passed in Laos, where the state controls all media, and the enforced disappearance of civil society leader Sombath Somphone has had a chilling effect on human rights defenders in the country. And in Cambodia a draft cybercrime law has been widely criticized by civil society for vaguely worded provisions which could be used to suppress free speech and criticism of the authorities if passed.

These restrictions on freedom of expression that are sweeping across the region – using excuses such as protecting religion, the monarchy, and national security – and the silencing of dissenting voices, are troubling steps backwards. Government leaders attending the ASEAN summit in Malaysia have an opportunity to reverse this trend.

Our organizations call on ASEAN governments to respect and protect the right to freedom of expression and to repeal or amend all laws that violate these rights. Further, they should end the continued intimidation, harassment, arrest, imprisonment and other forms of attack against human rights defenders operating within their countries and allow them to carry out their work without fear of persecution. Our organizations also call for the unconditional release of all prisoners of conscience detained simply for peacefully exercising their human rights.

Note: A workshop by Amnesty International and SUARAM on freedom of expression and human rights defenders in ASEAN was held today at the ASEAN People’s Forum 2015 in Kuala Lumpur.

25580423-205136.jpg

25580423-205226.jpg

A brief report: “One year and the use of legal mechanisms to solve Billy’s enforced disappearance”

Human Rights Lawyers Association

For immediate release on 17 April 2015
A brief report: “One year and the use of legal mechanisms
to solve Billy’s enforced disappearance”

It has been one full year since a Karen human rights defender of Ban Pong Luk-Bang Kloy, Mr. Pholachi Rakchongcharoen, aka “Billy”, has been made disappeared on 17 April 2014. He was on a journey from his village to compile information to use as incriminating evidence against officials of the Kaengkrachan National Park who have burned down houses and properties of the ethnic Karens in the National Park area in 2011. Billy was last seen on 17 April 2014 about 17.00 while being held in custody by the Kaengkrachan National Park officials. He was found to have in possession of wild honey and beehives and was detained for that reason. The officials, however, claimed to have given him a warning and then released him from custody. But there have been no written records of either the arrest or the release.

A core member of the Karen village at Ban Bang Kloy, Mr. Billy was serving them as a human rights defender and a paralegal volunteer in a litigation launched by the villagers against the Department of National Parks, Wildlife and Plant Conservation and the Ministry of Natural Resources and the Environment with the Central Administrative Court. It stemmed from the forced eviction and arson of properties belonging to more than 20 families in Ban Bang Kloy in May 2011. The operation ‘The Replication of the Deportation, Eviction/Arrest of Ethnic Minorities Encroaching the Area of Kaengkrachan National Park along the Thailand-Burma Border Project” or “Operation Tanao Sri”, was led by the Head of the Kaengkrachan National Park, Mr. Chaiwat Limlikitaksorn. It aimed at pushing out the villagers from the area despite studies have been previously made to affirm that the ethnic Karens are aboriginal people and have been dwelling in the area for more than a century. The disappearance of Mr. Billy happened while he was preparing information to support the legal case, the next hearing of which was to take place on 19 May 2014. In addition, Mr. Billy was getting prepared to submit a petition to His Majesty the King on the same matter. It is believed that Mr. Billy was made disappeared along with documents and evidence related to the legal fight and the petition.

A legal move was first initiated by Ms. Pinnapa Pruksapan, Billy’s wife, who has reported the disappearance with police at the Kaengkrachan Police Station on 18 April 2014 once she was aware that Billy had gone disappeared after being held in custody by the National Park officials.

On 22 April 2014, upon hearing of the incidence, the Human Rights Lawyers Association (HRLA) has conducted initial fact-finding and issued an open letter urging the Department of National Parks, Wildlife and Plant Conservation to review the performance of the Head of the Kaengkrachan National Park.

On 23 April 2014, representatives from the HRLA, the International Commission of Jurists (ICJ), and Cross Cultural Foundation (CrCF) have made a trip to the district of Kaengkrachan, Petchaburi Province to ask for information from the Head of the Kaengkrachan National Park, Ms. Pinnapa Pruksapan and other relatives of Mr. Billy. On the same day, the lawyer team met to prepare a petition for the Court to issue an injunction and to have Mr. Billy released from unlawful detention as per the wish of his relatives.

On 24 April 2014, Ms. Pinnapa Pruksapan and HRLA’s lawyers have submitted a petition to the Petchaburi Provincial Court in the Black Case no. Special 1/2557 asking the Court to conduct a habeas corpus hearing invoking Article 90 of the Criminal Procedure Code and Section 32 of the 2007 Constitution of the Kingdom of Thailand. The Court granted as per the request and took evidence from two witnesses on that day including Ms. Pinnapa Pruksapan, Billy’s wife as the plaintiff, and Mr. Krathong Chokwiboon, Headman of Ban Bang Kloy. Ten more witnesses were to be examined on 30 April, 12 May, 2 June, and 16 June 2014, respectively, with a closing session on 7 July 2014. Among those witnesses called to the dock included Mr. Chaiwat Limlikitaksorn, the Head of the Kaengkrachan National Park plus four other National Park officials, Dr. Nirand Pitakwatchara, National Human Rights Commissioner, two student internees, inquiry officials of the Kaengkrachan Police Station and an expert witness from Advanced Info Service PLC.

On 25 April 2014, the NHRC’s Subcommittee on Human Rights has met to on the disappearance of Billy. On the same day, Pol Gen Aek Angsananont, Deputy Royal Thai Police Chief, called a meeting with police officials and concerned agencies including the Provincial Police Region 7, Crime Suppression Division (CSD), and Ministry of Justice’s Department of Rights and Liberties Protection to discuss the case. Meanwhile, Pol Col Suksawat Suksawaeng, Deputy Commander of the Petchaburi Provincial Police has accompanied Mr. Billy’s wife to meet with Pol Gen Aek Angsananont, Deputy Royal Thai Police Chief who assured her that an effort shall be made to protect her family and to promptly bring Billy back.

On 27 April 2014, the Commander of the Provincial Police Region 7 met with the investigation team on the case of Mr. Pholachi Rakchongcharoen or “Billy” while Ms. Pinnapa Pruksapan and Mr. Krathong Chokwiboon, Headman of Ban Bang Kloy as well as their relatives have been asked to provide more information and to be informed of progress of the investigation.

On 28 April 2014, the ICJ, CRCF and HRLA have issued a statement urging the Thai government to thoroughly and impartially investigate the disappearance of Mr. Pholachi Rakchongcharoen or “Billy”.

On 2 May 2014, the United Nations High Commissioner for Human Rights (UNHCHR) issued a statement regarding the case of Mr. Pholachi Rakchongcharoen or “Billy” in Geneva, Switzerland. The UNHCHR spokesman, Mr. Rupert Colville expressed his concern about a lack of progress in the investigation regarding the disappearance of human rights defenders in Thailand including Mr. Pholachi Rakchongcharoen or “Billy” who has come out to demand the right to land for indigenous peoples in Thailand. He was last seen on 17 April 2014 while he was coming back from another village preparing information to be used in a lawsuit against the authorities at the Kaengkrachan National Park which have burned down and destroyed houses and properties of the ethnic Karens living in the National Park in 2010 and 2011. The Head of the National Park claimed though he had Billy held in his custody on 17 April for having in possession wild honey, but he had already released Mr. Billy. But no one else has seen him again since then.

On 15 May 2014, it was reported in the press that the Inquiry Committee led by Mr. Thammarat Wongsopa, the Director of Protected Areas Regional Office 3 (Ban Pong revealed the result of its investigation that Mr. Chaiwat Limlikitaksorn was found guilty of violating the Civil Service Act B.E. 2551 (2008) for wrongfully performing or refraining to perform official duties according to applicable laws, rules, and regulations or leaving or neglecting of official duties without reasonable cause which results in severe detriment to any person or the government service, wrongfully performing or refraining to perform official duties without intent, but having caused severe detriment to any person, but according to the what happened, it cannot be determined that the official has committed the breach with intent to cause severe detriment to any person. As to what extent the disappearance of Mr. Pholachi or Billy is related to the performance of duties by Mr. Chaiwat Limlikitaksorn or any particular persons, the Committee deems that it should be subject to the investigation of the inquiry officials who are performing their duties as provided for by the law. On the same day, DNP issued an order to remove Mr. Chaiwat Limlikitaksorn from Kaeng Krachan National Park for one month, from 15 May onward, and he was to be working at the Protected Areas Regional Office 3 (Ban Pong), Ratchaburi.

On 20 June 2014, Ms. Pinnapa Pruksapan has submitted a letter of petition to Gen Prayuth Chan-ocha and the United Nations High Commissioner for Human Rights (UNHCHR) asking for help to track down her husband.

On 17 July 2014, The Petchaburi Provincial Court dismissed the habeas corpus case as from the examination of Mr. Chaiwat, four National Park officers and two student internees, all of them have testified coherently and consistently that Mr. Pholachi has been released. Even though the lawyer of the petitioner brought to the Court inquiry officials from Kaeng Krachan Police Station who claimed that the statement given by the student internees to the police was different from the evidence given to the Court, but since the evidence given by the inquiry official was simply hearsay evidence, it was then not admissible. From the examination of witnesses, it does not convince the Court that Mr. Pholachi has still been held in custody by the National Park officers and the case is dismissed.

On 19 August 2014, officials from the Department of Special Investigation (DSI) and the Central Institute of Forensic Science (CIFS) visited Kaeng Krachan to interview villagers living near the spot where Billy was brought to and last seen. It was an attempt to establish a clear route of the spots involved with his disappearance. In addition, it was aimed at collecting evidence and DNA sampling of Billy’s son as important material evidence to match the DNA sampling found in the pickup truck used for taking away Billy for further inquiry and then his release. It was the first time DNA collection was used as part of the investigation.

On 22 August 2014, the DNP Order no.1939 /2557 was issued on 22 August for Mr. Chaiwat Limlikitaksorn, special forestry officer from the Protected Areas Regional Office 3 (Ban Pong) and the Head of the Kaeng Krachan National Park who had been transferred to work temporarily at the DNP headquarters in Bangkok since middle of June to be reinstated as the Head of the Kaeng Krachan National Park of Petchaburi and Prachuap Khiri Khan from 22 August to 30 September 2014.

On 16 September 2014, Ms. Pinnapa and HRLA’s lawyers submitted a motion of appeal to the Petchaburi Provincial Court regarding the dismissal of the habeas corpus case regarding Mr. Pholachi Rakchongcharoen or Billy who was allegedly held in unlawful custody by the National Park officials. The Appeals Court decided to accept to review the case on 22 September 2014.

On 19 September 2014, DSI made a trip to the area to collect more evidence and sent it to the Central Institute of Forensic Science for further verification and if the DNA samplings matched. The DNA sampling was taken from blood stain. And the results could only reveal it belonged to a male.

On 25 September 2014, the Petchaburi Provincial Police interviewed Mr. Chaiwat Limlikitaksorn before submitting an investigation report to the Office of Public Sector Anti-Corruption Commission (PACC) for further action regarding the violation of Article 157 of the Penal Code

On 1 October 2014, Mr. Niphon Chotban, DNP’s Director-General, Ministry of Natural Resources and the Environment, issued an order no. 2383/2557 to transfer Mr. Chaiwat Limlikitaksorn, Kaeng Krachan National Park Chief who was serving for the Protected Areas Regional Office 3 (Ban Pong) to be Kaeng Krachan National Park Chief of Petchaburi and Prachuap Khiri Khan from 1-5 October 14, and then to become Director of the Watershed Management Unit at the Protected Areas Regional Office 1 (Prachinburi) afterward. Meanwhile, Mr. Kamol Nuanyai, Chat Prakan Waterfall National Park Chief in Pitsanuloke will replace him as Kaeng Krachan Naitonal Parl Chief, effective since 6 October 14.

On 29 January 2015, the Provincial Police Region 7’s investigation team has concluded the investigation report concerning the allegation that Mr. Chaiwat Limlikitaksorn, the Head of the Kaengkrachan National Park and four other officials had arrested and held in custody Mr. Pholachi Rakchongcharoen or “Billy” on 17 April 2014. The National Park officials were pressed with charges for being an official, wrongfully exercises or does not exercise any of his functions to the injury of any person, or dishonestly exercises or omits to exercise any of his functions according to Article 157 of the Penal Code. On the same day, Ms. Pinnapa Pruksapan has submitted a letter of petition to the PACC’s Secretary General urging PACC to expedite the investigation of the disappearance of Mr. Billy who was allegedly arrested and held in custody by the National Park officials.

On 26 February 2015, the Petchaburi Provincial Court read the verdict of the Appeals Court Region 7 regarding the habeas corpus case and the request for the release of Mr. Billy from unlawful detention. The Court has found from the examinations of Mr. Chaiwat Limlikitaksorn and four other National Park officials plus two student internees that Billy had been released. Even though there were some incongruence of the evidence they have given, but it was pertaining to no material essence. The evidence submitted by the plaintiffs has also failed to establish that Mr. Bill is still being held in unlawful detention. Given the lack of ground of the petition, the Appeals Court Region 7 concurred with the Lower Court and decided to dismiss the case.

Nevertheless, given the importance of the case to justice process policy, the lawyer team is preparing to appeal the order again since the case concerns enforced disappearance and the state is obliged to mete out decisive measures to support the investigation and to prevent another occurrence of such incidence. Since Thailand has signed the International Convention for the Protection of All Persons from Enforced Disappearance, as a state party, it is should provide for necessary measures to prevent enforced disappearance and impunity of the perpetrators.

For more information, please contact:
Waraporn Uthairangsi (attorney) 084-8091997
Human Rights Lawyers Association (HRLA) 02-6930682

25580418-073748.jpg